คนที่อยู่ในสายงานออกแบบและการพิมพ์ น่าจะรู้จัก คัดสรร ดีมาก ในฐานะบริษัทออกแบบตัวอักษรที่พวกคุณใช้กันเป็นประจำ ส่วนคนที่คลุกคลีอยู่กับตัวหนังสือและดนตรีแบบฉันก็ได้ยินชื่อนี้มาบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งฉันเกิดความสงสัย เมื่อได้ไถแถบ Suggested Video ไปเจอเพลย์ลิสต์รวมเพลงจาก ‘Cadson Demak Records’ และเกิดเป็นความสับสนว่า นี่คือ ‘คัดสรร ดีมาก’ เดียวกันหรือเปล่า

ก็น่าจะใช่ เพราะศิลปินคนเดียวของค่าย ณ ตอนนี้ คือ นุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร หนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า ทำไมจู่ๆ เขาถึงเลือกทำค่ายเพลง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้ คัดสรร ดีมาก มีผลิตภัณฑ์หลากแขนงที่ต่อยอดมาจากฟอนต์ ผลิดอกออกผลกลายเป็นการทำแบรนดิ้ง บทความ หนังสือ เวิร์กช็อป การสัมมนา แต่ทุกสิ่งอันล้วนมีความเชื่อมโยงกันในกรอบของสิ่งที่เรามองเห็นได้ แล้วทำไมร่างแยกร่างใหม่ถึงเป็น ‘เสียง’ ที่ลักษณะพื้นฐานของมันอธิบายให้เป็นรูปธรรมไม่ได้ด้วยซ้ำ

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ เพลงของค่ายนี้ล้วนแต่ใช้เสียงสังเคราะห์และบีตอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียบเรียงมาอย่างซับซ้อน แต่บรรเลงออกมาผ่านทำนองเรียบง่ายติดหู ควบคู่ไปกับน้ำเสียงทุ้มและหนักแน่นของนุ (ซึ่งบางคนพอจะนึกออก หากเคยไปร่วมงานเสวนาที่เขาเป็นวิทยากร) ร้องเล่าถึงความคิด มุมมอง หรือการมองย้อนไปยังสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว แบบที่เพลงป๊อปสมัยนิยมคงไม่ทำ

เราบุกไปที่ Apollo Lab (2001) สตูดิโอทำเพลงย่านรามคำแหง คุยกับ นุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร, วิน-วินัย กิจเจริญจิรานนท์, โจ้-ชาลี นิภานันท์ และ เต๊าะ-จามร วัฑฒกานนท์ เพื่อไขข้อข้องใจที่ทุกท่านคงสงสัยไม่แพ้กัน

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

ค่ายเพลงที่ไม่ใช่ค่ายเพลง

นี่ไม่ใช่เพลงใหม่ของ Getsunova แต่ Cadson Demak Records เกิดจากการที่ คัดสรร ดีมาก มีเพลงจำนวนมากสำหรับใช้เปิดคลอในงานสัมมนา Bits หรือใช้ประกอบวิดีโอสารคดี อักษรสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละเพลงเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพราะนุมองว่า โปรดักต์ของ คัดสรร ดีมาก มีจุดร่วมเดียวกันอยู่ นั่นคือ ‘อัตลักษณ์’ และ ‘ทัศนคติ’ 

ในเมื่อตัวอักษรหรือภาษาที่ใช้เขียนบทความทั้งหมดมีลักษณะจำเพาะที่ดูนิ่ง เย็น มีเหตุผล ตรงไปตรงมา ดังนั้นแล้ว เพลงที่นำมาใช้เป็น ‘บรรยากาศ’ ก็ควรให้ความรู้สึกแบบนั้น เขาเลยมอบหมายหน้าที่ให้ จิม-กานต์ปพนธ์ บุญพุฒ หรือ The ███████ ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ปริศนาที่ไม่รู้ว่าจะออกเสียงยังไงดี (เฉลย อ่านว่า The Black Code) ผู้เป็นลูกศิษย์สมัยเขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาสร้างสรรค์เพลงให้ จนได้เสียงที่มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการแบบพอดิบพอดี

“เรานั่งคุยกับจิมเลยแหละ เขาก็รู้ว่าทั้งผมแล้วก็ ป่าน (พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง) เป็นเด็กเกิดยุค 70 โตมา 80 ฟังเพลงอิเล็กทรอนิกส์ หรือพวก Joy Division, New Order, Depeche Mode บ้าง แล้วเราก็ให้ Reference บรรยากาศที่เราอยากได้ จิมรู้ดีสุดเลยว่าอันนี้อาจารย์เอา อันนี้อาจารย์ไม่เอา” นุเริ่มต้นเล่า

เมื่อเพลงถูกใช้ในบทบาทของ Furniture Music ผู้มางานสัมมนาหลายคนอาจไม่ทันสังเกตถึงการมีอยู่ หรือตั้งใจฟังเพลงพวกนั้น เขาคิดว่าคงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเพลงที่ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเป็นน้ำเสียงของ คัดสรร ดีมาก โดยเฉพาะ จะไม่ถูกได้ยิน จึงนำมารวมเป็นอัลบั้ม The Sound of Cadson Demark โดยออกจำหน่ายภายใต้ Cadson Demak Records เพื่อเป็นพื้นที่ในการรวบรวมผลงานเหล่านั้นให้เป็นที่เป็นทาง

คิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าที่นี่ไม่ได้ทำแค่ฟอนต์ หัวใจในการทำงานของพวกเขาคือ คิดทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้ผลหลายๆ อย่าง เช่น เมื่อจัดเสวนา ก็จดบันทึกเพื่อทำเป็นบทความ เยอะเข้าก็รวมเล่มเป็นหนังสือ และบางทีก็อาจนำเรื่องราวในหนังสือกลับมาทำเป็นเวิร์กช็อป เช่นเดียวกันกับเพลงที่เมื่อทำออกมาแล้วมีแต่ทำนอง เขาก็ได้ไอเดียว่า ในห้องเสียงเหล่านั้นยังเหลือที่ว่างให้ใส่เนื้อร้องเข้าไปได้ ฟากเนื้อร้องเขาก็ได้ แต๊บ-ธนพล มหธร (D.U.M.B. Recordings) และ แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ นักแต่งเพลงชื่อดัง มาช่วยตีความจากงานออกแบบของ คัดสรร ดีมาก ออกมาเป็นเพลงที่มีเนื้อหาไม่ฟูมฟาย มองโลกในแง่บวก ดูเป็นผู้ใหญ่ ใช้ตรรกะและเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ในเพลง ข้อความนั้น (luv.txt) เดิมทีตั้งใจส่งเป็นของขวัญมอบให้ลูกค้า และคนที่ถ่ายทอดคำขอบคุณได้ดีที่สุดก็คือตัวของเขาเอง

“เราไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ แต่เราก็เอางานอดิเรกมาขับเคลื่อนให้มันกลายเป็น Promotional Item กลับมาหาธุรกิจของเราในทางอ้อมได้”

เสียงที่มองเห็น

ความสนใจของนุค่อนข้างหลากหลาย ล่าสุดเขาเข้าคอร์สร้องเพลง เพียงเพื่อเวลาที่ไปคาราโอเกะ จะได้มีสักเพลงที่ตัวเองร้องได้เป๊ะ แต่เมื่อได้ใช้เวลาเรียนรู้ไปสักระยะ เขาเริ่มเห็นว่าการร้องเพลงให้ดีมีองค์ประกอบหลายอย่างมากกว่าที่เคยคิด ทั้งกรูฟ ไดนามิก การควบคุมเส้นเสียง ใช้เสียงยังไงให้กังวาน เขาถอดบทเรียนได้ว่าไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่ทุกๆ เรื่องมีความซับซ้อนและรายละเอียดมากไปกว่าที่ตาเราเห็น เพียงแต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจ จึงจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

“ในยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ผมบอกว่า Typeface อันนี้ออกแบบมาไม่ดี คือตาเราเห็น แล้วเราพยายามบอกคนอื่นว่าอันนี้มันต้องแก้ด้วยวิธีนี้ ก็มีคนที่ยังไม่เห็น แต่คนไหนที่เขาเห็นแล้ว เขาก็จะเห็นเลย เหมือนการร้องเพลง แต่ก่อนเราฟังหูหยาบๆ พอเราเรียนไปแล้วเข้าใจมากขึ้นว่าจุดนี้ควรร้องแบบนี้”

เมื่อเขาเห็นผลดีกับตัวแล้ว นุก็ไม่ลืมเชิญครูสอนร้องเพลงมาแบ่งปันความรู้ด้านอื่นๆ ให้กับพนักงานของ คัดสรร ดีมาก อย่างการฝึกใช้เสียง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่หลายคนมองข้าม ดีไซเนอร์ที่ต้องไปขายงานมักประสบปัญหากับเสียงของตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากสรีระที่ทำให้เสียงเบาหรือขาดความมั่นใจ บางคนกระแทกเสียงไม่น่าฟัง ก็อาจทำให้การไปพิตช์งานในครั้งนั้นขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ลูกค้าไม่ซื้อก็เป็นได้

สื่อสารสัมพันธ์

หลังจากที่เขาไปเรียนร้องเพลง และได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงหลายต่อหลายคน เขาก็พบว่าโปรเจกต์ Cadson Demak Records ต่อยอดไปได้อีกหลายทิศทาง จากเพลงสื่อสารองค์กรที่จะมอบให้ลูกค้า ก็น่าจะหยิบยกเรื่องส่วนตัวมานำเสนอบ้าง เพื่อเน้นย้ำตัวตนหรือบรรยากาศภายในองค์กรของ คัดสรร ดีมาก ได้ดียิ่งขึ้น

จังหวะพบกันในงาน Bangkok Design Week เมื่อ ค.ศ. 2019 ระหว่างนุ โจ้-ชาลี นิภานันท์ (DCNXTR, Ghost Producer Club) และ วิน-วินัย กิจเจริญจิรานนท์ ผู้เป็นสมาชิกเบื้องหลัง Conceptual Band ที่ทำเพลงผ่านสายตาของปู่ย่าตายายในชื่อ The Charapaabs ช่วยทำให้เขาได้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยร่วมกันเขียนเพลง Cache /kaSH/ ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของคนในออฟฟิศ หรือการทำเพลงที่พูดถึงความทรงจำดีๆ เพื่อมอบให้พนักงานที่กำลังจะลาออกในเพลง Present Perfect (วันนี้และทุกๆวัน) ซึ่งทั้งสองเพลงก็ได้พนักงานของ คัดสรร ดีมาก มาช่วยเติมเต็มเสียงประสานให้สมบูรณ์ 

นอกจากนี้ นุยังคิดว่า Cadson Demak Records น่าจะเป็นพื้นที่ให้ศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์มาร่วมสนุกด้วยกัน อย่างเช่นการได้ทีม Hello Filmmaker มาทำมิวสิกวิดีโอให้ในเพลง ข้อความนั้น (luv.txt) หรือการร่วมงานกับวงอิเล็กโทรป๊อป จระเข้บัว ให้มาฟีเจอริ่งใน ไปกับใจ (ไปกับ JK Bua) และสนับสนุนโปรเจกต์ของนักศึกษา ด้วยการออกทุนให้น้องๆ จาก SCA (Superstar College of Arts) มหาวิทยาลัยสยาม มาร่วมแสดงศักยภาพที่พวกเขามีอย่างเต็มที่ ผ่านการทำมิวสิกวีดีโอเพลงนี้ ทั้งการกำกับและออกแบบท่าเต้น

CDR | PWL

การเดินทางใน ค.ศ. 2021 ของ Cadson Demak Records จะสนุกยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาได้วางแผนจะทำโปรเจกต์ล่าสุดที่อยากเจาะลึกลงไปถึงตัวตนและความสนใจของนุ กับการที่เขาเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาในยุค 80 จึงคุ้นเคยกับเพลงของศิลปินอย่าง Kylie Minogue, Rick Astley, Bananarama, Jason Donovan ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากค่ายเพลงดังของอังกฤษที่ชื่อว่า PWL ซึ่งเป็นค่ายของ SAW หรือ Stock Aitken Waterman 3 โปรดิวเซอร์ดังที่เป็นต้นฉบับของการทำเพลงป๊อปของยุคนั้น จนกลายมาเป็นที่มาของนิยามว่า ‘Hit Factory’ ที่จะให้แปลตรงๆ ก็คือ ไม่ว่าจะทำเพลงอะไรออกมาก็ดังทุกเพลง! ดังนั้นแล้ว นุ โจ้ และวิน ก็หยิบยืมกลิ่นอายของดนตรีป๊อปแดนซ์จากยุคที่ว่า มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงโปรเจกต์นี้

แต่การทำเพลงกลางยุค 80 ต้น 90 โดยที่ไม่มีคนของยุคในโปรดักชันเลยเห็นทีจะไม่ได้ พวกเขาเลยชักชวนให้ เต๊าะ-จามร วัฑฒกานนท์ อดีตมือเบสวง Kidnappers เเละโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Dojo City, Siam Secret Service, วงพราว และ เมย์-ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ยุคที่เธอยังเป็นนักร้องมาเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกต์นี้ ซึ่งการที่เราได้ไป Apollo Lab ซึ่งเป็นสตูดิโอของ อู่-ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ หรือที่แฟนเพลงอิเล็กทรอนิกส์ยุค 90 รู้จักเขาในชื่อ อู่ Kidnappers รับหน้าที่มาสเตอร์เพลงเพื่อให้เหมาะกับการนำไปทำแผ่นเสียง (ใช่! เราจะได้ฟังเพลงที่มีกลิ่นอายย้อนยุคจากพวกเขา ด้วยวิธีแบบย้อนยุคอย่างการฟังไวนิลโดยใช้ Turntable เล่น) ทำให้เราได้มีโอกาสแอบฟัง 4 จาก 5 เพลงจากโปรเจกต์นี้แล้ว ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นมากๆ

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

“เราเป็นคนทำเพลง ไม่ค่อยสนใจเนื้อหาเท่าไหร่ แต่มาอันนี้ พี่ตั้งใจฟังเพราะมันไม่ค่อยเหมือนที่ผ่านๆ มา เราไม่ค่อยได้ยินเพลงป๊อปไทยที่ใช้ภาษาแบบนี้หรือนำเสนอความคิด ส่วนมากเราได้ยินเพลงลักษณะประมาณนี้ในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้น เพลงป๊อปสูตรส่วนมากนำเสนอเรื่องความรัก ซึ่งไม่ใช่ทั้งของคนร้องหรือคนแต่ง แต่เป็นเรื่องที่ทำขึ้นมาเพราะว่าคนฟังอยากที่ได้ยิน” เต๊าะพูดถึงความรู้สึกต่อเนื้อหาของเพลงในโปรเจกต์นี้

“แต่เมื่อกี้เราพูดถึง Stock Aitken Waterman 80 90 มันมีความป๊อปตลาด เนื้อหาเป็น ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันเกลียดเธอ อกหัก ร้องไห้ มันวนเล่าเรื่องประมาณเท่านี้ แต่อันนี้เรายืมกลิ่นหรือบรรยากาศที่เราประทับใจแบบที่ผมกับพี่เต๊าะโตมา คล้ายเป็นซาวนด์แทร็กของชีวิต แต่ถ้าถามว่าจะให้คนที่ชอบเพลงเหล่านั้น ที่โตมากับเพลงพวกนั้น มาเล่าเรื่องอะไรสักอย่างในวันนี้ คงไม่ได้เป็นเรื่องอกหักรักคุดเหมือนสมัยก่อน ภาษาที่ใช้ก็เลยโตมากขึ้น สะท้อนมุมมองของชีวิตมากขึ้น และแน่นอน ถ้า คัดสรร ดีมาก เป็นคน ก็คงจะแสดงออกแบบนี้ และคนฟังก็จะรู้สึกเชื่อที่ คัดสรร ดีมาก พูดคำเหล่านี้ออกมา”

ยิ่งไปกว่านั้น ซาวนด์ดีไซน์ก็ทำออกมาได้กลิ่นอายของเพลงป๊อปแดนซ์เหล่านั้นอย่างที่พวกเขาตั้งใจ แต่ออกมาในบริบทไทยๆ ที่ชวนให้นึกถึงงานของ Mr. Z หรือ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ที่เป็นแฟนตัวยงของค่าย PWL บางเพลงมีการเรียบเรียงในแบบที่เกินความคาดหมาย อาจจะฟังยากในช่วงแรก แต่พอปรับหูได้แล้ว จะพบว่าเป็นเพลงที่มีเสน่ห์และทำเราน้ำตาซึมได้ เพราะอารมณ์เพลงกับเนื้อร้องที่ถ่ายทอดโดย นท พนายางกูร อีกทั้งคุณภาพการมิกซ์ มาสเตอร์ อยู่ในระดับเนี้ยบกริบ คุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

หมุดหมายที่อยากให้ Cadson Demark Records ไปถึง

“ถ้าอนุทินพูดว่า โอ๊ย ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย จะฟังดูตอแหลเหมือนกับคนอื่นเวลาให้สัมภาษณ์ แต่อันนี้ไม่ได้คาดหวังถึงผลลัพธ์จริงๆ ไม่มีการพูดคุยเลยว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เอากี่วิว ทำเพราะว่าอยากทำ และรู้สึกว่ามีคุณค่า มันหล่อเลี้ยงจิตใจ จะมีก็แค่คาดหวังที่จะทำให้เสร็จ ให้สาแก่ใจทุกฝ่าย ให้ตรงตามโจทย์ เราจะมี Check Point ว่ามันตรงกับคาแรกเตอร์ของ คัดสรร ดีมาก ไหม ได้ซาวนด์แบบที่เราต้องการไหม จะบอกว่าสิ่งนี้เป็น KPI ก็ได้ เพราะเราลงมือทั้งเงินและเวลา มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมี Check Point ซึ่งก็แค่จุดนี้

“คนที่อยากฟังเรื่องที่เราอยากจะพูดมันก็ยังมีอยู่แหละ แต่คงไม่ใช่สองล้านคน ปกติเวลาผมให้สัมภาษณ์เรื่องดีไซน์ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับผม หรือยิ่งอันนี้ที่ถูกแปลงเป็นเพลง มันก็คงเหมือนกันนั่นแหละ”

แผ่นเสียงของโปรเจกต์ดังกล่าว (ขณะนี้ยังไม่มีชื่อเรียก) จะถูกผลิตมาเป็นจำนวน 300 แผ่น โดยกำหนดระยะเวลาวางจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 และจะตามมาด้วยการจำหน่ายแบบดิจิทัลในระบบสตรีมมิ่งและสโตร์

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่

Facebook : Cadson Demak Records

YouTube : Cadson Demak Records

Instagram : Cadson Demak Records

Writer

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load