คุณคงสงสัยว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้แบรนด์กาแฟและแฟชั่นโคจรมาพบกัน

ตอบตรงๆ ว่าตอนแรกเราก็สงสัยไม่ต่างกัน เราเลยขอชวนคุณมารับฟังเบื้องหลังจุดเริ่มต้นของการมาร่วม Collaboration กันระหว่าง 2 แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จากแนวคิด ‘Beyond Coffee’ ของคาเฟ่ อเมซอน ที่อยากจะเป็นมากกว่าร้านกาแฟ มาพบกับแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศอย่างนารายา ทั้งคู่มีจุดร่วมอย่างความเชื่อในเรื่องการคืนกำไรกลับสู่สังคม และเล็งเห็นถึงปัญหาการว่างงานของกลุ่มฝีมือแรงงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 เหมือนกัน จึงกลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษ Limited Edition อย่างกระเป๋าผ้ารักษ์โลกและหน้ากากผ้า ที่ทางนารายารับหน้าที่ออกแบบโดยคงดีเอ็นเอของคาเฟ่ อเมซอน ไว้ได้อย่างครบถ้วนกับ 2 ลายอย่าง Coffee Bean ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ที่สื่อผ่านลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก และ Forest Art สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคาเฟ่ อเมซอน

The Cloud จึงขออาสาพามาฟังเรื่องราวโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้กัน

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่คล้ายกัน

ในทุกๆ ปี คาเฟ่ อเมซอน จะจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อมูลนิธิหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรเมล็ดกาแฟบนดอย รับซื้อเมล็ดกาแฟและสอนเกษตรกรชาวเขาในการปลูกกาแฟ หรือภายในร้านเองก็มีโครงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือผู้สูงวัยมาฝึกเป็นบาริสต้า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับหลายส่วน ทางคาเฟ่ อเมซอน จึงมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจคล้ายๆ กัน พบว่าทางนารายาเองก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมและชุมชนอยู่แล้ว ด้วยการจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ ในการตัดเย็บชิ้นส่วน รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน จึงได้เริ่มมีการชักชวนและพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2563 ว่าอยากจะจับมือร่วมกันทำอะไรสักอย่าง

ตั้งใจทำกระเป๋าและหน้ากากผ้า

ทั้งสองแบรนด์ระดมไอเดียกันว่า จะมาร่วมงานกันในรูปแบบไหนดี จึงออกมาเป็นสินค้าที่ทางนารายาถนัดอยู่แล้วอย่างกระเป๋าผ้า ซึ่งสอดคล้องกับทางคาเฟ่ อเมซอน ที่รณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกอยู่ตลอดเหมือนกัน รวมถึงหน้ากากผ้ายังเป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ประจวบเหมาะกับที่นารายาเองเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำหน้ากากผ้า ซึ่งใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าและสามารถซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 30 ครั้ง โดยเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตมาจำนวนจำกัด ไม่ได้วางขายทั่วไป มีจำหน่ายเฉพาะที่คาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และ Official Store บน Shopee และ Lazada 

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของป่าแอมะซอน

ทางนารายาที่ได้รับหน้าที่ออกแบบเล่าว่า สำหรับ 2 ลายที่ออกมา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป่าแอมะซอนที่เมื่อพูดถึงใครก็ต้องนึกถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างแรก ลาย Forest Art จึงมีส่วนประกอบหลักเป็นสีเขียว แซมด้วยสีส้มที่เติมความสดใสในรูปแบบของลาย Abstract และลาย Coffee Bean ที่เป็นภาพวาดของต้นกาแฟ แสดงให้เห็นต้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผลกาแฟสีแดงสดใสที่ช่วยชูให้เด่นออกมาด้วย

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

สร้างองค์ความรู้และช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ปกติแล้วทางนารายามีการรับหูกระเป๋า ตัวกระเป๋า หรือชิ้นส่วนต่างๆ จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อประกอบสินค้าทั้งหมดอีกทีที่โรงงาน โดยผู้ร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรมเรื่องการเย็บ การตรวจสอบคุณภาพ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าจากทางแบรนด์ก่อน จึงจะสามารถรับผ้าไปทำงานเองได้ ซึ่งส่วนมากคนที่รับไปจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาภายในชุมชน บางที่ทำเป็นกิจกรรมของส่วนกลางหมู่บ้านเลยก็มี ทำให้แต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญในแต่ละชิ้นส่วนโดยเฉพาะทางต่างกันไป ช่วยให้ตั้งแต่กลุ่มคนอายุน้อยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสและการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การมอบเงินหรืออาหารไปให้เพียงไม่กี่มื้อ แต่เป็นการสร้างอาชีพและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตให้แก่ชุมชน

ปรับจูนกันจนเป็นความภูมิใจของทั้งสองฝ่าย

การนำพาสองแบรนด์ที่อยู่ต่างกันในคนละสนามธุรกิจมาร่วมงานกัน ต้องมีอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ให้ความสำคัญเรื่องของโทนสีหรือมู้ดแอนด์โทนของของที่ระลึกภายในร้าน เพราะเป็นธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ต้องควบคุมและดูแลคู่ค้าทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน 

ในขณะเดียวกัน นารายาเป็นแบรนด์งานคราฟต์ที่ต้องใช้ฝีมือ และสินค้าแต่ละชิ้นอาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานฝีมือแบรนด์นี้ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับจูนเข้าหากัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์หรืองานพิมพ์ผ้า ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดที่มี จะให้เทียบสีโค้ดเหมือนการผลิตในไลน์อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นงานแฮนด์คราฟต์ แต่ทางนารายาก็พยายามช่วยปรับช่วยแก้อยู่หลายรอบกว่าจะลงตัว จนสุดท้ายได้สีและชิ้นงานที่ทั้งสองแบรนด์ประทับใจและภูมิใจในสินค้าที่ออกมา 

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

เรียนรู้ร่วมกันจากโปรเจกต์นี้ 

ที่ผ่านมา คาเฟ่ อเมซอน แทบไม่ค่อยมีการทำ Collaborate ร่วมกับแบรนด์ใดเท่าไหร่นัก สินค้าที่ระลึกของแบรนด์เองค่อนข้างขายดีมาก และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในเรื่องสินค้าใหม่ โดยมีการขยับให้สินค้ามีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นารายาจึงถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ทำโครงการในลักษณะนี้ด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนและขยายฐานลูกค้ากัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของนารายามีช่วงอายุที่มากกว่า ส่วนคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งแต่นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นารายายังเข้าถึงได้ไม่มาก ทำให้เกิดการเรียนรู้จากงานนี้ว่า จะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดอัตลักษณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง การร่วมงานกันทำให้ทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เข้าใจลูกค้ามากขึ้น กว้างขึ้น และได้สินค้าที่คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถใช้ได้จริงๆ

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

หากใครสนใจจับจองเป็นเจ้าของคอลเลกชันพิเศษนี้สามารถหาซื้อได้ที่หน้าร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ Official Account บน Shopee และ Lazada ถุงผ้ารักษ์โลก ราคา 79 บาท หน้ากากผ้า ราคา 99 บาท และโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อกระเป๋าผ้ารักษ์โลกคู่กับหน้ากากผ้า ลดเหลือ 159 บาท (จากปกติ 178 บาท)

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

‘ถ้าจะเท่ ยุคไหนก็ยังเท่’

เป็นความรู้สึกแรกเมื่อได้เห็นรองเท้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุดจาก DoiTung x Onitsuka Tiger ที่อวดลวดลายของผ้าทอมือลงบนรองเท้า Onitsuka Tiger แบรนด์เก่าแก่ของญี่ปุ่นได้อย่างเท่ไม่หยอก เชื่อว่าใส่แล้วไม่เชย แม้ว่าจะเป็นการโคจรมาเจอกันของสองแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานก็ตาม

ดูเหมือนว่าการรวมตัวกันครั้งนี้จะทำให้รองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966 จับมือกับผ้าทอไทย เดินไปกับยุคสมัยได้อย่างไม่ขัดเขิน

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

ชวนเพื่อนมาทำรองเท้า

เราได้รับแรงบันดาลใจจากโปรเจกต์ DoiTung & Friends ที่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้เรากล้าเดินไปออกไปหาเพื่อนใหม่ในระดับอินเตอร์ อย่าง Onitsuka Tiger เพื่อจัดทำโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ อาสาพาเราไปทำความรู้จักและเล่าเรื่องเพื่อนใหม่คนนี้ให้เราฟัง

“ผมชอบรองเท้า Onitsuka Tiger มาก เพราะใส่สบายและเป็นรองเท้าที่ยูนีค เขามีโมเดลคงกระพัน และมีวิธีประยุกต์โมเดลด้วยการใช้สีสันต่างๆ จะเห็นได้ว่าคนไทยเดินเข้าช็อปแบรนด์นี้ที่ญี่ปุ่นเยอะมาก เราเลยคิดว่านี่เป็นแบรนด์ที่น่าร่วมงานด้วย ไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว เลยพยายามติดต่อไป”

ทว่าเพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะเจอตัวกันได้ง่ายๆ หลังจากที่เสาะหาทางเข้าไปทำความรู้จักอยู่นาน ฟ้าก็เริ่มเปิดทางให้ โดยมีกงสุลใหญ่ของเมืองโอซาก้าอาสาเป็นแม่สื่อแม่ชัก พาดอยตุงจากเหนือสุดแดนสยามมาเจอกับเสือโอนิซึกะจนได้ จากน้ำเสียงของเขา เราเชื่อว่าการพบกันครั้งแรกนั้นน่าประทับใจและเป็นไปได้ด้วยดี

“ผมถือกระเป๋าเดินเข้าไปในออฟฟิศคนเดียว นั่งรอในห้องประชุมสักพัก เขาก็เดินมานั่งคุยด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือตอนที่เขาเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง เป็นภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ฉลองรองเท้า Onitsuka Tiger พอเขารู้ว่าเราเป็นโครงการของสมเด็จย่า เขาเลยสนใจจะทำร่วมกับเรา นี่คือจุดเริ่มต้น” เขาเล่าให้เราฟัง

ใช้รองเท้ากีฬาเยียวยาหัวใจคนในชาติ

ค.ศ. 1949 หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประชากรชาวญี่ปุ่นต่างก็บอบช้ำจากเหตุการณ์ครั้งนั้น Onitsuka Tiger เป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความตั้งใจของนายทหาร คิฮะชิโร โอนิซึกะ (Kihachiro Onitsuka) วัย 32 ปี ผู้อยากให้รองเท้าบาสเกตบอลที่เขาออกแบบมีส่วนช่วยให้กีฬาในประเทศกลับมาเฟื่องฟู Onitsuka Tiger จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความหวังที่อยากเยียวยาหัวใจคนญี่ปุ่น และผนึกคนในชาติให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

“เรามีความเชื่อในผู้คนเหมือนกัน Onitsuka Tiger ต้องการสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ผ่านกีฬา DoiTung เองก็ทำเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ทำเรื่องกีฬาหรือออกแบบรองเท้า เราพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม สร้างความยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่ด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคง เราเอากำไรที่ได้ไปเติมเต็มเรื่องการศึกษาของเด็กๆ ปรับปรุงการเรียนการสอน พอยิ่งศึกษาเข้าไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเห็นจุดที่ทั้งสองแบรนด์ใกล้เคียงกัน” 

เมื่อทั้งคู่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน มีเรื่องราวเบื้องหลังคลายคลึงกัน โปรเจกต์สนุกๆ บนความเชื่อเดียวกันจึงถือกำเนิดขึ้น

มกราคม 2563 Onitsuka Tiger มาเยือน DoiTung ที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก และแลกเปลี่ยนเรื่องผ้ากันอย่างออกรส หลังจบบทสนทนาในวันนั้น แบรนด์ญี่ปุ่นเห็นว่าสิ่งพวกเขากำลังมองอยู่นั้นคือเป้าหมายเดียวกัน จากที่แรกเริ่มตั้งใจวางขายรองเท้าแค่ในไทย สุดท้ายก็ตัดสินใจพารองเท้าผ้าทอไปวางอยู่ในทุกสาขาทั่วโลก

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

รองเท้าผ้าทอคู่แรกของ Onitsuka Tiger 

รองเท้า 2 คู่ ถือเป็นรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่วางจำหน่ายเฉพาะในไทยเท่านั้น คือ MEXICO 66™ ซึ่งเป็นรองเท้าที่คลาสสิกที่สุดของแบรนด์ ออกแบบใหม่ด้วยการปักลายเสือสีดำและโลโก้แบรนด์ลงไปแบบเรียบๆ ความพิเศษของสองคู่นี้คือใช้ผ้าทอจากเส้นใยพลาสติก PET รีไซเคิลทั้งหมด 

ส่วนอีก 3 คู่ ถูกอวดโฉมทั้งในไทยและเดินทางไปโชว์ในช็อปทั่วโลก คือ MEXICO 66™, MEXICO 66™ PARATY และ SERRANO ที่เหล่าดีไซเนอร์เปลี่ยนลายพาดสีน้ำเงินแดงสุดคลาสสิกให้กลายเป็นลายปักสีเดิม และใช้เส้นด้ายจากผ้าฝ้ายประหยัดน้ำ (Better Cotton)

จึงถือเป็นความพิเศษสุดที่ประเทศไทยมีรองเท้าคอลเลกชันพิเศษนี้ให้ได้ชมกันถึง 5 รุ่น ในขณะที่ทั่วโลกมี 3 รุ่น 

“ผมคิดว่า Onitsuka Tiger ไม่เคยทำผ้าทอมือบนรองเท้า ความยากมันอยู่ที่ว่า เราจะเอาผ้าของเราไปปักบนรองเท้าได้หรือเปล่า”

การทำรองเท้าจากผ้าทอมือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเขา เพราะเบื้องหลังนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องผ้า แต่ยังมีมิติของผู้คน ซึ่งเป็นแรงงานทอผ้าที่ต้องคำนึงถึงเรื่องค่าแรง ค่าล่วงเวลา และต้นทุนของคน อีกทั้งการนำเอาผ้าทอมือไปทำเป็นรองเท้ายังต้องอาศัยเทคนิคใหม่ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

“มันเป็นกระบวนการที่ต้องเตรียมตัวค่อนข้างนาน ต้องหาคนที่จะเข้ามาทำสิ่งนี้ให้กับเรา เราต้องอธิบายให้ป้าๆ ของเราฟัง ความท้าทายคือ ทำอย่างไรถึงจะเอาผ้าไปทำเป็นรองเท้าได้และต้องทนทานด้วย เวลาเอาผ้าทอมือไปขึงทำรองเท้าแล้วมันตึง ก็มีโอกาสเบี้ยวได้ ยืดได้ ดีไซเนอร์เองก็ต้องเข้าใจว่าต้องดึงผ้ามาทำอย่างไร เพื่อให้ออกมาเป็นรองเท้าแล้วใส่ได้จริง ต้องหาวิธีการและเทคนิคในการทำ”

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี
DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

ตั้งโจทย์ไว้ว่าต้องยั่งยืน

DoiTung เปิดโอกาสให้นักทอผ้าอวดฝีมือลงบนรองเท้าทรงคลาสสิก ได้ออกมาเป็นลวดลายเอกลักษณ์ของผ้าทอไทย เบื้องหลังของความสวยงามคือโจทย์ที่ทั้งสองแบรนด์ตั้งไว้เหมือนกันเสมอมาคือ ‘ผลิตอย่างไรให้ยั่งยืน’ 

นี่ไม่ใช่รองเท้าที่เล่าเรื่องผ้าอย่างเดียว แต่ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบอกเล่าวิถีที่ยั่งยืนของทั้งสองแบรนด์ด้วย

“เราตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเราต้องเข้าใจว่าธุรกิจส่วนใหญ่กว่าจะผลิตสินค้าออกมาได้ชิ้นหนึ่ง มันต้องแลกด้วยทรัพยากรค่อนข้างมาก เราทุ่มเทมากในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในกระบวนการการผลิต เพราะถ้าเราไม่ดูแล ทรัพยากรก็จะหมดไปเรื่อยๆ มีไม่พอให้ลูกหลานใช้กันในอนาคต 

“ความยั่งยืนจึงต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ เราเลยเลือกใช้ผ้า Better Cotton ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายที่ปลูกแล้วใช้น้ำน้อย ผ้าปริมาณหนึ่งกิโลกรัมจะใช้น้ำน้อยกว่าปกติสามสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้ใช้ในอนาคตได้ เนื้อผ้าที่ทอออกมาก็เหมาะที่จะเอาไปทำรองเท้า

“อีกแบบคือเส้นใยรีไชเคิลจากพลาสติก PET ที่ปกติต้องใช้ทรัพยากรน้ำมันในการผลิตเส้นใยพลาสติก พอเราใช้เส้นใยที่ได้จากการรีไซเคิล เท่ากับว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการผลิตเส้นใยนั้น นี่คือมิติความยั่งยืนในการใช้วัตถุดิบทำธุรกิจ วัสดุทั้งสองชนิดก็สอดคล้องกับมิติของ Onitsuka Tiger ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือกัน

 “ส่วนความยั่งยืนในชุมชน โปรเจกต์นี้เป็นการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ได้ เช่น ถ้าเราทำตรงนี้แล้วมีออเดอร์ มีคนสนใจ คนในพื้นที่โครงการของเราก็จะมีงานทำ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่งานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราจะได้ไม่ต้องไปลดเงินเดือนพนักงาน ทำให้เขาสามารถวางแผนชีวิต ว่าจะเติบโตไปในอนาคตได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นแผนในการลงทุน แผนจะส่งลูกเรียนต่อ นี่เป็นสร้างรากฐานของความยั่งยืนให้กับคนในชุมชนได้”

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อ ‘DoiTung’ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ ‘Onitsuka Tiger’ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

เดินไปพร้อมยุคสมัยอย่างไม่ขัดเขิน

เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับ DoiTung เพราะถือเป็นการร่วมทำงานกับแบรนด์ระดับโลกอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ เช่น IKEA, MUJI, Converse และครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทำ Collaboration กับแบรนด์รองเท้าก็มากกว่าสิบปีมาแล้ว

“คนรู้จัก DoiTung ในนามแบรนด์แฟชั่น ทำงานเสื้อ งานเซรามิก งานกระดาษสา จริงๆ งานเหล่านี้ที่เราเห็นมันเป็นงานแบบดั้งเดิมที่ได้เห็นทั่วๆ ไป เอากระดาษสามาทำเป็นสมุด เป็นพัด เซรามิกก็เป็นเครื่องใช้ภายในบ้าน งานหัตถกรรมก็ทำเป็นเสื้อ กางเกงม้ง ผ้าพันคอ ปลอกหมอน แต่พอเราขยับมาทำตรงนี้ คนก็จะเริ่มเห็นแล้วว่ามันมีอะไรแปลกใหม่ เรากำลังพยายามทำให้เกิดความโมเดิร์น

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อดอยตุงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ โอนิซึกะ ไทเกอร์ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

“นี่คือการเปลี่ยนภาพของ DoiTung จากงานคราฟต์ เราก็ทำให้จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เรายังทำงานผ้าเหมือนเดิม ทำงานเซรามิกเหมือนเดิม แต่อยากจะทำด้วยวิธีใหม่ๆ เราเลยหวังว่าการร่วมงานกันในครั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ

“การบริหารธุรกิจอะไรก็ตามมันยากตรงที่ทำสินค้าและบริการอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำเสร็จแล้วไม่มีใครซื้อก็ไปต่อไม่ได้ มันตายเลย พอเรารู้อย่างนี้ก็ต้องมานั่งคิดแล้วว่าเราจะเข้าไปหาคนเจนวาย เจนซีได้อย่างไร เราพยายามปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ดูทันสมัยและน่าสนใจมากขึ้น การร่วมงานกับ Onitsuka Tiger ก็เป็นหนึ่งทางที่ทำให้เราปรับอิมเมจของตัวเองได้”

“Enjoy the journey”

‘Enjoy the journey’ หม่อมหลวงดิศปนัดดาเชื่อแบบนั้น

“ผม Enjoy the journey เพราะผมได้ทำกับพาร์ตเนอร์ที่ผมอยากทำ เราได้เดินไปหาเขา และเขาก็เปิดประตูรับเราเป็นอย่างดี แล้วเราก็มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีมากๆ ตั้งแต่การเดินทางครั้งแรกจนถึงตอนนี้

“ผมไม่อยากให้การทำงานกันจบลงที่ครั้งนี้ครังเดียว อยากจะร่วมงานกันต่อไปอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือกระแสตอบรับ เราต้องมานั่งดูว่าวิธีการที่เราทำด้วยกัน แผนที่เราวางเอาไว้ มันตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่า อาจต้องกลับมานั่งคุยกันอีกว่าปีหน้าจะทำอะไร 

“Onitsuka Tiger ไม่ได้ทำเฉพาะรองเท้า แต่ยังมีแฟชั่นอื่นๆ ด้วย นี่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้เราเติบโตควบคู่กันไปได้ บนความเชื่อที่เหมือนกัน บนระบบการทำงานที่มีจังหวะที่ดี การทำงานกับบริษัทระดับโลกทำให้เราได้เรียนรู้วิธีและหลักการทำงาน ในมุมมองผม นี่คือการเตรียมตัวที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ ทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราไปสู่ตลาดระดับโลกให้ได้

“เรามีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา มันต้องฮิต คนต้องซื้อ ต้องขายหมด แต่เราก็ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือสนุกกับการเดินทางทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนที่เราออกแบบ ตั้งแต่เราไปคุยกับเขา จนคิดคอนเซปต์พีอาร์ มันคือสิ่งที่เราทำได้อย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดได้ ดีไซเนอร์ของเราทำดีที่สุด ป้าๆ ของเราทำดีที่สุด และเราก็ผสมผสานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างดีที่สุด” 

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดอย่างที่ทุกคนได้เห็น

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อดอยตุงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ โอนิซึกะ ไทเกอร์ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

ภาพ : DoiTung

DoiTung x Onitsuka Tiger

ดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ www.onitsukatiger.com/th

Line ID : @doitung_lifestyle

หรือ Onitsuka Tiger Global Flagship Store สยามสแควร์วัน

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load