01

อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า

เด็กนักเรียนในโซลบอกเราว่า เขาบอบบางเหมือนขนมปังอบกรอบ ที่พร้อมจะแตกเมื่อเปิดซอง แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงบินมาที่โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูนี้ เรากับพบว่าเด็กๆ แข็งแกร่งราวกับหินภูเขาไฟ เรามาที่นี่เพราะเห็นภาพโรงเรียนที่เด็กๆ ทำเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ในเกาะเชจู เกาหลีใต้

Byeopssi แปลว่า เมล็ดข้าวพื้นเมืองที่แข็งแรงมาก โยนไปตรงไหนก็จะงอก

เด็กๆ กำลังจะจบการศึกษาของภาคเรียนนี้อีกไม่กี่วัน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำที่อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว 

คืนแรกที่เราเดินทางไปถึงโรงเรียน ผอ.ยังยีลี (Yang Yi Lee) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ กำลังทำกิมจิกับเด็กๆ จากหัวไชเท้า หัวผักกาดที่เด็กๆ ปลูกกันเองและเพิ่งเก็บมาในวันนี้ในเรือนครัวอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง น่าอร่อย เราก็เพิ่งเห็นการทำกิมจิต้นฉบับออริจินัลของเกาหลีเป็นครั้งแรก

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนระดับมัธยมเล็กๆ ที่ก่อตั้งมาเกือบ 20 ปี เริ่มมีการเคลื่อนไหวด้านการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพของเด็กนักเรียนเกาหลีที่เริ่มไม่มีความสุข เพราะกระแสเร่งพัฒนาชาติจากวิกฤตสงคราม ซึ่งกดดันผู้คนในประเทศเกาหลีใต้ให้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน

  ยังยีลี เคยเป็นครูในโรงเรียนที่โซล และต่อมาย้ายตัวเองมาที่เกาะเชจูเพราะปัญหาสุขภาพ

เธอตัดสินใจเปิดโรงเรียนทางเลือกที่เกาะเชจูนี้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ตอนแรกเปิดไม่มีใครมาสมัครเลยสักคน ในเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาทางเลือกในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขากลัวที่จะไปบนเส้นทางที่ยังไม่มีคนเดิน เธอจึงเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ปกครองของเด็กทีละหลัง และคุยกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเป็นกังวล

ผอ.เล่าให้ฟังถึงการเริ่มต้นเปิดโรงเรียน พร้อมกับนั่งจิบชาใบหัวตากแห้ง และฉีกใบบัวแห้งนั้นใส่กระปุกชาไปในที ต่อมาเราก็รู้ว่า ผอ. เป็นคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่เป็นเลย

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ผอ.เล่าต่อว่า เมื่อเธอ ผู้ปกครอง และเด็กๆ ใช้ความกล้าหาญและเขียนแบบฟอร์มใบสมัครด้วยกันได้ในที่สุด โรงเรียนนี้จึงเปิดทำการ เริ่มจากเด็กอายุ 11 ปีจาก 8 ครอบครัว และกิจกรรมแรกที่พวกเขาทำกัน คือไปเข้าค่ายอยู่ในป่าด้วยกัน 5 วัน 4 คืน เพื่อให้เข้าถึงแก่นหัวใจของปรัชญาในการก่อตั้งโรงเรียนนี้ก็คือ “อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า” 

02

ความสัมพันธ์ที่ต้องเผชิญหน้า

เด็กๆ บอกว่ามีประเพณีปฏิบัติของโรงเรียนนี้ พวกเขาจะเขียนสมุดบันทึกประจำวันด้วยกันทุกวัน เวลาค่ำๆ เด็กๆทุกคนจะมารวมตัวกันเขียนสมุดบันทึกคนละ 20 นาที แล้วก็เอามาอ่านให้กันฟัง จากนั้นก็คุยกันถึงจากสิ่งที่ได้ฟังในบันทึก และประชุมงานตารางต่อว่าวันนั้นจะทำอะไรกันบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

อาซูมินเล่าให้ฟังว่า เขาบันทึกเรื่องราวที่น่าจดจำของแต่ละวัน ทั้งสิ่งที่เราทำและอารมณ์ความรู้สึก พอได้เขียนบันทึกแล้วกลับสบายใจขึ้นมาเกือบทุกครั้ง เขาชอบเวลาที่เราแลกเปลี่ยนกันอ่านบันทึกประจำวันของแต่ละคน เพราะสามารถแบ่งปันความคิด ความรู้สึกของเรา และรับรู้ความรู้สึกของคนอื่น แก้ไขข้อขัดแย้งด้วยกัน ขยับไปในทิศทางเดียวกันในทุกๆ วัน

  ยังจามูเล่าให้ฟังว่า ที่นี่โซเชียลมีเดียไม่มีความหมาย เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์แคบและผิวเผิน เราคุยออนไลน์กับผู้อื่นที่เห็นเพียงรูปโปรไฟล์ของเขา โดยที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร แต่ละคนสามารถปั้นปลอมบอกใครก็ได้ว่าฉันเป็นอย่างไรในนั้น และพวกเขาทำลายความสัมพันธ์ได้เพียงแค่บล็อกช่องทางการติดต่อของคนคนนั้น

  ชเวซูบอกกับเราว่า หลายๆ ครั้ง เวลาหลังการแลกเปลี่ยนบันทึกของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการอยู่ที่นี่แล้ว เพื่อนแต่ละคนจะวิจารณ์กันตรงๆ เธอได้พยายามในหลายๆ เรื่อง ในการทำงานหนักในฟาร์ม เรื่องการสร้างโรงเรียนจากก้อนหิน แต่การต้องรับฟังการวิจารณ์จากคนอื่นตรงๆ หนักยิ่งกว่าก้อนหินที่ต้องยกมาทั้งวันเสียอีก เธอค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจและยอมรับฟังคนอื่นได้

  คืนแรก คืนนั้น ที่เราได้อยู่ที่โรงเรียนนั้น นาฬิกาบอกเวลาว่า 5 ทุ่มกว่าๆ แล้วนะ 

มีนักเรียนคนหนึ่งระบายออกมาว่า เขาไม่พอใจในวันนี้ แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา ทุกคนก็เหมือนกับว่ายังพยายามที่จะอยู่ด้วยกัน

  กายองแชร์ความรู้สึกจากบันทึกของเธอด้วยน้ำตา เธอบอกว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยดีในการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ สองสามวันที่ผ่านมาเธอจึงเปิดประเด็นคุยกับเพื่อนๆ ในช่วงอ่านบันทึกประจำวัน

เธอบอกว่า มีเพื่อนที่พูดไม่ดีกับเธอและเพื่อนบอกว่าเธอทำงานเอาเปรียบเพื่อนๆ การพูดคุยถึงเรื่องความรู้สึกของกายองจึงเริ่มขึ้น เพื่อสืบหาความรู้สึกและเรื่องราวที่เกิดขึ้น

  เราค่อนข้างตกใจที่ได้เห็นพื้นที่แบบนั้นในคืนแรกที่ไปถึง แต่ก็ยังรู้สึกว่าโอเคที่จะจับกล้องและบันทึกภาพทุกคนที่พยายามฟังกายองและพูดคุยกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนดูเหนื่อยมาก และมีบางคนก็ผลอยหลับไป

  จนเกือบถึงเวลาตีหนึ่ง เรื่องได้คลี่คลาย ไม่มีความรู้สึกของใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และได้เห็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอที่ทุกคนจะแชร์ความรู้สึกของแต่ละคนออกมา

  ก่อนทุกคนจะแยกย้ายกันไป ถึงแม้จะเป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว ทุกคนก็ต้องทำกิจวัตรประจำวัน คือก้มลงคำนับฟ้าดิน 108 ครั้ง เพื่อแสดงความระลึก ขอบคุณ เชื่อมโยงกับทุกพลังงานในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับและส่งออกไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

03

ทักษะชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในวิชา

เช้าวันแรกของที่นั่น เราได้เกาะติดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ตื่น 6 โมงเช้า ออกไปวิ่งในป่า ทำโยคะ ทำความสะอาด กินข้าว แยกย้ายกันไปตามสายงาน โรงเรียนที่นี่ให้เด็กใช้ทักษะชีวิตไปในทุกวัน ไม่ได้แยกออกมาเป็นวิชาเรียน ทักษะการใช้ชีวิตกับเรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กๆ ต้องทำอาหารกินเอง หุงอาหาร และสร้างโรงเรียนของพวกเขาเอง

  ยางจามูบอกว่าเธอมีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวในโซล และเธอก็มีความสุขที่ได้นอนและเล่นอย่างสบายๆ แต่ที่นี่มีเรื่องที่ทำให้เธอได้หัวเราะมากกว่า มีความสุขที่ได้ทำอะไรด้วยร่างกายของตัวเอง และเธอมีช่วงเวลาที่มีความสุขมากกว่าการทำอะไรที่จับต้องไม่ได้เลยในโซล

  ทุกๆ ภาคการศึกษา นักเรียนจะต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกันหนึ่งโปรเจกต์ ปีนี้เด็กตัดสินใจสร้างห้องเรียนชุมชน เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างบ้านหินในโรงเรียนของเขาเอง และพวกเขาได้ใช้เป็นห้องเรียน ห้องประชุม ใช้งานได้อเนกประสงค์ อีกหนึ่งเหตุผลที่เราสร้างบ้านชุมชนหลังใหม่นี้ เพราะมีเด็กที่จบการศึกษาแล้วต้องการอยู่ในเกาะเชจูต่อไปไม่อยากกลับไปที่โซล แต่โรงเรียนของเขามีมีพื้นที่เล็กนิดเดียว

  เมื่อ ผอ.ยังยีลี ได้ยินเรื่องนี้เข้า เธอร่วมคิดเรื่องนี้พร้อมแนะนำว่าควรสร้างเป็นชุมชน รวมกลุ่มของผู้ปกครองของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาที่ต้องการทำชุมชนร่วมกับเราขึ้น ซื้อที่ดินผืนใหญ่ และภายในพื้นที่นั้น พวกเขาตัดสินใจสร้างบ้านสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาและขยายพื้นที่โรงเรียน

งานนี้ใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้มาก ก่อนหน้านี้เขาต้องการเพียงสร้างบ้านหลังเล็กๆ แต่ตอนนี้เรากำลังสร้างบ้านหลังใหญ่มาก

วันแรกที่เราได้เห็นอาคารหินที่เด็กๆ สร้างด้วยตัวเองก็ตกใจ มันใหญ่กว่าที่เราเห็นในภาพมากและเป็นอาคารที่จริงจัง สิ่งแรกที่เราถามเด็กๆ เมื่อได้ไปเหยียบไซต์งานจริงของพวกเขาคือ “มีวิศวกรคุมงานรึเปล่า อาคารใหญ่ขนาดนี้” เด็กๆ บอกว่า มีพี่ๆ วิศวกรมาสอนพวกเราให้รู้จักคุมงาน ดูเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นประจำสัปดาห์ แต่หลักๆ ทุกวันเด็กๆ ทำงานก่อสร้างทุกอย่างกันเอง ตั้งนั่งร้าน สกัดหิน ผสมปูน ก่อหิน ฉาบ อ๊อกเหล็ก ติดตั้งประตูหน้าต่าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โฮจุนบอกกับเราว่าพวกเขาต้องทำงานหนัก นอนน้อย พักผ่อนน้อย เราถามเขาง่ายๆ ว่าทำไมต้องทำล่ะ เขาตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า “เพราะเราเป็นคนคิด ออกแบบ และตัดสินใจกันเองว่าเราจะทำสิ่งนี้ เราจะสร้างบ้านหินนี้ ชุมชนนี้ขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของพวกเรา และเราต้องทำให้เสร็จก่อนจบการศึกษาสิ้นปีนี้ ก่อนที่หิมะจะมา เลยอาจจะดูเร่งรีบไปหน่อย แต่เราก็เป็นคนสร้างตารางเวลาที่เร่งรีบนี้ขึ้นมาเอง

“แม้บางวันยากแสนยากที่จะตื่นขึ้นมา แต่ว่าทุกวันเราตื่นมาวิ่ง โยคะ เพื่อปลุกให้ร่างกายเราพร้อม แข็งแกร่ง สำหรับเราตารางเวลาแบบนี้มีชีวิตชีวามากนะ แม้บางครั้งมันจะเหนื่อยมากๆ ท้อมากๆ”

04

รายละเอียดที่น่ารัก

รายละเอียดโดยสังเกตที่เราเห็นจากการใช้ชีวิตอยู่กับเด็กๆ และครูในโรงเรียนนี้ คือตอนกินอาหาร จะมีการร้องเพลงคล้ายๆ บทสวดเมื่อทุกคนมาพร้อมกัน ถามว่าเนื้อเพลงหมายความว่าอย่างไร เขาก็บอกว่าเป็นการขอบคุณข้าวทุกเมล็ด เพราะเมล็ดข้าวเป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ที่ให้ชีวิตให้ทุกพลังชีวิต เราจะต้องแบ่งปันพลังชีวิตนี้ให้กันและกัน เหมือนเราได้แบ่งปันของขวัญจากสวรรค์ให้กันและกัน

  เมื่อร้องเพลงจบ แต่ละคนจะตักกับข้าวที่อยากกินที่สุดให้คนข้างๆ ก่อน เป็นการย้ำเตือนตัวเองในทุกมื้อว่า สิ่งที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด ไม่ใช่อาหารตรงหน้า แต่คือความสัมพันธ์จากการรู้จักแบ่งปัน

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนนี้ได้ฉายาว่าเป็น ‘โรงเรียนนางฟ้า’ ในเกาะเชจูเลยทีเดียว ใครๆ ในชุมชนต่างเอ็นดูเด็กๆ และมีส่วนร่วมช่วยเหลือโรงเรียน อย่างเช่นบ่ายและค่ำวันนี้จะมีเวิร์กช็อปงานไม้และหมอทางเลือก ครูช่างไม้จากชุมชนบนเกาะมาสอนให้เด็กๆ ฟรี เด็กๆ เรียนกันจนมืดค่ำ พวกเขาตั้งใจว่าจะได้ใช้ทักษะนี้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ของอาคารหินที่พวกเขาสร้างอยู่ 

ช่วงค่ำ เวิร์กช็อปหมอฝังเข็มจากบนเกาะเข้ามา ตอนแรกเราคิดว่ามาสอน แต่จริงๆ คือเข้ามาตรวจรักษาให้กับเด็กๆ ที่ทำงานสร้างอาคารหินกันมาอย่างหนัก ตากล้องหญิงเหล็กอย่างเราก็ไม่พ้นสายตาคุณหมอ คุณหมอเรียกให้เราเข้าไปหา แล้วก็วางกล้อง บีบไหล่ซ้ายแล้วถามว่าปวดตรงนี้ใช่มั้ย เราไม่ทันได้ร้องโอดโอยแต่ก็ได้ฝังไปหลายเข็ม เด็กๆ หัวเราะชอบใจ ขอกล้องไปบันทึกภาพเราโดนเข็มทิ่มบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

05

ครูผู้ไม่มีอำนาจเหนือ

“เมื่อไรที่ฉันต้องการเลือกทางที่สะดวกสบายและง่าย ฉันจะคิดถึงเด็กๆ เสมอ ฉันจำสิ่งที่ฉันเคยบอกพวกเขาได้ ฉันพยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นให้พวกเขารู้สึกได้อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งนั้นทำให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อคนอื่นบ้าง”

ผอ.ยังยีลี บอกกับเราว่า ในอดีตครูพยายามปกป้องความศักดฺ์สิทธิ์ของพวกเขาโดยไม่แสดงข้อบกพร่องให้นักเรียนเห็น นั่นทำให้ครูเป็นกังวลและต้องคอยใช้อำนาจเหนือเด็กนักเรียน แต่ที่นี่ ครูกับนักเรียนใช้ชีวิตแบบเดียวกัน กิน นอน บนพื้นแข็งๆ เหมือนกัน ใช้ห้องน้ำเดียวกัน ล้างจานในกะละมังเดียวกัน ทำทุกอย่างเหมือนกัน ครูต้องแสดงให้เด็กเห็นว่า เด็กทำอย่างไรได้ ครูก็ทำได้

  “บางครั้งฉันก็อยากจะพักผ่อนมากกว่านี้ แต่มันก็ยากจริงๆ เพราะนักเรียนกำลังมองฉันอยู่ตลอดเวลา เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่เป็นคนพิเศษเลิศเลอกว่าใคร เพื่อให้นักเรียนเห็นและเรียนรู้จากสิ่งที่ฉันเป็น”

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

06

นิยามความสุขอยู่ที่ไหน

เมื่อเราถามถึงว่า ‘ความสุข’ ที่นี่นิยามกันอย่างไร

คำตอบที่ได้คือ ไม่แน่ใจ ไม่สามารถกำหนดความสุข ความสนุก แต่พูดได้ว่ามีความสุขอยู่พอสมควรทีเดียว 

  แม้ทำงานอย่างหนักและบางครั้งหลายคนก็ต้องการหลีกเลี่ยง แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาเห็นข้อบกพร่องของตัวเองและเมื่อพวกเขาได้เห็นตรงนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข เพราะเขารู้สึกว่า ถ้าเขาไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ชีวิตคงไม่เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้น

  บางคนบอกว่า ชีวิตก่อนที่จะมาที่เชจูเรียบง่ายและธรรมดา ไป-กลับ ระหว่างบ้านและโรงเรียน ติวสอบเตรียมเข้ามหาลัย แต่ที่นี่ทำให้พวกเขาได้มีมีเวลามองเดือน มองดาว และรู้สึกว่า เราอาจจะเป็นดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งที่ตกลงมาจากฟ้าก็ได้

  โซจูฮี กัปตันของโรงเรียนบอกกับเราว่า ก่อนมาเรียนที่นี่เธอเคยเป็นคนที่ชอบท้าตีกับเพื่อนๆ เพราะคิดว่าไม่มีใครรัก แต่ที่นี่ทำให้เธอกลับความคิดได้ว่า เธอควรเป็นคนที่มอบความรักให้กับผู้อื่นก่อน ถึงจะได้ความรักนั้นมา ไม่ใช่การท้าตีท้าต่อยกัน

ฤดูหนาวใกล้เข้ามา วันนี้เด็กบอกว่าจะได้แผงโซลาร์เซลล์ใหม่ ​เพื่อมาติดตั้งบนหลังคาห้องอาบน้ำสำหรับทำน้ำอุ่น เด็กๆ ต้องสร้างโครงรับแผงโซล่าร์กันเอง ฤดูหนาวนี้ เด็กๆ ก็คงไม่ต้องต้มน้ำอาบกันอีกต่อไป 

แต่สำหรับน้ำล้างจาน ผอ.ยัง ยืนยันว่าจะต้องใช้น้ำเย็นธรรมดาๆ ล้างจานกันต่อไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

 07

โรงเรียนพึ่งตัวเองได้

จินยอง ครูที่อยู่โรงเรียนนี้มา 10 ปีแล้ว เหมือนเป็นพี่สาวคนโตของโรงเรียนบอกว่า ที่นี่ไม่มีการทำแบบทดสอบ เหตุผลดั้งเดิมที่มีการทำแบบทดสอบในโรงเรียนคือเพื่อยืนยันว่านักเรียนมีการเรียนรู้ และตรวจสอบว่านักเรียนเรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ในปัจจุบันระบบการศึกษาของเกาหลีมีการทำแบบทดสอบเพื่อจัดอันดับและแข่งขัน และโรงเรียนนี้เชื่อว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ที่นี่ ไม่สามารถตรวจสอบจากการทำแบบทดสอบหรือข้อสอบจากรัฐ การฝึกฝนสิ่งที่เรียนรู้ในชีวิตแต่ละวันที่นี่มีคุณค่าสาระและรายละเอียดที่สำคัญกว่านั้น

ซูมินยืนยันกับเราว่า ในแต่ละวันที่เขาเขียน อ่าน บันทึกประจำวันด้วยกัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังการอ่านบันทึกนั่นมันจริงยิ่งกว่าแบบทดสอบใดๆ ในโลกนี้

  เพราะความหัวแข็งของโรงเรียนที่นี่ในเรื่องนี้ โรงเรียนจึงไม่ได้รับเงินสนับสนุกจากรัฐเลย แต่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้้น เงินทำโรงเรียนมาจากผู้ปกครองจ่ายค่าเทอม ซึ่งก็ไปเป็นค่าอยู่กินอย่างเรียบง่าย ปลูกอาหารกันเอง ทำอาหารกันเอง สร้างโรงเรียนกันเอง ค่าเงินเดือนครูเพียง 2 คน นอกจากนั้นยังมีการหารายได้พิเศษ เก็บผลิตภัณฑ์ขาย มีชาวบ้านในเกาะให้สวนส้มเด็กๆ ไปเก็บมาขาย

เด็กๆ สร้างโรงเรียนของพวกเขาเองจากก้อนหินภูเขาไฟ เติบโตเป็นผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ในเกาะเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจ และมีความสุขแบบนิยามไม่ได้ในตำราเรียนไหนๆ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ติดตามเรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกนานาชาติได้ทางรายการบินสิ ThaiPBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

ปรับหลักสูตรให้ทันโรค

เราได้ยินว่า โรงเรียนนี้ถึงกับปิดโรงเรียนเป็นปี หลังจากเปิดมาได้ทศวรรษ เพื่อทบทวนว่าแนวทางโรงเรียนใน 10 ปีข้างหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร และทุก 10 ปี เขาจะหยุดโรงเรียนเกือบทั้งปี เพื่อที่จะตั้งคำถามไปข้างหน้า 10 ก้าวว่า โลกน่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร และการเรียนรู้แบบไหนคือคำตอบ

เหมือนกับโรงเรียนทั่วโลกในตอนนี้ที่ต้องหยุดและถอยให้กับ COVID-19 ที่มาล็อกดาวน์เรากันถ้วนหน้า อย่างที่เรากะพริบตากันไม่ทัน

02

ไปเป็นติ่งกันเถอะ

Ha-Ja ในภาษาเกาหลี แปลว่า Let’s Go ไปกันเถอะ!

ปี 2000 เมื่อ 20 ปีที่แล้วในการประชุมการศึกษาทางเลือกที่เรียกว่า IDEC International Democratic Education Conference จัดขึ้นที่นิวยอร์ก ตอนนั้นตัวเองได้ไปร่วมในฐานะนักเรียนฝึกสอนของโรงเรียนอัปปาทีนาส์ นักการศึกษาจากเกาหลีใต้คนหนึ่ง ฮาแทอุก (Ha Tae-wook) ทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการศึกษาในเกาหลีใต้ เขาบอกว่า อีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะต้องรู้จักเกาหลีใต้ด้วยการส่งออกอุตสาหกรรมบันเทิงทางวัฒนธรรม ด้วยภาพยนตร์ ดนตรี อาหาร ศิลปะ

ทุกครั้งที่ดูซีรีส์เกาหลี ใช้เครื่องสำอางเกาหลี ฟังดนตรีเคป๊อป และทำข้าวผัดกิมจิ เราจะนึกถึงคำของศาสตราจารย์คนนั้น

ย้อนกลับไป 10 ปี ในปี 2010 จนถึงปัจจุบันโลกกลายเป็นติ่งเกาหลีไปหมดแล้วตามที่ศาสตาจารย์ Ha Tae-wook ได้ประกาศก้องไว้

50 ปีก่อน เกาหลีเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ต้องแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 ส่วน 2 ระบบการปกครอง

เกาหลีใต้เร่งพัฒนาชาติด้วยอุตสาหกรรมบันเทิงและด้วยทรัพยากรบุคคล การศึกษาถูกใช้เป็นสายพานพัฒนาชาติอย่างบ้าคลั่ง สถิติการฆ่าตัวตายไต่ระดับสูงขึ้นพร้อมกับการพัฒนาชาติ คนในชาติเริ่มจับสังเกตได้ว่า หากโตด้วยติ่งน้ำตาแบบนี้ ด้วยการศึกษาความเร็วสูงแบบนี้ ‘แฮงบก’ หรือคำว่า ‘ความสุข’ จะหายไป จึงเริ่มมีทางเลือกทางการศึกษาที่จัดโดยกลุ่มนักการศึกษา ครู ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายๆ รูปแบบ

Haja Center เป็นโรงเรียนทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นอันดับต้นๆ ในกรุงโซล

ศาสตราจารย์เฮจอง สังกัดมหาวิทยาลัยชื่อดังในสามอันดับต้นของโซล ที่ขึ้นต้นด้วยตัว Y

เราพบศาสตราจารย์เฮจองครั้งแรกที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ปี 2000 ในการประชุมการศึกษาทางเลือก Global Gathering เฮจองเล่าให้ฟังว่า เขาเปิดโรงเรียนที่เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตความคิดสร้างสรรค์ เป็นเหมือนแล็บทดลองให้เด็กได้ประกอบการความฝัน

เราได้ยินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หัวใจแทบหยุดเต้น อยากว่ายน้ำข้ามคาบสมุทรไปโซลทันที

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าเราจะได้ไปจริงก็เข้าไป 20 ปี

งานวิจัยของศาสตราจารย์เฮจองพบว่า สถิติของเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน (Drop Out) มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน เด็กๆ ที่อยากจะ ‘เท’ โรงเรียนพวกนี้รู้สึกว่า โรงเรียนที่ไม่ได้สร้างการเรียนรู้จะอยู่ไปทำไม พวกเขาจึงเลือกที่จะเดินออกมากลางทางจากโรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาลาออกจากการเรียนรู้

พื้นที่รองรับการแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์และเท่าทันความทุกข์ของเยาวชนในเกาหลีใต้ช่วงนั้น เป็นสิ่งที่ศาสตาจารย์เฮจองคิดว่าน่าจะเป็นแบบโรงงาน สตูดิโอ ที่เป็นแล็บให้เด็กผลิตงานแสดงออกจากศิลปะ วัฒนธรรม อย่างสนุกสนานบนเบื้องหลังของความคิดที่เป็นอิสระและแรงกดดัน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

Haja Center เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธันวาคม ปี 1999 มีชื่อเต็มๆ ว่า Seoul Youth Factory for Alternative Culture ด้วย 2 เหตุผล เหตุผลแรกอย่างที่ว่าไปข้างต้น และอีกเหตุผล เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านอินชอน ซึ่งเป็นย่านที่มีสถานบันเทิงตอนกลางคืน มีเด็กวัยรุ่นตายถึง 56 คน

คำถามที่คนทั่วไปถาม คือทำไมเด็กวัยรุ่นที่ตามกฎหมายแล้วยังดื่มสุราและเข้าผับไม่ได้ ถึงได้ไปตายในผับเป็นจำนวนมาก

แต่ผู้ร่วมก่อตั้ง Haja กลับคิดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาถามสังคมว่า เราไม่มีสถานที่ดีกว่านี้ให้เด็กวัยรุ่นไปรวมหัวกันแล้วหรือ วัยรุ่นไม่ใช่ตัวปัญหา สังคมต่างหากที่ไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก คลับ 999 เป็นสตูดิโอแรกๆ ที่เกิดขึ้นใน Haja Center เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า สังคมต้องสร้างพื้นที่แสดงออกและบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ให้พวกเขา

03

โอปป้าบินมาอาสา

วันหนึ่งฟ้าก็ส่งโอปป้ามาเป็นอาสาสมัครให้เรา ประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เรายังทำศูนย์การเรียนทางเลือกเล็กๆ เพื่อเด็กชายขอบที่สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราได้รับอีเมลจาก Haja Center ว่ามีเด็กนักเรียน 2 คนที่สนใจอยากทำโปรแกรมอาสาสมัครมาอยู่ที่ประเทศไทย 3 เดือน เราเขียนอีเมลตอบกลับไปว่า เด็กมัธยมจริงๆ หรือที่อยากจะบินมาเองถึง 3 เดือนเพื่อที่จะมาเป็นอาสาสมัคร ทาง Haja ยืนยันว่าเด็กนักเรียนของเขาดูแลตัวเองได้ ออกแบบการเรียนเองได้ และทาง Haja อนุญาตให้เป็นหลักสูตรออกแบบร่วมกันระหว่างเด็ก โรงเรียน และเรา

ไฮยาชิ และ ชิเคง เป็นเด็กที่ตลอดเวลาการมาอยู่กับเรา 3 เดือน เล่นเป็นผู้กำกับการเรียนรู้ของพวกเขาเอง โปรเจกต์ที่พวกเขาตัดสินใจทำ คือการทำงานศิลปะกับเด็กๆ ชาติพันธุ์ในหมู่บ้าน ด้วยวัตถุดิบที่มีในพื้นที่มีให้ ตั้งแต่ทุ่งนา ป่าเขา สายฝน ต้นไผ่

ไฮยาชิ เขียนตำนานนิทานพื้นบ้าน บนฝาผนังบ้านไม้ไผ่ของชาวบ้าน

ชิเคง ทำเครื่องดนตรีจากกระบอกไม้ไผ่กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

ภาษาที่แตกต่าง ไม่เป็นอุปสรรคการเรียนรู้ได้เลย เขาทั้งสองใช้ศิลปะและดนตรี ฝ่าข้ามกำแพงนั้น

โรงเรียนแบบไหนกันที่เปิดน่านฟ้าให้เด็กมัธยม 2 คนที่เพียงได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรงเรียนเล็กๆ ชายขอบไทยพม่า ก็อยากจะบินมาเป็นอาสาสมัครได้โดยคิดหน่วยกิตให้ด้วย ถ้าโรงเรียนนั้นไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเด็กเพียงพอ และมองเห็นโอกาสสร้างสมรรถนะในการรู้ที่จะเรียน และเรียนอย่างไรด้วยตัวของผู้เรียนเอง เป็นหลักสูตรในหลักสูตรที่คิดใหม่ ทำใหม่ โดยตัวผู้เรียนเองอย่างแท้จริง เมื่อกลับไป ทั้งสองคนนี้ตัดสินใจไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นผู้ประกอบการสร้างกิจการเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมเล็กๆ ของพวกเขาเอง

04

ปัดฝุ่นปีกที่พับไว้

ปี 2018 อีกเกือบ 20 ปีจริงๆ ตั้งแต่ที่เราได้ยินเรื่อง Haja Center และได้โอกาสไปสัมผัสจังหวะหัวใจใหม่ของตัวเอง

เหตุผลที่เราไปอาจจะไม่ใช่ไปดูโรงเรียน Haja ซะทีเดียว แต่เราไปยื่นเอกสารสมัครเรียนทุน ป.โท สาขากำกับภาพยนตร์ที่มหาลัยศิลปะชั้นนำแห่งหนึ่งในโซล ทั้งที่เขาบอกว่าส่งทางไปรษณีย์ได้ แต่เราบอกว่า เราจะไปยื่นใบสมัครด้วยตาตัวเอง

จากกล้องตัวแรกที่ขอพ่อซื้อตอนประถมห้า ทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า จะต้องทำหนังให้พ่อได้ดูก่อนพ่อตาย ตอนน้ั้นพ่อเพิ่งหายจากโรคมะเร็ง เราจึงคิดว่า โอกาสนี้ล่ะนะที่เป็นของเรา ทำไมเกาหลีใต้ถึงส่งออกวัฒนธรรมบันเทิง และมีอิทธิพลไปทั่วโลกได้จริงอย่างที่เขาวางไว้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เราจึงเลือกที่จะมุ่งไปที่นั่น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

โอกาสการไปเยือน Haja Center เป็นเรื่องรองที่ไม่แพ้เรื่องแรก ก้าวแรกที่ได้เข้าไปเยือนสตูดิโอต่างๆ ที่เพื่อนครูพาเดินชม ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในมหาวิทยาลัยมากกว่าโรงเรียนมัธยม แต่ละสตูดิโอของการเรียนรู้ใจกลางเมืองโซล มีสตูดิโอประหยัดพลังงาน ปรับอุณภูมิได้ด้วยกำแพงฉาบด้วยดิน และแผงปะจุุกำแพงที่บุด้วยเสื้อผ้ามือสองที่มีเหลือเฟือในความเป็นอยู่ของเมือง แทนที่จะต้องไปหาฟางที่เป็นวัสดุที่อยู่ในต่างจังหวัด นับเป็นการประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ตามต้นทุนที่พวกเขามี

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

กระบะปลูกข้าวที่ลานจอดรถ ถังเก็บน้ำฝนบนอาคารเพื่อสำรองน้ำใช้ในสวนผักแนวตั้ง แปลงผักบนดาดฟ้าสำหรับชุมชนรอบๆ โรงเรียน คาเฟ่คลับของแม่ๆ ที่มีเวลาว่างจากงานบ้านมาสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันในโรงอาหารของโรงเรียน สตูดิโองานไม้จากไม้อัดลังของโชว์รูมขายรถเบนซ์ที่เด็กๆ ไปขอมาไว้ใช้ทำโต๊ะหนังสือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในโรงเรียน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอจักรยานมือสองซึ่งไปรวบรวมจักรยานเก่าๆ ที่ชาวเมืองไม่ใช้แล้ว มาประกอบเป็นจักรยานปั่นไปทำแผนที่ชุมชนรอบเมือง และปั่นเป็นเครื่องเก็บไฟเวลาโรงเรียนมีงานคอนเสิร์ตหรือไฟดับ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอโมเดิร์นที่มีเวที ฉาก เครื่องไฟ อุปกรณ์การถ่ายทำ ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว แอนิเมชัน กราฟิก แบบ Full HD ออกอากาศตามสถานีได้

ทุกมุมทุกห้องสตูดิโอใน Haja Center เปรียบเสมือนห้องเรียนในฝัน ที่จับต้องความฝันของเด็กวัยมัธยมได้จริงๆ ก่อนที่จะเลือกไปมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ได้ โดยมีงบกลางจากรัฐเป็นผู้สนับสนุน ทางโรงเรียนเพียงเขียนเสนอทรัพยากรที่พวกเขาอยากจะได้ แม้แต่อาคารเรียนนี้ ก็ได้มาจากการที่กลุ่มศาสตราจารย์ที่ก่อตั้งโรงเรียนนี้เห็นว่า รัฐมีอาคารที่ไม่ได้ใช้ให้สมประโยชน์ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยอยู่มากมาย ทำไมไม่เอามาทำเป็นสถานประกอบการทางการศึกษาที่ดำเนินงานโดยเอกชนที่มีศักยภาพเสียเองล่ะ

3 เดือนหลังจากกกลับมาจากเกาหลีใต้คราวนั้น เราได้รับอีเมลจากมหาวิทยาลัยศิลปะที่เราไปสมัครเรียน ป.โท ว่า เราไม่ได้รับทุนการศึกษา เราต่อสายตรงไปที่มหาวิทยาลัยทันที เพื่อขอเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ได้ เพื่อจะได้ปรับปรุงต่อไปในปีหน้า ทางมหาวิทยาลัยบอกว่า คนสมัคร 6,000 คน มีทุนให้ 6 ทุน ไม่ต้องเสียใจและไล่บอกเหตุผลแต่ละคนไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงไม่ได้ เราร้องไห้ถอดหายใจอยู่สามวัน

05

ซักผ้าไม่ต้องเข้าเครื่องซักผ้าก็ได้ : มหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบเสมอไป

ใครจะรู้ว่า ปีต่อมา เราได้กลับไปยืนร้องไห้อีกรอบที่หน้ามหาวิทยาลัยที่ไม่ให้ทุนการศึกษาเราในปีก่อน โดยที่ไม่ได้ไปเรียน เราก็ได้กลับไปกำกับภาพยนตร์สารคดี บินสิ! ของเราเอง และวันเปิดกล้องเราก็ได้พบและสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ที่เราหวังว่าจะได้ไปเรียนกับเขาในมหาวิทยาลัยนั้น อีชางดง (Lee Chang-dong) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Burning ที่ได้รางวัลระดับคานส์ และฝากฝังตัวเป็นลูกศิษย์แบบแอบพักลักจำกันอยู่ห่างๆ

อีชางดง เล่าให้เราฟังว่า เขามีเรื่องใบไม้สีม่วงในวัยเด็กเหมือนกัน แต่ของเขาต่างจากเราตรงที่เขาเจอครูที่ไม่ฆ่าจินตนาการของเขา วัยเด็กเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน แม้แต่สีเทียนยังไม่มีใช้ เวลาครูให้วาดภาพ เขาต้องรอสีที่เหลือจากเพื่อนๆ และสีที่เหลือมักจะเป็นสีที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น สีม่วง สีเทา วันนั้นที่ครูบอกให้วาดภาพป่าไม้ เขาใช้สีเทาและสีม่วง ระบายสีป่าไม้ของเขา ครูกลับบอกว่า เขามีความคิดสร้างสรรค์และได้รางวัลชนะเลิศ

ต่างกับครูของเราที่คอยสกัดความฝันด้วยการบอกว่า ใบไม้สีม่วงไม่มีจริง วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล

เหมือนการได้พบกับเรื่องราวของ ลุงอีชางดงและ Haja Center จะปลอบใจเราว่า ‘แควนชันนา’ ในภาษาเกาหลีที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกนะ’ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบของการเรียนรู้เสมอไป คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เดินทางเติบโตไปกับความฝันของเขาได้ ถ้าเขายัง ‘รักที่จะเรียนรู้’

แน่นอน น้ำตาที่ไหลหน้ามหาวิทยาลัยศิลปะแห่งนั้น ในรอบนี้เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและเชื่อใจในความรักที่จะเรียนรู้ของตัวเราเองเสมอมา

Haja Center บอกเราเสมอว่า ทุกคนเป็นผู้ประกอบการความฝันของตัวเองได้ ณ ที่ตรงนั้น ณ ที่ตรงนี้ ตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สายพานที่สังคมวางไว้ก็ได้จริงๆ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

06

ถอยสามก้าวสิบ

Haja Center แบ่งได้เป็น 3 ยุคสมัย

สมัยแรก ปี 1999 – 2006 จัดกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบของสตูดิโอที่เน้นไปทางดนตรี ศิลปะร่วมสมัย การออกแบบกราฟิก กิจกรรมสร้างสรรค์ทั้้งหลาย

สมัยที่ 2 ปี 2006 – 2010 เริ่มมีโครงการผู้ประกอบการเพื่อสังคมสำหรับเยาวชน ทำให้เขาได้สำรวจอาชีพในเชิงเศรษฐกิจเพื่อสังคม

สมัยที่ 3 ปี 2010 – ปัจจุบัน เริ่มสร้างชุมชนต่างวัยให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เยาวชน ผู้ใหญ่ คนสูงวัย เป็นลักษณะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน เน้นเรื่องการพึ่งตนเอง การร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมสาธารณะที่ดีขึ้น

จะเห็นได้เลยว่า ทิศทางของ Haja Center ปรับและเปลี่ยนในทุกทศวรรษ จากการเน้นเรื่องการสร้างปัจเจกชนที่มีพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ทศวรรษที่ 2 ก็พบว่าแค่นั้นไม่พอ การสร้างผู้ประกอบการทางความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นให้อยู่รอดทางเศรษฐกิจเพื่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญ

และมาถึงทศวรรษที่สามของ Haja Center การสร้างชุมชนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างวัยและทักษะการที่ยั่งยืน คือการพึ่งตัวเองได้ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่สร้างให้สังคมดีขึ้น

ระหว่างทศวรรษ Haja Center ถอยหยุดพัก เพื่อทบทวน ประมวลผลสิ่งที่พวกเขาเดินกันมา เพื่อที่จะก้าวต่อไปอีก 10 ปีอย่างเข้าใจและเท่าทันสังคมที่เปลี่ยนไปไวกว่าตาพวกเขาจะเห็น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

07

ตั้งคำถามกับการศึกษา หาคำตอบจากการเรียนรู้

ถ้ามีโอกาสได้กลับไปที่เกาหลีใต้อีกครั้ง เราอยากกลับไปคุยกับ Haja Center เรื่องเหตุการณ์โรคระบาด วิกฤตสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าเดิมนี้ เราเชื่อเหลือเกินว่า พวกเขาจะถอย ทบทวนกันอีกรอบ เพื่อที่จะก้าวต่อไปใหม่ อย่างเท่าทันกับโรคและโลกเร็วขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วบ้านเราเองล่ะ ฟังสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาว่า เราจะเลื่อนเปิดเทอมการศึกษาของเด็กนักเรียนออกไป 2 เดือน ระหว่าง 2 เดือนนี้ ท่านได้กล่าวว่า สำหรับเด็กชั้นประถม การเรียนออนไลน์หรือทางไกล เรามีหลักสูตรการเรียนทางไกลที่ใช้กันมานานแล้ว ก็เพียงพอแล้วสำหรับพื้นฐาน

ในฐานะที่เป็นคนสนใจเรื่องการศึกษาคนหนึ่ง อยากบอกว่าเรากำลังเสียโอกาสที่จะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างให้เด็กและเยาวชนของเราเรียนรู้ หลักสูตรที่คิดมาเป็นทศวรรษเพื่อส่งให้ห้องเรียนเรียนแบบเหมารวม จะมาทันสมัยกับยุค COVID-19 บุกโลกได้อย่างไร อาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาจากยุคปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นสิ่งที่หลักสูตรที่สร้างเมื่อทศวรรษที่ 19 ไม่ได้บรรจุไว้สอนแน่นอน

ลองทำการบ้านส่องมองเรื่องของการจัดการศึกษาเรียนรู้รอบๆ บ้านเราได้ อาทิ Haja Center นี้

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สิ่งที่เราจะทำในเวลาที่ต้องถอยกลับกันมาหลายก้าวในตอนนี้ เป็นโอกาสในการสร้างหุ้นส่วนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ จากการให้โรงเรียน ครู และกระทรวง เป็นศูนย์กลางถือหุ้นการศึกษาเป็นใหญ่ โอนให้ผู้เรียนเอง ผู้ปกครองเอง ชุมชนเอง สังคมเอง ถือหุ้นการศึกษาเป็นศูนย์กลาง

แล้วกระทรวง ครู ระบบ เป็นแค่ ‘เวที’ หรือ ‘ก้อนหินให้พวกเขาก้าวข้าม’ ผู้หนุนเสริมให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง บ้านชุมชน สังคม ได้เป็นนักแสดง ผู้เล่น ผู้กำกับ นักออกแบบเรียนรู้จากปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตแต่ละคนของพวกเขา เรียนที่จะรู้ว่าจะเรียนอย่างไร เรียนไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ผู้รอรับหลักสูตรเหมารวมจากส่วนกลางที่สร้างมาตั้งแต่สมัยที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนยังไม่ผลิต

โลกไม่สำเร็จรูปเหมือนมาม่าในซองให้เราอีกต่อไปแล้ว การเรียนในโรงเรียน หลักสูตรสำเร็จรูปเป็นแท่งสาระ 8 วิชา และเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ ​ก็ไม่น่าใช่คำตอบอีกต่อไปแล้วสำหรับโลกที่ต้องหยุดล็อกดาวน์ด้วยไวรัสตัวเล็กที่เราแทบมองไม่เห็น

08

ฮาวทูเทโรงเรียน

กลับไปที่ยุคอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันค่ะ ไอสไตน์บอกว่าทุกคนคืออัจฉริยะ

กลับมายุค COVID-19 บอกเราว่า เราต้องรักษาระยะห่างทางสังคม นั่นหมายความว่าโรงเรียนจะยัดนักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เวลาเดียวกัน หรือไปเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อีกนานแค่ไหนไม่รู้

กลับมาที่เราบอกว่า จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ งานที่เราไม่รู้จักอีกต่อไป เกิดขึ้นมาใหม่หลายร้อยอาชีพ เลือกเรียน 4 ปีในมหาวิทยาลัย เพื่อจะออกไปประกอบอาชีพนั้นไม่ทันแล้ว

เหมือนว่าโลกตอนนี้ต้องการจบครบในตัวคุณเองมากมายหลากหลายทักษะในตัว มากกว่าการเป็นลูกจ้างรอเงินเดือน

โลกและโรค กำลังบีบอัดเราให้ค้นหาอัจฉริยะของเราให้ได้ ถึงจะอยู่รอด

ไอสไตน์พบอัจฉริยะของเขาได้จากการทดลอง ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อจะค้นหาคำตอบที่เขาตั้งสมมติฐาน

เวลานี้เป็นเวลาที่แสนดีที่จะให้นักเรียนของเราได้ทดลอง ค้นหาสิ่งที่เขาสนใจ มีคำถาม ตั้งคำถาม

คำถามง่ายๆ ก็ได้ เกิดมาเพื่ออะไร อยากทำอะไรไปเพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไปถึงจุดนั้น

พ่อแม่ ครู มองดูอยู่ห่างๆ เห็นลูกๆ ล้มก็ไม่ต้องรีบไปประคอง ลองให้เขาได้ลุกเอง สังเกตก็ได้ว่า ล้มครั้งต่อๆ ไป เขาจะลุกเองได้เร็วขึ้นและทะมัดทะแมงขึ้น

ตัวพ่อแม่เอง สถานศึกษาเอง ก็มีงานที่ต้องคลิก ปรับตัวกลับมาเป็นผู้เรียนรู้กันใหม่ให้ทันโรคและโลกด้วยเช่นกันหรือเปล่า แม้ว่าปัญหาปากท้องจะรุมเร้า เราก็ไม่อาจวางใจ ปล่อยให้หน้าที่ให้การศึกษาเรียนรู้ของลูกหลานเราไปอยู่ในมือโรงเรียนเหมือนเก่าได้อีกแล้ว

เรากลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะเราไม่เคยมีปกติเดิมที่พาเราก้าวทันโลกที่โอบอุ้มเราไว้เลย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load