คุณคงสงสัยว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้แบรนด์กาแฟและแฟชั่นโคจรมาพบกัน

ตอบตรงๆ ว่าตอนแรกเราก็สงสัยไม่ต่างกัน เราเลยขอชวนคุณมารับฟังเบื้องหลังจุดเริ่มต้นของการมาร่วม Collaboration กันระหว่าง 2 แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จากแนวคิด ‘Beyond Coffee’ ของคาเฟ่ อเมซอน ที่อยากจะเป็นมากกว่าร้านกาแฟ มาพบกับแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศอย่างนารายา ทั้งคู่มีจุดร่วมอย่างความเชื่อในเรื่องการคืนกำไรกลับสู่สังคม และเล็งเห็นถึงปัญหาการว่างงานของกลุ่มฝีมือแรงงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 เหมือนกัน จึงกลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษ Limited Edition อย่างกระเป๋าผ้ารักษ์โลกและหน้ากากผ้า ที่ทางนารายารับหน้าที่ออกแบบโดยคงดีเอ็นเอของคาเฟ่ อเมซอน ไว้ได้อย่างครบถ้วนกับ 2 ลายอย่าง Coffee Bean ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ที่สื่อผ่านลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก และ Forest Art สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคาเฟ่ อเมซอน

The Cloud จึงขออาสาพามาฟังเรื่องราวโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้กัน

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่คล้ายกัน

ในทุกๆ ปี คาเฟ่ อเมซอน จะจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อมูลนิธิหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรเมล็ดกาแฟบนดอย รับซื้อเมล็ดกาแฟและสอนเกษตรกรชาวเขาในการปลูกกาแฟ หรือภายในร้านเองก็มีโครงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือผู้สูงวัยมาฝึกเป็นบาริสต้า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับหลายส่วน ทางคาเฟ่ อเมซอน จึงมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจคล้ายๆ กัน พบว่าทางนารายาเองก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมและชุมชนอยู่แล้ว ด้วยการจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ ในการตัดเย็บชิ้นส่วน รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน จึงได้เริ่มมีการชักชวนและพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2563 ว่าอยากจะจับมือร่วมกันทำอะไรสักอย่าง

ตั้งใจทำกระเป๋าและหน้ากากผ้า

ทั้งสองแบรนด์ระดมไอเดียกันว่า จะมาร่วมงานกันในรูปแบบไหนดี จึงออกมาเป็นสินค้าที่ทางนารายาถนัดอยู่แล้วอย่างกระเป๋าผ้า ซึ่งสอดคล้องกับทางคาเฟ่ อเมซอน ที่รณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกอยู่ตลอดเหมือนกัน รวมถึงหน้ากากผ้ายังเป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ประจวบเหมาะกับที่นารายาเองเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำหน้ากากผ้า ซึ่งใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าและสามารถซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 30 ครั้ง โดยเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตมาจำนวนจำกัด ไม่ได้วางขายทั่วไป มีจำหน่ายเฉพาะที่คาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และ Official Store บน Shopee และ Lazada 

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของป่าแอมะซอน

ทางนารายาที่ได้รับหน้าที่ออกแบบเล่าว่า สำหรับ 2 ลายที่ออกมา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป่าแอมะซอนที่เมื่อพูดถึงใครก็ต้องนึกถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างแรก ลาย Forest Art จึงมีส่วนประกอบหลักเป็นสีเขียว แซมด้วยสีส้มที่เติมความสดใสในรูปแบบของลาย Abstract และลาย Coffee Bean ที่เป็นภาพวาดของต้นกาแฟ แสดงให้เห็นต้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผลกาแฟสีแดงสดใสที่ช่วยชูให้เด่นออกมาด้วย

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

สร้างองค์ความรู้และช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ปกติแล้วทางนารายามีการรับหูกระเป๋า ตัวกระเป๋า หรือชิ้นส่วนต่างๆ จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อประกอบสินค้าทั้งหมดอีกทีที่โรงงาน โดยผู้ร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรมเรื่องการเย็บ การตรวจสอบคุณภาพ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าจากทางแบรนด์ก่อน จึงจะสามารถรับผ้าไปทำงานเองได้ ซึ่งส่วนมากคนที่รับไปจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาภายในชุมชน บางที่ทำเป็นกิจกรรมของส่วนกลางหมู่บ้านเลยก็มี ทำให้แต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญในแต่ละชิ้นส่วนโดยเฉพาะทางต่างกันไป ช่วยให้ตั้งแต่กลุ่มคนอายุน้อยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสและการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การมอบเงินหรืออาหารไปให้เพียงไม่กี่มื้อ แต่เป็นการสร้างอาชีพและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตให้แก่ชุมชน

ปรับจูนกันจนเป็นความภูมิใจของทั้งสองฝ่าย

การนำพาสองแบรนด์ที่อยู่ต่างกันในคนละสนามธุรกิจมาร่วมงานกัน ต้องมีอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ให้ความสำคัญเรื่องของโทนสีหรือมู้ดแอนด์โทนของของที่ระลึกภายในร้าน เพราะเป็นธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ต้องควบคุมและดูแลคู่ค้าทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน 

ในขณะเดียวกัน นารายาเป็นแบรนด์งานคราฟต์ที่ต้องใช้ฝีมือ และสินค้าแต่ละชิ้นอาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานฝีมือแบรนด์นี้ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับจูนเข้าหากัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์หรืองานพิมพ์ผ้า ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดที่มี จะให้เทียบสีโค้ดเหมือนการผลิตในไลน์อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นงานแฮนด์คราฟต์ แต่ทางนารายาก็พยายามช่วยปรับช่วยแก้อยู่หลายรอบกว่าจะลงตัว จนสุดท้ายได้สีและชิ้นงานที่ทั้งสองแบรนด์ประทับใจและภูมิใจในสินค้าที่ออกมา 

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

เรียนรู้ร่วมกันจากโปรเจกต์นี้ 

ที่ผ่านมา คาเฟ่ อเมซอน แทบไม่ค่อยมีการทำ Collaborate ร่วมกับแบรนด์ใดเท่าไหร่นัก สินค้าที่ระลึกของแบรนด์เองค่อนข้างขายดีมาก และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในเรื่องสินค้าใหม่ โดยมีการขยับให้สินค้ามีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นารายาจึงถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ทำโครงการในลักษณะนี้ด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนและขยายฐานลูกค้ากัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของนารายามีช่วงอายุที่มากกว่า ส่วนคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งแต่นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นารายายังเข้าถึงได้ไม่มาก ทำให้เกิดการเรียนรู้จากงานนี้ว่า จะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดอัตลักษณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง การร่วมงานกันทำให้ทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เข้าใจลูกค้ามากขึ้น กว้างขึ้น และได้สินค้าที่คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถใช้ได้จริงๆ

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

หากใครสนใจจับจองเป็นเจ้าของคอลเลกชันพิเศษนี้สามารถหาซื้อได้ที่หน้าร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ Official Account บน Shopee และ Lazada ถุงผ้ารักษ์โลก ราคา 79 บาท หน้ากากผ้า ราคา 99 บาท และโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อกระเป๋าผ้ารักษ์โลกคู่กับหน้ากากผ้า ลดเหลือ 159 บาท (จากปกติ 178 บาท)

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

อาจเพราะอินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่าย ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ มีโอกาสทำความรู้จักกับโลกอดีตที่เรืองรอง

อาจเพราะโลกยุคปัจจุบันไม่น่าเอ็นจอยเท่าโลกยุคเก่า

อาจเพราะเราต่างโหยหาอดีตและโรแมนติกกับมัน

อาจเพราะโลกร้อน COVID-19 

และอีกมากมายหลายอาจเพราะ…

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม Nostalgic Feeling หรือความรู้สึกโหยหาอดีต กำลังก่อตัวขึ้นกับคนในสังคมทั่วโลก จนสื่อหลายสำนักคาดคะเนกันว่า มันจะกลายมาเป็นเทรนด์ความรู้สึกของคนในยุคสมัยนี้ในอนาคตอันใกล้

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

หลังบทสนทนากับ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา จบลง เราเริ่มรู้สึกคล้อยตามการคาดคะเนเทรนด์เหล่านี้ เพราะล่าสุดเขาเพิ่งนำทีม MOO แบรนด์เสื้อผ้าน้องใหม่จาก ASAVA Group ไปทำการ Collaboration กับรองเท้านักเรียนระดับตำนานอย่างนันยาง และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนที่ไม่ได้ใส่รองเท้าจากแบรนด์นี้มาเป็นสิบปี หันกลับมามองนันยางใหม่ด้วยความรู้สึกบางอย่างอีกครั้ง

วันนี้ The Cloud จึงอยากพาผู้อ่านไปรู้จักกับแบรนด์ไทยทั้งสองให้มากขึ้น รวมถึงวิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบรองเท้า MOO x Nanyang Sneakers ที่ทำให้หลายคนได้กลับไปสัมผัสกับห้วงความคิดช่วงวัยนักเรียน

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คิดแบบหมู Moo

“ถ้า Asava คือ Impression ที่เรามีต่อผู้หญิง”

“Moo คือ Impression ที่เรามีต่อผู้ชาย” 

หมูเกริ่นนำถึงแบรนด์ Moo น้องใหม่คนล่าสุดจาก ASAVA Group ในแบบที่คนไม่คุ้นแฟชั่นอย่างเราพอเข้าใจ

Moo คือแบรนด์เสื้อผ้าและไอเท็มของผู้ชายที่มีลุคสนุกสนาน ผ่อนคลาย สวนทางกับภาพของแบรนด์แม่อย่างสิ้นเชิง แต่หมูยืนยันว่าทุกแบรนด์ที่ออกมาจากตัวเขา ล้วนถูกหยิบมาจากชีวิตจริงไม่แง่มุมใดก็มุมหนึ่ง ซึ่งเขาก็นิยามถึง Moo ต่อว่า 

“มันอาจจะเป็น A fun side of ASAVA. ก็ได้นะ คือเป็นตัวตนอีกด้านหนึ่งของเราที่คนไม่ค่อยได้รู้จัก”

หากเจาะจงว่าตัวตนด้านที่สนุกสนานของ ASAVA คือเครื่องแต่งกายในสไตล์อะไร หมูเล่าให้ฟังว่ามันคือ Preppy Workwear Vintage ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ‘ตู้เสื้อผ้า’ ของตัวเขาเอง

ฟังดูน่าพิศวงกับการที่แบรนด์เสื้อผ้าสักยี่ห้อหนึ่งจะถูกดีไซน์ขึ้นจากตู้เสื้อผ้าของผู้เป็นเจ้าของ แทนที่จะเป็นการวิจัยตลาดหรือการจับเทรนด์มาแรง 

แต่ก็อย่างที่หมูบอก ทุกแบรนด์ของ ASAVA Group ล้วนมีจุดตั้งต้นมาจากตัวเขา

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ไอเดียของ Moo คือเราจะหยิบจับเสื้อผ้าที่เราชอบใส่มาขยำรวมกัน จากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เราสนใจในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด สีสัน หรือเทรนด์ มาผสมรวมกัน ทำให้ Moo มีทั้งสไตล์ที่ชัดเจนและความร่วมสมัย”

ความร่วมสมัยหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาก Moo คือวิธีในการปล่อยคอลเลกชันใหม่ Moo คอลเลกชันแรกถูกปล่อยออกมาช่วงปลาย ค.ศ. 2019 และทยอยปล่อยคอลเลกชันต่อมาโดยไม่ได้ยึดกับไทม์ไลน์แบบ ‘ฤดูกาล’ หรือ Season ของวงการแฟชั่น

“เราตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำหมูออกมาเป็นคอลเลกชันตามฤดูกาล เพราะเราเชื่อว่า ทุกวันนี้คนไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าตาม Sping/Summer Fall/Winter ในเชิงประโยชน์การใช้สอยอีกแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ได้มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอน มีการเปลี่ยนถ่ายย้ายที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้วิธีคิดการแต่งตัวของคนไม่ได้มี Season มากเท่ากับสมัยก่อน แต่คนกลับรับรู้การออกคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์จากการโฆษณาของร้านค้ามากกว่า ซึ่งพอวิธีคิดของมนุษย์เปลี่ยน พฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนด้วย”

การออกคอลเลกชันของ Moo ถูกเรียกเป็น Drop ซึ่งแต่ละ Drop ก็จะมีไอเท็มไฮไลต์ที่เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะในด้านของสีสัน เนื้อผ้า หรือประโยชน์ใช้สอย การไม่ผูกตัวเองอยู่กับปฏิทินทำให้ Moo มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ครอบคลุมไปถึงต้นทางอย่างวิธีคิดการออกแบบไอเท็มแต่ละชิ้นด้วย

“ต้องบอกว่าดีไซน์ออฟฟิศที่นี่ไม่ได้เชื่อว่าเราเป็นคนขายเสื้อ แต่เราเป็นคนขายความคิด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันจะย้อนกลับมาที่วิธีคิดทั้งหมด โอเค เราอาจจะเริ่มต้นจากการขายเสื้อ เพราะมันเป็นความหลงใหลแรกของเรา แต่ต่อไปเราก็เปลี่ยนวิธีคิดของเราให้กลายเป็นอย่างอื่นได้ เป็นรองเท้าก็ได้ อาหารก็ได้ โรงแรม สีทาบ้าน กระดาษเช็ดปาก หรือแม้แต่โรงเรียนก็ได้

“สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา คือไม่ว่าจะเป็นอะไร มันต้องเกิดมาจากความอยากของเราจริงๆ ไม่มีแบรนด์ไหนของ ASAVA Group ที่คิดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าทำแล้วจะดัง ทุกแบรนด์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะ Moo มันไม่มีอะไรที่ตอหลดตอแหลเลย มันคือสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราใส่ และสิ่งที่เรามองเห็นคุณค่าจริงๆ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เก๋าแบบนันยาง

‘เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ’ 

คือมอตโต้เก่าของแบรนด์รองเท้านักเรียนไทยที่ตรงกับชีวิตจริงของหลายคน เพราะแบรนด์รองเท้ายี่ห้อนี้ผลิตรองเท้าขายให้กับเหล่านักเรียนไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ซึ่งถ้านับมาจนถึง พ.ศ. นี้ ก็เป็นเวลาเกือบๆ 70 ปีแล้ว ระยะเวลาที่แบรนด์ได้ปักหลักตีตลาดนักเรียนมาอย่างยาวนานทำให้ ‘นันยาง’ ก้าวพ้นคำว่าแบรนด์ จนกลายมาเป็น ‘สถาบัน’ ของเหล่านักเรียนและอดีตนักเรียนไทยแทบทุกคน

รองเท้านันยางยืนยงผ่านกาลเวลาจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกและคงความนิยมมาได้ตลอดหลายสิบปี โดยมีตัวเลขสถิติจากเว็บไซต์ของนันยางเองระบุว่า นันยางผลิตรองเท้าออกมาแล้วกว่า 300,000,000 คู่ ตัวเลขนี้เราไม่ได้พิมพ์เลขศูนย์เกินแต่อย่างใด และมันอ่านว่า ‘สามร้อยล้านคู่!’ เราขอให้หมูใช้สายตาของคนในวงการแฟชั่นและนักออกแบบวิเคราะห์ถึงเหตุผล ว่าอะไรทำให้นันยางเป็นที่นิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันรองเท้านันยางคือ Iconic ของรองเท้านักเรียน ซึ่งเราว่าของที่เป็น Iconic ทั้งหลาย คือของที่ถูกออกแบบและจัดวางมาแล้วอย่างดี แต่เราก็ตอบไม่ได้ว่ามันคือการจัดวางของอะไรกันแน่ มันอาจจะเป็นดีเทล ความรู้สึก หรือบริบทต่างๆ ที่รายล้อมตัวรองเท้าไว้ ซึ่งเราขอเรียกอะไรก็ตามที่ก้าวไปสู่จุดที่เป็น Iconic ว่า Magic เราเชื่อว่ามันเป็นเวทมนตร์บางอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง หรือถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

“แต่ถ้าจะให้เราลองคิดดูว่าอะไรที่ทำให้นันยางยังอยู่ในใจของคนไทย แม้เขาจะเลยวัยนักเรียนแล้วก็ตาม เราคิดว่าเพราะมันคือหนึ่งในองค์ประกอบของชีวิตคนไทยแทบทุกคน เราโตมากับมัน สวมใส่มันห้าวันต่อสัปดาห์เป็นเวลาสิบกว่าปี มันมีความสำคัญมากๆ กับเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารองเท้านันยางมีอิทธิพลกับผู้คนอย่างมาก”

ขณะเดียวกันหมูก็อธิบายเพิ่มเติมว่า บางครั้งความเป็น Iconic ก็ทรงอิทธิพลเสียจนไม่มีรองเท้ารุ่นอื่นๆ ผงาดขึ้นสร้าง ‘ภาพจำ’ ที่ทัดเทียมกับรองเท้านักเรียนรุ่นคลาสสิกของนันยางได้ ไม่แม้กระทั่งรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ของนันยางเองก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้เอง เขาก็เคยประสบมาในรูปแบบของงานดีไซน์ที่สร้างปรากฏการณ์ในสังคมช่วงระยะเวลาหนึ่ง

“เวลาที่เราสร้างงานดีไซน์ที่ได้รับความนิยมจากสังคม แล้วเราลองเอามันมารีดีไซน์ใหม่ เช่นปรับดีเทลหรือเปลี่ยนประเภทผ้า มันกลับไม่ฮิตเหมือนกับตัวแรกที่เคยฮิต คือเราไม่รู้หรอกว่าปัจจัยรอบข้างทั้งหลายที่ทำให้ของสิ่งหนึ่งได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์คืออะไร เราพอจะหาคำอธิบายได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมดหรอก”

MOO x Nanyang Sneakers เมื่อความหมูมาเจอความเก๋า

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คงไม่มีใครคาดคิดว่าแบรนด์หน้าใหม่อายุ 1 ปีกว่าๆ จะเดินเข้าไปหาแบรนด์ระดับตำนานอย่างนันยางเพื่อทำงาน Collaboration ร่วมกัน เพราะทั้งอายุของแบรนด์ สไตล์ หรือแนวทาง ดูเหมือนไม่มีอะไรที่ใกล้กันเลย

เราจึงอดถามไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้ Moo ซึ่งเป็นแบรนด์รุ่นคราวลูกหรือคราวหลาน เลือกก้าวไปทำงานกับแบรนด์ที่เก๋าระดับรุ่นพ่อ จนออกมาเป็นงานคอลแลบรุ่นพิเศษอย่าง MOO x Nanyang Sneakers

“ไอ้เรามันเป็นคนชอบหาเรื่อง อะไรดีๆ เราก็ชอบตัด ชอบไปปรับมัน อย่างนันยางนี่เขาก็ขายได้ขายดีของเขาอยู่แล้ว แต่เราเห็นพื้นที่ที่น่าสนุกในการทำงานร่วมกัน เราเลยอยากไปลองคุยกับเขา”

หมูเล่าให้ฟังว่า การท้าทายให้แบรนด์ระดับนันยางลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบรนด์ระดับสถาบันก็มีวิถีที่ชัดเจนจากการดำเนินงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งการคอลแลบกับแบรนด์อื่นๆ ไม่ได้อยู่ในแผนของเขา ทั้งยังไม่มีความจำเป็นในแง่ธุรกิจอีกด้วย เพราะรองเท้าของนันยางขายได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่รู้จักและเชื่อมือกัน การท้าทายของหมูจึงได้รับไฟเขียวในที่สุด

“หลังจากที่รู้ว่าเขาตกลง เราก็เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับแบบรองเท้าที่สเก็ตช์เสร็จแล้วในหัว พอถึงออฟฟิศเราก็โยนงานให้ทีมไปแตกออปชันมาเพิ่มได้เลยว่าจะจัดวางสีสันอย่างไร ขนาดความยาวของแถบสีเท่าไร หัวรองเท้าจะเป็นแบบไหน ฯลฯ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

อะไรคือการสเก็ตช์ภาพชิ้นงานเสร็จในหัวหลังจากการประชุม เราถามสวนไปหาหมู

“ก็เราฝันเอาไว้นานแล้วว่าถ้าจะทำรองเท้าผ้าใบสักคู่หนึ่ง มันจะเป็นประมาณไหน” หมูตอบรวดเร็ว ก่อนเติมรายละเอียดเพิ่ม

“คือเราว่าการเริ่มต้นครั้งแรกของอะไรก็ตามมันไม่ยากหรอก เพราะเรามีภาพในหัวอยู่เยอะ อย่างลาย Stripe นี้ก็มีที่มา ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่อายุสิบห้า ตอนนั้นเราได้ตัดเสื้อครั้งแรกในชีวิต เพราะเป็นการบ้านของวิชาตัดเย็บ อาจารย์ให้โจทย์ว่าจงตัดชุดนอนมา จำได้ว่าเราก็เดินไปซื้อผ้าที่ร้านเฮี้ยงหยูฮวด แล้วเลือกลาย Stripe สีขาว-น้ำเงิน มา จากนั้นก็ตัดตามแบบที่อาจารย์ให้มานี่แหละ แต่เราก็เติมกระเป๋า เติมนู่นนี่ที่เราอยากใส่เข้าไปเอง อะไรที่อยากใส่แต่ทำไม่เป็นก็ไปถามคนที่ร้านตัดเสื้อของแม่ 

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ถึงเวลาเอาไปส่งอาจารย์ก็ตกใจว่างานของเรามันจริงจังเกินความคาดหวังของเขาไปไกล การเป็นลายแรกของเสื้อเรานี่แหละที่ทำให้ Stripe มีอิทธิพลต่อมาจนถึงวันนี้ เราเปิดแบรนด์มาสิบกว่าปีลวดลายนี้ก็ไม่เคยหายไปจากคอลเลกชันของเราเลย รองเท้าผ้าใบคู่แรกของเรามันก็เลยต้องเป็นลาย Stripe อยู่แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

80 เปอร์เซ็นต์ 

วันนี้ทุกคนคงหาดูหน้าตาของเจ้ารองเท้า Moo x Nanyang Sneakers ทั้งสองรุ่นกันได้ไม่ยาก และคงเห็นว่า ความฝันที่เป็นรูปเป็นร่างของหมูในการทำรองเท้าผ้าใบคู่แรกมีผลลัพธ์ออกมาประมาณไหน แต่เราก็ได้แอบถามหมูว่าการเดินทางของความฝันนี้ ตั้งแต่แบบในหัวจนออกมาเป็นรองเท้าทั้งสองลาย เขาพบเจอความท้าทายอะไรบ้าง

“ความท้าทายแรกคือ การที่เราจะไปท้าทายเขาให้เขาลองสิ่งใหม่ๆ นี่แหละ เพราะแบรนด์ระดับตำนานทั้งหลาย เขามีความเป็นสถาบันที่ชัดเจนและขยับเขยื้อนยาก เพราะสิ่งที่เขาทำมันยังเวิร์กอยู่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลง อย่างการที่เรามาคอลแลบกับนันยางมันไม่ใช่ความจำเป็นในแง่ธุรกิจของเขาเลย เพราะรองเท้านันยางก็ขายได้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ซื้อไอเดีย และยินดีที่จะปรับบางอย่างเพื่อสร้างสรรค์สิ่งนี้ร่วมกันกับเรา”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

ทุกๆ ครั้งที่แบรนด์แต่ละแบรนด์จับมือร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาสักอย่าง นอกจากความท้าทายในการออกแบบชิ้นงานให้ตรงใจกับคนจากทั้งสองฝ่ายแล้ว กระบวนการผลิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ทั้งสองแบรนด์มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน หรือที่หมูใช้คำว่า ‘คนสายออกแบบ’ กับ ‘คนสายโรงงาน’ ซึ่งคนทั้งสองแบบนี้ต่างก็มีมุมมองเป็นของตัวเอง ว่าง่ายๆ คือคุยกันคนละภาษา ทำให้กระบวนการนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ ความประนีประนอม และความใจเย็นของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ดีที่สุดออกมา

“แต่เราไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค” หมูเล่าถึงความท้าทายด้านการสื่อสารระหว่างแบรนด์

“ต้องเข้าใจว่าการทำงานออกแบบอย่างที่เราทำ คนที่เป็นต้นไอเดียหรือดีไซเนอร์จะเต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่พอเราต้องร่วมงานกับผู้ผลิตจริงๆ มันมีอีกหลายขั้นตอนและหลายปัจจัยที่ต้องฝ่าฟันจนงานออกมา ซึ่งสุดท้ายแล้วตัวชิ้นงานมันก็ไม่เป็นดั่งที่เราฝันอยู่แล้วแหละ ได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์จากในหัวก็เรียกได้ว่าเก่งสุดๆ แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เสื้อผ้าอารมณ์

แม้เราไม่ได้ถามหมูต่อว่า Moo x Nanyang Sneakers คือกี่เปอร์เซ็นต์จากจินตนาการของเขา แต่ระหว่างที่คุยกัน แววตาเขาเต็มไปด้วยความหลงใหลและภาคภูมิใจกับรองเท้าทั้งสองคู่นี้

หนึ่ง อาจเพราะมันเป็นรองเท้าผ้าใบคู่แรกที่เขาได้ออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบ 

สอง สาม และสี่ อยู่ในย่อหน้าถัดถัดไป

“สิ่งที่พิเศษในคอลเลกชันนี้สำหรับเราไม่ใช่ตัวรองเท้าด้วยซ้ำ แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนได้เห็นงานดีไซน์ของเรา ตัวรองเท้าทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไปขยับตะกอนความทรงจำบางอย่างให้ฟุ้งกลับมา ความ Nostalgia ที่มันแล่นขึ้นมาในหัวของแต่ละคนนี่แหละคือความพิเศษ

“บางครั้งก็เหมือนกับเรื่องของผัดกะเพราแหละ ที่เรากินอยู่บ่อยจนมองไม่เห็นความอร่อยหรือความพิเศษของมัน เช่นเดียวกับแบรนด์หลายๆ ยี่ห้อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอด แต่เรามองข้ามไป ซึ่ง Moo สนใจในพื้นที่ตรงนี้และอยากเข้าไปตีความคุณค่าให้กับมันใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คนได้หันกลับมามองสิ่งที่คุณค่าเหล่านี้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load