เรามาถึงบ้าน อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ เจ้าของ By Myself Handcrafted แบรนด์เครื่องหนัง ที่ตอนนี้มีสตูดิโอเล็กๆ ในช่างชุ่ย ในเวลาสายๆ วันที่อากาศพอเรียกเหงื่อ หลังก้าวขาผ่านรั้วเหล็กสีดำ เช่นเดียวกับฟาซาดสุดเท่ที่เปลี่ยนบ้านหลังนี้ให้โดดเด่นไปจากทาวน์โฮมที่ขนาบทั้งสองข้าง ความเย็นตาจากสวนเล็กๆ ข้างบ้าน ช่วยให้ลืมความร้อนชั่วครู่

อูในชุดอยู่บ้าน ออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสบายๆ เขารีบเปิดปะตู ชวนให้เราเข้าไปหลบร้อน ระหว่างรอช่างภาพเดินทางมาจากบ้านที่ห่างกันเพียงระยะเวลา 1 นาที

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

เราใช้จังหวะนี้กวาดสายตาไปรอบๆ (ไม่ได้ตั้งใจแอบดู)

บนโต๊ะไม้ตัวเขื่อง มีสมุดเล่มเล็กซึ่งเต็มไปด้วยลายมือเปิดค้างหน้าออกแบบปลอกหุ้มมีดพับ ข้างกันมีของจริงที่ยังเย็บไม่เสร็จดีนักวางเรียงไว้ เขาว่าเป็นของใหม่ที่ใช้เวลาว่างระหว่างช่วงกักตัวทดลองทำไว้ขาย

เขาเล่าเรื่องกระเป๋าและแอคเซสซอรี่จากหนังแท้ ที่บรรจงเย็บด้วยมือทีละชิ้น ตั้งแต่ชิ้นเล็กอย่างปลอกกุญแจ จานวางของ รองเท้า เก้าอี้ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่

ฟังแล้วไม่ต่างจากบ้านหลังนี้ จนคล้ายจะเป็นวิธีเดียวกัน

เย็บเอง

ย้อนกลับไปในวัยมัธยม อูใช้เวลาหลังเลิกเรียนเย็บกระเป๋าและสารพัดของทำมือ เขาสนุกกับการทดลองและลงมือทำเอง จนเขยิบไปทำเพื่อฝากขายตามสยามบ้าง เซ็นเตอร์พอยต์บ้าง หรือบางวันเขาก็ไปขายเองบ้าง

หลังเรียนจบปริญญาตรี อูหอบเงินราว 30,000 บาท ลงทุนเปิดร้านขายของแฮนด์เมดและของแต่งบ้านชิ้นเล็กที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ซึ่งส่วนมากเป็นงานอะคริลิก ก่อนหันมาจับงานเครื่องหนังแท้ทั้งหมด

“เราเริ่มต้นจากการที่เราอยากได้ของบางอย่างแล้วมันไม่มีคนทำ จนรู้สึกว่าทำเองก็ได้ พอทำแล้วเราทดลองใช้จนกว่าจะรู้สึกชอบ ถึงค่อยทำออกมาขาย เพราะเราคิดว่าทุกครั้งที่นั่งเย็บ ถ้าเราไม่อินกับมันหรือความรู้สึกมันไม่ใช่ เราจะไม่ทำ แต่ถ้าอันไหนเราทำแล้วชอบ มองแล้วมันสวย ต่อให้เราคิดเองคนเดียวก็ตาม พอถึงมือลูกค้า เราเล่าความตั้งใจของเราให้เขาฟัง ของของเรามันดูจริงใจและส่งพลังออกมาได้” ชายหนุ่มเล่าพลางหยิบกระเป๋าใบสวยออกมาให้เราดู

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

จากที่คิดจะทำแค่ลองทำให้รู้ เจ๊งก็เลิก ความรู้สึกนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความรักเสียแล้ว รู้ตัวอีกทีเขาก็ทำเรื่อยมาจนย่างเข้าสู่ปีที่ 17 และยังคิดออกแบบ เลือกหนัง ตัด ตอก เย็บ และขายด้วยตัวเองทุกขั้นตอนเช่นวันแรก

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

หาบ้านเอง

เมื่อกิจการขยับขยาย ชายหนุ่มเริ่มมองหาพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใหญ่ แต่ก็ต้องไม่เล็กจนเก็บข้าวของและอุปกรณ์ตัดเย็บเครื่องหนังอย่างเป็นสัดส่วนไม่ได้ ด้วยความคุ้นชินกับฝั่งธนฯ บ้านหลังเดิมก็อยู่ย่านจรัญสนิทวงศ์ และเพื่อนๆ มีบ้านแถวนี้ ยิ่งทำให้เขาไม่คิดลังเลหากต้องลงหลักปักฐานย่านบางขุนนนท์

“ผมว่ามันเงียบดี” เขาเกริ่นพลางรินน้ำใส่แก้ว แล้วยื่นให้แทนคำเชื้อเชิญ

“ถนนสั้นๆ เหมือนเป็นทางลับ คล้ายกับเอกมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว มีทุกอย่างในถนนเส้นเดียว สถานีตำรวจ วัด สวนสาธารณะ แล้วบางขุนนนท์ของกินเพียบ เคยนั่งคุยกันกับเพื่อนว่าที่บางขุนนนท์กินข้าวได้หนึ่งเดือนไม่ซ้ำร้าน ก๋วยเตี๋ยวมีครบทุกประเภท และถูกด้วย มาบ่อยๆ รู้สึกชอบ พอช่วงที่จะมาซื้อบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์เข้าทุกซอย หาอยู่พักใหญ่ แล้วก็มาเจอบ้านหลังนี้ เป็นทาวน์โฮมสี่ชั้น สภาพคือเละมาก เพราะบ้านทิ้งร้างไว้ห้าปี ทุกอย่างพัง ฝ้าพัง น้ำท่วม แต่พอเราเข้ามารู้สึกว่ามันเย็น รู้สึกโอเค และแปลกมากที่ราคามันหยุดอยู่อย่างนี้มาห้าปีแล้ว” อูเล่าพลางนึกย้อนไปวันแรก

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

รีโนเวตเอง

เมื่อเจอบ้านที่ถูกใจ ลำดับถัดไปคือการรีโนเวตบ้าน

“รื้อทุกอย่างใหม่หมดครับ แทบจะไม่เหลือของเดิมเลย

“คือซื้อบ้านเราเอาแต่เสา คาน ผนังข้างหน้าพวกนี้ ผมทุบหมดเลย ของเดิมมันเป็นช่องหน้าต่างเล็กๆ แต่เราอยากมองไปไกลๆ อยากให้มีช่องแสงเข้ามาเยอะๆ เลยทุบใหม่แล้วเปลี่ยนเป็นกระจก ราวบันไดก็สร้างใหม่

“พอซื้อบ้านเก่าโครงสร้างดีมาก ไม่ร้าวเลย ตอนที่ทุบไม่มีพวกอิฐมวลเบาเลย มีแต่อิฐส้มทั้งหลัง ข้อดีอีกอย่างของบ้านเก่า คือตอนทุบ ทุบได้โดยไม่รู้สึกผิด ถ้าเป็นบ้านใหม่ของทุกอย่างมันทำมาใหม่ ทุบทิ้งรู้สึกผิดแน่ๆ”

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

เมื่อไม่ลังเลใดๆ เขาจัดการทุบครั้งใหญ่ แล้วค่อยๆ สร้างตามแบบแบบที่วาดไว้ (ในหัว)

สารพัดหนังสือแต่งบ้านที่ชอบอ่านเป็นประจำ กลายเป็นคลังไอเดียชั้นยอด เขาไม่ใช่สถาปนิก บางอย่างที่ไม่รู้จะอธิบายกับช่างอย่างไร วิธีที่ง่ายและลดความเข้าใจผิดกันได้มากที่สุด คือการแปะ Reference ไว้เต็มกำแพง

“เรามีแผนคร่าวๆ ประมาณหกสิบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มาดูหน้างานอีกส่วนหนึ่ง วันที่เราเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ในสภาพเดิม เชื่อไหม พอเราหลับตาก็เห็นว่าจะทำออกมาหน้าแบบไหน ส่วนที่เป็นเรื่องโครงสร้าง เราก็ขอคำแนะนำจากเพื่อนที่เป็นสถาปนิก

“สำหรับเรา ถ้าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เลือกเองทุกชิ้น มันจะไม่มีความรู้สึกที่ว่า อันนี้ไม่ชอบเลย อันนั้นไม่ใช่ เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องไปซื้อของเองทุกอย่างเอง ไฟ กระเบื้อง ไม้ อิฐ ไปบุญถาวรเป็นร้อยรอบ ไปบางโพ ขนไม่ได้ก็สั่งให้เขาเอามาส่ง แล้วเราก็ไม่อยากพลาดอะไรสักอย่างเดียว เพราะกลัวช่างทำออกมาแล้วไม่เป็นอย่างที่คิด เลยมาคอยดูทุกวัน มาช่วยทำด้วย ทำไฟ เดินท่อสายไฟ ทาสี”

เขาใช้เวลาร่วมปีในการทำให้บ้านหลังนี้เป็นที่ที่เขาอยากอยู่ และอยู่มาจนเข้าสู่ปีที่ 6 แม้อูจะแอบสารภาพว่าเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและโหดมาก แต่เชื่อเถอะว่าแววตาที่เราเห็นนั้น ทอประกายอย่างคนซึ่งหลงรักบ้านตัวเองและภูมิใจที่ได้สร้างขึ้นมากับมือไม่ผิดแน่

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

แต่งเอง

นั่งคุยกันครู่ใหญ่ ถึงเวลาขอเยี่ยมชมให้ทั่วบ้าน อูอาสาเป็นไกด์พาเดินไปเล่าไปอย่างนึกสนุก จับชิ้นไหน เขาก็เล่าที่มา ที่ไป และที่ทำได้หมด

ทั้งสี่ชั้นมีพื้นที่ใช้สอยราว 200 ตารางเมตร แม้ในบ้านไม่ติดแอร์เลย แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าร้อนจนทนไม่ไหว นั่นเป็นข้อดีของการเปิดพื้นที่ให้โปร่งโล่ง และเติมสีเขียวของต้นไม้แทรกไว้ทุกมุมของบ้าน

ชั้นแรก เป็นโถงรับแขกที่ทุบห้องน้ำเดิมออก เปลี่ยนห้องใต้บันไดเป็นห้องเก็บของ ปิดด้วยประตูไม้เลื่อน เติมอารมณ์ให้บ้านอบอุ่นปนเท่

เบรกผนังไม่ให้เรียบนิ่งจนเกินไปด้วยอิฐโชว์แนว เลือกที่ก้อนใหญ่และเผาจนได้สีแตกต่างกัน วางสลับอ่อนเข้ม เคล็ดลับที่เขาว่าจำมาจากหนังสือ คือถ้าไม่อยากให้อิฐสีส้มมาก ตอนฉาบให้ใช้ฟองน้ำเช็ดให้ปูน เบลนด์ๆ จะได้สีจะดร็อปลง

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

โคมไฟแขวนเพดานที่เลือกและออกแบบเองกับมือให้ห้อยยาวลงมาจากชั้นสี่ ลดหลั่นเรียงตัวตามระดับชั้น รับหน้าที่เป็นของตกแต่งชิ้นเอกที่ช่วยให้บ้านดูดีได้แบบไม่ต้องทำอะไรมาก

ถัดเข้าไปตามแนวลึก เขากั้นกระจกโครงเหล็กสีดำ แบ่งพื้นที่ด้านหลังให้ครัวขนาดเล็ก เปิดช่องหลังคาให้สูงขึ้นไปอีกชั้น และเจาะช่องสกายไลต์ให้แสงเข้าช่วงกลางวัน เพื่อควบตำแหน่งมุมทำกาแฟและอ่านหนังสือเพลินๆ ยามว่าง

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน
บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

บ้านเก่าหลังนี้มีแปลนน่าสนใจอยู่อย่าง คือมีบันไดนอกบ้านสู่ชั้นสอง ซึ่งตรงขึ้นสู่พื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ผ่านห้องรับแขก เป็นดีไซน์ตามขนบฝรั่งที่ฮิตในราวช่วงสามสิบกว่าปีก่อน

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

ชั้นสอง มอบพื้นที่ให้มุมนั่งเล่นโดยรวมทุกอย่างที่ชอบเอาไว้ ทั้งหนังสือ เครื่องเล่นไวนิล แผ่นเพลง โซฟาขนาดพอดี ซึ่งบางทีรับหน้าที่เป็นเตียงยามเพื่อนๆ มาสังสรรค์

โต๊ะไม้สำหรับวางลำโพง เขาเอาไม้บันไดเก่าที่รื้อออกมาเชื่อมเข้ากับเหล็ก ส่วนที่เหลือก็นำไปทำชั้นวางหนังสือและของตกแต่งเข้าคู่กัน

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน
บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

“ชอบฟังเพลงครับ เวลาฟังเพลง ทำนู่นทำนี่ไปด้วยได้ มีช่วงหลังๆ มีเวลามากขึ้น ฟังเพลงวันละประมาณชั่วโมง สังเกตดีๆ จะมีอุปกรณ์ฟังเพลงอยู่ทุกชั้นเลย

“เซ็ตลำโพงชุดนี้เป็นของเก่า ซื้อตั้งแต่ปี 1977 ซึ่งน่าทึ่งมาก เครื่องเล่นซีดี ลำโพงสองตัว ตอนนั้นสามอันนี้ราคาหมื่นห้า พ่อผมซื้อโดยที่เขาเงินเดือนพันห้า เขาเล่าให้ฟังว่าเก็บเงินเป็นปี เป็นของไม่กี่อย่างมั้งที่แพงกว่าตอนซื้อ แล้วเราดูแลอย่างดี จนถึงตอนนี้ยังใช้ได้เหมือนเดิม”

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

พื้นที่ทำงานของตัวเอง

ขอพักหอบที่ชั้นสามสักครู่ ชั้นนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีเพียงห้องนอนและห้องแต่งตัว โดยผนังด้านนอกตกแต่งด้วยอิฐเปลือยผิวเหมือนชั้นล่าง ระหว่างรอ อูเล่าให้ฟังว่าทั้งสี่ชั้น เขาทำความสะอาดด้วยตัวเอง แถมบ้านนี้ยังไม่มีเครื่องซักผ้าด้วย นั่นแปลว่าเขาซักผ้าเองด้วยมือ ซึ่งทำมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้

ชั้นสุดท้าย ยกให้เป็นที่ทำงานเล็กๆ

ขึ้นมาถึงชั้นนี้ อูชี้ชวนให้สังเกตกระเบื้องที่ตั้งใจไล่สีแต่ละชั้นให้ค่อยๆ เข้มขึ้น จากเทาอ่อน เทากลาง เทาเข้ม และเทา (เกือบ) ดำ นอกจากสีกระเบื้อง

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

แปลกใจเล็กน้อยที่เขาเลือกชั้นสี่ให้เป็นพื้นที่เวิร์กช็อป แม้ว่าจะเป็นชั้นที่ร้อนที่สุด เขาไม่ได้สนตรงนั้น แต่แสงธรรมชาติและวิวซึ่งมองเห็นจากสวน ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ต่างจังหวัดต่างหาก อูแก้ปัญหาด้วยการติดฉนวนกันร้อนให้หนาขึ้น และยังใช้ประโยชน์จากความร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้หนังในสต็อกขึ้นราด้วย

“งานที่เราทำอยู่มันไม่ต้องใช้เครื่องมือเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่มือเรา บวกอุปกรณ์แค่นิดหน่อยก็สร้างงานได้ แต่ด้วยเนื้องานมันเยอะมาก ที่นี่เลยเอาไว้เตรียมหนัง สต็อกหนัง เก็บของบางอย่าง ที่ร้านก็เอาไว้ทำงานบางส่วน ส่วนที่สำคัญจริงๆ แค่วันละสองสามชั่วโมงที่ร้าน พอเดี๋ยวนี้ยิ่งชิลล์ ตอนเช้านั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ บ่ายไปร้านทำงาน บางวันตื่นเช้ามาทำงานเลยก็มี บางครั้งอยู่บ้านแล้วมีไอเดียก็ขึ้นมานั่งทำ มาสเกตช์แบบบ้าง

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน
บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

“ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าบ้านเอาไว้พักอย่างเดียว เราออกจากบ้านไปเพื่อทำงาน กลับบ้านมาก็จะไม่เอางานมาทำ ยกเว้นตอนเช้าที่เราตื่นมาเตรียมอะไรนิดหน่อย พอเราเลิกขายที่เอเชียทีคช่วงหกเดือนนั้น เราเอางานทุกอย่างกลับมาทำที่บ้าน กลายเป็นว่าช่วงเวลาพักหายไปหมดเลย เพราะงานมันอยู่ตรงนั้นเอง แล้วแรงกระตุ้นในการทำงานก็หายไปด้วย เพราะนี่คือบ้าน เพราะมองมามันก็เป็นโซฟานั่งฟังเพลง ก็เลยปนกันไปมั่วหมด เลยคิดว่าอย่างน้อยมีที่เล็กๆ แยกออกไปจากบ้านหน่อย พอไปถึงปุ๊บนั่งทำงาน แต่ก่อนเราอยู่ที่ร้านหกเจ็ดชั่วโมง เวลาสั้นลงเรื่อยๆ ไปเพื่อแค่ทำแล้วก็กลับ

“เราเคยอยู่ในยุคที่ทำงานทุกวันทั้งปีไม่เคยหยุด แต่พอมองกลับไป ต่อให้ได้เงินเท่านั้นก็ไม่เอาแล้ว ทุกวันนี้ทำงานวันละแค่สามสี่ชั่วโมง มันโอเคกว่าเยอะ เรารู้สึกว่าไม่ต้องหามากก็ได้ เอาแค่พอประมาณ จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องบ้าคลั่งไปกับมันมาก จะได้มีเวลากลับมา

“ยิ่งเรามีเงินมากเท่าไหร่เรายิ่งใช้เยอะ พอทำงานน้อยลง รายได้น้อยลงก็ดีอีกอย่าง คือเราไม่อยากได้หรืออยากซื้อของบ้าบอ ทุกวันนี้เราเห็นของชิ้นเดิม แต่กลับรู้สึกอีกแบบหนึ่งว่าซื้อมาทำไม นี่ห้าพันนะเนี่ย เราต้องทำงานสองวันนะ ต้องเย็บกระเป๋าใบหนึ่งนะถึงจะได้มา”

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

แบรนด์และบ้านที่เป็นตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

ของเย็บมือทีละชิ้น หล่อหลอมให้เขารักการลงมือทำอะไรเอง ไม่ต่างจากการทำบ้านหลังนี้ ที่สุดท้ายทำออกมาเหมือนอย่างภาพอยากเห็น อยากให้เป็น และอยากอยู่

“ไหนๆ เราเลือกทำอาชีพนี้แล้ว มันเป็นอาชีพที่เราสร้างขึ้นมา เราอยู่กับมันมา เหมือนขอใช้สิทธิ์นี้ในการใส่ตัวเองเข้ามาร้อยเปอร์เซ็นต์ ”

เช่นเดียวกับบ้าน

“เราไม่เคยรู้สึกเลยสักครั้งเดียวว่าไม่น่าทำแบบนี้เลย เรารู้อยู่แล้วว่าไลฟ์สไตล์เราเป็นแบบไหน บางฟังก์ชันเราคิดตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้”

บ้านของ อู-ธนวัฒน์ ควนสุวรรณ แห่ง By Myself Handcrafted ที่รีโนเวต by himself ทุกขั้นตอน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

จะมีบ้านสักกี่หลังกันเชียวที่ตั้งโจทย์รีโนเวตบ้านเก่า จากเพลง 3 เพลง… 

เป็นเพลงของเธอ ของเขา และ ‘ของเรา’ บ้านที่เขาให้คำนิยามว่า เป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษ ซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแมว 3 ตัว และคน 2 คน

ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ และ ดีดี้ ห้วยทราย คือชื่อแมว

จ๋า-วาสุธา และ ม่อน-คุณวุฒิ นั่นชื่อคน 

ทั้งสองไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่เลือกลงหลักปักฐานทำงานทำการที่นี่ ทั้งคู่เคยรีโนเวตบ้านทาวน์เฮาส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างถูกใจ แต่มีเหตุต้องย้ายเพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป จึงหาบ้านหลังใหม่ใต้คอนเซ็ปต์ซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและทั้งสองเพิ่งเริ่มงานประจำใหม่ เลยตั้งใจเลือกสถาปนิกมารีโนเวตบ้าน ตามความต้องการที่ว่า สมาชิกหลักของบ้าน 3 ตัวต้องอยู่สบาย มีที่วางตำแหน่งแห่งที่ให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและของสะสมอย่างลงตัว ขอห้องทำงานโปร่ง แสงธรรมชาติเข้าได้  และให้บรรยากาศของบ้านอวลอยู่ในท่วงทำนองของเพลง 3 เพลง คือ Champagne Supernova ของ Oasis, No Surrprise ของ Radiohead และ Stop Where You Are ของ Corinne Bailey Rae  

Champagne Supernova เพลงของเรา

“ผมเลือกเพลงหนึ่ง จ๋าเลือกเพลงหนึ่ง และเราเลือกเพลงหนึ่ง เพราะ Champagne Supernova จ๋าก็ชอบเหมือนกัน… ผมอยากเริ่มอย่างครับว่า 3 เพลงนี้ไม่ใช่ 3 เพลงที่ผมกับจ๋าชอบที่สุด ไม่ใช่เพลงที่ Represent ตัวตนของเรา แต่ Represent บ้านเรา (เสียงจ๋าแทรกขึ้น “บรรยากาศที่เราอยากอยู่”) ใช่ ๆ ฉะนั้นมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุด แต่เราคิดว่าเราจะอยู่กับ Vibe ของบ้านยังไง เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ แล้วเพลงไหนที่เราฟังได้โดยที่เราไม่เลี่ยน ไม่เบื่อมัน” 

ม่อนและจ๋าอธิบายเริ่มต้นถึงแนวคิดในการปรับปรุงบ้าน ไอเดียเลือกเพลงให้สถาปนิกนำไปขบคิดและตีโจทย์ออกมาเป็นหน้าตาบ้านที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ และ HUES Development ก็สามารถออกแบบได้อย่างลงตัว 

ม่อนขยายความต่อถึงเพลงนี้ว่า “ผมคิดว่าเพลงเพลงนี้ของวงโอเอซิสเป็นเพลงที่คลาสสิก แล้วก็ฟังได้ไม่มีวันเบื่อ เป็นมาสเตอร์พีซ และผมกับจ๋าก็อยากให้บ้านของเรา ที่แม้ว่าโทนสีหลัก ๆ จะเป็นสีขาวกับไม้ แต่เมื่อเวลาเปิดไฟแล้วมันจะมีแสงเป็นสีชมพู เป็นสีที่อาจจะไม่ใช่สีของแชมเปญเป๊ะ ๆ แต่อยู่ในบรรยากาศนั้น 

“และเนื้อเพลงก็สำคัญนะ ในเพลงมีท่อนหนึ่งที่พูดว่า Where were you while we were getting high? ประมาณว่า บ้านนี้เป็นที่ที่เราอยากจะกลับมา มาอยู่กับแมวเรา อยู่กับที่ของเรา อยู่กับ Vibe ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้น มันต้องอยู่ครบ ไม่ใช่ครบแค่ผมกับจ๋าเท่านั้นนะ แมว ๆ ก็ต้องอยู่ครบ 

“จ๋ากับผมไม่ใช่คนเชียงใหม่ ก็เหมือนเรามาเริ่มต้นที่นี่กัน 2 คน ฉะนั้น Vibe ที่จะทำให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ ไม่ขาดหายไปต้องเป็นอย่างนี้นะ ตอนที่คิดถึงเพลงนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเนอะ (หันไปทางจ๋า) คิดถึงแมวด้วย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวเรา” 

How many special people change?

How many lives are living strange?

Where were you while we were getting high?

ในชีวิตเรามีคนที่เข้ามาแล้วก็ไป ทุกคนก็ใช้ชีวิตไปในแบบของตัวเอง นี่เราก็อยู่ของเรา แล้วคุณล่ะไปอยู่ที่ไหนกัน ขณะที่เรามีความสุขกันอยู่ ไม่ได้สิ ‘เรา’ ต้องอยู่ด้วยกัน

ม่อนพูดถึงเนื้อเพลงท่อนนี้ให้ฟังก่อนจะแปลแบบเร็ว ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองคนมองว่าคือหัวใจหลักของบ้าน และนอกจากเนื้อเพลงแล้ว เขายังบอกว่า ท่วงทำนองของเพลงฟังแล้วให้พลัง 

“ผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงประเภทนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าบ้านมันเกี่ยวอะไรกับเพลง แต่เมื่อบ้านเสร็จและผมลองเข้ามาอยู่บ้าน แล้วลองเปิดเพลงพวกนี้ฟัง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างที่เราอยากอยู่และเพลงก็เข้ากับบ้านเลย อันนี้ผมต้องให้เครดิตสถาปนิกมาก ๆ” 

สถาปนิกที่พูดถึง คือบริษัท HUES Development ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับโจทย์การทำงานเป็นเพลง 3 เพลง ที่นอกเหนือไปจากฟังก์ชันและภาพรวมของบ้านที่อยากได้ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการทำงานว่า เปิดฟัง 3 เพลงนี้วนไปวนมาตลอดการทำงาน และตีความออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนของบ้าน วางแพนโทนสี และดีไซน์อย่างที่เห็นนี้ 

“เราตีความออกมาเป็น Abstract มากกว่า ลองดูเมโลดี้ของเพลงแล้วก็ใส่เส้นเคิร์ฟไปให้มันดูสมูท ทั้งเรื่องขององค์ประกอบของบ้าน สี ก็มาทางวอร์มโทน เอิร์ธโทน และใส่กิมมิกรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัสดุที่ไม่ได้ดูเรียบร้อยเกินไป คือมีความเหลื่อมกันของสี รู้สึกเหมือนกับเพลงที่มีโน้ต มีเมโลดี้ต่าง ๆ แต่มาอยู่แล้วกลืนกัน มีความรู้สึกนี่คือบ้าน มีความอบอุ่น 

“ถ้าจะบอกว่าบ้านเป็นสไตล์อะไร จริง ๆ จะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ถ้าพูดรวม ๆ ก็ว่าได้ว่ามาจากยุค 80 90 เพราะแนวเพลงของคุณม่อนอยู่ในยุคนั้น เหมือนฟังเพลงแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ยังอยู่ในช่วงนั้น เข้ากับการใช้แผ่นเสียง ของสะสม และเราก็ผสมโมเดิร์นเข้าไปด้วย” 

การรีโนเวตหลัก ๆ คือการเปิดพื้นที่ด้านล่างจากที่กั้นห้องย่อย ๆ ให้ทะลุถึงกัน แล้วออกแบบพื้นที่การใช้งานใหม่ ชั้นล่างเปิดโล่งเชื่อมต่อกันตั้งแต่พื้นที่ห้องนั่งเล่น พักผ่อน ห้องครัว และเดย์เบดที่ปรับเป็นมุมทานข้าวได้ และด้านข้างนั้นยังเป็นประตูเล็กออกไปสู่กรงแมวด้านนอก ให้สมาชิกหลัก 3 เหมียวเข้าออกนอกในบ้านอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะวิ่งหลุดออกไปนอกบ้าน 

ม่อนเล่าถึงตรงนี้ว่า แมวกลายเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนของเราไปแล้ว พอมาทำบ้านนี่ก็เป็นโจทย์หลักของเราด้วยนอกจากชีวิตเราสองคน ก็คือบ้านต้องเข้ากับแมวด้วย บอกคุณออมว่าขอให้แมวอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับเรามาก เพราะแต่ก่อนต้องคอยเก็บอึในบ้าน ซึ่งคนที่เลี้ยงแมวจะรู้ และมันจะมีกลิ่นแน่นอน ถึงจะดูแลยังไงก็ตาม แต่อันนี้สบายเลย และก็ทำให้มีที่ให้วิ่งเล่น”

ห้องที่เจ้าของบ้านประทับใจมากคือ ห้องทำงานด้านล่างของคุณม่อนที่ปรับมาจากห้องซักล้างและเก็บของ โดยผลักฝ้าด้านบนเปิดทะทุขึ้นไป เพื่อให้เกิดช่องแสงอย่างที่ต้องการ ส่วนฝ้าที่ถูกดันขึ้นก็ออกแบบยกพื้นให้กลายเป็นเตียงเล่นระดับในห้องทำงานของคุณจ๋า กลายเป็นมุมนอนเล่นในวันทำงาน หรือห้องนอนแขกก็ได้ 

No Surprise เพลงของเขา

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่บ้านหลังนี้จะอวลไปด้วยท่วงทำนองของเพลงต่าง ๆ หากรู้ว่าม่อนเป็นนักฟังเพลงจริงจัง เป็นนักดูคอนเสิร์ตที่แทบไม่พลาดทุกคอนเสิร์ตของวงโปรด และเป็นนักวิจารณ์เพลงที่เขียนให้กับนิตยสารเพลงอย่าง Music Express ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แม้ทุกวันนี้จะทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม เขาก็ยังเป็นนักฟังเพลงอย่างจริงจังไม่เคยเปลี่ยน การฟังเพลงของเขาอยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ลงลึกไปถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ชีวิตของศิลปินที่ชื่นชอบ

“การฟังเพลงของผมมันเป็นมากกว่างานอดิเรก กลายเป็นชีวิตผมไปแล้ว ถ้าผมชอบเพลงไหน ผมจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว สามสี่วัน แล้วผมก็จะไม่ฟังมันอีกเลย ดังนั้น เพลงไหนล่ะที่ผมฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เพลงนั้นจึงเป็นที่มาของบรรยากาศบ้านที่ผมอยากอยู่ 

“ตอนเลือกเพลงของผม มีหลายเพลงมากที่เข้ามาให้รู้สึก แวบแรกผมนึกถึง No Surprise ของ Radiohead ก่อน ถ้าเทียบกับเพลงอื่นของวง เพลงนี้อาจจะไม่ได้ดังมาก แต่เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เราตั้งสติได้ เป็นเพลงที่เวลาฟังปุ๊บมันจะหม่น รู้สึกไร้พลัง เกิดสภาวะบางอย่างเหมือนเราอยากเอนตัวลงบนฟูกแล้วก็คิดทบทวนกับตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสภาวะแบบนี้เราควรทำในชีวิตบ่อย ๆ 

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีสติ ผมฟังบ่อยมากก่อนจะทำงานที่ต้องคิดเยอะ ๆ ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ของผม หรือว่างานเขียนต่าง ๆ มันไม่ใช่เพลงที่ให้ Vibe ที่ว้าว ปัง อลังการ หรูหรา แต่เป็น Vibe ธรรมดาที่เราจะไม่มีทางเลี่ยน ไม่มีทางเบื่อ อยู่กับมันได้เรื่อย ๆ ไปตลอด โดยที่กราฟจะนิ่ง ไม่ขึ้นไม่ลง ฟังแล้วก็ฟังได้อีก สำหรับผม Vibe ของบ้านมันควรจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็จะเห่อบ้านอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็จะไม่อะไรกับบ้าน ไม่อยากดูแลบ้านละ ผมอยากให้มันเป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษสำหรับเรามากกว่า”

ถามนักฟังเพลงอย่างม่อนว่า แล้วเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงไหม

“ถ้าเรื่องเสียง ความเงียบสงบ ผมว่าเชียงใหม่เหมาะมาก ๆ เลย อธิบายอย่างนี้ดีกว่า ผมว่า Vibe กรุงเทพฯ เหมาะกับการฟังดนตรีสด คือผมเป็น Concert-goer นะ ก่อนโควิดผมไปไม่ต่ำกว่า 10 เพราะฉะนั้นกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการฟังคอนเสิร์ตอิมพอร์ตอันดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเชียงใหม่มันไม่มี แต่ว่าถ้าเราพูดถึงดนตรีสดแบบแจ๊ส แบบแจมมิ่ง ใครขึ้นไปแจมก็ได้ เชียงใหม่ก็ยังเป็น Vibe ที่ดี 

“ถ้าพูดถึงการฟังดนตรีแบบตั้งใจฟังอยู่ที่บ้าน เชียงใหม่อาจจะเหมาะกับผมมากกว่ากรุงเทพฯ อันดับหนึ่งคือ บ้านผมพ่อแม่อยู่ ถ้าฟังก็คงรบกวนเขา อันดับสองคือ ผมอยู่สาทร เมืองที่แม้ว่าตอนกลางคืนรถไม่ติด แต่ก็ยังมีเสียงแตร เสียงบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่มีความเงียบชนิดที่ว่าเราจะตั้งใจฟังเพลงได้ เพราะฉะนั้น Vibe ในเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงคนเดียวที่บ้าน และอาจจะมีบรรยากาศอย่างอื่นเสริมเข้ามาอีก เช่น บ้านเราอยู่ตีนดอย ฟังโฟล์กจากฟิลาเดลเฟีย The Milk Carton Kids ซึ่งเป็นวงที่ผมชอบ ก็เหมาะมากเลย ตอนเช้ามีหมอกลงนิด ๆ เป็น Vibe ที่เข้ากั๊นเข้ากัน ผมคงจะฟังโฟล์กในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มู้ดมันก็คงไม่ไหว” 

ในห้องทำงานของม่อน มีกรอบรูปดึงดูดสายตาอยู่กลุ่มหนึ่ง ม่อนบอกว่านี่คือ Set List เพลงในคอนเสิร์ตที่เขาไปฟัง “ผมไปขอเขา แล้วไปขอลายเซ็นจากนักดนตรี” เรื่องเล่าของ Set List ฟังสนุกมากหลากที่มา ล่าสุดนั้นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่จัดขึ้นในช่วงโควิด ลักษณะ Live จากสตูดิโอ และส่ง Set List กับบัตรมาให้ทางบ้าน

“ถ้าเทียบกับโปสเตอร์ที่ยังมีวงการเก็บสะสม Set List อย่างนี้คนยังไม่ค่อยเก็บ ผมหมายถึงในเมืองไทยนะ แต่ต่างประเทศก็มีราคานะ” 

Stop Where You Are เพลงของเธอ

โลกนอกบ้านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ได้อยู่กับสิ่งที่รัก วางใจลงจากความวุ่นวาย และเป็นตัวของตัวเองที่สุด คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้บ้านมีความหมายอย่างนั้น เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งเพลงของเธอที่เลือกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่านี้ 

“เป็นแนวเพลงโซลออกแจ๊ส ฟังแล้วสบาย ๆ แบบที่เราอยากให้บ้านอยู่ในบรรยากาศนั้น คือเราเป็นสาวออฟฟิศเนอะ กลับบ้านมาก็อยากรู้สึกได้พักผ่อน ได้รู้สึกอบอุ่นในบ้านของเรา และจ๋าดูที่เนื้อเพลงด้วยค่ะ ประมาณว่า แสงตอนเช้าที่เข้ามานะ ให้หยุดอยู่กับตรงนี้ ที่คุณอยู่แล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิต อาจจะมีความคล้ายกับม่อนนิด ๆ ที่มันสะท้อนตัวเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ จ๋าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และได้รู้จักนักดนตรี 2 คนที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ คือคนนี้ Corinne กับ นอร่า โจนส์ เลยเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่ตอนนั้น คือจ๋าฟังเพลงอยู่ไม่มาก ก็เลยเลือกเพลงของเขามา เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่”

ความกลมกลืนของบ้าน ความอบอุ่นในแสงไฟยามค่ำ สีของอิฐที่วางตัวเก๋ด้านหน้าล้อไปกับโค้งของฝ้าเพดาน กรอบหน้าต่าง สีของไม้ กระเบื้องสีแชมเปญ งานศิลปะภาพเธอและเขาจากศิลปิน Aura ที่จ๋าชื่นชอบ โปสเตอร์คอนเสิร์ต ภาพจิ๊กซอว์ ฟรีดา คาห์โล เคียงคู่ ดิเอโก ริเบรา เสียงเพลงจากแผ่นเสียง และ ฟรีดา ดีดี้ และ โอดอย คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ความรู้สึกถูกเติมเต็ม

จ๋าเล่าถึงที่มาของงานศิลปะผลงาน Aura ว่า เลือกเป็นภาพในงานแต่งงานแทนภาพพรีเวดดิ้ง เป็นภาพในการ์ดเชิญ 

“จ๋าเห็นผลงานคุณออร่าจากไอจี ก็ติดต่อไปค่ะ บอกไปว่าอยากได้ภาพที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เขาส่งสเก็ตช์มา แล้วเราก็เลือกภาพกัน เราประทับใจในความประณีตของเขา ม่อนขอให้เขาทำแมวให้ เขาก็เติมให้มีรายละเอียด มีหนวด มีขนแมวด้วย (ยิ้ม)” 

“ผมคิดว่าแมวเป็นอีกปัจจัยในชีวิตนอกจากการฟังเพลง กลับมาบ้าน มาเหนื่อย ๆ มาเจอแมวที่เรารับมาเลี้ยง 3 ตัว ความเหนื่อยก็หายไป บางคนใช้คำว่าทาสแมว ผมคิดว่าคำนี้มีปัญหา ไม่ใช่ทาสหรือไม่ทาสนะ แต่มันเป็นสมาชิกในครอบครัว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะบอกว่ามันเป็นทาสเราก็ไม่ใช่อีก คือมันไม่ได้น่ารักเหมือนหมาไง มันมีนิสัยประหลาด ๆ เช่น ขี้อิจฉา ขี้หงุดหงิด บางวันอยากอ้อนให้เราดูแล บางวันไม่อยากให้ยุ่ง แล้วเราคงให้มันทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ 

“แต่ถ้าเรามองว่าเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว เออ นี่ไง สมาชิกในครอบครัวเรามันมีคนแบบนี้ไง มีแมวแบบที่กรัมปี้หน่อย มีแบบขี้อ้อนหน่อย มีแบบไนซ์ที่ดูแลคนในครอบครัว มีแมวที่ขี้กลัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับคน มีแมวที่เป็นอินโทรเวิร์ตสักตัว ก็เป็นสีสันของสมาชิกในครอบครัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้”

“แมว 3 ตัว ชื่อ ฟรีด้า ดีดีเย่ และโอดอย ทั้ง 3 ตัวมี ด เด็ก เรียกง่าย ๆ ว่า ด้า ดี้ ดอย ได้ และผมตั้งให้มันคล้องจองกัน คือ ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ แล้วก็ดีดี้ ห้วยทราย 3 ที่ที่มันถูกเลี้ยงดูขึ้นมา” 

เวลาพูดถึงแมว ดวงตาม่อนส่องประกายตลอดเวลาไม่ต่างจากเวลาพูดถึงเพลงเลย เขาบอกว่า ตอนที่ยังมีฟรีด้าเพียงตัวเดียว มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องไปเวิร์กชอปที่ซานฟรานซิสโก วันนั้นเขาเข้าไปชมหอศิลป์ แล้วเกิดคิดถึงฟรีด้าขึ้นมา (คิดถึงมากกว่าจ๋าเหรอ “ใช่ๆ”) (หัวเราะ) 

เขาจึงเลือกซื้อจิ๊กซอว์รูปฟรีด้านี้กลับมา “พอกลับมาบ้าน ก็มาช่วยกันต่อกับจ๋า” ภาพนี้แขวนอยู่บริเวณครัวทางเชื่อมต่อไปห้องทำงานของม่อน 

“ไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดนาน ๆ ก็จะคิดถึง เพลงมันฟังที่ไหนก็ได้ แต่แมวที่เราเลี้ยงไม่มีที่ไหนนอกจากที่บ้านเรา”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load