01

อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า

เด็กนักเรียนในโซลบอกเราว่า เขาบอบบางเหมือนขนมปังอบกรอบ ที่พร้อมจะแตกเมื่อเปิดซอง แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงบินมาที่โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูนี้ เรากับพบว่าเด็กๆ แข็งแกร่งราวกับหินภูเขาไฟ เรามาที่นี่เพราะเห็นภาพโรงเรียนที่เด็กๆ ทำเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

Byeopssi School โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ในเกาะเชจู เกาหลีใต้

Byeopssi แปลว่า เมล็ดข้าวพื้นเมืองที่แข็งแรงมาก โยนไปตรงไหนก็จะงอก

เด็กๆ กำลังจะจบการศึกษาของภาคเรียนนี้อีกไม่กี่วัน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำที่อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว 

คืนแรกที่เราเดินทางไปถึงโรงเรียน ผอ.ยังยีลี (Yang Yi Lee) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ กำลังทำกิมจิกับเด็กๆ จากหัวไชเท้า หัวผักกาดที่เด็กๆ ปลูกกันเองและเพิ่งเก็บมาในวันนี้ในเรือนครัวอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง น่าอร่อย เราก็เพิ่งเห็นการทำกิมจิต้นฉบับออริจินัลของเกาหลีเป็นครั้งแรก

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนระดับมัธยมเล็กๆ ที่ก่อตั้งมาเกือบ 20 ปี เริ่มมีการเคลื่อนไหวด้านการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพของเด็กนักเรียนเกาหลีที่เริ่มไม่มีความสุข เพราะกระแสเร่งพัฒนาชาติจากวิกฤตสงคราม ซึ่งกดดันผู้คนในประเทศเกาหลีใต้ให้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน

  ยังยีลี เคยเป็นครูในโรงเรียนที่โซล และต่อมาย้ายตัวเองมาที่เกาะเชจูเพราะปัญหาสุขภาพ

เธอตัดสินใจเปิดโรงเรียนทางเลือกที่เกาะเชจูนี้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ตอนแรกเปิดไม่มีใครมาสมัครเลยสักคน ในเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาทางเลือกในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขากลัวที่จะไปบนเส้นทางที่ยังไม่มีคนเดิน เธอจึงเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ปกครองของเด็กทีละหลัง และคุยกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเป็นกังวล

ผอ.เล่าให้ฟังถึงการเริ่มต้นเปิดโรงเรียน พร้อมกับนั่งจิบชาใบหัวตากแห้ง และฉีกใบบัวแห้งนั้นใส่กระปุกชาไปในที ต่อมาเราก็รู้ว่า ผอ. เป็นคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่เป็นเลย

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ผอ.เล่าต่อว่า เมื่อเธอ ผู้ปกครอง และเด็กๆ ใช้ความกล้าหาญและเขียนแบบฟอร์มใบสมัครด้วยกันได้ในที่สุด โรงเรียนนี้จึงเปิดทำการ เริ่มจากเด็กอายุ 11 ปีจาก 8 ครอบครัว และกิจกรรมแรกที่พวกเขาทำกัน คือไปเข้าค่ายอยู่ในป่าด้วยกัน 5 วัน 4 คืน เพื่อให้เข้าถึงแก่นหัวใจของปรัชญาในการก่อตั้งโรงเรียนนี้ก็คือ “อยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อแข็งแกร่ง และแบ่งปันได้มากกว่า” 

02

ความสัมพันธ์ที่ต้องเผชิญหน้า

เด็กๆ บอกว่ามีประเพณีปฏิบัติของโรงเรียนนี้ พวกเขาจะเขียนสมุดบันทึกประจำวันด้วยกันทุกวัน เวลาค่ำๆ เด็กๆทุกคนจะมารวมตัวกันเขียนสมุดบันทึกคนละ 20 นาที แล้วก็เอามาอ่านให้กันฟัง จากนั้นก็คุยกันถึงจากสิ่งที่ได้ฟังในบันทึก และประชุมงานตารางต่อว่าวันนั้นจะทำอะไรกันบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

อาซูมินเล่าให้ฟังว่า เขาบันทึกเรื่องราวที่น่าจดจำของแต่ละวัน ทั้งสิ่งที่เราทำและอารมณ์ความรู้สึก พอได้เขียนบันทึกแล้วกลับสบายใจขึ้นมาเกือบทุกครั้ง เขาชอบเวลาที่เราแลกเปลี่ยนกันอ่านบันทึกประจำวันของแต่ละคน เพราะสามารถแบ่งปันความคิด ความรู้สึกของเรา และรับรู้ความรู้สึกของคนอื่น แก้ไขข้อขัดแย้งด้วยกัน ขยับไปในทิศทางเดียวกันในทุกๆ วัน

  ยังจามูเล่าให้ฟังว่า ที่นี่โซเชียลมีเดียไม่มีความหมาย เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์แคบและผิวเผิน เราคุยออนไลน์กับผู้อื่นที่เห็นเพียงรูปโปรไฟล์ของเขา โดยที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร แต่ละคนสามารถปั้นปลอมบอกใครก็ได้ว่าฉันเป็นอย่างไรในนั้น และพวกเขาทำลายความสัมพันธ์ได้เพียงแค่บล็อกช่องทางการติดต่อของคนคนนั้น

  ชเวซูบอกกับเราว่า หลายๆ ครั้ง เวลาหลังการแลกเปลี่ยนบันทึกของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการอยู่ที่นี่แล้ว เพื่อนแต่ละคนจะวิจารณ์กันตรงๆ เธอได้พยายามในหลายๆ เรื่อง ในการทำงานหนักในฟาร์ม เรื่องการสร้างโรงเรียนจากก้อนหิน แต่การต้องรับฟังการวิจารณ์จากคนอื่นตรงๆ หนักยิ่งกว่าก้อนหินที่ต้องยกมาทั้งวันเสียอีก เธอค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจและยอมรับฟังคนอื่นได้

  คืนแรก คืนนั้น ที่เราได้อยู่ที่โรงเรียนนั้น นาฬิกาบอกเวลาว่า 5 ทุ่มกว่าๆ แล้วนะ 

มีนักเรียนคนหนึ่งระบายออกมาว่า เขาไม่พอใจในวันนี้ แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา ทุกคนก็เหมือนกับว่ายังพยายามที่จะอยู่ด้วยกัน

  กายองแชร์ความรู้สึกจากบันทึกของเธอด้วยน้ำตา เธอบอกว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยดีในการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ สองสามวันที่ผ่านมาเธอจึงเปิดประเด็นคุยกับเพื่อนๆ ในช่วงอ่านบันทึกประจำวัน

เธอบอกว่า มีเพื่อนที่พูดไม่ดีกับเธอและเพื่อนบอกว่าเธอทำงานเอาเปรียบเพื่อนๆ การพูดคุยถึงเรื่องความรู้สึกของกายองจึงเริ่มขึ้น เพื่อสืบหาความรู้สึกและเรื่องราวที่เกิดขึ้น

  เราค่อนข้างตกใจที่ได้เห็นพื้นที่แบบนั้นในคืนแรกที่ไปถึง แต่ก็ยังรู้สึกว่าโอเคที่จะจับกล้องและบันทึกภาพทุกคนที่พยายามฟังกายองและพูดคุยกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนดูเหนื่อยมาก และมีบางคนก็ผลอยหลับไป

  จนเกือบถึงเวลาตีหนึ่ง เรื่องได้คลี่คลาย ไม่มีความรู้สึกของใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และได้เห็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอที่ทุกคนจะแชร์ความรู้สึกของแต่ละคนออกมา

  ก่อนทุกคนจะแยกย้ายกันไป ถึงแม้จะเป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว ทุกคนก็ต้องทำกิจวัตรประจำวัน คือก้มลงคำนับฟ้าดิน 108 ครั้ง เพื่อแสดงความระลึก ขอบคุณ เชื่อมโยงกับทุกพลังงานในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับและส่งออกไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

03

ทักษะชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในวิชา

เช้าวันแรกของที่นั่น เราได้เกาะติดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ตื่น 6 โมงเช้า ออกไปวิ่งในป่า ทำโยคะ ทำความสะอาด กินข้าว แยกย้ายกันไปตามสายงาน โรงเรียนที่นี่ให้เด็กใช้ทักษะชีวิตไปในทุกวัน ไม่ได้แยกออกมาเป็นวิชาเรียน ทักษะการใช้ชีวิตกับเรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กๆ ต้องทำอาหารกินเอง หุงอาหาร และสร้างโรงเรียนของพวกเขาเอง

  ยางจามูบอกว่าเธอมีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวในโซล และเธอก็มีความสุขที่ได้นอนและเล่นอย่างสบายๆ แต่ที่นี่มีเรื่องที่ทำให้เธอได้หัวเราะมากกว่า มีความสุขที่ได้ทำอะไรด้วยร่างกายของตัวเอง และเธอมีช่วงเวลาที่มีความสุขมากกว่าการทำอะไรที่จับต้องไม่ได้เลยในโซล

  ทุกๆ ภาคการศึกษา นักเรียนจะต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกันหนึ่งโปรเจกต์ ปีนี้เด็กตัดสินใจสร้างห้องเรียนชุมชน เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างบ้านหินในโรงเรียนของเขาเอง และพวกเขาได้ใช้เป็นห้องเรียน ห้องประชุม ใช้งานได้อเนกประสงค์ อีกหนึ่งเหตุผลที่เราสร้างบ้านชุมชนหลังใหม่นี้ เพราะมีเด็กที่จบการศึกษาแล้วต้องการอยู่ในเกาะเชจูต่อไปไม่อยากกลับไปที่โซล แต่โรงเรียนของเขามีมีพื้นที่เล็กนิดเดียว

  เมื่อ ผอ.ยังยีลี ได้ยินเรื่องนี้เข้า เธอร่วมคิดเรื่องนี้พร้อมแนะนำว่าควรสร้างเป็นชุมชน รวมกลุ่มของผู้ปกครองของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาที่ต้องการทำชุมชนร่วมกับเราขึ้น ซื้อที่ดินผืนใหญ่ และภายในพื้นที่นั้น พวกเขาตัดสินใจสร้างบ้านสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาและขยายพื้นที่โรงเรียน

งานนี้ใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้มาก ก่อนหน้านี้เขาต้องการเพียงสร้างบ้านหลังเล็กๆ แต่ตอนนี้เรากำลังสร้างบ้านหลังใหญ่มาก

วันแรกที่เราได้เห็นอาคารหินที่เด็กๆ สร้างด้วยตัวเองก็ตกใจ มันใหญ่กว่าที่เราเห็นในภาพมากและเป็นอาคารที่จริงจัง สิ่งแรกที่เราถามเด็กๆ เมื่อได้ไปเหยียบไซต์งานจริงของพวกเขาคือ “มีวิศวกรคุมงานรึเปล่า อาคารใหญ่ขนาดนี้” เด็กๆ บอกว่า มีพี่ๆ วิศวกรมาสอนพวกเราให้รู้จักคุมงาน ดูเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นประจำสัปดาห์ แต่หลักๆ ทุกวันเด็กๆ ทำงานก่อสร้างทุกอย่างกันเอง ตั้งนั่งร้าน สกัดหิน ผสมปูน ก่อหิน ฉาบ อ๊อกเหล็ก ติดตั้งประตูหน้าต่าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โฮจุนบอกกับเราว่าพวกเขาต้องทำงานหนัก นอนน้อย พักผ่อนน้อย เราถามเขาง่ายๆ ว่าทำไมต้องทำล่ะ เขาตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า “เพราะเราเป็นคนคิด ออกแบบ และตัดสินใจกันเองว่าเราจะทำสิ่งนี้ เราจะสร้างบ้านหินนี้ ชุมชนนี้ขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของพวกเรา และเราต้องทำให้เสร็จก่อนจบการศึกษาสิ้นปีนี้ ก่อนที่หิมะจะมา เลยอาจจะดูเร่งรีบไปหน่อย แต่เราก็เป็นคนสร้างตารางเวลาที่เร่งรีบนี้ขึ้นมาเอง

“แม้บางวันยากแสนยากที่จะตื่นขึ้นมา แต่ว่าทุกวันเราตื่นมาวิ่ง โยคะ เพื่อปลุกให้ร่างกายเราพร้อม แข็งแกร่ง สำหรับเราตารางเวลาแบบนี้มีชีวิตชีวามากนะ แม้บางครั้งมันจะเหนื่อยมากๆ ท้อมากๆ”

04

รายละเอียดที่น่ารัก

รายละเอียดโดยสังเกตที่เราเห็นจากการใช้ชีวิตอยู่กับเด็กๆ และครูในโรงเรียนนี้ คือตอนกินอาหาร จะมีการร้องเพลงคล้ายๆ บทสวดเมื่อทุกคนมาพร้อมกัน ถามว่าเนื้อเพลงหมายความว่าอย่างไร เขาก็บอกว่าเป็นการขอบคุณข้าวทุกเมล็ด เพราะเมล็ดข้าวเป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ที่ให้ชีวิตให้ทุกพลังชีวิต เราจะต้องแบ่งปันพลังชีวิตนี้ให้กันและกัน เหมือนเราได้แบ่งปันของขวัญจากสวรรค์ให้กันและกัน

  เมื่อร้องเพลงจบ แต่ละคนจะตักกับข้าวที่อยากกินที่สุดให้คนข้างๆ ก่อน เป็นการย้ำเตือนตัวเองในทุกมื้อว่า สิ่งที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด ไม่ใช่อาหารตรงหน้า แต่คือความสัมพันธ์จากการรู้จักแบ่งปัน

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

โรงเรียนนี้ได้ฉายาว่าเป็น ‘โรงเรียนนางฟ้า’ ในเกาะเชจูเลยทีเดียว ใครๆ ในชุมชนต่างเอ็นดูเด็กๆ และมีส่วนร่วมช่วยเหลือโรงเรียน อย่างเช่นบ่ายและค่ำวันนี้จะมีเวิร์กช็อปงานไม้และหมอทางเลือก ครูช่างไม้จากชุมชนบนเกาะมาสอนให้เด็กๆ ฟรี เด็กๆ เรียนกันจนมืดค่ำ พวกเขาตั้งใจว่าจะได้ใช้ทักษะนี้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ของอาคารหินที่พวกเขาสร้างอยู่ 

ช่วงค่ำ เวิร์กช็อปหมอฝังเข็มจากบนเกาะเข้ามา ตอนแรกเราคิดว่ามาสอน แต่จริงๆ คือเข้ามาตรวจรักษาให้กับเด็กๆ ที่ทำงานสร้างอาคารหินกันมาอย่างหนัก ตากล้องหญิงเหล็กอย่างเราก็ไม่พ้นสายตาคุณหมอ คุณหมอเรียกให้เราเข้าไปหา แล้วก็วางกล้อง บีบไหล่ซ้ายแล้วถามว่าปวดตรงนี้ใช่มั้ย เราไม่ทันได้ร้องโอดโอยแต่ก็ได้ฝังไปหลายเข็ม เด็กๆ หัวเราะชอบใจ ขอกล้องไปบันทึกภาพเราโดนเข็มทิ่มบ้าง

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

05

ครูผู้ไม่มีอำนาจเหนือ

“เมื่อไรที่ฉันต้องการเลือกทางที่สะดวกสบายและง่าย ฉันจะคิดถึงเด็กๆ เสมอ ฉันจำสิ่งที่ฉันเคยบอกพวกเขาได้ ฉันพยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นให้พวกเขารู้สึกได้อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งนั้นทำให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อคนอื่นบ้าง”

ผอ.ยังยีลี บอกกับเราว่า ในอดีตครูพยายามปกป้องความศักดฺ์สิทธิ์ของพวกเขาโดยไม่แสดงข้อบกพร่องให้นักเรียนเห็น นั่นทำให้ครูเป็นกังวลและต้องคอยใช้อำนาจเหนือเด็กนักเรียน แต่ที่นี่ ครูกับนักเรียนใช้ชีวิตแบบเดียวกัน กิน นอน บนพื้นแข็งๆ เหมือนกัน ใช้ห้องน้ำเดียวกัน ล้างจานในกะละมังเดียวกัน ทำทุกอย่างเหมือนกัน ครูต้องแสดงให้เด็กเห็นว่า เด็กทำอย่างไรได้ ครูก็ทำได้

  “บางครั้งฉันก็อยากจะพักผ่อนมากกว่านี้ แต่มันก็ยากจริงๆ เพราะนักเรียนกำลังมองฉันอยู่ตลอดเวลา เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่เป็นคนพิเศษเลิศเลอกว่าใคร เพื่อให้นักเรียนเห็นและเรียนรู้จากสิ่งที่ฉันเป็น”

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

06

นิยามความสุขอยู่ที่ไหน

เมื่อเราถามถึงว่า ‘ความสุข’ ที่นี่นิยามกันอย่างไร

คำตอบที่ได้คือ ไม่แน่ใจ ไม่สามารถกำหนดความสุข ความสนุก แต่พูดได้ว่ามีความสุขอยู่พอสมควรทีเดียว 

  แม้ทำงานอย่างหนักและบางครั้งหลายคนก็ต้องการหลีกเลี่ยง แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาเห็นข้อบกพร่องของตัวเองและเมื่อพวกเขาได้เห็นตรงนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข เพราะเขารู้สึกว่า ถ้าเขาไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ชีวิตคงไม่เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้น

  บางคนบอกว่า ชีวิตก่อนที่จะมาที่เชจูเรียบง่ายและธรรมดา ไป-กลับ ระหว่างบ้านและโรงเรียน ติวสอบเตรียมเข้ามหาลัย แต่ที่นี่ทำให้พวกเขาได้มีมีเวลามองเดือน มองดาว และรู้สึกว่า เราอาจจะเป็นดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งที่ตกลงมาจากฟ้าก็ได้

  โซจูฮี กัปตันของโรงเรียนบอกกับเราว่า ก่อนมาเรียนที่นี่เธอเคยเป็นคนที่ชอบท้าตีกับเพื่อนๆ เพราะคิดว่าไม่มีใครรัก แต่ที่นี่ทำให้เธอกลับความคิดได้ว่า เธอควรเป็นคนที่มอบความรักให้กับผู้อื่นก่อน ถึงจะได้ความรักนั้นมา ไม่ใช่การท้าตีท้าต่อยกัน

ฤดูหนาวใกล้เข้ามา วันนี้เด็กบอกว่าจะได้แผงโซลาร์เซลล์ใหม่ ​เพื่อมาติดตั้งบนหลังคาห้องอาบน้ำสำหรับทำน้ำอุ่น เด็กๆ ต้องสร้างโครงรับแผงโซล่าร์กันเอง ฤดูหนาวนี้ เด็กๆ ก็คงไม่ต้องต้มน้ำอาบกันอีกต่อไป 

แต่สำหรับน้ำล้างจาน ผอ.ยัง ยืนยันว่าจะต้องใช้น้ำเย็นธรรมดาๆ ล้างจานกันต่อไป

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

 07

โรงเรียนพึ่งตัวเองได้

จินยอง ครูที่อยู่โรงเรียนนี้มา 10 ปีแล้ว เหมือนเป็นพี่สาวคนโตของโรงเรียนบอกว่า ที่นี่ไม่มีการทำแบบทดสอบ เหตุผลดั้งเดิมที่มีการทำแบบทดสอบในโรงเรียนคือเพื่อยืนยันว่านักเรียนมีการเรียนรู้ และตรวจสอบว่านักเรียนเรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ในปัจจุบันระบบการศึกษาของเกาหลีมีการทำแบบทดสอบเพื่อจัดอันดับและแข่งขัน และโรงเรียนนี้เชื่อว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ที่นี่ ไม่สามารถตรวจสอบจากการทำแบบทดสอบหรือข้อสอบจากรัฐ การฝึกฝนสิ่งที่เรียนรู้ในชีวิตแต่ละวันที่นี่มีคุณค่าสาระและรายละเอียดที่สำคัญกว่านั้น

ซูมินยืนยันกับเราว่า ในแต่ละวันที่เขาเขียน อ่าน บันทึกประจำวันด้วยกัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังการอ่านบันทึกนั่นมันจริงยิ่งกว่าแบบทดสอบใดๆ ในโลกนี้

  เพราะความหัวแข็งของโรงเรียนที่นี่ในเรื่องนี้ โรงเรียนจึงไม่ได้รับเงินสนับสนุกจากรัฐเลย แต่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้้น เงินทำโรงเรียนมาจากผู้ปกครองจ่ายค่าเทอม ซึ่งก็ไปเป็นค่าอยู่กินอย่างเรียบง่าย ปลูกอาหารกันเอง ทำอาหารกันเอง สร้างโรงเรียนกันเอง ค่าเงินเดือนครูเพียง 2 คน นอกจากนั้นยังมีการหารายได้พิเศษ เก็บผลิตภัณฑ์ขาย มีชาวบ้านในเกาะให้สวนส้มเด็กๆ ไปเก็บมาขาย

เด็กๆ สร้างโรงเรียนของพวกเขาเองจากก้อนหินภูเขาไฟ เติบโตเป็นผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ในเกาะเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจ และมีความสุขแบบนิยามไม่ได้ในตำราเรียนไหนๆ

Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ
Byeopssi School โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะเชจูที่ให้เด็กสร้างอาคารเรียนเองจากก้อนหินภูเขาไฟ

ติดตามเรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกนานาชาติได้ทางรายการบินสิ ThaiPBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01 ความรัก ความยุติธรรม และแรงบันดาลใจในการเก็บเมล็ดพันธุ์ 

ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้อยู่เลยว่าตื่นเต้นขนาดไหน… 

วันนั้นเป็นวันที่ได้รับอีเมลจากคนต้นแบบของเราคนหนึ่ง ทำให้เราตื่นเต้น จองตั๋วจากอินเดียไปลงเดลี แล้วจองรถไฟจากเดลี ไปที่เมืองเดราดุน (Dehradun) ทางตอนเหนือของอินเดียในวันเดียวกัน ครั้งนั้นเป็นทริปที่ไปอินเดียครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน แม้ว่าทุกครั้งจะมีเรื่องราวน่าประทับใจไม่ซ้ำกัน แต่ครั้งนี้ฉันกำลังจะได้ไปพบกับป้าคนแกร่งคนหนึ่งของอินเดียชื่อ วันทนา ศิวะ เธอตอบอีเมลด้วยตัวเอง และบอกว่ายินดีมากที่จะให้ฉันเข้าพบและสัมภาษณ์ ในช่วงบ่ายของวันหนึ่งที่ศูนย์การเรียนรู้ ‘นวธัญญะ’ (Navdanya) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย และมาหลอมรวมเป็นแม่น้ำคงคา ได้ยินมาว่าเมืองนี้สวยมาก 

นวธัญญะ หมายถึง เมล็ดพันธุ์เก้าเมล็ด และ ของขวัญใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ผู้รักษาเมล็ดพันธุ์คือผู้ให้เมล็ดพันธุ์ที่แท้จริง

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

แม้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจากไทยไปถึงที่นั่นรวดเดียว เพื่อพบ ป้าวันทนา ศิวะ เช้าวันนั้นเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ถ้าใครรู้จักเธอจากภาพข่าว บทความสัมภาษณ์ หรือสารคดีต่างๆ บทสัมภาษณ์และท่าทางของเธอออกรสออกชาติดุเดือด เมื่อเธอพูดถึงปัญหาการตัดต่อ ครอบครองเมล็ดพันธุ์ของบรรษัทยักษ์ข้ามชาติและรัฐ แต่วันนั้นเธอเดินเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความเมตตาเอ็นดู 

คำถามแรกที่พุ่งไปหาเราพุ่งไปหาเธอเลยคือ “อะไรทำให้เธอมีความกล้าและอาวุธ ที่จะต่อสู้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่จ้องจะครอบครองเมล็ดพันธุ์บนโลกใบนี้” 

เธอยิ้มอีกครั้ง แต่สายตาเธอเปลี่ยนไป ความดุดันเอาเรื่องและจริงจังส่อมาในแววตา 

คำตอบของเธอมี 3 ข้อ 

ข้อที่ 1 ‘ความรัก’ เธอบอกว่า เพราะว่าเธอเคยเป็นแม่คน และเป็นลูกสาวมาก่อน เธอทั้งรู้จักและให้และรับ ความรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข เธอบอกว่าเมล็ดพันธุ์ก็มีความรักแบบนั้นให้กับผืนดิน มนุษย์ และสรรพสิ่ง เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครครอบครอง ตัดต่อ และหาผลประโยชน์ 

ข้อที่ 2 ‘ความยุติธรรม’ ถึงให้เราแสร้งปิดตา เราก็ต้องเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวนา เกษตรกรในอินเดียที่ฆ่าตัวตายปีละเป็นแสน เพราะการหลอกลวงของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ การตัดต่อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ทำให้วิถีการปลูก การกิน การขาย เป็นไปทางที่พวกเขากำหนดได้ ไม่ว่าจะเป็นราคา วิถีการปลูกที่ต้องใส่ปุ๋ย ยา และตลาดที่พวกเขาสร้างกลไกตลาดขึ้นมา ถ้ามองเห็นความยุติธรรมนี้แล้วไม่ทำอะไร จะมีไปสู่หน้ากับชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินอยู่ทุกวันได้อย่างไร 

ข้อที่ 3 ‘แรงบันดาลใจ’ เธอได้แรงบันดาลใจจากคานธีที่ต่อสู้กับราชอาณาจักรอังกฤษ โดยใช้เมล็ดฝ้ายเล็กๆ ทำให้คนกลับมาปั่นฝ้าย ทอผ้าฝ้ายใช้เอง ไม่ใช้ผ้านำเข้าจากราชอาณาจักรในยุคสมัยนั้น และปลุกประเทศให้ได้รับเอกราชในเวลาต่อมา 

เธอคิดว่าโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชอีกครั้งของประเทศอินเดีย ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน 

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

02 ความฝันเปลี่ยนไป เมื่อรักษาภูเขาลูกนั้นไว้ได้ 

คำถามที่สอง 2 เราคือ “อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ ป้าวันทนา ศิวะ ทำในสิ่งที่ทำทุกวันนี้ ครอบครัว การศึกษา หรืออะไร”

เธอเล่าให้ฟังว่าเคยฝันจะเป็นนักฟิสิกส์ เรียนตรงมาทางสาขานั้น แต่ว่าเติบโตมาในครอบครัวนักกิจกรรมยุคคานธีที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช จุดเปลี่ยนจากนักฟิสิกส์ของเธอเริ่มจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เธอต้องออกไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งหกเดือน แทนที่เธอจะได้งานวิจัยฟิสิกส์ของเธอกลับมา เธอกลับได้มีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อรักษาภูเขาและป่าไม้ตรงนั้น ไม่ให้ถูกสัมปทานโดยบริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่นั้นการอยู่ในห้องแล็บไม่มีความหมายกับเธออีกต่อไป 

เธอเริ่มการทำงานกับขบวนการภาคสังคม เพื่อต่อสู้เรียกร้องเรื่องอธิปไตยในการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่หลากหลาย เธอทำงานในท้องไร่ ท้องนา สวนของเกษตรกรเป็นเวลาหลายปี จนเห็นว่ามันจับต้องและเห็นเป็นรูปธรรมได้ยาก จึงตั้งนวธัญญะขึ้นมา

นวธัญญะเป็นทั้งโรงเรียนเรื่องเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยเรื่องนิเวศวิทยาในการดูแลโลก ฟื้นดูดิน น้ำ และความหลากลายทางชีวภาพ ผู้สอนและผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นคุณย่าคุณยายชาวนา เกษตรกรชาวบ้านกันเอง รื้อฟื้นความรู้พื้นเมืองที่อุดมไปด้วยอารยธรรมเชิงนิเวศของคนรุ่นก่อน 

นวธัญญะ มีธนาคารเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองจากชุมชนทั่วอินเดียกว่า 150 แห่ง โดยการออม แบ่งปัน และเพาะพันธุ์พันธุ์พื้นเมืองจาก 22 รัฐในอินเดีย เก็บโดยการ ปลูก กิน แจกจ่าย เมล็ดพันธุ์จึงจะมีวงจรชีวิตจริง 

นวธัญญะ ทำให้อาหารไม่ใช่สินค้าที่ผลิตด้วยสารพิษและสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งผลักดันให้สัตว์สูญพันธุ์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แพร่โรคภัยไข้เจ็บ และโรคระบาดใหญ่ 

อาหารคือชีวิต อาหารคือสุขภาพ การปลูกอาหารในระบบนิเวศ คือการดูแลโลกและการฟื้นฟูดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อคุณเชื่อมต่อโดยตรงผ่านการรับประทานอาหารออร์แกนิก เพื่อดูแลสุขภาพและสุขภาพของผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภค และโลก ไปด้วยกัน 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

03 กลับมาเรียนรู้จากคนรุ่นย่ายาย 

คำถามที่ 3 คือ “เธอเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์นี้จากไหน” 

เธอชี้ไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะเมล็ดข้าวโพด เธอบอกว่าป้าคนนั้นชื่อ บิจา (Bija) เป็นคนทำงานในบ้านของเธอตั้งแต่ยังเล็ก ลำพังเธอเองโตมากับการศึกษากระแสหลักในโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้หรอก ตอนที่เธอประกาศว่าจะทำโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์ เธอก็ให้ป้าบิจาพาไปที่หมู่บ้านที่ป้าเกิด และเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่นั่น 

เธอได้เห็นพันธุ์ข้าวที่ไม่กลัวน้ำท่วม แต่จะสูงกระโดดยืดขึ้นมาในเวลาที่น้ำหลาก ได้เห็นพันธุ์มะเขือเทศหลายสิบชนิด และพืชพรรณธัญญาหารอื่นๆ ที่เธอไม่เคยได้กินมาก่อนในชีวิต เธอจึงขอให้ป้าบิจามาเป็นครูคนแรกของโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งนี้ รวมทั้งเชิญคุณป้าคุณย่าคุณยายที่อยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศอินเดียมาเป็นครู และแลกเปลี่ยนรวบรวมความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยทุกคนนำเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเองและบรรพบุรุษเก็บสะสมต่อเนื่องกันไว้มาที่นี่ด้วย การเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จากบรรพบุรุษ ได้ถูกส่งต่อไปให้กับชาวนาเกษตรกรทั่วประเทศอินเดียแล้ว 

ที่นี่ยังทำงานวิจัย มีอาสาสมัครนักฝึกงานที่มาทำฐานข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวิภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเธอเคยเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน เธอจึงต้องการฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วย 

วันที่เราไป เรายังได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี ที่มาเข้าเรียนโปรแกรม Earth Democracy University พวกเขาบอกว่าคอร์สเรียนมีระยะเวลา 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรกต้องเขียนหลักสูตรการเรียนรู้ขึ้นมาเอง จากการได้ลงภาคสนามไปอยู่กับชาวนา เกษตรกร สืบค้นปัญหา ทดลองปฏิบัติ จนเข้าใจชีวิตและกลไกและหายนะของการครอบครองตัดต่อพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ในสังคมอินเดียก่อน จากนั้นพวกเขาถึงจะได้เริ่มสืบค้นหาคำตอบ และวิธีการที่จะนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมและความหลากหลายกลับมา 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

04 การศึกษาผลิตผู้บริโภคที่เชื่อง 

คำถามสุดท้าย “การศึกษาในกระแสหลักมีส่วนทำให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านและความหลากหลายหายไปได้อย่างไร” 

เธอหัวเราะให้คำถามนี้ และมีคำตอบที่ทำให้เรายิ้มไม่ออก เธอบอกว่าการศึกษาในโรงเรียนในสถาบันทุกวันนี้ ได้แต่สอนให้เราไปเป็นลูกจ้างของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเปลี่ยนวิถีให้เราเป็นผู้บริโภคที่เชื่อง เราคิดว่าเราเป็นผู้มีการศึกษาเลือกอยู่เลือกกินได้ แต่ที่ไหนล่ะ ในตลาดทุกวันนี้มีพืชพันธุ์ผักอยู่ไม่กี่ชนิด ล้วนเป็นพืชพันธุ์ผักที่ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ขนส่งและเก็บได้นาน แต่หารสชาติที่แท้จริงของพืชพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้เลย เราจึงต้องพึ่งสารปรุงรสต่างๆ ในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย การศึกษาส่งเราไปในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และสุดท้ายเก็บเงินเพื่อรักษาตัวในบั้นปลายชีวิต 

นวธัญญะนอกจากเป็นโรงเรียนสำหรับชาวนา เกษตรกร นักกิจกรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนที่มีการศึกษาแล้วรู้ตัวว่าได้เดินออกไปไกลจาก ปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิตที่แท้นั่นก็คือ ปัจจัย 4 อาหาร บ้าน ยา และความสุขเรียบง่ายที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ดิน น้ำ อากาศบริสุทธิ์ ผีเสื้อ ดอกไม้ มากกว่านี้ อะไรอีกที่ชีวิตเราต้องการนักหนา 

และที่นี่ทำให้คนเห็นว่า เมื่อเรามีพื้นฐานในชีวิตที่เรียบง่ายมากเท่าไหร่ เราก็จะแบ่งปันได้มากกว่า 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

05 การส่งต่อเมล็ดพันธุ์

หลังจากได้พบกับ ป้าวันทนา ศิวะ ที่นวธัญญะในทริปอินเดียครั้งนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับอินเดียอีกเลยในอีกหลายปี 

เมล็ดพันธุ์ที่ ป้าวันทนา ศิวะ ได้มอบให้ ไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์สักเมล็ดที่จับต้องได้ในวันนั้น สิ่งที่ป้าวันทนาได้ส่งต่อให้ฉัน อาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอยู่ในใจของฉันมาตลอด วันหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสปักหลักลงดิน สร้างอาณาจักรเล็กๆ สวนศิลป์บินสิ Films Farm School ของฉันเอง ฉันก็ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ และส่งต่อของขวัญและเมล็ดพันธุ์ให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งในไร่นาสวน และในใจของพวกเขา  

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load