01

อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า

เด็กนักเรียนในโซลบอกเราว่า เขาบอบบางเหมือนขนมปังอบกรอบ ที่พร้อมจะแตกเมื่อเปิดซอง แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงบินมาที่โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูนี้ เรากับพบว่าเด็กๆ แข็งแกร่งราวกับหินภูเขาไฟ เรามาที่นี่เพราะเห็นภาพโรงเรียนที่เด็กๆ ทำเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ในเกาะเชจู เกาหลีใต้

Byeopssi แปลว่า เมล็ดข้าวพื้นเมืองที่แข็งแรงมาก โยนไปตรงไหนก็จะงอก

เด็กๆ กำลังจะจบการศึกษาของภาคเรียนนี้อีกไม่กี่วัน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำที่อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว 

คืนแรกที่เราเดินทางไปถึงโรงเรียน ผอ.ยังยีลี (Yang Yi Lee) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ กำลังทำกิมจิกับเด็กๆ จากหัวไชเท้า หัวผักกาดที่เด็กๆ ปลูกกันเองและเพิ่งเก็บมาในวันนี้ในเรือนครัวอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง น่าอร่อย เราก็เพิ่งเห็นการทำกิมจิต้นฉบับออริจินัลของเกาหลีเป็นครั้งแรก

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนระดับมัธยมเล็กๆ ที่ก่อตั้งมาเกือบ 20 ปี เริ่มมีการเคลื่อนไหวด้านการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพของเด็กนักเรียนเกาหลีที่เริ่มไม่มีความสุข เพราะกระแสเร่งพัฒนาชาติจากวิกฤตสงคราม ซึ่งกดดันผู้คนในประเทศเกาหลีใต้ให้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน

  ยังยีลี เคยเป็นครูในโรงเรียนที่โซล และต่อมาย้ายตัวเองมาที่เกาะเชจูเพราะปัญหาสุขภาพ

เธอตัดสินใจเปิดโรงเรียนทางเลือกที่เกาะเชจูนี้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ตอนแรกเปิดไม่มีใครมาสมัครเลยสักคน ในเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาทางเลือกในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขากลัวที่จะไปบนเส้นทางที่ยังไม่มีคนเดิน เธอจึงเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ปกครองของเด็กทีละหลัง และคุยกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเป็นกังวล

ผอ.เล่าให้ฟังถึงการเริ่มต้นเปิดโรงเรียน พร้อมกับนั่งจิบชาใบหัวตากแห้ง และฉีกใบบัวแห้งนั้นใส่กระปุกชาไปในที ต่อมาเราก็รู้ว่า ผอ. เป็นคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่เป็นเลย

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ผอ.เล่าต่อว่า เมื่อเธอ ผู้ปกครอง และเด็กๆ ใช้ความกล้าหาญและเขียนแบบฟอร์มใบสมัครด้วยกันได้ในที่สุด โรงเรียนนี้จึงเปิดทำการ เริ่มจากเด็กอายุ 11 ปีจาก 8 ครอบครัว และกิจกรรมแรกที่พวกเขาทำกัน คือไปเข้าค่ายอยู่ในป่าด้วยกัน 5 วัน 4 คืน เพื่อให้เข้าถึงแก่นหัวใจของปรัชญาในการก่อตั้งโรงเรียนนี้ก็คือ “อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า” 

02

ความสัมพันธ์ที่ต้องเผชิญหน้า

เด็กๆ บอกว่ามีประเพณีปฏิบัติของโรงเรียนนี้ พวกเขาจะเขียนสมุดบันทึกประจำวันด้วยกันทุกวัน เวลาค่ำๆ เด็กๆทุกคนจะมารวมตัวกันเขียนสมุดบันทึกคนละ 20 นาที แล้วก็เอามาอ่านให้กันฟัง จากนั้นก็คุยกันถึงจากสิ่งที่ได้ฟังในบันทึก และประชุมงานตารางต่อว่าวันนั้นจะทำอะไรกันบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

อาซูมินเล่าให้ฟังว่า เขาบันทึกเรื่องราวที่น่าจดจำของแต่ละวัน ทั้งสิ่งที่เราทำและอารมณ์ความรู้สึก พอได้เขียนบันทึกแล้วกลับสบายใจขึ้นมาเกือบทุกครั้ง เขาชอบเวลาที่เราแลกเปลี่ยนกันอ่านบันทึกประจำวันของแต่ละคน เพราะสามารถแบ่งปันความคิด ความรู้สึกของเรา และรับรู้ความรู้สึกของคนอื่น แก้ไขข้อขัดแย้งด้วยกัน ขยับไปในทิศทางเดียวกันในทุกๆ วัน

  ยังจามูเล่าให้ฟังว่า ที่นี่โซเชียลมีเดียไม่มีความหมาย เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์แคบและผิวเผิน เราคุยออนไลน์กับผู้อื่นที่เห็นเพียงรูปโปรไฟล์ของเขา โดยที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร แต่ละคนสามารถปั้นปลอมบอกใครก็ได้ว่าฉันเป็นอย่างไรในนั้น และพวกเขาทำลายความสัมพันธ์ได้เพียงแค่บล็อกช่องทางการติดต่อของคนคนนั้น

  ชเวซูบอกกับเราว่า หลายๆ ครั้ง เวลาหลังการแลกเปลี่ยนบันทึกของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการอยู่ที่นี่แล้ว เพื่อนแต่ละคนจะวิจารณ์กันตรงๆ เธอได้พยายามในหลายๆ เรื่อง ในการทำงานหนักในฟาร์ม เรื่องการสร้างโรงเรียนจากก้อนหิน แต่การต้องรับฟังการวิจารณ์จากคนอื่นตรงๆ หนักยิ่งกว่าก้อนหินที่ต้องยกมาทั้งวันเสียอีก เธอค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจและยอมรับฟังคนอื่นได้

  คืนแรก คืนนั้น ที่เราได้อยู่ที่โรงเรียนนั้น นาฬิกาบอกเวลาว่า 5 ทุ่มกว่าๆ แล้วนะ 

มีนักเรียนคนหนึ่งระบายออกมาว่า เขาไม่พอใจในวันนี้ แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา ทุกคนก็เหมือนกับว่ายังพยายามที่จะอยู่ด้วยกัน

  กายองแชร์ความรู้สึกจากบันทึกของเธอด้วยน้ำตา เธอบอกว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยดีในการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ สองสามวันที่ผ่านมาเธอจึงเปิดประเด็นคุยกับเพื่อนๆ ในช่วงอ่านบันทึกประจำวัน

เธอบอกว่า มีเพื่อนที่พูดไม่ดีกับเธอและเพื่อนบอกว่าเธอทำงานเอาเปรียบเพื่อนๆ การพูดคุยถึงเรื่องความรู้สึกของกายองจึงเริ่มขึ้น เพื่อสืบหาความรู้สึกและเรื่องราวที่เกิดขึ้น

  เราค่อนข้างตกใจที่ได้เห็นพื้นที่แบบนั้นในคืนแรกที่ไปถึง แต่ก็ยังรู้สึกว่าโอเคที่จะจับกล้องและบันทึกภาพทุกคนที่พยายามฟังกายองและพูดคุยกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนดูเหนื่อยมาก และมีบางคนก็ผลอยหลับไป

  จนเกือบถึงเวลาตีหนึ่ง เรื่องได้คลี่คลาย ไม่มีความรู้สึกของใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และได้เห็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอที่ทุกคนจะแชร์ความรู้สึกของแต่ละคนออกมา

  ก่อนทุกคนจะแยกย้ายกันไป ถึงแม้จะเป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว ทุกคนก็ต้องทำกิจวัตรประจำวัน คือก้มลงคำนับฟ้าดิน 108 ครั้ง เพื่อแสดงความระลึก ขอบคุณ เชื่อมโยงกับทุกพลังงานในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับและส่งออกไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

03

ทักษะชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในวิชา

เช้าวันแรกของที่นั่น เราได้เกาะติดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ตื่น 6 โมงเช้า ออกไปวิ่งในป่า ทำโยคะ ทำความสะอาด กินข้าว แยกย้ายกันไปตามสายงาน โรงเรียนที่นี่ให้เด็กใช้ทักษะชีวิตไปในทุกวัน ไม่ได้แยกออกมาเป็นวิชาเรียน ทักษะการใช้ชีวิตกับเรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กๆ ต้องทำอาหารกินเอง หุงอาหาร และสร้างโรงเรียนของพวกเขาเอง

  ยางจามูบอกว่าเธอมีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวในโซล และเธอก็มีความสุขที่ได้นอนและเล่นอย่างสบายๆ แต่ที่นี่มีเรื่องที่ทำให้เธอได้หัวเราะมากกว่า มีความสุขที่ได้ทำอะไรด้วยร่างกายของตัวเอง และเธอมีช่วงเวลาที่มีความสุขมากกว่าการทำอะไรที่จับต้องไม่ได้เลยในโซล

  ทุกๆ ภาคการศึกษา นักเรียนจะต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกันหนึ่งโปรเจกต์ ปีนี้เด็กตัดสินใจสร้างห้องเรียนชุมชน เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างบ้านหินในโรงเรียนของเขาเอง และพวกเขาได้ใช้เป็นห้องเรียน ห้องประชุม ใช้งานได้อเนกประสงค์ อีกหนึ่งเหตุผลที่เราสร้างบ้านชุมชนหลังใหม่นี้ เพราะมีเด็กที่จบการศึกษาแล้วต้องการอยู่ในเกาะเชจูต่อไปไม่อยากกลับไปที่โซล แต่โรงเรียนของเขามีมีพื้นที่เล็กนิดเดียว

  เมื่อ ผอ.ยังยีลี ได้ยินเรื่องนี้เข้า เธอร่วมคิดเรื่องนี้พร้อมแนะนำว่าควรสร้างเป็นชุมชน รวมกลุ่มของผู้ปกครองของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาที่ต้องการทำชุมชนร่วมกับเราขึ้น ซื้อที่ดินผืนใหญ่ และภายในพื้นที่นั้น พวกเขาตัดสินใจสร้างบ้านสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาและขยายพื้นที่โรงเรียน

งานนี้ใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้มาก ก่อนหน้านี้เขาต้องการเพียงสร้างบ้านหลังเล็กๆ แต่ตอนนี้เรากำลังสร้างบ้านหลังใหญ่มาก

วันแรกที่เราได้เห็นอาคารหินที่เด็กๆ สร้างด้วยตัวเองก็ตกใจ มันใหญ่กว่าที่เราเห็นในภาพมากและเป็นอาคารที่จริงจัง สิ่งแรกที่เราถามเด็กๆ เมื่อได้ไปเหยียบไซต์งานจริงของพวกเขาคือ “มีวิศวกรคุมงานรึเปล่า อาคารใหญ่ขนาดนี้” เด็กๆ บอกว่า มีพี่ๆ วิศวกรมาสอนพวกเราให้รู้จักคุมงาน ดูเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นประจำสัปดาห์ แต่หลักๆ ทุกวันเด็กๆ ทำงานก่อสร้างทุกอย่างกันเอง ตั้งนั่งร้าน สกัดหิน ผสมปูน ก่อหิน ฉาบ อ๊อกเหล็ก ติดตั้งประตูหน้าต่าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โฮจุนบอกกับเราว่าพวกเขาต้องทำงานหนัก นอนน้อย พักผ่อนน้อย เราถามเขาง่ายๆ ว่าทำไมต้องทำล่ะ เขาตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า “เพราะเราเป็นคนคิด ออกแบบ และตัดสินใจกันเองว่าเราจะทำสิ่งนี้ เราจะสร้างบ้านหินนี้ ชุมชนนี้ขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของพวกเรา และเราต้องทำให้เสร็จก่อนจบการศึกษาสิ้นปีนี้ ก่อนที่หิมะจะมา เลยอาจจะดูเร่งรีบไปหน่อย แต่เราก็เป็นคนสร้างตารางเวลาที่เร่งรีบนี้ขึ้นมาเอง

“แม้บางวันยากแสนยากที่จะตื่นขึ้นมา แต่ว่าทุกวันเราตื่นมาวิ่ง โยคะ เพื่อปลุกให้ร่างกายเราพร้อม แข็งแกร่ง สำหรับเราตารางเวลาแบบนี้มีชีวิตชีวามากนะ แม้บางครั้งมันจะเหนื่อยมากๆ ท้อมากๆ”

04

รายละเอียดที่น่ารัก

รายละเอียดโดยสังเกตที่เราเห็นจากการใช้ชีวิตอยู่กับเด็กๆ และครูในโรงเรียนนี้ คือตอนกินอาหาร จะมีการร้องเพลงคล้ายๆ บทสวดเมื่อทุกคนมาพร้อมกัน ถามว่าเนื้อเพลงหมายความว่าอย่างไร เขาก็บอกว่าเป็นการขอบคุณข้าวทุกเมล็ด เพราะเมล็ดข้าวเป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ที่ให้ชีวิตให้ทุกพลังชีวิต เราจะต้องแบ่งปันพลังชีวิตนี้ให้กันและกัน เหมือนเราได้แบ่งปันของขวัญจากสวรรค์ให้กันและกัน

  เมื่อร้องเพลงจบ แต่ละคนจะตักกับข้าวที่อยากกินที่สุดให้คนข้างๆ ก่อน เป็นการย้ำเตือนตัวเองในทุกมื้อว่า สิ่งที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด ไม่ใช่อาหารตรงหน้า แต่คือความสัมพันธ์จากการรู้จักแบ่งปัน

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนนี้ได้ฉายาว่าเป็น ‘โรงเรียนนางฟ้า’ ในเกาะเชจูเลยทีเดียว ใครๆ ในชุมชนต่างเอ็นดูเด็กๆ และมีส่วนร่วมช่วยเหลือโรงเรียน อย่างเช่นบ่ายและค่ำวันนี้จะมีเวิร์กช็อปงานไม้และหมอทางเลือก ครูช่างไม้จากชุมชนบนเกาะมาสอนให้เด็กๆ ฟรี เด็กๆ เรียนกันจนมืดค่ำ พวกเขาตั้งใจว่าจะได้ใช้ทักษะนี้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ของอาคารหินที่พวกเขาสร้างอยู่ 

ช่วงค่ำ เวิร์กช็อปหมอฝังเข็มจากบนเกาะเข้ามา ตอนแรกเราคิดว่ามาสอน แต่จริงๆ คือเข้ามาตรวจรักษาให้กับเด็กๆ ที่ทำงานสร้างอาคารหินกันมาอย่างหนัก ตากล้องหญิงเหล็กอย่างเราก็ไม่พ้นสายตาคุณหมอ คุณหมอเรียกให้เราเข้าไปหา แล้วก็วางกล้อง บีบไหล่ซ้ายแล้วถามว่าปวดตรงนี้ใช่มั้ย เราไม่ทันได้ร้องโอดโอยแต่ก็ได้ฝังไปหลายเข็ม เด็กๆ หัวเราะชอบใจ ขอกล้องไปบันทึกภาพเราโดนเข็มทิ่มบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

05

ครูผู้ไม่มีอำนาจเหนือ

“เมื่อไรที่ฉันต้องการเลือกทางที่สะดวกสบายและง่าย ฉันจะคิดถึงเด็กๆ เสมอ ฉันจำสิ่งที่ฉันเคยบอกพวกเขาได้ ฉันพยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นให้พวกเขารู้สึกได้อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งนั้นทำให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อคนอื่นบ้าง”

ผอ.ยังยีลี บอกกับเราว่า ในอดีตครูพยายามปกป้องความศักดฺ์สิทธิ์ของพวกเขาโดยไม่แสดงข้อบกพร่องให้นักเรียนเห็น นั่นทำให้ครูเป็นกังวลและต้องคอยใช้อำนาจเหนือเด็กนักเรียน แต่ที่นี่ ครูกับนักเรียนใช้ชีวิตแบบเดียวกัน กิน นอน บนพื้นแข็งๆ เหมือนกัน ใช้ห้องน้ำเดียวกัน ล้างจานในกะละมังเดียวกัน ทำทุกอย่างเหมือนกัน ครูต้องแสดงให้เด็กเห็นว่า เด็กทำอย่างไรได้ ครูก็ทำได้

  “บางครั้งฉันก็อยากจะพักผ่อนมากกว่านี้ แต่มันก็ยากจริงๆ เพราะนักเรียนกำลังมองฉันอยู่ตลอดเวลา เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่เป็นคนพิเศษเลิศเลอกว่าใคร เพื่อให้นักเรียนเห็นและเรียนรู้จากสิ่งที่ฉันเป็น”

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

06

นิยามความสุขอยู่ที่ไหน

เมื่อเราถามถึงว่า ‘ความสุข’ ที่นี่นิยามกันอย่างไร

คำตอบที่ได้คือ ไม่แน่ใจ ไม่สามารถกำหนดความสุข ความสนุก แต่พูดได้ว่ามีความสุขอยู่พอสมควรทีเดียว 

  แม้ทำงานอย่างหนักและบางครั้งหลายคนก็ต้องการหลีกเลี่ยง แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาเห็นข้อบกพร่องของตัวเองและเมื่อพวกเขาได้เห็นตรงนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข เพราะเขารู้สึกว่า ถ้าเขาไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ชีวิตคงไม่เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้น

  บางคนบอกว่า ชีวิตก่อนที่จะมาที่เชจูเรียบง่ายและธรรมดา ไป-กลับ ระหว่างบ้านและโรงเรียน ติวสอบเตรียมเข้ามหาลัย แต่ที่นี่ทำให้พวกเขาได้มีมีเวลามองเดือน มองดาว และรู้สึกว่า เราอาจจะเป็นดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งที่ตกลงมาจากฟ้าก็ได้

  โซจูฮี กัปตันของโรงเรียนบอกกับเราว่า ก่อนมาเรียนที่นี่เธอเคยเป็นคนที่ชอบท้าตีกับเพื่อนๆ เพราะคิดว่าไม่มีใครรัก แต่ที่นี่ทำให้เธอกลับความคิดได้ว่า เธอควรเป็นคนที่มอบความรักให้กับผู้อื่นก่อน ถึงจะได้ความรักนั้นมา ไม่ใช่การท้าตีท้าต่อยกัน

ฤดูหนาวใกล้เข้ามา วันนี้เด็กบอกว่าจะได้แผงโซลาร์เซลล์ใหม่ ​เพื่อมาติดตั้งบนหลังคาห้องอาบน้ำสำหรับทำน้ำอุ่น เด็กๆ ต้องสร้างโครงรับแผงโซล่าร์กันเอง ฤดูหนาวนี้ เด็กๆ ก็คงไม่ต้องต้มน้ำอาบกันอีกต่อไป 

แต่สำหรับน้ำล้างจาน ผอ.ยัง ยืนยันว่าจะต้องใช้น้ำเย็นธรรมดาๆ ล้างจานกันต่อไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

 07

โรงเรียนพึ่งตัวเองได้

จินยอง ครูที่อยู่โรงเรียนนี้มา 10 ปีแล้ว เหมือนเป็นพี่สาวคนโตของโรงเรียนบอกว่า ที่นี่ไม่มีการทำแบบทดสอบ เหตุผลดั้งเดิมที่มีการทำแบบทดสอบในโรงเรียนคือเพื่อยืนยันว่านักเรียนมีการเรียนรู้ และตรวจสอบว่านักเรียนเรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ในปัจจุบันระบบการศึกษาของเกาหลีมีการทำแบบทดสอบเพื่อจัดอันดับและแข่งขัน และโรงเรียนนี้เชื่อว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ที่นี่ ไม่สามารถตรวจสอบจากการทำแบบทดสอบหรือข้อสอบจากรัฐ การฝึกฝนสิ่งที่เรียนรู้ในชีวิตแต่ละวันที่นี่มีคุณค่าสาระและรายละเอียดที่สำคัญกว่านั้น

ซูมินยืนยันกับเราว่า ในแต่ละวันที่เขาเขียน อ่าน บันทึกประจำวันด้วยกัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังการอ่านบันทึกนั่นมันจริงยิ่งกว่าแบบทดสอบใดๆ ในโลกนี้

  เพราะความหัวแข็งของโรงเรียนที่นี่ในเรื่องนี้ โรงเรียนจึงไม่ได้รับเงินสนับสนุกจากรัฐเลย แต่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้้น เงินทำโรงเรียนมาจากผู้ปกครองจ่ายค่าเทอม ซึ่งก็ไปเป็นค่าอยู่กินอย่างเรียบง่าย ปลูกอาหารกันเอง ทำอาหารกันเอง สร้างโรงเรียนกันเอง ค่าเงินเดือนครูเพียง 2 คน นอกจากนั้นยังมีการหารายได้พิเศษ เก็บผลิตภัณฑ์ขาย มีชาวบ้านในเกาะให้สวนส้มเด็กๆ ไปเก็บมาขาย

เด็กๆ สร้างโรงเรียนของพวกเขาเองจากก้อนหินภูเขาไฟ เติบโตเป็นผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ในเกาะเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจ และมีความสุขแบบนิยามไม่ได้ในตำราเรียนไหนๆ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ติดตามเรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกนานาชาติได้ทางรายการบินสิ ThaiPBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

รื้อถอนการเรียนรู้ (Unlearning Your Education) 

มานิช เจน (Manish Jain) คือนักการศึกษาทางเลือกที่เรารู้จักเป็นคนแรกๆ ในอินเดีย เขาเป็นปัญญาชนคนรุ่นใหม่ในอินเดียที่ได้รับการศึกษาอย่างดีที่อเมริกา เคยได้ทำงานในองค์กรระดับชาติมาหลายองค์กร แต่วันหนึ่งเมื่อเขากลับมาบ้านเกิดที่ราชสถาน เขาพบว่าการศึกษาที่เขาได้รับไม่ได้กินได้อยู่ได้จริงในบ้านของเขาเลย 

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

นั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้มานิชเริ่มทำบ้านและชุมชนรอบตัวเขาให้เป็นเส้นขนานของการศึกษากับการเรียนรู้ จุดเริ่มอยู่ที่การรื้อถอนสิ่งที่ได้รับจากการศึกษามาให้หมดก่อน แล้วค่อยๆ กลับมาเรียนรู้จากชีวิตจากประสบการณ์ของผู้คน 

โครงการพื้นที่เรียนรู้ของมานิชชื่อว่า Shikshantar – The People’s Institute for Re-thinking Education and Development เขาเชื่อและตระหนักว่า การศึกษานั่นแหละเป็นตัวปัญหาก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ทำให้โลกเป็นอย่างนี้ กว่า 20 ปีที่เขากลับมาบ้านเกิด เขารื้อถอนสิ่งที่เขาได้รับจากการศึกษา สร้างการเรียนรู้ที่ทำให้โลกเป็นอยู่อย่างยั่งยืน สร้างสรรค์ด้วยการละและการให้ที่เขาเรียกว่า Gift Culture และเริ่มสร้างมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า Swaraj University ที่เชื่อในการเรียนรู้จากวิถีชุมชน Localization 

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

02

มารู้จักกันบนหลังอาน 

 เช้ามืดวันนั้น คนไม่รู้จักกัน 30 กว่าคนมาพร้อมกันที่ลานนัดพบหน้าวิทยาลัยในเมืองอินดอร์ ราชาสถาน อินเดีย 

ทุกคนมาพร้อมกับจักรยานคู่ใจ ส่วนเราได้จักรยานที่มีคนยืมเอาไว้ให้ในฐานะอาคันตุกะจากต่างแดน ทริป 2 วัน 1 คืน คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย 30 คนจะร่วมปั่นจักรยานออกจากเมือง มุ่งสู่หมู่บ้าน โดยไม่มีการกำหนดเส้นทาง จะพักที่ไหน จะกินอย่างไร จะนอนตรงไหน ประเด็นไม่ได้อยู่แค่นั้น ที่สำคัญคือ พวกเราทุกคนไม่มีใครพกเงินไป ไม่เอาเครื่องมือติดต่อสื่อสารไป ไม่พกยาประจำตัว การเดินทางปั่นสองล้อครั้งนี้ เราเรียกว่า Cycle Yatra การปั่นสองล้อเพื่อค้นหาอิสรภาพและศรัทธา 

โปรแกรมนี้เริ่มโดย มานิช เจน นั่นล่ะ เขาแนะนำว่า ถ้าอยากรู้จักว่าการ Unlearning รื้อถอนการเรียนรู้ ที่เขาพูดนักพูดหนา ให้ออกมาปั่นไปกับแก๊งนี้ 

โครงการ ‘ปั่นเพื่ออิสรภาพ’ (Cycle Yatra) จะพาเราก้าวออกจากความกลัวไปสู่เส้นทางที่เราไม่รู้จัก รื้อถอนสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสถาบันการศึกษากระแสหลัก จากสังคมที่รู้สึกว่าไม่เป็นของเรา เพราะเราเสพติดวัตถุนิยม จากครอบครัวที่บางครั้งก็ไม่ได้เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเรา เดินทางกับคนแปลกหน้า ไม่พกพาเงินทอง อาหาร เครื่องมือสื่อสาร ยารักษาโรค ไม่นำเสื้อผ้าไปเปลี่ยน ด้วยความเชื่อที่ว่า บนเส้นทางจะมีสายสัมพันธ์แห่งชีวิตให้ค้นหาโดยปราศจากวัตถุ

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

03

ตั้งกระบวนท่า 

คนไม่รู้จักกันเลยกว่า 30 ชีวิตมาพบกัน เพราะประกาศจากเฟซบุ๊กของอาจารย์ชื่อ อังคณา เธอเป็นศาตราจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยอินดอร์ที่รู้สึกหมดไฟกับระบบราชการในการศึกษา เธอได้ยินเรื่องราวของ Cycle Yatra ที่โครงการ Shikshantar จัดเป็นประจำ ครั้งนี้เธอขอเป็นตัวตั้งตัวตีจากเครือข่ายรอบๆ ตัวเธอเอง ตอนนั้นอาจารย์อังคณาอายุ 40 กว่า ยังเล่นเฟซบุ๊กไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เธอเริ่มหัดเล่นและโพสต์ประกาศเรื่องกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้คนหลากหลาย ทั้งนักศึกษา คนทำงานเกษียณ อาจารย์ด้วยกัน ที่ร่วมออกเดินทางด้วยกันบนหลังอานครั้งนี้ 

ในขบวนการเดินทางครั้งนี้ มีข้อตกลงกันว่าไม่มีใครเป็นผู้นำ เราจะไปด้วยกันแบบเป็นทีมที่คอยช่วยดูแลกันและกัน ใครไม่ไหวหรือมีปัญหาอะไร ให้เชื่อว่าเราจะช่วยเหลือกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ละคนจะปั่นไปในจังหวะของตัวเอง แต่ก็ต้องตระหนักไว้เสมอว่า เรามีเพื่อนร่วมขบวนไปด้วยกัน ใครไปได้เร็วก็อย่าลืมผ่อนพักให้คนข้างหลังตามทัน 

04

นักเร่ร่อนเดินทาง

เราเริ่มปั่นเมื่อฟ้าสาง หลังจากตกลงกันได้ว่าเราจะไปทางทิศเหนือ ปั่นไปเรื่อยๆ เหลียวมองข้างทาง ถ้าเจออะไรที่น่าสนใจสำหรับกลุ่ม ก็ให้ส่งสัญญาณหยุดศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน เราไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไรข้างหน้า จะกินอะไรที่ไหน ตรงไหน ใช่ว่าจะหยุดซื้อออะไรกินได้ เพราะเราไม่ได้พกเงินไปสักรูปี 

ปั่นไปจนตะวันอยู่ตรงหัว เราเจอขบวนยิปซีกางเต็นท์อยู่ริมทาง ใครสักคนส่งสัญญาณให้เราเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา 

เราได้คุยกับหัวหน้ายิปซีถึงเรื่องราวการเดินทางของพวกเขา ยิปซีกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางข้ามทะเลทรายอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเดินทางข้ามระหว่างหมู่บ้าน เป็นคนแปลกหน้าของคนอื่นอยู่ร่ำไป 

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

พวกเราก็เช่นกัน เป็นคาราวานบนหลังอานของคนแปลกหน้าที่กำลังต้องหาข้าวกลางวันกินด้วยกัน เพราะท้องเริ่มหิว

บ่าย 2 ได้กระมังที่เราปั่นออกมาจากคาราวานของยิปซี บางคนได้กินโรตีที่ชาวยิปซีแบ่งให้ พวกเราบางคนเริ่มเหนื่อยและหิว เราแบกกล้องวิดีโอตัวใหญ่อยู่บนหลังอานด้วย 

พวกเราเริ่มปั่นออกมาจากเขตเมืองและชุมชน สองข้างทางเป็นทุ่งกว้าง ไร่นา พวกเราแวะไร่ถั่วข้างทาง ใครบางคนในคณะเดินลงไปแกะถั่วของชาวนากิน แล้วก็บอกว่าอร่อยดี ชวนพวกเราลงไปกินด้วย ไม่มีใครลังเล พุ่งเข้าไปแกะถั่วกินกันประทังหิว สัก 10 นาทีต่อมามีคนในขบวนคนหนึ่งบอกว่า เขาเจอชาวนาที่กำลังเก็บมันเทศอยู่ในทุ่ง พวกเราอาจจะไปช่วยเขาได้เพื่อแลกกับอาหาร 

นั่นคือข้อตกลงของเรา เราจะไม่ร้องขออาหารจากใคร ถ้าเราไม่ได้ใช้แรงแลกมันมา พวกเราปั่นไปช่วยครอบครัวชาวนาเก็บมันเทศเสร็จในเวลาเย็นพอดี ชาวนาให้มันเทศเราหอบใหญ่ แต่เราจะเอามันเทศไปทำไม กินหัวสดๆ ไม่ได้สักหน่อย พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงมาทุกที อาหารกลางวันยังไม่ตกถึงท้อง เราเริ่มสังเกตเห็นความหิวและความกังวลของกันและกัน 

แล้วก็มีคนในขบวนกลับมาบอกว่าเขาเจอโรงนาเก่าๆ อยู่กลางทุ่งที่เราอาจใช้นอนคืนนี้ได้ และก็พบคุณตาชาวนาที่บอกว่า เขาจะทำอาหารให้เรากิน ถ้าเราช่วยทำความสะอาดโรงนา 

05

เมื่อศิษย์พร้อม ครูคุณตาก็ปรากฏ 

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

คุณตาชาวนาคนนั้นอายุ 75 เดินข้ามทุ่งมาหาพวกเราอย่างกระฉับกระเฉง คุณตายิ้มด้วยดวงตา พูดภาษาถิ่นที่เพื่อนในกลุ่มบอกว่าไม่ใช่ภาษาฮินดี แล้วสักพักก็มีชาวนาอีกหลายคนเดินข้ามทุ่งมาที่โรงนาเก่าพร้อมกับข้าวของในมือ ทั้งแป้งทำจาปาตี เครื่องเทศหุงหาอาหาร ถั่วมาทำแกงดาล ซุปถั่ว บางคนมีก้อนขี้วัวแห้งมาก่อฟืนให้เรากันหนาวระหว่างคืน และฝ่ายแม่บ้านก็เอาผ้าห่มมาให้กันบ้านละผืนสองผืน 

เรารู้สึกว่าเหมือนฉากในหนังมากๆ อยู่ดีๆ ก็มีชาวนาเดินข้ามทุ่ง เอาอาหาร ผ้าห่มมาให้พวกเรา คนแปลกหน้าจากเมืองที่ไม่พกเงินสักบาทเข้ามาด้วย 

ใครสักคนในกลุ่มเล่าให้คุณตาฟังถึงความคิดเบื้องหลังในการปั่นครั้งนี้ คุณตาได้แต่หัวเราะชอบใจ พวกเราขอให้คุณตาเล่าเรื่องของแกให้ฟัง คุณตาเล่าชีวิตให้ฟังว่า เขาเป็นคนแรกๆ ที่อพยพมาก่อร่างสร้างฐานในหมู่บ้านนี้ เพราะคิดว่าหมู่บ้านนี้มีตาน้ำใต้ดิน คุณตาขุดหาตาน้ำด้วยมืออยู่หลายปี จนพบตาน้ำในที่สุด มีน้ำก็มีชีวิต จากนั้นก็เริ่มมีครอบครัวอพยพเข้าตั้งถิ่นฐานด้วยกันจนเป็นหมู่บ้านนี้ขึ้นมา 

คุณตาวัย 75 บอกว่าไม่เคยไปโรงหมอเลย เราถามว่าอะไรคือเคล็ดลับ คุณตาบอกว่ากินกล้วยทุกวัน กินอาหารที่ปลูกเอง ไม่กินอาหารซื้อมาจากตลาด อยู่ในไร่ในสวนทั้งวัน มีลูกมีหลานทันใช้

ว่าแล้วคุณตาก็บอกว่าแต่คุณตาก็แก่แล้ว มีลูกหลานดูแล นวดให้บ้างก็ดี แล้วคุณตาก็หันหลังให้เรา บอกว่านวดให้หน่อย เขาว่าคนไทยนวดเป็น เรารีบวางกล้อง นวดให้คุณตาอย่างรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ไม่ถึง 10 นาที คุณตาหลับนอนลงไปบนดินตรงหน้านั่นล่ะ 

กลุ่มชายชาวนาลูกหลานคุณตาที่มาช่วยกันหุงหาอาหารให้เรา ทำจาปาตี แกงถั่ว หุงหาอาหารให้เราอย่างขมีขมัน 

พระอาทิตย์ตกพอดีที่อาหารพร้อม อาหารมื้อแรกของวันเป็นมื้อที่พิเศษที่สุด เหมือนงานเลี้ยงที่โรงหน้ากลางทุ่งที่ไหนก็ไม่รู้ในโลกนี้ 

ผู้หญิงได้นอนในโรงนาบนกระสอบข้าวเก่าๆ พวกเรามีถุงนอนให้ซุกคลายอุ่น แต่ดึกๆ อากาศเย็น ผู้หญิงหลายคนรวมทั้งเราก็ต้องย้ายออกมานอนข้างๆ กองไฟกับผู้ชายที่นอนอยู่ข้างนอก 

06

เส้นทางกลับบ้าน 

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน
Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

มื้อเช้าเราบอกกับคุณตาและชาวบ้านคนอื่นๆ ว่า อย่าเดือดร้อนเป็นธุระเรื่องอาหารเช้าให้เรา พวกเรามีมันเทศที่ได้มาจากชาวนาอีกหมู่บ้านหนึ่ง เราจะเอามาเผากินเป็นอาหารเช้ากันเอง 

หลังจากปิ้งมันเผาเป็นอาหารเช้า พวกเราเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อช่วยงานแลกอาหารเมื่อคืน พวกเราไปช่วยงานในไร่เล็กๆ น้อยๆ พอน่าเอ็นดู เพราะดูว่าจริงๆ แล้ว ชาวบ้านก็ไม่ได้มีงานอะไรให้เราช่วยกันจริงจังขนาดนั้น 

เราร่ำลาชาวบ้านอย่างอาลัยอาวรณ์ ขอบคุณพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวานนี้ เป็นความหมายของการออกเดินทางของพวกเรา เราแน่ใจว่าคุณตาแสนฉลาดผ่านชีวิตมามากมายขนาดนั้น เข้าใจว่าคนหนุ่มสาวอย่างพวกเรากำลังออกตามหาอะไร 

ระหว่างทางกลับบ้าน เราหยุดพักกันระหว่างทาง กินมันเผาที่ยังเหลือจากมื้อเช้าประทังไปพลาง เราได้คุยกับนักศึกษาหลายคน ชรุติ นักศึกษาปีสองบอกว่าเธอสับสนกับชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก ไม่ได้เรียนสิ่งที่ชอบ และมั่นใจว่าจะได้ออกไปทำงานที่ไม่รักเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำมันไปทำไม 

การออกมาเดินทางครั้งนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น ทำให้เธอรู้ว่าเธอใช้ชีวิตแบบที่ใช้มาเพราะความกลัวตัวเดียวเท่านั้น เธอกลัวว่าถ้าเธอไม่ทำตามที่สังคมบอก ตามที่ครอบครัวต้องการ เธออาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังคนเดียว การเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอพบกับความกล้าที่จะศรัทธาในอะไรบางอย่างอีกครั้ง

นักศึกษาสาวปริญญาโทอีกคนที่เราได้คุยด้วย ปรียา บอกว่าเธอเรียนปริญญาโทที่ไม่ได้ชอบเลย แต่เรียนก็เพราะว่าหนีการถูกจับคลุมถุงชนแต่งงาน เธอหวังลึกๆ ว่าจะซื้อเวลาด้วยปริญญาไปได้เรื่อยๆ และหวังว่าใบปริญญาหลายๆ ใบของเธอจะทำให้เธอมีภาษีสังคม ได้รับการยอมรับ และมีสิทธิ์เลือกคู่ครองที่เธอต้องการ การเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอพบว่าเธออาจไม่ต้องรอ หากเธอมีความกล้าพอที่จะเลือกและปฏิเสธชายที่พ่อแม่เลือกให้ได้ 

07

การเรียนรู้ที่กลับไปเชื่อในหัวใจของผู้คนและตัวเอง

การมาปั่นบนหลังอานในอินเดียครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการใดๆ ทั้งสิ้นก่อนมา แต่มันก็อยู่ในแผนการหลวมๆ ของการเดินทางในอินเดียอยู่แล้วว่า “ไม่มีอะไรที่วางแผนไว้ก่อนได้ในอินเดีย”

คาราวานยิปซี คุณตาเจ้าของโรงนาวัย 75 ที่ไม่เคยไปโรงหมอปรากฏตัวออกมาเป็นครูให้เรา เมื่อศิษย์พร้อม เดินทางไปหาถึงที่ ใครจะรู้ว่าเราจะได้พบกันในวันนั้น และเราจะได้พบกันอีกหรือเปล่า

Unlearn รื้อถอนสิ่งที่เรียนรู้ เป็นสิ่งที่การเดินทางครั้งนี้มอบบทเรียนให้ผ่านประสบการณ์ เราไม่อาจออกเดินทางใหม่ใหม่ๆ ในชีวิตได้เลย ถ้าความกลัวยังเป็นสนิมเกาะอยู่บนปีกของเรา ความกลัวของเราเกาะแนบสนิทแน่นกับเงินทอง อาหาร เทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสาร แฟชั่น ยารักษาโรคประจำตัว เสื้อผ้าที่สะอาดทันสมัย

Cycle Yatra ปั่นสองล้อในอินเดียเพื่อออกค้นหาอิสรภาพ รื้อถอนความรู้เดิมที่เคยชิน

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load