คนที่อยู่ในสายงานออกแบบและการพิมพ์ น่าจะรู้จัก คัดสรร ดีมาก ในฐานะบริษัทออกแบบตัวอักษรที่พวกคุณใช้กันเป็นประจำ ส่วนคนที่คลุกคลีอยู่กับตัวหนังสือและดนตรีแบบฉันก็ได้ยินชื่อนี้มาบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งฉันเกิดความสงสัย เมื่อได้ไถแถบ Suggested Video ไปเจอเพลย์ลิสต์รวมเพลงจาก ‘Cadson Demak Records’ และเกิดเป็นความสับสนว่า นี่คือ ‘คัดสรร ดีมาก’ เดียวกันหรือเปล่า

ก็น่าจะใช่ เพราะศิลปินคนเดียวของค่าย ณ ตอนนี้ คือ นุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร หนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า ทำไมจู่ๆ เขาถึงเลือกทำค่ายเพลง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้ คัดสรร ดีมาก มีผลิตภัณฑ์หลากแขนงที่ต่อยอดมาจากฟอนต์ ผลิดอกออกผลกลายเป็นการทำแบรนดิ้ง บทความ หนังสือ เวิร์กช็อป การสัมมนา แต่ทุกสิ่งอันล้วนมีความเชื่อมโยงกันในกรอบของสิ่งที่เรามองเห็นได้ แล้วทำไมร่างแยกร่างใหม่ถึงเป็น ‘เสียง’ ที่ลักษณะพื้นฐานของมันอธิบายให้เป็นรูปธรรมไม่ได้ด้วยซ้ำ

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ เพลงของค่ายนี้ล้วนแต่ใช้เสียงสังเคราะห์และบีตอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียบเรียงมาอย่างซับซ้อน แต่บรรเลงออกมาผ่านทำนองเรียบง่ายติดหู ควบคู่ไปกับน้ำเสียงทุ้มและหนักแน่นของนุ (ซึ่งบางคนพอจะนึกออก หากเคยไปร่วมงานเสวนาที่เขาเป็นวิทยากร) ร้องเล่าถึงความคิด มุมมอง หรือการมองย้อนไปยังสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว แบบที่เพลงป๊อปสมัยนิยมคงไม่ทำ

เราบุกไปที่ Apollo Lab (2001) สตูดิโอทำเพลงย่านรามคำแหง คุยกับ นุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร, วิน-วินัย กิจเจริญจิรานนท์, โจ้-ชาลี นิภานันท์ และ เต๊าะ-จามร วัฑฒกานนท์ เพื่อไขข้อข้องใจที่ทุกท่านคงสงสัยไม่แพ้กัน

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

ค่ายเพลงที่ไม่ใช่ค่ายเพลง

นี่ไม่ใช่เพลงใหม่ของ Getsunova แต่ Cadson Demak Records เกิดจากการที่ คัดสรร ดีมาก มีเพลงจำนวนมากสำหรับใช้เปิดคลอในงานสัมมนา Bits หรือใช้ประกอบวิดีโอสารคดี อักษรสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละเพลงเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพราะนุมองว่า โปรดักต์ของ คัดสรร ดีมาก มีจุดร่วมเดียวกันอยู่ นั่นคือ ‘อัตลักษณ์’ และ ‘ทัศนคติ’ 

ในเมื่อตัวอักษรหรือภาษาที่ใช้เขียนบทความทั้งหมดมีลักษณะจำเพาะที่ดูนิ่ง เย็น มีเหตุผล ตรงไปตรงมา ดังนั้นแล้ว เพลงที่นำมาใช้เป็น ‘บรรยากาศ’ ก็ควรให้ความรู้สึกแบบนั้น เขาเลยมอบหมายหน้าที่ให้ จิม-กานต์ปพนธ์ บุญพุฒ หรือ The ███████ ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ปริศนาที่ไม่รู้ว่าจะออกเสียงยังไงดี (เฉลย อ่านว่า The Black Code) ผู้เป็นลูกศิษย์สมัยเขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาสร้างสรรค์เพลงให้ จนได้เสียงที่มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการแบบพอดิบพอดี

“เรานั่งคุยกับจิมเลยแหละ เขาก็รู้ว่าทั้งผมแล้วก็ ป่าน (พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง) เป็นเด็กเกิดยุค 70 โตมา 80 ฟังเพลงอิเล็กทรอนิกส์ หรือพวก Joy Division, New Order, Depeche Mode บ้าง แล้วเราก็ให้ Reference บรรยากาศที่เราอยากได้ จิมรู้ดีสุดเลยว่าอันนี้อาจารย์เอา อันนี้อาจารย์ไม่เอา” นุเริ่มต้นเล่า

เมื่อเพลงถูกใช้ในบทบาทของ Furniture Music ผู้มางานสัมมนาหลายคนอาจไม่ทันสังเกตถึงการมีอยู่ หรือตั้งใจฟังเพลงพวกนั้น เขาคิดว่าคงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเพลงที่ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเป็นน้ำเสียงของ คัดสรร ดีมาก โดยเฉพาะ จะไม่ถูกได้ยิน จึงนำมารวมเป็นอัลบั้ม The Sound of Cadson Demark โดยออกจำหน่ายภายใต้ Cadson Demak Records เพื่อเป็นพื้นที่ในการรวบรวมผลงานเหล่านั้นให้เป็นที่เป็นทาง

คิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าที่นี่ไม่ได้ทำแค่ฟอนต์ หัวใจในการทำงานของพวกเขาคือ คิดทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้ผลหลายๆ อย่าง เช่น เมื่อจัดเสวนา ก็จดบันทึกเพื่อทำเป็นบทความ เยอะเข้าก็รวมเล่มเป็นหนังสือ และบางทีก็อาจนำเรื่องราวในหนังสือกลับมาทำเป็นเวิร์กช็อป เช่นเดียวกันกับเพลงที่เมื่อทำออกมาแล้วมีแต่ทำนอง เขาก็ได้ไอเดียว่า ในห้องเสียงเหล่านั้นยังเหลือที่ว่างให้ใส่เนื้อร้องเข้าไปได้ ฟากเนื้อร้องเขาก็ได้ แต๊บ-ธนพล มหธร (D.U.M.B. Recordings) และ แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ นักแต่งเพลงชื่อดัง มาช่วยตีความจากงานออกแบบของ คัดสรร ดีมาก ออกมาเป็นเพลงที่มีเนื้อหาไม่ฟูมฟาย มองโลกในแง่บวก ดูเป็นผู้ใหญ่ ใช้ตรรกะและเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ในเพลง ข้อความนั้น (luv.txt) เดิมทีตั้งใจส่งเป็นของขวัญมอบให้ลูกค้า และคนที่ถ่ายทอดคำขอบคุณได้ดีที่สุดก็คือตัวของเขาเอง

“เราไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ แต่เราก็เอางานอดิเรกมาขับเคลื่อนให้มันกลายเป็น Promotional Item กลับมาหาธุรกิจของเราในทางอ้อมได้”

เสียงที่มองเห็น

ความสนใจของนุค่อนข้างหลากหลาย ล่าสุดเขาเข้าคอร์สร้องเพลง เพียงเพื่อเวลาที่ไปคาราโอเกะ จะได้มีสักเพลงที่ตัวเองร้องได้เป๊ะ แต่เมื่อได้ใช้เวลาเรียนรู้ไปสักระยะ เขาเริ่มเห็นว่าการร้องเพลงให้ดีมีองค์ประกอบหลายอย่างมากกว่าที่เคยคิด ทั้งกรูฟ ไดนามิก การควบคุมเส้นเสียง ใช้เสียงยังไงให้กังวาน เขาถอดบทเรียนได้ว่าไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่ทุกๆ เรื่องมีความซับซ้อนและรายละเอียดมากไปกว่าที่ตาเราเห็น เพียงแต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจ จึงจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

“ในยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ผมบอกว่า Typeface อันนี้ออกแบบมาไม่ดี คือตาเราเห็น แล้วเราพยายามบอกคนอื่นว่าอันนี้มันต้องแก้ด้วยวิธีนี้ ก็มีคนที่ยังไม่เห็น แต่คนไหนที่เขาเห็นแล้ว เขาก็จะเห็นเลย เหมือนการร้องเพลง แต่ก่อนเราฟังหูหยาบๆ พอเราเรียนไปแล้วเข้าใจมากขึ้นว่าจุดนี้ควรร้องแบบนี้”

เมื่อเขาเห็นผลดีกับตัวแล้ว นุก็ไม่ลืมเชิญครูสอนร้องเพลงมาแบ่งปันความรู้ด้านอื่นๆ ให้กับพนักงานของ คัดสรร ดีมาก อย่างการฝึกใช้เสียง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่หลายคนมองข้าม ดีไซเนอร์ที่ต้องไปขายงานมักประสบปัญหากับเสียงของตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากสรีระที่ทำให้เสียงเบาหรือขาดความมั่นใจ บางคนกระแทกเสียงไม่น่าฟัง ก็อาจทำให้การไปพิตช์งานในครั้งนั้นขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ลูกค้าไม่ซื้อก็เป็นได้

สื่อสารสัมพันธ์

หลังจากที่เขาไปเรียนร้องเพลง และได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงหลายต่อหลายคน เขาก็พบว่าโปรเจกต์ Cadson Demak Records ต่อยอดไปได้อีกหลายทิศทาง จากเพลงสื่อสารองค์กรที่จะมอบให้ลูกค้า ก็น่าจะหยิบยกเรื่องส่วนตัวมานำเสนอบ้าง เพื่อเน้นย้ำตัวตนหรือบรรยากาศภายในองค์กรของ คัดสรร ดีมาก ได้ดียิ่งขึ้น

จังหวะพบกันในงาน Bangkok Design Week เมื่อ ค.ศ. 2019 ระหว่างนุ โจ้-ชาลี นิภานันท์ (DCNXTR, Ghost Producer Club) และ วิน-วินัย กิจเจริญจิรานนท์ ผู้เป็นสมาชิกเบื้องหลัง Conceptual Band ที่ทำเพลงผ่านสายตาของปู่ย่าตายายในชื่อ The Charapaabs ช่วยทำให้เขาได้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยร่วมกันเขียนเพลง Cache /kaSH/ ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของคนในออฟฟิศ หรือการทำเพลงที่พูดถึงความทรงจำดีๆ เพื่อมอบให้พนักงานที่กำลังจะลาออกในเพลง Present Perfect (วันนี้และทุกๆวัน) ซึ่งทั้งสองเพลงก็ได้พนักงานของ คัดสรร ดีมาก มาช่วยเติมเต็มเสียงประสานให้สมบูรณ์ 

นอกจากนี้ นุยังคิดว่า Cadson Demak Records น่าจะเป็นพื้นที่ให้ศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์มาร่วมสนุกด้วยกัน อย่างเช่นการได้ทีม Hello Filmmaker มาทำมิวสิกวิดีโอให้ในเพลง ข้อความนั้น (luv.txt) หรือการร่วมงานกับวงอิเล็กโทรป๊อป จระเข้บัว ให้มาฟีเจอริ่งใน ไปกับใจ (ไปกับ JK Bua) และสนับสนุนโปรเจกต์ของนักศึกษา ด้วยการออกทุนให้น้องๆ จาก SCA (Superstar College of Arts) มหาวิทยาลัยสยาม มาร่วมแสดงศักยภาพที่พวกเขามีอย่างเต็มที่ ผ่านการทำมิวสิกวีดีโอเพลงนี้ ทั้งการกำกับและออกแบบท่าเต้น

CDR | PWL

การเดินทางใน ค.ศ. 2021 ของ Cadson Demak Records จะสนุกยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาได้วางแผนจะทำโปรเจกต์ล่าสุดที่อยากเจาะลึกลงไปถึงตัวตนและความสนใจของนุ กับการที่เขาเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาในยุค 80 จึงคุ้นเคยกับเพลงของศิลปินอย่าง Kylie Minogue, Rick Astley, Bananarama, Jason Donovan ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากค่ายเพลงดังของอังกฤษที่ชื่อว่า PWL ซึ่งเป็นค่ายของ SAW หรือ Stock Aitken Waterman 3 โปรดิวเซอร์ดังที่เป็นต้นฉบับของการทำเพลงป๊อปของยุคนั้น จนกลายมาเป็นที่มาของนิยามว่า ‘Hit Factory’ ที่จะให้แปลตรงๆ ก็คือ ไม่ว่าจะทำเพลงอะไรออกมาก็ดังทุกเพลง! ดังนั้นแล้ว นุ โจ้ และวิน ก็หยิบยืมกลิ่นอายของดนตรีป๊อปแดนซ์จากยุคที่ว่า มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงโปรเจกต์นี้

แต่การทำเพลงกลางยุค 80 ต้น 90 โดยที่ไม่มีคนของยุคในโปรดักชันเลยเห็นทีจะไม่ได้ พวกเขาเลยชักชวนให้ เต๊าะ-จามร วัฑฒกานนท์ อดีตมือเบสวง Kidnappers เเละโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Dojo City, Siam Secret Service, วงพราว และ เมย์-ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ยุคที่เธอยังเป็นนักร้องมาเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกต์นี้ ซึ่งการที่เราได้ไป Apollo Lab ซึ่งเป็นสตูดิโอของ อู่-ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ หรือที่แฟนเพลงอิเล็กทรอนิกส์ยุค 90 รู้จักเขาในชื่อ อู่ Kidnappers รับหน้าที่มาสเตอร์เพลงเพื่อให้เหมาะกับการนำไปทำแผ่นเสียง (ใช่! เราจะได้ฟังเพลงที่มีกลิ่นอายย้อนยุคจากพวกเขา ด้วยวิธีแบบย้อนยุคอย่างการฟังไวนิลโดยใช้ Turntable เล่น) ทำให้เราได้มีโอกาสแอบฟัง 4 จาก 5 เพลงจากโปรเจกต์นี้แล้ว ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นมากๆ

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

“เราเป็นคนทำเพลง ไม่ค่อยสนใจเนื้อหาเท่าไหร่ แต่มาอันนี้ พี่ตั้งใจฟังเพราะมันไม่ค่อยเหมือนที่ผ่านๆ มา เราไม่ค่อยได้ยินเพลงป๊อปไทยที่ใช้ภาษาแบบนี้หรือนำเสนอความคิด ส่วนมากเราได้ยินเพลงลักษณะประมาณนี้ในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้น เพลงป๊อปสูตรส่วนมากนำเสนอเรื่องความรัก ซึ่งไม่ใช่ทั้งของคนร้องหรือคนแต่ง แต่เป็นเรื่องที่ทำขึ้นมาเพราะว่าคนฟังอยากที่ได้ยิน” เต๊าะพูดถึงความรู้สึกต่อเนื้อหาของเพลงในโปรเจกต์นี้

“แต่เมื่อกี้เราพูดถึง Stock Aitken Waterman 80 90 มันมีความป๊อปตลาด เนื้อหาเป็น ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันเกลียดเธอ อกหัก ร้องไห้ มันวนเล่าเรื่องประมาณเท่านี้ แต่อันนี้เรายืมกลิ่นหรือบรรยากาศที่เราประทับใจแบบที่ผมกับพี่เต๊าะโตมา คล้ายเป็นซาวนด์แทร็กของชีวิต แต่ถ้าถามว่าจะให้คนที่ชอบเพลงเหล่านั้น ที่โตมากับเพลงพวกนั้น มาเล่าเรื่องอะไรสักอย่างในวันนี้ คงไม่ได้เป็นเรื่องอกหักรักคุดเหมือนสมัยก่อน ภาษาที่ใช้ก็เลยโตมากขึ้น สะท้อนมุมมองของชีวิตมากขึ้น และแน่นอน ถ้า คัดสรร ดีมาก เป็นคน ก็คงจะแสดงออกแบบนี้ และคนฟังก็จะรู้สึกเชื่อที่ คัดสรร ดีมาก พูดคำเหล่านี้ออกมา”

ยิ่งไปกว่านั้น ซาวนด์ดีไซน์ก็ทำออกมาได้กลิ่นอายของเพลงป๊อปแดนซ์เหล่านั้นอย่างที่พวกเขาตั้งใจ แต่ออกมาในบริบทไทยๆ ที่ชวนให้นึกถึงงานของ Mr. Z หรือ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ที่เป็นแฟนตัวยงของค่าย PWL บางเพลงมีการเรียบเรียงในแบบที่เกินความคาดหมาย อาจจะฟังยากในช่วงแรก แต่พอปรับหูได้แล้ว จะพบว่าเป็นเพลงที่มีเสน่ห์และทำเราน้ำตาซึมได้ เพราะอารมณ์เพลงกับเนื้อร้องที่ถ่ายทอดโดย นท พนายางกูร อีกทั้งคุณภาพการมิกซ์ มาสเตอร์ อยู่ในระดับเนี้ยบกริบ คุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

หมุดหมายที่อยากให้ Cadson Demark Records ไปถึง

“ถ้าอนุทินพูดว่า โอ๊ย ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย จะฟังดูตอแหลเหมือนกับคนอื่นเวลาให้สัมภาษณ์ แต่อันนี้ไม่ได้คาดหวังถึงผลลัพธ์จริงๆ ไม่มีการพูดคุยเลยว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เอากี่วิว ทำเพราะว่าอยากทำ และรู้สึกว่ามีคุณค่า มันหล่อเลี้ยงจิตใจ จะมีก็แค่คาดหวังที่จะทำให้เสร็จ ให้สาแก่ใจทุกฝ่าย ให้ตรงตามโจทย์ เราจะมี Check Point ว่ามันตรงกับคาแรกเตอร์ของ คัดสรร ดีมาก ไหม ได้ซาวนด์แบบที่เราต้องการไหม จะบอกว่าสิ่งนี้เป็น KPI ก็ได้ เพราะเราลงมือทั้งเงินและเวลา มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมี Check Point ซึ่งก็แค่จุดนี้

“คนที่อยากฟังเรื่องที่เราอยากจะพูดมันก็ยังมีอยู่แหละ แต่คงไม่ใช่สองล้านคน ปกติเวลาผมให้สัมภาษณ์เรื่องดีไซน์ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับผม หรือยิ่งอันนี้ที่ถูกแปลงเป็นเพลง มันก็คงเหมือนกันนั่นแหละ”

แผ่นเสียงของโปรเจกต์ดังกล่าว (ขณะนี้ยังไม่มีชื่อเรียก) จะถูกผลิตมาเป็นจำนวน 300 แผ่น โดยกำหนดระยะเวลาวางจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 และจะตามมาด้วยการจำหน่ายแบบดิจิทัลในระบบสตรีมมิ่งและสโตร์

Cadson Demak Records เมื่อบริษัทออกแบบตัวอักษรอยากลองเล่าเรื่องของตัวเองผ่านตัวโน้ต

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่

Facebook : Cadson Demak Records

YouTube : Cadson Demak Records

Instagram : Cadson Demak Records

Writer

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
2K

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load