มือของฉันกำลังประคองถ้วย Ceremonial Cacao ขนาดพอดีมือ ตรงหน้าของฉันคือ Mandala ที่ประกอบไปด้วยเมล็ดโกโก้ หินคริสตัล เทียนหอม สมุนไพร Sage และน้ำ หูของฉันกำลังฟังเสียงที่ผู้ประกอบพิธีกำลังกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังของเมล็ดโกโก้ที่โอบอุ้มธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาหลายพันปี 

Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ
Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ

เมล็ดพันธุ์รับพลังจากผืนดินตอนเติบโตก็ได้รับแสงและน้ำ ตอนเก็บเกี่ยวก็เต็มไปด้วยตั้งใจและการเอาใจใส่จากผู้ปลูก ผ่านกระบวนการจากเมล็ดมาเป็นน้ำ ก็เต็มไปด้วยความรักจากผู้ปรุง เสียงไกด์ของผู้ประกอบพิธีเป็นเหมือนเสียงปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล และเลื่อนลอยในโลกภายนอกให้กลับเข้ามามีสติรับรู้โลกภายในตัวเอง กลับเข้ามาเห็นความคิด ความรู้สึก ลมหายใจกลับเข้ามารับรู้ว่ากำลังประคองถ้วยโกโก้ในอุ้งมือ รับรู้ได้ถึงการเดินทางอันยาวนานกว่าเมล็ดจะมาเป็นเครื่องดื่ม ก่อนจะค่อยๆ บรรจงจิบแล้วดื่มให้มันไหลผ่านลงไปในลำคอ 

ย้อนกลับไปกว่าหลายพันปี โกโก้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับวัฒนธรรมของชนเผ่ามายา ชนเผ่าในอาณาจักรอเมริกากลาง พวกเขามีความเชื่อว่ามันเป็นอาหารจากพระเจ้า เป็นหยาดเหงื่อจากดวงดาว และเป็นเหมือนยาครอบจักรวาล มีราคาแพง และถูกใช้ในพิธีกรรมต่างๆ อีกทั้งในสมัยหนึ่งเคยใช้เป็นสกุลเงินในการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน และ Cacao Ceremony ก็เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น ซึ่งมีจุดประสงค์ในการชำระล้าง กาย ใจ และจิตวิญญาณ ให้บริสุทธิ์ 

Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ
Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ

จนมาถึงปัจจุบัน พิธีกรรมนี้ก็ได้ถูกปรับให้เข้ากับวิถีของคนเมือง ด้วยความเชื่อว่ามันสามารถช่วยเยียวยาจิตใจ ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับหัวใจและความต้องการภายในของตนเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการเกิดมาเป็นมนุษย์ ให้มองเห็นและยอมรับความจริงในสิ่งที่มันเป็น เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้า แม้เจ็บปวดแต่ก็ทำให้เรียนรู้และเติบโต 

Cacao Ceremony ในปัจจุบันคือการสร้างพื้นที่กลุ่ม ที่ปลอดภัย ผ่อนคลาย ผสมผสานกับพลังงานและคลื่นแห่งการเยียวยา เพราะเมื่อคนหลายคนมาชุมนุมกัน ร่วมดื่มเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธ์ร่วมกัน สารธีโอโบรมีน (Theobromine) ในโกโก้ช่วยให้เลือดสูบฉีดโลหิตได้ดี รู้สึกมีชีวิตชีวา ทำให้เริ่มเปิดตัวเองที่จะสื่อสารกับผู้อื่นมากขึ้น สามารถเผยความเปราะบางในตัวเองได้มากขึ้น ประกอบกับพื้นที่ที่กล่าวถึง ก็เป็นพื้นที่ที่พร้อมจะโอบอุ้ม ช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และยอมรับจากคนในกลุ่ม เป็น Vibration ที่ผลักดันในเราพร้อมจะสื่อสารกับตัวเอง ผู้อื่น ธรรมชาติ และจักรวาล ในแบบลึกซึ้งขึ้น ปลดเปลื้องและเปิดเผยความเปราะบางได้อย่างไม่ขวยเขิน พิธีกรรมนี้ยังแตกยอดไปสู่การนั่งสมาธิการเต้น การอาบคลื่นเสียง หรือกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังของพิธีกรรมนี้และเป็นพระเอกของเรื่อง ก็คือโกโก้นั่นเอง การแปรรูปโกโก้มีกรรมวิธีที่แตกต่างกัน เราชื่นชอบการแปรรูปโกโก้ของ เอกาเทอริน่า (Ekaterina Adabashyan) สาวชาวรัสเซียมากๆ เธออยู่เกาะพะงันมา 5 ปีแล้ว เธอแปรรูปโกโก้จากเมล็ดให้เป็นช็อกโกแลตบาร์ ขนม ไปจนถึง Ceremonial Cacao แถมยังเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนี้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มอีกด้วย

Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ
Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ

“ฉันใช้เวลาทั้งหมดยี่สิบสี่ชั่วโมงในการแปรรูปเมล็ดโกโก้ให้กลายเป็น Ceremonial Cacao ที่ใช้ดื่มในพิธีกรรม มันเหมือนงานศิลปะที่ค่อยๆ บรรจงใส่ทั้งใจและความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงความรักและพลังงานดีๆ เพื่อให้คนกินเข้าไปสัมผัสได้ถึงหัวใจของมัน เวลาที่ฉันแปรรูป ฉันจะอยู่คนเดียว เปิดเพลง ใช้สมาธิในทุกขั้นตอน และโชคดีมากที่ตอนนี้ฉันได้เมล็ดมาจากฟาร์มที่เชียงราย ซึ่งเกษตรกรใช้ใจปลูกและเก็บเกี่ยวมากๆ นำไปผ่านกระบวนการหมัก ตากแห้ง ทำให้เมล็ดที่ได้อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์

“พอได้เมล็ดมา ฉันเอามาบดให้แตกก่อน โดยไม่ต้องลอกเปลือกออก ฉันเชื่อว่าคุณประโยชน์ต่างๆ และพลังงานจากดิน น้ำ ลม ไฟ ยังคงอยู่ตรงนั้น ทำให้เมล็ดมีพลังงาน ฉันเก็บเปลือกไว้ แล้วบดให้แตกไปพร้อมกับเมล็ด จากนั้นเอาเมล็ดที่แตกแล้วไปโม่บดให้ละเอียดจนออกมาเป็น Paste 

“จาก Paste นั้น พอจะเอาไปทำ Ceremonial Cacao ฉันจะเอาไปผสมน้ำ พริก เครื่องเทศต่างๆ และเกลือ ซึ่งเกลือมีบทบาทสำคัญมาก เพราะจะทำให้ร่างกายซึมซับแร่ธาตุจากโกโก้ได้ดีขึ้น และสำหรับโกโก้ที่ใช้ในพิธีกรรมในรูปแบบดั้งเดิม จะไม่ใส่นมและน้ำตาล แต่บางครั้งฉันก็จะใส่อินทผลัมเข้าไปบ้าง เพื่อให้มีรสหวานและดื่มง่าย

Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ
Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ

“การมีชีวิตและใช้ชีวิตทุกวันสำหรับฉันคือ Ceremony ฉันชื่นชม ซาบซึ้ง และเชื่อมั่นที่เราได้เกิดมามีชีวิต สำหรับการทำ Cacao Ceremony ทุกครั้ง ฉันจะไกด์ให้คนกลับเข้าไปหาความสงบด้านในของตัวเอง เหมือนการทำสมาธิ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เชื่อมต่อกับพืชศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติอันยาวนาน มีแร่ธาตุ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติที่เป็นรากฐานการก่อกำเนิดของชีวิตมนุษย์ ได้เชื่อมต่อกับผู้อื่นให้หัวใจได้เปิดกว้างและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน”

เอกาเทอริน่าเล่าว่าทุกอย่างเป็นจังหวะของชีวิต เธอทำงานใน Meditation Center ที่มอสโกมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนวันหนึ่งเธอและลูกอยากใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเลยย้ายกันมาที่เกาะพะงัน และเริ่มทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างงานจิวเวลรี่ จนวันหนึ่งโชคชะตาได้พาให้เธอพบกับคนคนหนึ่งที่สอนเธอทุกอย่าง และพาเธอเข้าสู่โลกของโกโก้ ทำให้เธอรู้สึกเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของโกโก้มากๆ ยิ่งเมื่อเวลาที่ต้องแปรรูปจากเมล็ดเป็น Paste ทำให้เธอใช้เวลาและสื่อสารกับโกโก้มากขึ้น ลึกซึ้งขึ้น เชื่อมโยงกับพิธีกรรมนี้ได้มากขึ้น 

จากคนที่หลงใหลในเมล็ดพันธุ์ และชอบเก็บสะสมเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยมีความเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เก็บและสะสมพลังจากผืนดิน แสงแดด สายลม สายน้ำ อากาศ เมื่อเราดื่มกิน ก็เป็นการเชื่อมต่อและได้รับพลังจากธรรมชาตินั่นเอง

หลายคนเชื่อว่าโกโก้ช่วยเปิดจักระ หรือศูนย์รวมพลังงานภายในจิตใจของมนุษย์ ในพิธีกรรม หัวใจแต่ละดวงที่เปิดออกจะถูกถักทอและเชื่อมต่อ เป็นแรงสั่นสะเทือนในการรวมกันของกลุ่มคน ถึงแม้เราจะอยู่ในพิธีกรรมกับคนแปลกหน้า แต่เราจะไม่รู้สึกแปลกแยก และพร้อมที่จะแบ่งปัน แชร์เรื่องราวของตัวเอง และเปิดรับฟังเรื่องราวของผู้อื่น เรียนรู้และทำอะไรร่วมกัน ลองมาสัมผัสเรื่องราวแบบนี้ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา แต่ต้องเชื่อมโยงด้วยหัวใจกับเอกาเทอริน่า นอกจากเธอจะพาคนทำพิธีกรรมนี้ เธอยังแปรรูปโกโก้ได้ออกมาหลายรูปแบบแถมอร่อยมาก และด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เธอมี ทำให้เธอผสมผสานโกโก้กับผลไม้อบแห้งและเครื่องเทศต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

Cacao Ceremony : พิธีกรรมบำบัดจิตใจที่ใช้โกโก้เป็นสื่อ แบบชนเผ่ามายาโบราณ

ติดตามผลงานหรือสั่งช็อกโกแลตของเธอได้ที่ Facebook : Seeds of Dreams และ Instagram : seeds.of.dreams

Writer & Photographer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

บ้านเคยเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่ในวันที่เราต้องอยู่บ้านกันตลอดเวลา บ้านจึงรับบทเป็นแทบทุกอย่าง ทั้งที่ทำงาน ยิมออกกำลังกาย ที่ปาร์ตี้สุดสัปดาห์ คาเฟ่จำเป็น แม้แต่เวลาคิดงานไม่ออก เราก็คงหนีไปไหนไกลไม่พ้นจากธรณีประตูบ้าน 

บทบาทของที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนไป บ้านอาจมิใช่เพียงพื้นที่แห่งการพักผ่อนอีกต่อไป เตียงนอนที่กลายเป็นโต๊ะทำงานอาจกำลังทำให้ค่ำคืนคุณภาพของคนอยู่ถูกรบกวนแบบเงียบๆ

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ชวนเรามาสำรวจบ้าน และการนอนหลับของเรากันอีกครั้ง ไม่แน่ว่า มุมที่ชินตา หรือเสียงจอแจที่เราไม่ใส่ใจเพราะได้ยินจนชินชา อาจกำลังพรากค่ำคืนแห่งการพักผ่อนของใครบางคนไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“คนที่อยู่ในเมืองจะเข้าใจว่านี่คือความเงียบ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่”

นอกจากเสียงของเธอแล้ว เสียงของเครื่องปรับอากาศ รถที่แล่นอยู่บนถนน ก็เริ่มดังขึ้นหลังจากที่ลองตั้งใจฟัง คงไม่เป็นไรเพราะนี่คือตอนกลางวัน แต่เสียงนี้จะยังคงดังอยู่แบบนั้นแม้ในตอนที่เรานอนหลับในตอนกลางคืน

“ความเป็นเมืองมันมีผลต่อการนอนมาก บางทีช่วงกลางวัน เราจะไม่ค่อยสังเกตว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะว่าเราชิน ทั้งเสียง กลิ่น อากาศ แม้กระทั่งอุณหภูมิหรือแสงเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในยามค่ำคืน ความเป็นเมืองหลายๆ อย่างกำลังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับของเรา”

นอนนะ แต่นอนน้อย

หากคุณเป็นคนในเมืองที่เพิ่งได้ยินเสียงจอแจหลังจากที่ได้ตั้งใจฟังไปเมื่อครู่ แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าการนอนหลับของคืนที่ผ่านมานั้นเป็นการนอนที่ดีหรือยัง ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ‘ตื่นมาแล้วสดชื่น หรือ อยากกลับไปนอนต่อ’ นี่เป็นข้อสังเกตแรกๆ ที่ช่วยเช็คคุณภาพการนอน โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“การนอนหลับเป็นหัวใจของการใช้ชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่การนอนถูกรบกวน จะส่งผลต่อทุกๆ ด้าน สุขภาพเป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่ามีโรคหลายโรคที่เกิดจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นช่วงที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง มีฮอร์โมนหลายชนิดที่หลั่งออกมาตอนนั้น พอไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มันก็รวนไปทั้งระบบ เราอาจไม่เห็นผลทันตา รู้สึกว่ายังไม่เป็นอะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นเลยทันทีคือเราจะขี้เกียจตื่น ถ้าวันไหนนอนไม่พอ วันนั้นจะหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็รู้สึกไม่โอเคไปเสียหมด”

“เรื่องของสุขภาพจิตก็เช่นกัน พอนอนไม่ดี จิตใจก็ไม่แข็งแรง ในระยะยาว การนอนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตใจหลายอย่าง อาจเป็นได้ทั้งต้นเหตุและเป็นผลของโรคนั้นๆ ด้วย”

ดุจดาวเล่าให้เราฟังอีกว่า สำหรับคนที่อดหลับอดนอนมาทำงาน หรือนอนหลับไม่สนิท จะยิ่งส่งผลกับความโปรดักทีฟ แม้จะฝืนทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คุณภาพงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการนอนไม่พอจะทำให้คิดอะไรไม่ออก และจะดีกว่าถ้าได้นอนหลับเต็มอิ่มแล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานทีหลัง

“บางคนถ้านอนพอ นอนแบบมีคุณภาพ ไม่ต้องมีนาฬิกาปลุกก็ตื่นเองได้ เพราะร่างกายบอกว่าอิ่มแล้ว ตื่นแล้ว พร้อมลุกได้เลย สำหรับบางคน ถึงนาฬิกาจะปลุกแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอยากนอนต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่าคุณภาพการนอนยังไม่ค่อยดี บางคนนอนแปดชั่วโมง แต่ยังรู้สึกเพลีย ก็เป็นไปได้ว่าระหว่างนอนอาจหลับไม่สนิท ผิดกับบางคนที่นอนแค่ห้าถึงหกชั่วโมง แต่กลับรู้สึกว่าสดชื่นมาก นั่นเป็นเพราะร่างกายหลับลึก หลับสบาย”

การนอนหลับในแต่ละคืนจะแบ่งเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบจะมีทั้งหมด 4 ช่วง รวมๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที ที่มนุษย์ต้องนอนหลับเพราะนี่เป็นเวลาที่สงวนไว้ให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง แผนกสมองก็จะใช้โมงยามอันเงียบสงบนี้ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูลที่รับมาทั้งวัน เก็บเข้าแฟ้มความทรงจำให้เป็นระเบียบ

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

แสง สี เสียง

หลายๆ บ้านในชนบทเริ่มปิดไฟนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ผิดกับในเมืองใหญ่ที่บางคนเพิ่งจะเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อวิถีชีวิตในเมืองถูกแช่แข็งอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อยๆ ดุจดาวเล่าว่าหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่าเราสร้างมันขึ้นมาได้ คือการทำห้องนอนให้เป็นห้องสำหรับนอนจริงๆ

“เตียงนอนของเราคือดินแดนพิเศษที่ควรจะรักษาเอาไว้สำหรับการพักผ่อน” เธอเชื่ออย่างนั้น และเล่าต่อว่า เมื่อห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ฟังก์ชันของห้องนี้จึงจำเป็นต้องทำให้เราผ่อนคลาย วางใจ ปลอดภัย และพาไปสู่การนอนที่ดี อีกทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รวมไปถึงพื้นผิวต่างๆ ในห้องนั้นก็ล้วนมีผลกับการหลับใหลทั้งสิ้น

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“ถ้าเป็นคนที่ชอบสีแดงมากๆ เราไปทาที่ห้องอื่นก็ได้ แต่เว้นห้องนอนไว้ห้องหนึ่ง เพราะสีจะทำงานกับการรับรู้ของเรา สีแดงมันจะปลุกเร้า มีผลต่ออารมณ์และสภาวะที่อยู่ข้างใน”

“แสงก็เช่นเดียวกัน การเลือกแสงสลัวๆ จะช่วยลดการมองเห็นและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่บางครั้งแสงในห้องนอนมันไม่ได้พาให้ร่างกายเราไปอยู่ในจุดที่ผ่อนคลายแบบนั้น เพราะในห้องบางทีเราติดไฟจ้ามาก ดวงใหญ่อยู่บนเพดาน ทำให้ห้องสว่างไปหมด เพราะฉะนั้นการเลือกแสงที่ทำให้เกิดความสลัว อบอุ่นเป็นจุดๆ มันจะทำให้เรานอนหลับได้เป็นอย่างดี”

“เสียงที่เกิดขึ้นในห้องนอนก็มีผลกับการนอน บางคนหลับง่าย ไม่เกินสามสิบนาทีก็หลับได้แล้ว แสดงว่าคุณไม่ได้มีปัญหากับการเข้านอน แต่บางคนถึงจะหลับง่าย แต่ร่างกายไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ซึ่งเป็นจุดที่ควรจะได้พักผ่อน พอมีเสียงนิดหน่อยก็จะสะดุ้งตื่น ทำให้การนอนถูกรบกวน”

เธอบอกอีกว่าอุณหภูมิและอากาศในห้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ในช่วงที่เราเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 หลายๆ คนจะพบว่าตัวเองนอนหลับได้ไม่ดีนัก เพราะอากาศที่เป็นพิษส่งผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจ เราจึงต้องทำให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเท และมีออกซิเจนในระดับที่เพียงพอ ห้องนอนที่มีอากาศบริสุทธิ์จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและเพิ่มสมาธิ หลังจากตื่นนอนเราจึงพบว่าตัวเองสดชื่นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน หากอากาศในห้องนอนไม่ถ่ายเท ทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นเกินไป ระหว่างนอนหลับอาจทำให้ระดับกรดในเลือดสูงขึ้น หายใจได้ลำบาก ส่งผลต่อร่างกายและสมองตามไปด้วย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุอันเป็นที่มาของโรคเกี่ยวกับการนอนหลับนั้นอาจเกิดจากร่างกายที่ได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบไม่ปกติ ที่แน่ๆ ห้องหับที่อับเกินไป อากาศระบายได้ไม่ดีพอ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกๆ เลยคือทำให้การนอนคืนนั้นไม่มีคุณภาพ และมักจะส่งผลให้วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่ไม่สดใส ถึงภายนอกจะยังปกติดี แต่อาจทำงานได้อย่างไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น อากาศที่เหมาะสมในห้องนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

บ้านก็คือบ้าน

นิยามคำว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ของผู้คนเปลี่ยนไปหลังจากที่เริ่มมีการ Work From Home เดิมทีบ้านไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตแบบครบวงจรตลอดทั้งวัน ที่พักอาศัยเคยเป็นเพียงที่พักผ่อนเท่านั้น เมื่อต้องกลายเป็นสถานที่ทำงานด้วย การออกแบบอย่างที่เคยเป็นอาจไม่ได้เอื้อกับวิถีชีวิตแบบปกติใหม่อีกแล้ว นั่นทำให้ดุจดาวมองว่าการจัดสรรพื้นที่ในบ้านเป็นสัดเป็นส่วน เพื่อสงวนดินแดนของการพักผ่อนไว้ ก็ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นได้

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ
#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“เงื่อนไขที่จำกัดของหลายคนคือ ไม่สามารถแบ่งห้องต่างๆ แยกจากกัน บางคนก็ไม่ชอบแบบนั้นเพราะมันใหญ่เกินไป แต่ในหนึ่งห้องนั้น การจัดสรรพื้นที่สำคัญมาก บางคนก่อนล้มตัวลงนอนมองไปข้างหน้ายังเห็นโต๊ะทำงานเป็นวิวสุดท้าย เราอาจหาต้นไม้มาบัง เอาอะไรมาปิด ขยับให้เป็นสัดส่วนก็ได้

“มนุษย์เราเก็บทุกการรับรู้เข้าไปประมวลผลทั้งหมด สิ่งนั้นจะมีผลต่อสุขภาวะใจเสมอ บางคนรู้สึกว่าเครียดจนนอนไม่หลับ นั่นก็เพราะว่าความเครียดอยู่แทบทุกที่ในบ้าน การแบ่งโซนจึงค่อนข้างสำคัญ”

ปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งแสง สี เสียง อากาศ และการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นมิตรกับการนอนหลับนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบฉบับ WELL Building Standard ซึ่งดุจดาวจำกัดความว่า เป็นการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง ‘สุขภาวะองค์รวม’ (Well-being) ของคนอยู่

ธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบให้ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหลับตอนพระอาทิตย์ตกดิน แต่มนุษย์ยุคนี้ต่างจากสมัยก่อน เราฝืนนาฬิการ่างกายได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดี เพื่อทำให้การฝืนเหล่านั้นกลับมาสมดุลอีกครั้งได้

“หากมีที่อยู่อาศัยคิดเผื่อเรื่อง Well-being ก็จะช่วยลดภาระของคนอาศัยได้มาก เทรนด์ของโลกตอนนี้เราไม่ได้มองบ้านหรือที่อยู่อาศัยแค่ความสะดวกสบายแล้ว แต่มันต้องสร้างเสริมสุขภาวะของเราด้วย บางที่มีความละเอียดอ่อนไปถึงการเลือกติดตั้งไฟ และระบบไฟ เช่น ตอนลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน ก็จะมี ไฟระดับต่ำที่ส่องแสงเพียงพอเฉพาะทางเดินไว้ให้ ทำให้ไม่รบกวนคนอื่นหรือรบกวนการกลับมานอนใหม่ของตัวเราเอง”

นอกจากแสงไฟสลัวๆ ที่ทำให้เรากลับมานอนหลับอุตุได้เหมือนเดิมหลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างกว้างสุดบานเพื่อให้ห้องมีอากาศถ่ายเทอีกต่อไป เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าอากาศข้างนอกนั้นบริสุทธิ์พอที่จะสูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอด วิธีนี้อาจยิ่งทำให้มลพิษข้างนอกเข้ามาเยือนห้องนอนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ บ้านที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้วจึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเท โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างกว้างๆ และปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 

โลกและสภาพแวดล้อมอาจค่อยๆ เปลี่ยนไป และไม่อาจเยียวยาให้หายดีได้ในเร็ววัน แต่สิ่งที่เราพอทำได้ในทันที คือการออกแบบบ้านให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ที่อยู่อาศัยที่ดูแลและส่งเสริมคนอยู่ในทุกๆ ด้านจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการรักษาสุขภาวะองค์รวมให้สมดุล

การจัดบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าบ้านต้องสวยถูกใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสะดวกสบายกับคนอยู่ด้วย และยิ่งไปกว่าความสะดวกสบายคือต้องเป็นมิตรกับสุขภาพและช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตที่กำลังมีสิ่งเร้ามารบกวนมากมาย

หลายคนกำลังสนุกกับการจัดบ้านและหาเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยทำให้บ้านกลายเป็นบ้านที่ดูแลสุขภาพของเรา แต่สำหรับหลายๆ คนที่ไม่ถนัดและไม่รู้จะเริ่มต้นหยิบจับอะไรก่อนดี บ้านที่ออกแบบมาโดยคิดถึงเรื่อง Well-being เป็นหลักอย่างเสร็จสรรพนั้นเป็นอีกตัวเลือกที่ดี ที่จะทำให้เราได้อยู่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

“การออกแบบที่พักอาศัยที่คิดเรื่อง Well-being เผื่อคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการแต่งบ้านสักเท่าไหร่ จะช่วยให้เขาได้รับสิ่งดีๆ จากการออกแบบ โดยที่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไปคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่คิดเผื่อไว้แล้ว จะช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพไปได้เยอะ”

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

การนอนเป็นฟังก์ชันหลักของชีวิตมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ถ้านอนดี สุขภาพจิตก็ดี สุขภาพกายก็แข็งแรง การทำงานของทุกระบบในร่างกายก็จะดีตามไปด้วย เพราะการนอนจะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายดีขึ้นได้ และไม่เพียงแค่เป็นการดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ตัวเราที่กินอิ่ม นอนอุ่น และสดใสแข็งแรง ยังกลายไปเป็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กับคนรอบข้างอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน

“ทรัพยากรหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือ 1 หน่วยของตัวเรา การดูแลตัวเองหมายความว่าเรากำลังทำให้ทรัพยากรมนุษย์ในสังคมสุขภาพดีไปด้วย เวลาเราไปดูแลคนอื่น ไปเป็นสมาชิกของกลุ่มไหนๆ ไปทำงานเราก็เป็นทีมที่แข็งแรง การดูแลตัวเองและทำทุกอย่างเพื่อสร้างคุณภาพการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เบียดเบียนสุขภาวะของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวเอง แต่หมายความว่าเรามีความรับผิดชอบกับตัวเรา ที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในภายหลังด้วย”

การนอนหลับอาจเป็นเรื่องง่าย แต่จะนอนอย่างไรให้มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากเกินไป เพราะเราสามารถออกแบบการนอนและสุขภาวะที่ดี โดยเริ่มจากการออกแบบที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก

ลองสำรวจบ้านและห้องหับ แล้วดูว่าจะจัดแจง ออกแบบอย่างไรให้ตัวเรามีค่ำคืนแห่งการนอนที่มีคุณภาพได้บ้าง แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ทำให้บ้านยังคงเป็นบ้านที่ดีกับสุขภาวะคนอยู่ต่อไป

ปัจจุบัน ‘ANIL Sathorn 12’ เป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรอง WELL Precertified™
ระดับ Gold และตั้งเป้าที่จะได้รับการรับรอง WELL Certification เมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อให้ได้รับมาตรฐาน WELL Building Standard อาคารที่เป็นมิตร และคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (Well-being) ของผู้อยู่อาศัย ในปัจจัยทั้ง 7 ด้าน ทั้งแสง อากาศ น้ำ โภชนาการ การออกกำลังกาย ความสบายกายและจิตใจ

ทำความรู้จักกับที่อยู่อาศัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของของคนอยู่เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2YpN52r

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load