คุณคงสงสัยว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้แบรนด์กาแฟและแฟชั่นโคจรมาพบกัน

ตอบตรงๆ ว่าตอนแรกเราก็สงสัยไม่ต่างกัน เราเลยขอชวนคุณมารับฟังเบื้องหลังจุดเริ่มต้นของการมาร่วม Collaboration กันระหว่าง 2 แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จากแนวคิด ‘Beyond Coffee’ ของคาเฟ่ อเมซอน ที่อยากจะเป็นมากกว่าร้านกาแฟ มาพบกับแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศอย่างนารายา ทั้งคู่มีจุดร่วมอย่างความเชื่อในเรื่องการคืนกำไรกลับสู่สังคม และเล็งเห็นถึงปัญหาการว่างงานของกลุ่มฝีมือแรงงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 เหมือนกัน จึงกลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษ Limited Edition อย่างกระเป๋าผ้ารักษ์โลกและหน้ากากผ้า ที่ทางนารายารับหน้าที่ออกแบบโดยคงดีเอ็นเอของคาเฟ่ อเมซอน ไว้ได้อย่างครบถ้วนกับ 2 ลายอย่าง Coffee Bean ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ที่สื่อผ่านลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก และ Forest Art สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคาเฟ่ อเมซอน

The Cloud จึงขออาสาพามาฟังเรื่องราวโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้กัน

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่คล้ายกัน

ในทุกๆ ปี คาเฟ่ อเมซอน จะจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อมูลนิธิหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรเมล็ดกาแฟบนดอย รับซื้อเมล็ดกาแฟและสอนเกษตรกรชาวเขาในการปลูกกาแฟ หรือภายในร้านเองก็มีโครงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือผู้สูงวัยมาฝึกเป็นบาริสต้า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับหลายส่วน ทางคาเฟ่ อเมซอน จึงมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจคล้ายๆ กัน พบว่าทางนารายาเองก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมและชุมชนอยู่แล้ว ด้วยการจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ ในการตัดเย็บชิ้นส่วน รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน จึงได้เริ่มมีการชักชวนและพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2563 ว่าอยากจะจับมือร่วมกันทำอะไรสักอย่าง

ตั้งใจทำกระเป๋าและหน้ากากผ้า

ทั้งสองแบรนด์ระดมไอเดียกันว่า จะมาร่วมงานกันในรูปแบบไหนดี จึงออกมาเป็นสินค้าที่ทางนารายาถนัดอยู่แล้วอย่างกระเป๋าผ้า ซึ่งสอดคล้องกับทางคาเฟ่ อเมซอน ที่รณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกอยู่ตลอดเหมือนกัน รวมถึงหน้ากากผ้ายังเป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ประจวบเหมาะกับที่นารายาเองเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำหน้ากากผ้า ซึ่งใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าและสามารถซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 30 ครั้ง โดยเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตมาจำนวนจำกัด ไม่ได้วางขายทั่วไป มีจำหน่ายเฉพาะที่คาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และ Official Store บน Shopee และ Lazada 

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของป่าแอมะซอน

ทางนารายาที่ได้รับหน้าที่ออกแบบเล่าว่า สำหรับ 2 ลายที่ออกมา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป่าแอมะซอนที่เมื่อพูดถึงใครก็ต้องนึกถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างแรก ลาย Forest Art จึงมีส่วนประกอบหลักเป็นสีเขียว แซมด้วยสีส้มที่เติมความสดใสในรูปแบบของลาย Abstract และลาย Coffee Bean ที่เป็นภาพวาดของต้นกาแฟ แสดงให้เห็นต้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผลกาแฟสีแดงสดใสที่ช่วยชูให้เด่นออกมาด้วย

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

สร้างองค์ความรู้และช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ปกติแล้วทางนารายามีการรับหูกระเป๋า ตัวกระเป๋า หรือชิ้นส่วนต่างๆ จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อประกอบสินค้าทั้งหมดอีกทีที่โรงงาน โดยผู้ร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรมเรื่องการเย็บ การตรวจสอบคุณภาพ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าจากทางแบรนด์ก่อน จึงจะสามารถรับผ้าไปทำงานเองได้ ซึ่งส่วนมากคนที่รับไปจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาภายในชุมชน บางที่ทำเป็นกิจกรรมของส่วนกลางหมู่บ้านเลยก็มี ทำให้แต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญในแต่ละชิ้นส่วนโดยเฉพาะทางต่างกันไป ช่วยให้ตั้งแต่กลุ่มคนอายุน้อยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสและการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การมอบเงินหรืออาหารไปให้เพียงไม่กี่มื้อ แต่เป็นการสร้างอาชีพและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตให้แก่ชุมชน

ปรับจูนกันจนเป็นความภูมิใจของทั้งสองฝ่าย

การนำพาสองแบรนด์ที่อยู่ต่างกันในคนละสนามธุรกิจมาร่วมงานกัน ต้องมีอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ให้ความสำคัญเรื่องของโทนสีหรือมู้ดแอนด์โทนของของที่ระลึกภายในร้าน เพราะเป็นธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ต้องควบคุมและดูแลคู่ค้าทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน 

ในขณะเดียวกัน นารายาเป็นแบรนด์งานคราฟต์ที่ต้องใช้ฝีมือ และสินค้าแต่ละชิ้นอาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานฝีมือแบรนด์นี้ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับจูนเข้าหากัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์หรืองานพิมพ์ผ้า ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดที่มี จะให้เทียบสีโค้ดเหมือนการผลิตในไลน์อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นงานแฮนด์คราฟต์ แต่ทางนารายาก็พยายามช่วยปรับช่วยแก้อยู่หลายรอบกว่าจะลงตัว จนสุดท้ายได้สีและชิ้นงานที่ทั้งสองแบรนด์ประทับใจและภูมิใจในสินค้าที่ออกมา 

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

เรียนรู้ร่วมกันจากโปรเจกต์นี้ 

ที่ผ่านมา คาเฟ่ อเมซอน แทบไม่ค่อยมีการทำ Collaborate ร่วมกับแบรนด์ใดเท่าไหร่นัก สินค้าที่ระลึกของแบรนด์เองค่อนข้างขายดีมาก และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในเรื่องสินค้าใหม่ โดยมีการขยับให้สินค้ามีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นารายาจึงถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ทำโครงการในลักษณะนี้ด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนและขยายฐานลูกค้ากัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของนารายามีช่วงอายุที่มากกว่า ส่วนคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งแต่นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นารายายังเข้าถึงได้ไม่มาก ทำให้เกิดการเรียนรู้จากงานนี้ว่า จะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดอัตลักษณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง การร่วมงานกันทำให้ทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เข้าใจลูกค้ามากขึ้น กว้างขึ้น และได้สินค้าที่คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถใช้ได้จริงๆ

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

หากใครสนใจจับจองเป็นเจ้าของคอลเลกชันพิเศษนี้สามารถหาซื้อได้ที่หน้าร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ Official Account บน Shopee และ Lazada ถุงผ้ารักษ์โลก ราคา 79 บาท หน้ากากผ้า ราคา 99 บาท และโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อกระเป๋าผ้ารักษ์โลกคู่กับหน้ากากผ้า ลดเหลือ 159 บาท (จากปกติ 178 บาท)

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องน่าตื่นเต้นและเป็นกระแสในวงการแฟชั่น หรืออาจรวมถึงวงการธุรกิจอื่นๆ คือการ Collaborate ระหว่างแบรนด์สองแบรนด์

ในแง่งานสร้างสรรค์ การที่แบรนด์สองแบรนด์ซึ่งอาจจะมีจุดเด่นต่างกันมาจับมือกันนั้นช่วยขยายพรมแดนความเป็นไปได้ในการออกแบบจนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แบรนด์แบรนด์เดียวไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง

ในแง่ธุรกิจ มีหลายเหตุผลที่แบรนด์ต่างๆ ตัดสินใจทำโปรเจกต์ Collaborate ร่วมกับแบรนด์หรือบุคคลระดับไอคอนในแต่ละยุคสมัย

บางโปรเจกต์เกิดขึ้นเพื่อปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูต่างออกไปจากภาพลักษณ์เดิมที่คนติดตา บางโปรเจกต์เกิดขึ้นเพื่อการแชร์ฐานแฟนคลับของแบรนด์ที่มาร่วม บางโปรเจกต์เกิดขึ้นแชร์ผลงาน นวัตกรรมหรือวัตถุดิบในการผลิตระหว่างกัน

นอกจากนั้นยังมีบางโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เพื่อเฉลิมฉลองในวาระสำคัญของแบรนด์

วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปีคือวัน 501® Day ซึ่งยึดเอาจากวันที่กางเกงยีนส์ LEVI’S® ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก

ซึ่งเราคิดว่าน่าสนใจคือคอนเซปต์ที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเราได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน

ประโยคนั้นเขียนว่า ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ หรือที่แปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เราต่างล้วนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการ Collaborate

 

LEVI’S® x  Brand

‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ คือประโยคที่น่าสนใจของแบรนด์ยีนส์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง LEVI’S® 

หากย้อนทบทวน ที่ผ่านมาบนถนนสายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ LEVI’S® เคยร่วมงานโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์ต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ Collaborate กับการ์ตูนที่อยู่ในความทรงจำใครหลายคนอย่าง Peanuts แบรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Air Jordan แบรนด์สตรีทระดับโลกอันลือลั่นอย่าง Supreme หรือแบรนด์แฟชั่นอันร้อนแรงของ Virgil Abloh ดีไซเนอร์แห่งยุคอย่าง OFF-WHITE

LEVI’S Air Jordan LEVI’S LEVI’S Supreme

โปรเจกต์ต่างๆ ที่ยกตัวอย่างทำให้เราได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ภายใต้ผลิตภัณฑ์เดิมๆ เราได้เห็นยีนส์ในมิติใหม่ๆ วิธีการตัดเย็บใหม่ๆ หรือการที่ผ้ายีนส์อันเป็นเอกลักษณ์ของ LEVI’S® ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่

ซึ่งโปรเจกต์กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่ว่ามาล้วนยืนยันถึงความแข็งแกร่งในแง่แบรนด์และการได้รับการยอมรับของ LEVI’S® ในระดับโลกได้เป็นอย่างดี

LEVI’S Snoopy LEVI’S Snoopy

หากแต่ในวาระสำคัญอย่าง 501® Day ปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 145 ปี LEVI’S® ไม่ได้เลือกที่จะ Collaborate กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือดีไซเนอร์คนใดคนหนึ่ง แต่ LEVI’S® จะ Collaborate กับทุกคน เพื่อสร้างกางเกงยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก-กางเกงยีนส์ของคุณ

ตามคอนเซปต์ที่ว่า ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’

 

LEVI’S® x You

ในแง่แบรนด์ LEVI’S® ถือเป็นแบรนด์แสนพิเศษ ที่น้อยแบรนด์นักจะพาตัวเองไปยืนอยู่จุดนั้น นั่นคือสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้คนอันหลากหลาย ไร้กำแพงเรื่องเพศ วัย หรือสถานะทางสังคม

ด้วยความที่ผ่านยุคผ่านสมัยมากว่า 145 ปี ทำให้แบรนด์มีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนหลากหลายยุคสมัย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเครื่องนุ่งห่มสำหรับคนในเหมือง เชื่อว่าหากวันนี้ Levi Strauss ยังมีชีวิตอยู่เขาคงประหลาดใจไม่น้อยที่สิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นจะมาไกลถึงเพียงนี้

LEVI’S

หากจะมีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกคงเป็นการที่กางเกงยีนส์ LEVI’S® ยังคงเป็นสิ่งที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้คน อยู่ในวิถีชีวิตของคนอันหลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับประโยคหนึ่งซึ่งใช้เป็นแคมเปญหลักของ LEVI’S® เสมอมา นั่นคือ ‘Live in Levi’s’

และหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่ากางเกงยีนส์แต่ละตัวนั้นจะมีลวดลาย สีสัน แปรเปลี่ยนไปตามแต่ชีวิตของผู้ที่สวมใส่กางเกงยีนส์ตัวนั้นๆ

กางเกงยีนส์ที่ซื้อพร้อมกัน รุ่นเดียวกัน แต่ใส่โดยคนที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน สุดท้ายลวดลายที่อยู่บนกางเกงยีนส์ก็จะแตกต่างกัน ซึ่งนั่นเป็นที่มาของคอนเซปต์ ‘WE ARE ALL COLLABORATORS’ ในวาระเฉลิมฉลอง ‘501® Day’

อย่างที่รู้กันว่าช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การ Collaborate นั้นเป็นกระแสในวงการแฟชั่น LEVI’S® จึงหยิบจับคำนี้มาใช้ ด้วยการตีความว่าการที่กางเกง LEVI’S® ของแต่ละคนมีลวดลายแตกต่างกันนั้นเปรียบเสมือนการ Collaborate ระหว่าง LEVI’S® ซึ่งเป็นผู้ผลิต กับผู้ที่สวมใส่ทุกคน

‘Invented by us. Reinvented by you.’ คือประโยคที่ทาง LEVI’S® ใช้สื่อสารถึงแคมเปญนี้ที่จะชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียวในโลกด้วยการใส่ตัวตนของแต่ละคนลงไปในยีนส์ด้วยการสวมใส่จนเกิดร่องรอย หรือประดิดประดอยด้วยเทคนิคต่าง เปรียบเสมือนยีนส์ LEVI’S® นั้นเป็นเหมือนผืนผ้าใบของศิลปิน

ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในงาน 501® Day จะยิ่งยืนยันว่าเราทุกคนสามารถ Collaborate กับ LEVI’S® ได้

501 Day

LEVI’S® x Apostrophy’s

แม้ในต่างประเทศการตัดและแต่งกางเกงยีนส์จะได้รับอย่างแพร่หลาย โดยภายในร้านที่เป็น Flagship Store ของ LEVI’S® จะมีมุมที่ให้บริการในการ Customize กางเกงยีนส์ที่เรียกว่า ‘Levi’s Tailor Shop’ ซึ่งจะมี Tailor Master คอยให้บริการ แต่ในบ้านเราเรื่องนี้ยังนับเป็นเรื่องไม่คุ้น

และข้อมูลอินไซด์หนึ่งที่น่าสนใจซึ่งทางแบรนด์ LEVI’S® ประเทศไทยบอกเล่าให้ฟังคือ คนไทยเวลาได้ซื้อยีนส์ตัวใหม่มักไม่ค่อยกล้าดัดแปลงหรือทำอะไรมากนัก ไม่กล้าจับมาตัด เย็บอะไรติดเข้าไป

ด้วยอินไซต์ดังกล่าวจึงกลายเป็นที่ว่าของการร่วมมือกับ Apostrophy’s ซึ่งเป็นสตูดิโอดีไซน์ออกแบบที่โดดเด่นเรื่องของการออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้ ออกแบบเว็บไซต์ levis501day.com ขึ้นมา เนื่องในโอกาส 501® Day เพื่อให้จำลองประสบการณ์ในการสร้างกางเกงยีนส์ที่มีเพียงตัวเดียว

501 Day501 Day

โดยวิธีการทำงานของเว็บไซต์คือมันจะดึงข้อมูลเบื้องต้นอย่างเช่น ตัวอักษรจากชื่อ สีของรูปภาพในอัลบั้มรูปมาเปลี่ยนให้กลายเป็นลายกางเกงยีนส์ และสามารถแชร์ไปในโลกโซเชียลฯ ได้ด้วย

และใช่ ทำเพียงเพื่อเป็นกิมมิกเท่านั้น แต่ในวันงาน 501® Day ใครที่อยากได้กางเกงยีนส์ที่เป็นลวดลายจากเว็บไซต์สามารถเดินตรงไปที่โซนของ Apostrophy’s แล้วสั่งพิมพ์ลงบนกางเกงยีนส์ได้จริงๆLEVI’S x Apostrophy’sLEVI’S x Apostrophy’s

LEVI’S® x Thai Artist

อีกสิ่งที่น่าตื่นเต้นคือภายในงาน 501® Day มีการชวนศิลปินที่ได้รับการยอมรับในบ้านเรามาช่วยผู้ร่วมงาน Customize ยีนส์ให้สดๆ ในงาน โดยมีทั้งมานั่งเพนท์กางเกงยีนส์ และทำเป็น Exclusive Patch สำหรับเย็บติดกางเกงยีนส์ของแต่ละคน

Benzilla

โดยรายชื่อศิลปินประกอบด้วย Benzilla ศิลปินสตรีทอาร์ตเจ้าของคาแรกเตอร์คุ้นตาอย่าง Three Balls โอ–ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ศิลปินนักวาดภาพประกอบเบอร์ต้นๆ ของประเทศ และ LALA SKETCH STAMP ศิลปินที่ซึ่งใช้เทคนิคการแกะยางลบจนกลายเป็นลวดลายต่างๆ

Benzilla

 

LALA SKETCH STAMP

ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์

นอกจากนั้นยังมีการ Collaborate กับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยแสนสนุกอย่าง Lalalove ที่นำเอาการออกแบบมาทำให้ผ้าขาวม้ากลายเป็นงานออกแบบร่วมสมัยจนโด่งดังไปไกลถึงปารีส นิวยอร์ก โดยในวัน 501® Day จะมีเซ็ตแฟชั่นโชว์ให้ได้ชมกันด้วย

Lalalove

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงล้วนสอดคล้องกับสิ่งที่ LEVI’S® พยายามสื่อสารว่ายีนส์ LEVI’S® คือผืนผ้าใบที่จะให้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ เราต่างสามารถเปลี่ยนยีนส์ตัวหนึ่งให้เป็นตัวตนของเรา ซึ่งทำให้ยีนส์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสวมใส่เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราด้วย

501® Day

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม เวลา 17.00 – 22.00 น. สถานที่ ACMEN Ekamai Complex

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load