คุณคงสงสัยว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้แบรนด์กาแฟและแฟชั่นโคจรมาพบกัน

ตอบตรงๆ ว่าตอนแรกเราก็สงสัยไม่ต่างกัน เราเลยขอชวนคุณมารับฟังเบื้องหลังจุดเริ่มต้นของการมาร่วม Collaboration กันระหว่าง 2 แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จากแนวคิด ‘Beyond Coffee’ ของคาเฟ่ อเมซอน ที่อยากจะเป็นมากกว่าร้านกาแฟ มาพบกับแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศอย่างนารายา ทั้งคู่มีจุดร่วมอย่างความเชื่อในเรื่องการคืนกำไรกลับสู่สังคม และเล็งเห็นถึงปัญหาการว่างงานของกลุ่มฝีมือแรงงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 เหมือนกัน จึงกลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษ Limited Edition อย่างกระเป๋าผ้ารักษ์โลกและหน้ากากผ้า ที่ทางนารายารับหน้าที่ออกแบบโดยคงดีเอ็นเอของคาเฟ่ อเมซอน ไว้ได้อย่างครบถ้วนกับ 2 ลายอย่าง Coffee Bean ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ที่สื่อผ่านลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก และ Forest Art สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคาเฟ่ อเมซอน

The Cloud จึงขออาสาพามาฟังเรื่องราวโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้กัน

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่คล้ายกัน

ในทุกๆ ปี คาเฟ่ อเมซอน จะจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อมูลนิธิหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรเมล็ดกาแฟบนดอย รับซื้อเมล็ดกาแฟและสอนเกษตรกรชาวเขาในการปลูกกาแฟ หรือภายในร้านเองก็มีโครงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือผู้สูงวัยมาฝึกเป็นบาริสต้า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับหลายส่วน ทางคาเฟ่ อเมซอน จึงมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจคล้ายๆ กัน พบว่าทางนารายาเองก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมและชุมชนอยู่แล้ว ด้วยการจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ ในการตัดเย็บชิ้นส่วน รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน จึงได้เริ่มมีการชักชวนและพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2563 ว่าอยากจะจับมือร่วมกันทำอะไรสักอย่าง

ตั้งใจทำกระเป๋าและหน้ากากผ้า

ทั้งสองแบรนด์ระดมไอเดียกันว่า จะมาร่วมงานกันในรูปแบบไหนดี จึงออกมาเป็นสินค้าที่ทางนารายาถนัดอยู่แล้วอย่างกระเป๋าผ้า ซึ่งสอดคล้องกับทางคาเฟ่ อเมซอน ที่รณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกอยู่ตลอดเหมือนกัน รวมถึงหน้ากากผ้ายังเป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ประจวบเหมาะกับที่นารายาเองเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำหน้ากากผ้า ซึ่งใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าและสามารถซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 30 ครั้ง โดยเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตมาจำนวนจำกัด ไม่ได้วางขายทั่วไป มีจำหน่ายเฉพาะที่คาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และ Official Store บน Shopee และ Lazada 

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของป่าแอมะซอน

ทางนารายาที่ได้รับหน้าที่ออกแบบเล่าว่า สำหรับ 2 ลายที่ออกมา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป่าแอมะซอนที่เมื่อพูดถึงใครก็ต้องนึกถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างแรก ลาย Forest Art จึงมีส่วนประกอบหลักเป็นสีเขียว แซมด้วยสีส้มที่เติมความสดใสในรูปแบบของลาย Abstract และลาย Coffee Bean ที่เป็นภาพวาดของต้นกาแฟ แสดงให้เห็นต้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผลกาแฟสีแดงสดใสที่ช่วยชูให้เด่นออกมาด้วย

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

สร้างองค์ความรู้และช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ปกติแล้วทางนารายามีการรับหูกระเป๋า ตัวกระเป๋า หรือชิ้นส่วนต่างๆ จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อประกอบสินค้าทั้งหมดอีกทีที่โรงงาน โดยผู้ร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรมเรื่องการเย็บ การตรวจสอบคุณภาพ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าจากทางแบรนด์ก่อน จึงจะสามารถรับผ้าไปทำงานเองได้ ซึ่งส่วนมากคนที่รับไปจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาภายในชุมชน บางที่ทำเป็นกิจกรรมของส่วนกลางหมู่บ้านเลยก็มี ทำให้แต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญในแต่ละชิ้นส่วนโดยเฉพาะทางต่างกันไป ช่วยให้ตั้งแต่กลุ่มคนอายุน้อยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสและการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การมอบเงินหรืออาหารไปให้เพียงไม่กี่มื้อ แต่เป็นการสร้างอาชีพและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตให้แก่ชุมชน

ปรับจูนกันจนเป็นความภูมิใจของทั้งสองฝ่าย

การนำพาสองแบรนด์ที่อยู่ต่างกันในคนละสนามธุรกิจมาร่วมงานกัน ต้องมีอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ให้ความสำคัญเรื่องของโทนสีหรือมู้ดแอนด์โทนของของที่ระลึกภายในร้าน เพราะเป็นธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ต้องควบคุมและดูแลคู่ค้าทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน 

ในขณะเดียวกัน นารายาเป็นแบรนด์งานคราฟต์ที่ต้องใช้ฝีมือ และสินค้าแต่ละชิ้นอาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานฝีมือแบรนด์นี้ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับจูนเข้าหากัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์หรืองานพิมพ์ผ้า ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดที่มี จะให้เทียบสีโค้ดเหมือนการผลิตในไลน์อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นงานแฮนด์คราฟต์ แต่ทางนารายาก็พยายามช่วยปรับช่วยแก้อยู่หลายรอบกว่าจะลงตัว จนสุดท้ายได้สีและชิ้นงานที่ทั้งสองแบรนด์ประทับใจและภูมิใจในสินค้าที่ออกมา 

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

เรียนรู้ร่วมกันจากโปรเจกต์นี้ 

ที่ผ่านมา คาเฟ่ อเมซอน แทบไม่ค่อยมีการทำ Collaborate ร่วมกับแบรนด์ใดเท่าไหร่นัก สินค้าที่ระลึกของแบรนด์เองค่อนข้างขายดีมาก และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในเรื่องสินค้าใหม่ โดยมีการขยับให้สินค้ามีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นารายาจึงถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ทำโครงการในลักษณะนี้ด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนและขยายฐานลูกค้ากัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของนารายามีช่วงอายุที่มากกว่า ส่วนคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งแต่นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นารายายังเข้าถึงได้ไม่มาก ทำให้เกิดการเรียนรู้จากงานนี้ว่า จะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดอัตลักษณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง การร่วมงานกันทำให้ทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เข้าใจลูกค้ามากขึ้น กว้างขึ้น และได้สินค้าที่คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถใช้ได้จริงๆ

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

หากใครสนใจจับจองเป็นเจ้าของคอลเลกชันพิเศษนี้สามารถหาซื้อได้ที่หน้าร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ Official Account บน Shopee และ Lazada ถุงผ้ารักษ์โลก ราคา 79 บาท หน้ากากผ้า ราคา 99 บาท และโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อกระเป๋าผ้ารักษ์โลกคู่กับหน้ากากผ้า ลดเหลือ 159 บาท (จากปกติ 178 บาท)

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

การร่วมมือระหว่างแบรนด์ดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วทุกวันนี้ ทุกครั้งที่อัปเดตเทรนด์แฟชั่น เราจะพบกับการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์พร้อมกับประกาศเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ที่น่าติดตาม ซึ่งก็ได้รวมเอาเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกัน และคงกระตุ้นต่อมความอยากเป็นเจ้าของให้กับแฟน ๆ แต่ละแบรนด์ไม่น้อย ยิ่งถ้าเกิดเป็นแฟนของทั้งสองแบรนด์อยู่ด้วยแล้ว คงจะรีบกดจองโดยแทบไม่ต้องคิดได้เลยทีเดียว

แต่ถ้าเป็นแบรนด์ที่เรานึกไม่ออกว่าจะเขาจะร่วมมือกันได้ล่ะ ?

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

นั่นเป็นคำถามแรกในหัวหลังจากที่เรารู้ว่า F.HERO จะทำงานร่วมกับขายหัวเราะเพื่อผลิตรองเท้า ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก แรปเปอร์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยร่วมมือกับบริษัททำหนังสือการ์ตูนที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อผลิตสนีกเกอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างความสุขทุกครั้งที่หยิบมาสวมใส่

และนี่คือที่มาของเรื่องราวทั้งหมด

PLY (พลาย) แบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์สัญชาติไทย ที่เกิดจากการวมตัวกันของเหล่าผู้คว่ำหวอดในวงการ ทั้งบริษัท CPL ผู้เชี่ยวชาญการผลิตรองเท้าเพื่อความปลอดภัย แบรนด์ 31Thanwa ซึ่งเป็นแบรนด์กระเป๋าสุดหรูที่สืบทอดมาจากโรงงานผลิตเครื่องหนังและรองเท้าหนังเป็นรุ่นที่ 3 และ กอล์ฟ F.HERO แรปเปอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้รอบรู้ด้าน Streetwear และเป็นหนึ่งในนักสะสมสนีกเกอร์ตัวยงที่ขึ้นชื่อในวงการ

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

แต่สิ่งที่ทำให้การร่วมมือกันครั้งนี้ นั่นเป็นเพราะ F.HERO เป็นมากกว่านั้น

กอล์ฟเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นแฟนตัวยงหนังสือของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ไม่ว่าจะเป็น ขายหัวเราะ มหาสนุก หรือ สวนเด็ก นั่นทำให้ต้องคอยติดตามข่าวสารของสำนักพิมพ์อยู่ตลอด และมองว่าการปรับตัวมาสร้างแพลตฟอร์มสำหรับรองรับงานใหม่ ๆ ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้นของสำนักพิมพ์ ที่ตอนนี้กลายเป็นบันลือกรุ๊ป แถมยังได้รับความนิยมไม่สร่างซา ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มไหน ก็เป็นการนำเอาแนวคิดการต่อยอดมาทำให้ใช้ได้จริงที่ยิ่งน่าติดตาม เนื่องจากตัวกอล์ฟเองก็กำลังทำค่ายเพลง โดยหวังให้ T-Pop มีที่ยืนในวงการดนตรีของโลก และมองว่าการต่อยอดจากต้นทุนที่มีอยู่ เป็นวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย

เมื่อสำนักพิมพ์ที่เป็นตัวเองแฟนคลับแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่คล้ายกัน กอล์ฟจึงไม่รอช้า รีบติดต่อกับ พิมพ์พิชา อุตสาหจิต หรือ นิว ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ที่แฟน ๆ หนังสือหลายคนจะคุ้นเธอจากตัวการ์ตูนเจ้าหนูที่มีผม 3 เส้น แต่นิวในตอนนี้คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของบันลือกรุ๊ป เมื่อเธอได้พูดคุยกับกอล์ฟ และเห็นด้วยว่าการนำเอาความคลาสสิกที่มีของ ขายหัวเราะ มาต่อยอดในรูปแบบที่ต่างออกไป เป็นอีกพรมแดนหนึ่งที่น่าสนใจ พวกเขาจึงเริ่มงานทันที

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน
PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

ขายหัวเราะ มีนโยบายอยากทำงานกับผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบ เพื่อดูว่าพวกเขาจะต่อยอดเอาตัวละครที่ทุกคนคุ้นเคย ไปปรากฏตัวในพื้นที่ใหม่ ๆ ได้ไกลแค่ไหน นอกจากนี้เมื่อได้ร่วมงานกัน พวกเขาพบว่าต่างก็เป็นแฟนคลับของกันและกัน ไม่ใช่แค่กอล์ฟที่หลงใหลในตัวการ์ตูนของ ขายหัวเราะ เท่านั้น แต่ผู้บริหารของบันลือกรุ๊ปก็ชื่นชมสไตล์การแรป และทักษะการเขียนเนื้อเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของกอล์ฟด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะพูดว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนความชื่นชมกันและกันระหว่างแฟนคลับก็คงไม่ผิดนัก และทำให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

แต่ถึงแม้จะมีความชื่นชอบเป็นต้นทุน การนำเอาตัวการ์ตูนมาอยู่บนรองเท้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว พวกเขากำลังมองหารองเท้าที่สวย แต่ก็ต้องใช้งานได้จริง เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ กอล์ฟและทีม PLY ต้องนำจุดเด่นของรองเท้าออกมาให้ชัดเจนที่สุด โดยยึดแนวคิด ‘Safety Streetwear Sneaker’ เป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ทางบันลือกรุ๊ปก็ต้องระดมทุกทรัพยากรที่มี เพื่อให้แน่ใจว่าตัวละครที่จะปรากฏขึ้นเป็นลวดลายบนรองเท้า จะไม่ใช่แค่การนำเอาภาพไปแปะเท่านั้น แต่ต้องมีชีวิตชีวาและนำพาความทรงจำแสนสุขมาให้คนที่ได้ลองใส่ เนื่องจากตัวการ์ตูนทุกตัวมีลักษณะท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกตัวละครที่เคยปรากฏบนหนังสือในเครือบันลือกรุ๊ป มีท่าทางเฉพาะตัว ไก่วัลลภจะทำท่าบางชนิดเท่านั้น โจรมุมตึกจะยืนด้วยท่าทางแบบที่คุ้นเคยเท่านั้น หากดัดแปลงเกินไปจนคนไม่เชื่อพวกมันจะออกท่าทางแบบนี้จริง ๆ จะทำให้ขัดกับภาพลักษณ์ที่เคยมี ตัวละครทุกตัวมีรายละเอียด ซึ่งทั้งกอล์ฟและนิวก็ยังย้ำว่าต้องลงลึกขนาดนี้ ก็เพื่อให้เสน่ห์ที่คอยมอบรอยยิ้มให้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่บนกระดาษหนังสือการ์ตูน หรืออยู่บนสินค้าใด ก็ยังคงอยู่เสมอ

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน
PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

การทำงานร่วมกันจึงเป็นการหารือร่วมกันระหว่างทีม PLY และบันลือกรุ๊ป พร้อมทั้งวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของแทบทุกตัวละครเพื่อหาตัวที่เหมาะสม ซึ่งกอล์ฟบอกว่าทุกครั้งที่ได้เข้ามาที่ออฟฟิศบันลือกรุ๊ป เป็นเหมือนการเติมเต็มความฝันวัยเด็กของตัวเอง เขายังบอกอีกว่าจังหวะการ์ตูน 3 ช่องเป็นอีกแนวทางที่เขาใช้เวลาเขียนเพลง มีช่องเปิด ช่องปู และช่องตบ นี่อาจจะเป็นอีกเคล็ดลับที่ทำให้เขาปล่อยเพลงฮิตออกมา นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าขายหัวเราะในยุคต่าง ๆ ยังเป็นจดหมายเหตุประเทศไทยที่ย่อยเอาเหตุการณ์สำคัญ ๆ ออกมาในรูปแบบเบาสมอง แต่ก็ยังชวนให้ฉุกคิด ซึ่งถือเป็นคุณูปการที่สำคัญต่อวงการสื่อเมืองไทยเลยทีเดียว

นอกจากเติมเต็มความฝันวัยเด็กแล้ว การเข้ามาทำงานร่วมกันยังทำให้กอล์ฟได้เรียนรู้แนวคิดการต่อยอดที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ วิธิต อุตสาหจิต หรือ ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งมองว่าตัวการ์ตูนที่เขามี ถือเป็น Soft Power ที่สำคัญ เนื่องจากพวกมันได้สร้างความผูกพันมานานหลายสิบปี เป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ ความพยายามที่จะเอาพวกมันไปปรากฏในสื่ออื่น ๆ ในรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างออกไป ถือเป็นต้นแบบการทำธุรกิจที่กอล์ฟบอกว่าเขาจะนำไปปรับใช้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ การทำงานผ่านการทำเป็นแบบอย่างและมีคำแนะนำอย่างอบอุ่นอยู่เสมอภายในครอบครัว แต่ก็ยังให้อำนาจตัดสินใจกับคนรุ่นใหม่แบบมืออาชีพ เป็นอีกเรื่องที่กอล์ฟถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ากับการใช้ชีวิตของเขา

เบื้องหลัง PLY x ขายหัวเราะ เมื่อ F.HERO จับมือกับตัวการ์ตูนคลาสสิก เพื่อปลุกความหลงใหลวัยเด็กให้มีชีวิตอีกครั้ง

ทางด้าน บ.ก. วิธิต ก็มองว่านี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ โดยเฉพาะในยุคการเปลี่ยนแปลงจากกระดาษมาเป็นออนไลน์ ซึ่งก็ได้ทำให้บันลือกรุ๊ปต้องปรับตัวและพยายามทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ การได้ศิลปินที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองสูง มีวินัยการทำงานที่ดี เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าชื่นชม มาร่วมงานด้วยถือเป็นเกียรติอย่างมากของบันลือกรุ๊ป บ.ก. ยังพูดถึงผลงานต่าง ๆ ของกอล์ฟ ซึ่งไม่ได้มีแค่เพลงที่ดังในเมืองไทยเท่านั้น แต่เขายังพูดถึงผลงานระหว่าง F.HERO และ Babymetal วงเกิร์ลกรุ๊ปเมทัลของญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นแฟนคลับของกันและกันอย่างแท้จริง

ถึงตรงนี้เราคงไม่ต้องบอกว่ากอล์ฟเขินขนาดไหน

เมื่อนี่เป็นก้าวแรก เราคงไม่ต้องบอกว่ายังมีโครงการอื่น ๆ รออยู่ในอนาคตอย่างแน่นอน โดยนิววางเป้าหมายเอาไว้ว่าภายในปีนี้ บันลือกรุ๊ปจะมีผลงาน Original Content ใหม่ ๆ ออกมาให้ติดตาม รวมถึงการนำเอาผลงานเก่าที่แฟน ๆ ชื่นชอบและทรัพยากรที่มีอยู่มาปัดฝุ่นและนำเสนอในรูปแบบใหม่ รวมไปถึงการร่วมงานกับกอล์ฟและศิลปินคนอื่น ๆ ซึ่งถึงแม้เราจะพยายามถามสักเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร เราก็เชื่อว่ามันจะออกมาน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกับ PLY x Kraihuaror แน่นอนเพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่อการทำงานเริ่มต้นจากความชื่นชมและให้เกียรติระหว่างกันและกัน เราก็คาดหวังได้เลย

ผลงานที่เกิดจากความหลงใหลย่อมเป็นงานคลาสสิกเสมอ

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load