“หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลไปจากความเจริญ ย่อมเป็นที่อยู่ของชีวิตเล็กๆ ที่อาจจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับคุณหรือใครก็ตามที่ต้องต่อสู้กับเรื่องราวใหญ่โต แต่ความหมายของชีวิต วัดกันด้วยถิ่นที่พวกเขาถือกำเนิด การได้รับการศึกษา การยกย่องจากสังคมอย่างนั้นหรือ เมื่อคุณอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง จะปล่อยเฉยโดยมิได้สนใจไยดีชีวิตอื่นในสังคมอื่นเลยละหรือ”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ข้อความด้านบนเป็นถ้อยคำของ นิพพานฯ ในคำนำของวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก อ่านดูแล้วคล้ายเป็นข้อความตัดพ้อเรื่องความไม่เท่าเทียม แต่ก็ดูเป็นคำเชิญชวนให้ออกเดินทางออกไปทำความรู้จักกับสถานที่และเรื่องราวที่เราไม่คุ้นเคย

The Cloud Journey 05 : ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นการเดินทางที่เกิดขึ้นก่อนฝนจะทิ้งช่วง เราชวนผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ไปทำความรู้จักเรื่องราวเล็กๆ ที่เป็นฉากหลังของวรรณกรรมเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ที่จังหวัดสงขลา

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ทริปนี้เราเดินทางพร้อม อาจารย์มกุฏ อรฤดี เจ้าของนามปากกานิพพานฯ ผู้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เจ้าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และผู้นำทางกิตติมศักดิ์ให้แก่พวกเรา โดยมี ม.ล.วราภา อุกฤษณ์ ผู้ตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นแขกรับเชิญพิเศษที่จะมาเล่าเบื้องหลังของหนังเรื่องนี้ 

ผีเสื้อและดอกไม้ ได้รับยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่มีคุณค่าที่สุดเล่มหนึ่งของไทย วรรณกรรมเล่มนี้กวาดรางวัลมากมาย และภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมเล่มนี้ก็ได้รางวัลทั้งในและต่างประเทศมากมายเช่นกัน 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

แต่ในทริปนี้สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นรายละเอียดเพียงส่วนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเรื่องราวเบื้องหลังของนักเขียนหนุ่ม (ในขณะนั้น) ที่เขาอยากจะเล่าผ่านน้ำหมึก ตัวตนของเขาที่ถูกสะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญชิ้นนี้ และวันเวลาครึ่งศตวรรษในอาชีพคนทำหนังสือที่มีเรื่องเล่าสนุกสนานไม่แพ้นิยายดีๆ 

ในวันแรกของทริป พวกเราล้อมวงที่ Misiem’s อาคารเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์โดย พี่เหมียว-เกล้ามาศ ยิบอินซอย เพื่อฟังเรื่องราวของอาจารย์มกุฏเมื่อครั้งยังเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ ณ อำเภอเทพา อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดสงขลา 

การนั่งสนทนาครั้งนั้น หลายคนมองหาความเป็นเด็กชายฮูยันในตัวของอาจารย์ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

เด็กชายมกุฏ 

“พ่อของผมไม่รู้หนังสือและแม่ของผมก็เรียนหนังสือถึงแค่ประถมสอง ผมเป็นลูกคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือ เพราะพี่ๆ โชคร้ายเกิดมาตอนที่มีสงครามและครอบครัวก็ยากจน” อาจารย์พูดถึงตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมคุณสมบัติในการที่จะเป็นคนสลักสำคัญ แต่ยังโชคดีที่มีพ่อและแม่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการเกิดมาในสถานะไหนก็ไม่สำคัญเท่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร

แม่ของอาจารย์เป็นนักค้าขายข้ามชาติทั้งๆ ที่ฟังภาษาต่างประเทศใดๆ ไม่ออกทั้งสิ้น แต่อาศัยว่าอำเภอเทพาอยู่ติดชายแดน จึงรับคลื่นวิทยุจากสิงคโปร์ได้ เมื่อฟังซ้ำๆ ทุกวัน เธอจึงจับใจความจากภาษาจีนได้ว่ามันเป็นการบอกราคารับซื้อยางพาราที่สิงคโปร์ เธอก็เลยรู้ว่าราคายางพาราที่สิงคโปร์ต่างจากไทยเท่าไหร่ แล้วทำราคาจากตรงนั้น จนกอบกู้ฐานะครอบครัวจากที่ยากจนขึ้นมาได้

ถึงแม้ตัวจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่แม่ของอาจารย์ก็เห็นความสำคัญของการศึกษา เมื่อครอบครัวมีฐานะดีขึ้นแล้ว แม่ก็เลยส่งอาจารย์ไปเรียนที่โรงเรียนแสงทองวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำในอำเภอหาดใหญ่ แม้จะเป็นโรงเรียนฝรั่งที่เข้มงวด แต่ก็มีขุมทรัพย์ใหญ่โตคือห้องสมุดประจำโรงเรียนที่มีนิตยสาร วารสารใหม่ๆ มาส่งทุกสัปดาห์

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

เมื่อได้ไปอยู่ในเมืองอาจารย์เลยมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือ หนังสือเล่มแรกที่เด็กชายมกุฏซื้อก็คือ ศรีธนญชัย ซื้อที่ร้านแพร่พิทยาในอำเภอหาดใหญ่ และก็เลือกซื้อแบบปกแข็งด้วย เพราะมันสวยกว่า 

“แม่ไม่ได้รวยแต่ก็ส่งไปเรียนโรงเรียนดีๆ เพราะคิดว่าควรจะให้ลูกไปได้แบบที่ควรจะไป แม่เข้าใจด้วยว่าชอบอ่านหนังสือ แต่ที่เทพาไม่มี ผมไปอยู่โรงเรียนประจำสามปี รู้สึกว่าเป็นสวรรค์ของเด็กเลย” อาจารย์พูดประโยคนี้ด้วยแววตาเป็นประกาย

หลังจากเรียนที่โรงเรียนประจำได้ 3 ปี อาจารย์ก็ขอแม่กลับบ้าน เพราะเกรงใจที่ค่าเล่าเรียนแพง อาจารย์มกุฏได้ไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมในอำเภอเทพาซึ่งเปิดมาได้แค่ 2 ปี และไม่มีห้องสมุด 

“ผมไปถามครู ครูบอกว่าไม่มีงบประมาณ ผมก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่างบประมาณคืออะไร ผมรู้แต่ว่าที่นี่ควรจะมีหนังสือ สัปดาห์ต่อมาผมก็เริ่มรวบรวมค่าขนมจากเพื่อนที่อยากอ่านหนังสืออีก 8 คน สมัยนั้นเราได้วันละ 1 บาท ทุกวันมันต้องใช้ มันจำเป็น เด็กต้องกินขนม แต่ก็ยอมอดขนมแล้วเรี่ยไรกันมาได้เงิน 9 บาท ไปซื้อนิตยสารได้ 4 ฉบับ นั่นเป็นห้องสมุดแรกที่ผมทำ ตอนนั้นอายุ 13 ปัจจุบันนี้โรงเรียนนั้นมีหนังสือเป็นหมื่นเล่มจากการเรี่ยไรกันเอง โดยใช้เวลาทั้งหมด 25 ปี มันไม่ยุติธรรมเลย เด็กในเมืองมีหนังสืออ่านเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เด็กในเทพาไม่มีสิทธิ์อ่านหนังสือ ไม่มีหนังสือให้อ่าน เพราะรัฐบาลไม่มีงบประมาณให้แก่โรงเรียนในชนบท

“จากนั้นผมก็ตั้งใจว่าผมจะทำให้ทุกคนในประเทศไทย อ่านหนังสือให้ได้”

คนทำหนังสือ

เราเรียกอาจารย์มกุฏว่าอาจารย์ แต่กว่าครึ่งชีวิตการทำงาน อาจารย์ไม่ได้เป็นอาจารย์แม้จะจบวิชาครูมาก็ตาม อาจารย์ตั้งใจเดินทางบนเส้นทางของนักเขียนผู้พยายามจะไปสู่การเป็นบรรณาธิการ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนอ่านหนังสือ

เด็กหนุ่มชื่อมกุฏในวัย 16 ปี หอบหิ้วความรู้สึกไม่ยุติธรรม ที่ชาวบ้านไม่มีหนังสืออ่าน มาทำงานที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง แล้วต่อมาก็ได้เป็นนักเขียนบทความเรื่องการเมือง และใช้นามปากกาว่า นิพพานฯ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อาจารย์เล่าถึงนามปากกานี้ว่า “เมื่อเรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูสงขลาผมทำหน้าที่บรรณาธิการ พอต้องหานามปากกาใหม่ก็เปิดพจนานุกรม เจอคำว่านิพพาน เป็นคำที่ดูสวยและเสียงก็เพราะ พอเปิดดูความหมายก็เห็นว่าเรายังไปไม่ถึง แต่ว่าอยากจะใช้แล้ว ก็เลยเอาอย่างนี้ดีกว่า ยังไม่นิพพานก็ใส่ไปยาลน้อยเข้าไป ขณะนั้นอายุ 17 – 18 ปี เริ่มเขียนให้สำนักพิมพ์การเมืองทั้งหลายแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้กับต้นฉบับการเมืองเท่านั้น แต่พอใช้ไปแล้วมันดังมาก ขนาดจอมพลประภาสส่งคนมาตาม ก็เลยคิดว่าควรใช้หากินต่อไป พอเขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง ทุ่งดอกไม้ก็ เลยใช้นามปากกานี้และก็ใช้เรื่อยมา

“ผลงานชิ้นแรกที่ได้ตีพิมพ์ ผมเขียนตอนอายุ 19 และเขียนแบบที่เป็นชาวบ้าน ผมเป็นคนต่างจังหวัด ก็เลยมีสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ไม่เห็น แต่ผมเห็น ผมเห็นว่าคนของเราขาดโอกาส ไม่มีหนังสืออ่าน ไม่มีความรู้ จึงต้องเป็นกรรมกรที่ต้องแบกของจนกระทั่งแก่ และตายไป ไม่มีโอกาสให้เขาได้ทำอย่างอื่นเลย มันไม่ยุติธรรม”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

เมื่อเริ่มออกเดินก้าวแรกตอนอายุ 19 ปี อาจารย์ก็เริ่มมีความหวังว่าอยากจะเขียนจนเปลี่ยนแปลงอะไรได้ “แต่ความหวังนั้นก็เหมือนลูกคลื่น” อาจารย์บอก “เดี๋ยวก็มีหวังเดี๋ยวก็หมดหวัง ผมมีความหวังมาเป็นระลอกจนถึงวันนี้ ด้วยเรื่องเดียวคืออยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ” 

คลื่นความหวัง

ช่วงปี 2514 – 2528 อาจารย์ได้เปลี่ยนบทบาทจากคนทำบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ไปเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ซึ่งก็ยังคงตอบโจทย์เรื่องการอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ แล้วก็ยังเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์เขียนและพิมพ์วรรณกรรม ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา

“ผีเสื้อและดอกไม้เปลี่ยนชีวิตอาจารย์ไปอย่างไรบ้าง” มีคนถาม

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

“มันทำให้ผมต้องเปิดเผยตัวมากขึ้น ทำให้ผมไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้หนังสือมีชื่อเสียง และทำให้คนได้อ่าน” อาจารย์ตอบ

ปี 2521 วรรณกรรม ผีเสื้อและดอกไม้ ตีพิมพ์ครั้งแรก และได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือแห่งชาติในปีเดียวกัน

ปี 2528 ผีเสื้อและดอกไม้ กลายมาเป็นภาพยนตร์ โดย ยุทธนา มุกดาสนิท และได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 7 รางวัล รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีเดียวกันกับที่ออกฉาย

ปี 2562 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกหยิบยืมจากหอภาพยนตร์แห่งชาติโดย ม.ล.วราภา อุกฤษณ์ เจ้าของรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ มาฉายให้พวกเราหลายคนได้ดูเป็นครั้งแรก และหลายคนก็ถือโอกาสได้นึกถึงวันเก่าๆ ณ a.e.y.space ของ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอายุ 35 ปีแล้ว แม้บรรยากาศในเรื่องจะดูเก่าไม่คุ้นตา แต่เรื่องราวในภาพยนตร์ก็ยังเข้ายุคเข้าสมัย เรื่องราวของระบบการศึกษาที่มีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดในการเข้าถึงมากมาย จนทำให้แม้คนที่อยากจะลืมตาอ้าปากก็เรียนหนังสือไม่ได้ เรื่องราวของชาวมุสลิมที่มีความเชื่อและความหมายที่งดงาม เรื่องความรักแบบเด็กๆ ของฮูยันและมิมปี ก็ยังทำให้คนดูยิ้มเขินได้ไม่ว่าจะยุคไหน และฉากกองทัพมดบนหลังคารถไฟตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก ก็ทำให้ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องในยุคนี้ถึงกับต้องอาย

หลังจากฉายภาพยนตร์จบ อาจารย์มกุฏถึงกับบอกว่า “ผมไม่เคยผิดหวังเลย ทุกครั้งที่ได้ดูก็ยังรู้สึกว่าดีอยู่ มีภาพยนตร์น้อยเรื่องที่ทำให้วรรณกรรมดีขึ้น และภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้วรรณกรรมดีขึ้นมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีส่วนทำให้หนังสือมีชื่อเสียง ได้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียน และก็ได้ตีพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” 

บ้านเกิดของผีเสื้อ

วันที่สองของการเดินทาง อาจารย์มกุฏพาพวกเราไปที่อำเภอเทพา บ้านเกิดของอาจารย์ และบ้านเกิดของ ผีเสื้อและดอกไม้

ระหว่างทาง อาจารย์พาพวกเราไปหยุดที่ทุ่งกว้างแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันไม่มีอะไร แต่เมื่อปี 2518 มันมีความเงียบ ที่อาจารย์บอกว่ามันทำให้เขามีความสุขมาก 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

บ้านกลางทุ่ง ที่ด้านหลังเป็นภูเขาและด้านหน้าเป็นทะเล อยู่ในพื้นที่ซึ่งยุคนั้นเรียกว่าพื้นที่สีชมพู เนื่องจากบริเวณชายแดนอย่างอำเภอเทพามีการจับกุมการขนยาเสพติดเป็นจำนวนมาก รัฐจึงกำหนดให้เป็นพื้นที่อันตราย แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันยังเป็นบ้านและชุมชนที่ยังคงต้องช่วยเหลือและดูแลกันและกัน

“ชาวบ้านจะจัดเวรกันมานอนเป็นเพื่อนผมวันละสองคน เย็นๆ ก็จะเดินข้ามทุ่งมา มีปืนคนละกระบอก ผมอยู่ตรงนี้เวลามีคนจะคลอดลูกก็ชอบมีคนมาตามให้ผมไปช่วย ใครทำผิดมาก็ชอบมาขอหลบ แต่รวมๆ แล้วที่นี่เป็นบ้านที่เงียบ สงบ ผมอยู่ที่นี่แล้วมีความสุขมาก”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

หลังจากอยู่ที่นี่เพื่อจะได้ใกล้ชิดแล้วก็เฝ้าดูความเป็นอยู่ของผู้คนนาน 1 ปี อาจารย์ก็ใช้เวลาเพียง 11 คืนในการเขียนต้นฉบับ ผีเสื้อและดอกไม้ และบ้านหลังนี้ก็โดนรื้อออกตามคำสั่งของแม่ของอาจารย์ ตอนที่อาจารย์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปส่งต้นฉบับ 

แม้บ้านกลางทุ่งจะไม่อยู่แล้ว แต่หลายฉากสำคัญและเรื่องราวของ ผีเสื้อและดอกไม้ ยังคงอยู่ 

โรงเรียน

ที่ต่อมาที่พวกเราไปแวะคือโรงเรียนเทพา ซึ่งเป็นโรงเรียนของฮูยัน ที่ที่ฮูยันเอาไอศครีมแท่งมาขายและเป็นที่ที่ทำให้ฮูยันได้รู้จักกับมิมปี 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ในเรื่อง ฮูยันได้ปลูกต้นหูกวางเอาไว้ที่โรงเรียนต้นหนึ่ง ในวันที่ทางโรงเรียนกำหนดให้เป็นวันต้นไม้ เขาดูแลรักษาต้นหูกวางต้นนั้นจนวันที่เขาต้องออกจากโรงเรียนไป 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ที่โรงเรียนวันนี้ก็มีต้นหูกวาง แต่ก็ไม่มีอะไรบอกได้ว่ามันเป็นต้นหูกวางของฮูยันหรือเปล่า 

สถานีรถไฟ

ห่างจากโรงเรียนไป 1 กิโลเมตรเป็นสถานีรถไฟเทพา และบ้านที่อยู่ในวัดของฮูยัน พ่อ และน้องๆ ของเขา สถานีรถไฟเทพาเป็นสถานีเล็กๆ แม้เราจะไม่ได้เจอกองทัพมด และความคึกคักของสถานีที่บรรยายในหนังสือก็แทบไม่เหลือให้เห็น แต่เรื่องสนุกคือการนั่งมองรถไฟขบวนต่างๆ ที่ยังคงผ่านมาและผ่านไปเพื่อขนผู้คน สัมภาระ ความหวัง และความฝัน ขึ้นเหนือล่องใต้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา
ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ทางรถไฟที่ผ่านสถานีเทพาเป็นทางรถไฟสายมลายูที่ผ่านจากชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ไปจนถึงช่องเขาขาดที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเส้นทางขนอาวุธในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเส้นทางที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย แต่ทุกวันนี้สถานีเทพาก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ บนเส้นทางที่ไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว

นอกจากพวกเรา อาจารย์จึงได้เชิญผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรมให้มารู้จักสถานีรถไฟเทพาด้วย เพื่อจะเสนอให้พัฒนาอำเภอเทพาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวรรณกรรม โดยการบูรณะของเดิมให้น่าท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้อำเภอเทพาไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่าน ชาวบ้านก็จะได้มีรายได้มากขึ้น ผู้คนก็จะได้มีโอกาสมากขึ้น 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

สถานีรถไฟเทพาเป็นสถานีที่สวยมาก ทางเข้าสถานีเป็นทางโค้ง และทางออกก็เป็นทางโค้ง ซึ่งเมื่อพ้นโค้งไปจะเห็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเทพาสีดำตัดกับฟ้าใสๆ เป็นภาพที่น่าลงอินสตาแกรมสุดๆ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

สะพานนี้มีความพิเศษและเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง ทั้งในสมัยนั้นและในสมัยนี้ เพราะว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ไม่มีตอม่อกลางสะพาน แต่ยังรับน้ำหนักมหาศาลของรถไฟได้ สะพานนี้สร้างโดยวิศวกรชาวเยอรมัน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้ขนของจากเมืองหลวงไปขายที่ประเทศมาเลเซีย 

อาจารย์มกุฏบอกว่า “สมัยผมเป็นเด็ก สะพานนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลกของผมเลย แล้วถ้าคุณยืนตรงใต้สะพาน เวลาที่รถไฟวิ่งผ่าน คุณจะได้ยินเสียงที่แรงสั่นของสะพานไปกระทบกับน้ำทำให้เป็นเสียงบรรเลงที่ไพเราะมาก” 

คนเทพา

ผู้คนที่อำเภอเทพาตื่นเต้นมากกับการมาเยือนของคนสำคัญอย่างอาจารย์มกุฏ ทุกคนที่เราพบ ล้วนแต่เล่าให้ฟังถึงความเกี่ยวข้องของเขา หรือคนที่เขารู้จัก กับภาพยนตร์ ผีเสื้อและดอกไม้ กันทั้งนั้น บางคนอยู่ในหนัง บางคนเคยเดินผ่านฉาก บางคนเคยได้ยินเรื่องเล่า บางคนถึงกับเคยทำอาหารส่งกองถ่าย

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ถึงเราจะเห็นว่าวันนี้ทุกคนดูมีความสุข แต่อาจารย์กลับบอกว่า “คนเทพาเคยมีความสุขกว่านี้ วันนี้ผมเห็นว่าเขามีความทุกข์ เพราะการพัฒนาที่ไม่ใส่ใจความเป็นอยู่ของชาวบ้าน” 

ตอนนั่งเรือเที่ยวแม่น้ำเทพา พวกเรามีแขกพิเศษเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อปกป้องเทพา ทั้งคุณหมอ นักข่าวท้องถิ่น และชาวบ้านธรรมดาที่กำลังจะถูกยึดบ้านเพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างโรงไฟฟ้า คนธรรมดาเหล่านี้ต้องต่อสู้กับอำนาจและความสำคัญของเรื่องที่คนทั่วไปบอกว่ายิ่งใหญ่และสำคัญกว่า แต่ใครจะคิดบ้างว่าอะไรจะยิ่งใหญ่และสำคัญไปกว่าบ้าน และอนาคตของลูกหลานของตัวเอง

ช่วงนี้ทำให้เราเห็นความไม่ยุติธรรมที่อาจารย์พูดถึง และเห็นความตั้งใจแก้ปัญหาจากคนที่สร้างโอกาสขึ้นมาด้วยตัวเองอย่างอาจารย์มกุฏ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อาจารย์บอกตัวแทนชุมชนที่มาพบว่า “ถ้าทุกคนในชุมชนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่เอา ก็คงไม่มีใครทำอะไรได้ แต่วันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะยังมีคนที่ยังไม่ได้ข้อมูลของสิ่งที่จะเกิดขึ้น และไม่มีความรู้ความเข้าใจ มันไม่ใช่ความผิดของเขา มันเป็นความไม่ยุติธรรมที่ทุกคนไม่เท่าเทียม พวกเราต้องส่งเสริมความรู้ แทนที่จะใช้ความรุนแรง เพราะความรุนแรงมันไม่ช่วยอะไรเลย”

“แด่ความรักต่อกัน ความหมาย และการมีชีวิต” เป็นคำโปรยที่อยู่ในหนังสือ ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นสิ่งที่อาจารย์บอกว่าอยากบอกผ่านตัวละคร และเราว่ามันเป็นบทสรุปของสิ่งที่พวกเราได้มาพบเจอที่เทพาวันนี้  “ถ้าเราเข้าใจสามอย่างนี้เราก็คงจะอยู่กันอย่างปกติสุข” อาจารย์ฝากไว้ให้คิด

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

พวกเราเที่ยวเล่นอยู่ที่เทพากันทั้งวัน จนทำให้คิดถึงเด็กๆ ในเรื่องที่ไม่ควรจะต้องมีความกังวลอะไร แต่สถานการณ์ชีวิตไม่อนุญาตให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น แม้ทั้งวันจะมีแดดจ้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ฮูยันก็มาทักทายเราบ้างเป็นระยะๆ ในรูปแบบของสายฝน (ฮูยัน แปลว่า ฝน แต่มิมปีแปลว่าอะไรอาจารย์บอกว่าจำไม่ได้) คนที่นั่นบอกว่าเป็นปกติของภาคใต้ที่ฝนจะมาเร็วไปเร็ว ฟังดูคล้ายกับความเจริญอันไม่ยั่งยืนที่ใครก็ตามพยายามจะยัดเยียดให้เทพา

ร้านหนังสือเล็กๆ

วันสุดท้ายของการเดินทาง หลังจากพลาดข้าวยำโบราณที่พวกเราหมายมั่นปั้นมือเพราะร้านปิดวันจันทร์ เราก็ไปรวมตัวกันที่ร้านหนังสือเล็กๆ ของ อริยา ไพฑูรย์ อดีตบรรณาธิการวรรณกรรมเยาวชนที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เพื่อฟังเรื่องราวของ ผีเสื้อและดอกไม้ กันต่อ

ร้านหนังสือเล็กๆ

ราว 20 ปีก่อน มีร้านหนังสือเล็กๆ เกิดขึ้นที่ถนนพระอาทิตย์ ในกรุงเทพฯ ความลับหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อนก็คือ อาจารย์มกุฏมีส่วนสำคัญกับร้านนี้ คือเป็นคนตั้งชื่อร้าน ช่วยออกทุน และเป็นคนขนหนังสือไปวางขาย 

“ชื่อร้านผมว่ามันต้องแปลก ก็เลยให้ชื่อว่าร้านหนังสือเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าดี แต่ชื่อที่แปลกนี้กลับกลายเป็นอุปสรรค เพราะเวลาสั่งซื้อหนังสือจากสายส่ง สายส่งจะลดเปอร์เซ็นต์ให้เราน้อย เพราะคิดว่าร้านหนังสือเราเล็ก” อาจารย์เล่าให้ฟังสนุกๆ พร้อมบอกว่าถ้าเปิดร้านหนังสืออีกจะตั้งชื่อว่า “ร้านหนังสือใหญ่ๆ” 

Know a book from its cover 

ที่ร้านหนังสือเล็กๆ อาจารย์มกุฏเล่าให้เราฟังเรื่องการทำหนังสือ ผีเสื้อและดอกไม้ ผ่านเรื่องของ ‘ปก’ ทั้งที่ใครๆ ก็บอกว่าอย่าเอาปกมาตัดสินหนังสือ แต่อาจารย์มกุฏบอกว่า “หนังสือที่ดีต้องงามตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงเรื่องราวข้างใน”

เราคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เคยรู้ว่าการทำปกหนังสือมันจะมีเรื่องราวมากมายขนาดนี้ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ปกที่สร้างคนสำคัญ

การพิมพ์ครั้งที่หนึ่งของ ผีเสื้อและดอกไม้ อาจารย์มกุฏเปิดโอกาสให้คนอย่างน้อย 2 คนได้กลายมาเป็นคนสำคัญในวงการหนังสือทุกวันนี้ 

คนแรกคือ ช่วง มูลพินิจ ผู้วาดรูปประกอบให้ และเขาเพิ่งจะได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติไปเมื่อ 2 ปีก่อน และ ปกรณ์ พงศ์วราภา (ผู้ก่อตั้งนิตยสาร GM) ผู้ดูแลรูปเล่ม ผู้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานคนทำหนังสือในปัจจุบัน

ตอนนั้นทั้งสองยังคงเป็นมือใหม่ในวงการ อาจารย์มกุฏยังยอมรับเองว่าทั้งปกและการวางรูปเล่มก็ยังไม่ได้ถูกใจที่สุด แต่มันก็มีเรื่องที่ให้ทั้งเขาและทีมงานได้เรียนรู้มากมาย 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อีกคนหนึ่งที่ได้โอกาสครั้งแรกๆ เป็นการทำปกหนังสือผีเสื้อและดอกไม้คือ อภิชัย วิจิตรปิยกุล เขาเข้ามาทำงานตอนเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เพิ่งจบจากศิลปากร ปกที่เขาทำแม้อาจารย์จะรู้สึกว่ามันไม่ลงตัว แต่อาจารย์ก็ให้โอกาส และสิบกว่าปีต่อมา อภิชัยก็ได้ฝากผลงานมาสเตอร์พีซเอาไว้อีกเยอะมาก พวกปกของผีเสื้อที่เป็นภาพคนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเขา

อาจารย์เล่าว่า เวลาที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำปกจะวาดรูปขนาดใหญ่มากด้วยสีอะคริลิกหรือไม่ก็วาดสีน้ำมัน 

“เราคงจะเป็นสำนักพิมพ์เดียวที่เหลือในโลกนี้กระมังที่ใช้รูปวาดสีน้ำมันเป็นปก ด้วยวัตถุประสงค์ให้มันเป็นปก ไม่ใช้วาดไว้ทำอย่างอื่นแล้วค่อยเอามาใช้ มันละเอียดเสียจนบางทีศิลปินกลัว มีหลายแห่งไม่รับทำงานให้ เพราะบอกว่าเราจู้จี้เกินไป”

ปกที่ผิดพลาด

แม้จะตั้งใจทำปกด้วยความประณีตบรรจง แต่บางทีก็ยังเกิดความผิดพลาด อย่างในการพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โทรมาขอพิมพ์ 300 เล่ม เพื่อเอาเข้าห้องสมุดทั่วกรุงเทพฯ การพิมพ์ครั้งนั้นอาจารย์พิมพ์ทั้งหมด 500 เล่ม และทำเป็นปกแข็งพิมพ์ทอง แต่ด้วยความเร่งรีบเลยมีความผิดพลาดเรื่องการจัดวางโลโก้สันปกซึ่งควรจะอยู่ส่วนบนของสัน กลับโดนเลื่อนลงมาด้านล่างจนผิดสัดส่วน แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อจัดพิมพ์เสร็จแล้ว อาจารย์ก็ส่งให้พลตรีจำลอง 300 เล่ม ตามที่สั่ง และอาจารย์เก็บไว้เอง 200 เล่ม แม้ผลที่ออกมาอาจารย์จะไม่ค่อยพอใจ แต่ด้วยครั้งนี้พิมพ์จำนวนน้อย แถมมีตำหนิ ก็เลยทำให้เป็นของหายาก 

อริยา ไพฑูรย์ อดีตบรรณาธิการวรรณกรรมเยาวชน

ในเวลาต่อมา หนังสือเล่มนี้มีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 122 บาทเมื่อปี 2534 ในขณะที่เมื่อปีที่พิมพ์ปี 2522 หนังสือเล่มนี้ราคาเพียงราคา 22 บาท 

การพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2533 ก็เป็นเล่มที่หายากที่สุดในบรรดา ผีเสื้อและดอกไม้ ทั้งหลาย เนื่องมาจากรูปปกที่อาจารย์เลือกใช้ดูผิดจาก ผีเสื้อและดอกไม้ ที่เคยมีมา คือเป็นรูปคล้ายจริงของผู้ชายที่มีปีกผีเสื้อ อาจารย์บอกว่าเลือกมาตามความชอบของตัวเอง โดยลืมไปว่าสิ่งที่ตัวเองชอบมักจะล่วงหน้าไป 10 ปี การพิมพ์ครั้งนั้นสายส่งสั่งมา 10,000 เล่ม โดยไม่รู้ว่าเป็นปกแบบนี้ เมื่อสายส่งเห็นปกหนังสือที่พิมพ์เสร็จแล้วก็มาขอลดราคา อาจารย์จึงไม่ขายและขอคืนทั้งหมด หนังสือล็อตนี้โดนฝังดินไป 9,900 เล่ม  

“ผมโกรธร้านหนังสือ ที่เอาสิ่งผิดปกติของหนังสือไปเป็นเครื่องต่อรองราคา” อาจารย์เล่าเหตุผลให้ฟัง 

แล้วอาจารย์ก็เริ่มขาดทุนในเรื่องการทำหนังสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะเมื่อไม่พอใจอะไร ก็เอาหนังสือไปฝัง (สถานที่ฝังคือ ในสำนักงานที่สุขุมวิท ซอย 24 ตอนนี้ที่ดินตรงนั้นแพงมาก) แต่สิ่งที่ไม่โดนฝังไปด้วยคือแรงใจในการทำหนังสือต่อไปของอาจารย์ “ความผิดพลาดมันก็มีทุกปี ทำให้เรียนรู้ในการแก้ปัญหา” 

ปี 2538 สำนักพิมพ์ผีเสื้อและดอกไม้ขาดทุนอย่างหนักและเป็นหนี้อยู่ 19,053,000 บาท เวลานั้นอาจารย์ยอมรับความช่วยเหลือจาก ‘พี่ปู’ นักธุรกิจที่รักหนังสือ และได้รับอนุญาตให้เข้ามาช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามมีเงื่อนไขกับการช่วยครั้งนี้ พี่ปูเคลียร์หนี้ให้อาจารย์เพียงชั่วข้ามคืน และขอให้อาจารย์มกุฏทำหนังสือเพื่อคนอ่านต่อไป อาจารย์บอกว่า “ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธ์มีจริง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะเลิกทำหนังสือไม่ได้แล้ว”

ปกแบบญี่ปุ่น

ปี 2528 ผีเสื้อและดอกไม้ ถูกพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 เป็นการพิมพ์หลังจากที่มีภาพยนตร์แล้ว ในหนังสือที่พิมพ์ครั้งนั้นปรากฏชื่อคนออกแบบปกและรูปเล่มว่า ‘โคบุตะ’ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

โคบุตะคือใคร 

“คือก่อนหน้านั้นมีหนังสือพิมพ์วิจารณ์ว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อทำหนังสือเชย ออกแบบปกก็เชย ผมก็เลยเปลี่ยนชื่อคนออกแบบให้เป็นโคบุตะ” 

แล้วได้ผลไหม

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

“ในอีกสองเดือนต่อมาคนวิจารณ์คนเดิมเขียนว่าหลังๆ นี้หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อออกแบบดีขึ้นมาก หลังจากได้นักออกแบบมาจากญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่คนออกแบบก็คนเดิมนั่นแหละ ผมแค่เปลี่ยนชื่อให้เขา” 

ปกแบบญี่ปุ่น (จริงๆ)

ในการพิมพ์ครั้งที่ 7 ปี 2530 ผีเสื้อและดอกไม้ ใช้รูปของ CHIHIRO IWASAKI เป็นปก อาจารย์บอกว่าชอบเพราะรู้สึกว่ารูปของเขามีชีวิต แล้วการพิมพ์อีกหลายครั้งต่อมาก็มีการหยิบรูปของ CHIHIRO มาใช้อีกบ้าง ความน่าสนใจของการใช้ภาพจากศิลปินคนนี้อยู่ตรงการไม่ใช่รูปที่วาดขึ้นมาใหม่ตามการตีความหนังสืออย่างการออกแบบปกหนังสือปกติ แต่เป็นการเลือกรูปที่มีอยู่แล้วและเข้ากับหนังสือมาใช้แทน อย่างไรก็ตาม ในการพิมพ์ครั้งที่ 9 อาจารย์ก็ได้จัดการรวมตัวของศิลปินญี่ปุ่นสองท่านเอาไว้ด้วยกัน การพิมพ์ครั้งนั้นใช้ภาพของ CHIHIRO และออกแบบรูปเล่มโดย โคบุตะ เจ้าเก่า  

ผีเสื้อและดอกไม้ ตีพิมพ์มาแล้วทั้งหมด 21 ครั้ง 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

พิมพ์ครั้งล่าสุด 

ในโอกาสครบรอบ 44 ปี และโอกาสที่จะมีการจัดทริปตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นครั้งแรก อาจารย์ก็เลยจัดพิมพ์ ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งใหม่เพื่อเอามาแจกในทริป เป็นการพิมพ์หนังสือที่มีคอนเซปต์เยอะมากตามประสาคนช่างคิดและช่างประดิษฐ์หนังสือ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ความพิเศษเริ่มมาตั้งแต่ปกติแล้วสำนักพิมพ์ผีเสื้อจะไม่แปลและพิมพ์หนังสือที่ต้องแข่งกับเวลา เพื่อให้เห็นภาพ อาจารย์เล่าว่า “เคยมีคนเสนอต้นฉบับ Harry Potter ให้สำนักพิมพ์ผีเสื้อพิมพ์ ผมดูแล้วบอกว่าออกเร็วไม่ได้ หนังสือแบบนี้ต้องใช้เวลาสิบปีในการทำ” แต่สำหรับ ผีเสื้อและดอกไม้ เล่มพิเศษนี้อาจารย์ทำให้พวกเราได้ในเวลาเพียง 1 เดือน 

เนื่องจากทริปนี้เป็นการมาเยือนจุดเริ่มต้นของ ผีเสื้อและดอกไม้ อาจารย์จึงเลือกการเอาหนังสือที่พิมพ์ครั้งที่ 1 มาชุบชีวิตใหม่ โดยวิธีสแกนหนังสือทีละหน้าเพื่อไปสั่งพิมพ์เท่าจำนวนที่เราต้องการ ร้านที่รับพิมพ์ให้ก็ใช้ความประณีตบรรจงในการรีทัช เก็บร่องรอยทุกหน้าจนกริบเหมือนหนังสือที่พิมพ์ใหม่ 

สำหรับหน้าปกก็เช่นกัน อาจารย์ใช้วิธีสแกนและรีทัชเพื่อเก็บรายละเอียด และคิดวิธีพิมพ์ใหม่ๆ อย่างการเล่นกับแสงมุม ที่จะต้องพลิกหนังสือให้กระทบแสงจึงจะเห็นเส้นขาวๆ บนปกสะท้อนขึ้นมาเป็นรูป 

“ผมก็ไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ชอบอะไรที่มันเห็นไม่ชัด มันจะรู้สึกอึดอัด แต่ก็ยอมเพราะอยากทำให้เห็นว่าจะให้ทำอะไรเวลาสั้นๆ ผีเสื้อก็ทำได้” อาจารย์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ความพิเศษอีกอย่างคือสันโค้งที่มีสี อาจารย์เล่าว่า ช่างทำริมแบบนี้มีที่ฝีมือดีเหลืออยู่คนเดียว และราคาขึ้นทุกวัน ถ้ารีบด่วนจะแพงมาก นอกจากจะเป็นเรื่องของความสวยงามแล้ว สันที่โค้งๆ ยังทำให้จับง่าย เวลานอนอ่านแล้วทำตกก็ไม่จิ้มตา หนังสือที่มีน้ำหนักถ้าสันไม่โค้งเวลาจับแล้วจะเจ็บ สันโค้งทำให้เราถือหนังสือได้นานขึ้นแล้วก็ไม่เจ็บ เป็นวิธีโบราณมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 

และกิมมิกสุดท้ายที่เรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อยคือ ริบบิ้นมีสองเส้น สีชมพู และสีฟ้า สีชมพูหมายถึงดอกไม้ และสีฟ้าก็คือสีที่มิมปีชอบ เพิ่มความโรแมนติกเข้าไปอีกด้วยคำอธิบายของอาจารย์ที่บอกว่า “ริบบิ้นสองเส้นเพิ่งค้นพบปีนี้เอง เพราะรู้มาว่าหนังสือ 1 เล่มถ้าอ่าน 2 คนริบบิ้นเส้นเดียวมันไม่พอ”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ก่อนจะแยกย้ายกันที่ร้านหนังสือเล็กๆ พวกเราหลายคนก็ได้อุดหนุนหนังสือกันไปกองใหญ่ พร้อมทั้งมองหนังสือในมือเปลี่ยนไปกันทุกคน 

ทริปนี้เราไม่ได้แค่มารู้จักกับเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ แต่ยังได้มาสัมผัสความตั้งใจของอาจารย์มกุฏที่อยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการทำหนังสือ

ทุ่งดอกไม้ที่ฮูยันตั้งใจจะปลูกก็คงเหมือนหนังสือดีๆ มากมายที่อาจารย์มกุฏตั้งใจสร้างให้ผีเสื้ออย่างพวกเรา หน้าที่ของผีเสื้อที่ทำได้หลังจากชื่นชมดอกไม้ก็คือ ช่วยเอาเกสรไปกับตัว แล้วก็พามันไปทำประโยชน์ให้แก่ดอกไม้ดอกอื่นต่อๆ ไป

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ เป็นหนังสือที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2549 ของนักเขียนชื่อดัง วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ ยังเป็นคำที่อธิบายโฮมสเตย์กลางป่าเมี่ยง จ.เชียงใหม่ ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยได้เป็นอย่างดี

The Cloud Journey 10 : Future Farming เราปักหลักกันที่นี่ ไร่กาแฟแห่งอนาคตที่ดำเนินโดยใช้หลักวนเกษตรเป็นสำคัญ ขนาดว่า ปิยชาติ ไตรถาวร เจ้าของฉายา ‘ดริปคิง’ ยังออกปากว่า เป็นกาแฟที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา ยิ่งทำให้เราอยากเข้าไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์

ทริปนี้มีผู้เข้าร่วมกับเราอีกนับสิบชีวิต ตั้งแต่อายุ 20 ตอนปลายไปจนถึง 50 ตอนต้น จากเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบอาชีพหลากหลายแบบที่ไม่น่าโคจรมาเจอกันได้ แต่กาแฟคือสิ่งยึดโยงคนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

หลังพวกเรากระโดกกระเดกนั่งท้ายกระบะจาก Nine One Coffee ร้านกาแฟริมธารบ้านเมี่ยงของเจ้าบ้าน ผ่านเม็ดฝนที่ทยอยตกเป็นสาย ฝ่าเถาวัลย์ของแมกไม้เขียวชอุ่มมาอย่างทุลักทุเล เพื่อเข้ามาเรียนรู้ 5 วิชากาแฟครบทุกกระบวนการ กับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้วงการกาแฟไทยยังคงมีความหวัง

สัญญาณมือถือดับสนิทไปสักพักแล้ว

หมอกควันจากเตาผิงบอกให้รู้ว่าเรากำลังเดินทางมาถึง

ก่อนกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟจะชวนให้เราออกไปทำความรู้จักมัน

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

วิชาที่ 1 วนเกษตร
สถานที่แก้ชง

เราเริ่มต้นการเรียนรู้ในตอนบ่ายอ่อน ๆ เม็ดฝนยังคงโปรยปรายตามประสาบ้านกลางป่า พี่วัลพาพวกเราเดินเท้าจากบ้านพักไปที่อาคารเรียน คล้ายจะปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

กระดานเลกเชอร์ของพี่วัลคือกำแพงปูนรอบด้าน เล่าความเป็นมาคร่าว ๆ ให้เราเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ไร่กาแฟแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ป่าเมี่ยง ความสูงประมาณ 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปีราว ๆ 1,800 มิลลิลิตร เพราะที่นี่ฝนตกวันเว้นวัน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนจะทำไร่กาแฟควรรู้ไว้ โดยเฉพาะกับสายพันธุ์อราบิก้า

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

การทำไร่กาแฟ ทำได้ 2 วิธีคือ หนึ่ง ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว แม้แต่ต้นหญ้าสักต้นก็ไม่อยากให้มี กับสอง คือ กาแฟเป็นแค่ส่วนประกอบของสภาพแวดล้อม ยังคงมีต้นไม้สูงใหญ่ล้อมรอบ อาจมีผลผลิตน้อยกว่าอีกวิธี แต่ก็ทำให้กาแฟได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเต็มที่ แน่นอนว่าไร่ของพี่วัลใช้วิธีที่ 2 แม้ความคิดแรกของเขาจะไม่ได้มุ่งหวังให้กาแฟมีรสชาติดีก็ตาม

“จริง ๆ แล้วทำเพราะอยากได้ความอุดมสมบูรณ์แค่นั้น เราก็ไม่มั่นใจว่าจะถูกต้องไหม แต่ถ้าทำแล้วกาแฟรสชาติไม่ดีก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเราใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่า กาแฟเป็นแค่ผลพลอยได้ แต่ลึก ๆ ก็คิดว่า ถ้าต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ดูแลตัวเองได้ กาแฟจะสร้างรสชาติของมันได้ดีเอง”

พิสูจน์แล้วด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดเมล็ดกาแฟด้วยคะแนน 90 ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์กาแฟไทยขณะนั้น แต่สิ่งที่ทำให้พี่วัลภูมิใจมากกว่า คือการยืนยันว่าเขามาถูกทาง

พี่วัลบอกว่ากาแฟเป็นผลไม้พิสดาร เพราะไม่ได้กินเนื้อแต่กินเมล็ดข้างใน แถมต้องเอาไปคั่วก่อนกินอีกต่างหาก ใน 1 ปีกาแฟจะออกลูกในฤดูหนาวเพียงครั้งเดียว เมล็ดที่ให้รสชาติดีก็มักอ่อนแอต่อศัตรูพืช ต่อแมลงทั้งหลาย อากาศที่เย็นพอดีจะทำให้พวกแมลงจำศีลนานขึ้น และยังทำให้กาแฟมีเวลาสังเคราะห์แสง สะสมอาหารแร่ธาตุได้ดี จึงต้องหมั่นทะนุถนอมดูแล ตัดแต่งกิ่งใบอยู่เสมอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม บิ๊ก-บริรักษ์ อภิขันติกุล หนึ่งในวิทยากรของเราถึงเรียกผลไม้นี้ว่า ‘คุณแม่’

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

ปี (แห่งการ) ชง

ชั่วโมงถัดมาคือการเดินขึ้นเขาไปดูของจริง ว่าไร่แห่งอนาคตนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร

ในฐานะคนดื่มกาแฟเป็นประจำ เราคิดถูกมากที่มาร่วมทริปในครั้งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดผิดมหันต์ คือการเดินตามหลังพี่บิ๊กผู้ขึ้นลงเขาจนชำนาญเหมือนเดินเล่นในสวน

พี่บิ๊กโฆษณาไว้ตั้งแต่ตีนเขาว่า ถ้าก้าวเท้าเข้าสู่ไร่กาแฟของพี่วัลจะรู้สึกได้เลยว่าพื้นนิ่มมาก เพราะปล่อยให้ใบไม้ทับถมกันตามธรรมชาติ แม้ระหว่างทางจะปาดเหงื่อไปหลายที เราเห็นว่าเป็นการดีที่จะถามเขาว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกาแฟ คำตอบของพี่บิ๊กคือไม่มีดีที่สุด สิ่งที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยทำอยู่คือการพัฒนากาแฟไทยให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พยายามเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกรได้ดูแลรักษาต้นกาแฟอย่างถูกต้องและทั่วถึง

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

เมื่อมาถึงไร่สำเร็จจนอยากจะให้รางวัลตัวเอง นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนปัจจุบัน เกริ่นแต่เนิ่น ๆ ว่า การปลูกแบบพี่วัลจะได้กาแฟคุณภาพดี แต่ไม่ได้ในเชิงปริมาณ

นอกจากสภาพแวดล้อมที่ดี ซุนดา เกอิชา (Sunda Geisha) คือสายพันธุ์กาแฟที่ทำให้ไร่แห่งนี้พิเศษมากขึ้น ซุนดาเป็นหนึ่งในสายพันธุ์เกอิชาที่เกิดในประเทศอินโดนีเซีย คอกาแฟอาจทราบแล้วว่าถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของเกอิชาคือประเทศเอธิโอเปีย และกรีนบีนของเกอิชาที่ปลูกในประเทศปานามา ประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 200,000 บาทต่อกิโลกรัม การันตีได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพมาก

ถ้าอยากอยู่ในตลาดกาแฟโลก สิ่งไหนที่ไม่มีเราก็ต้องแสวงหา

เป้าหมายของการปลูกเกอิชาในที่ดินผืนนี้ จึงเป็นการพัฒนาปรับปรุงชื่อเสียงของกาแฟไทยให้ไปอยู่ในกลุ่มผู้นำกาแฟโลก แม้ต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้ในทางภูมิศาสตร์ แต่สิ่งที่พี่นุ่นกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ แสดงให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

“การพัฒนากาแฟสุดท้ายแล้วมันย้อนกลับไปที่ยีน ยีนที่แข็งแรงก็ย่อมดีกว่า กาแฟข้ามสายพันธุ์กันง่ายมาก ถ้ามารวมกับสิ่งที่ไทยมี จะออกมาเป็นสายพันธุ์ใหม่ของเรา ผ่านไป 40 ปีจะเห็นผลว่าทำไม

“มีแค่ประเทศเราที่การเติบโตของผู้บริโภคกับผู้ผลิตโตเร็วทั้งคู่ การพัฒนาของเราใน 5 – 6 ปีที่ผ่านมา เติบโตประมาณ 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเช้ามาจากกรุงเทพฯ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไร่กาแฟ นี่เป็นสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี

“ตอนไปเคนยา เป็นดินแดนกาแฟนะ แต่ไม่ค่อยมีร้านกาแฟเลย โคลอมเบียใช้เวลา 3 วันกว่าจะขึ้นไปไร่กาแฟได้ ทำให้เห็นว่าประเทศเราพัฒนาทั้งสองด้าน ปลายน้ำก็ทำกาแฟได้อร่อย ต้นน้ำก็ปลูกได้ดี เกษตรกรบ้านเราทำ Process เก่ง เพราะระหว่างรอสายพันธ์ุดีก็ต้องหาทางเพิ่มมูลค่า

“รอดูปีหน้า กาแฟก็ดี Process ก็เก่ง เป็นจังหวะที่เราจะได้ไปต่อในระดับโลก”

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

วิชาที่ 2 สารกาแฟ
ข้อห้ามสำหรับคนปีชง

เช้าวันที่ 2 มาพร้อมกับคลาสเรียนที่ 2 โดย อ้วน-ลลิดา สิทธิพฤษทานนท์ Q Grader เจ้าของร้าน OMNiA Café & Roastery เข้ามาในอาคารก็จะเห็นกระดาษแผ่นสีดำวางรายเรียงอยู่บนโต๊ะ หัวมุมโต๊ะเขียนว่า ‘กรุณาเอาเมล็ด Defects วางในช่องด้านล่าง’

ใช่แล้ว นี่คือแผ่นเกรดสารกาแฟด้วยมือ ซึ่งพี่อ้วนจะสอนเราคัดแยกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เพื่อทำให้กาแฟพิเศษเป็นกาแฟที่พิเศษหมดจดจริง ๆ

Defects หรือสิ่งปลอมปนในภาษาไทย แม้แต่เมล็ดเดียวก็มีผลต่อรสชาติอย่างยิ่ง การเกรดสารกาแฟที่ได้ต่อจากเกษตรกร จึงเป็นปราการด่านหน้าก่อนจะผ่านการซื้อขายและเดินทางไปถึงโรงคั่ว โดยวิธีเกรดจะสุ่มกรีนบีนแต่ละกระสอบมา 350 กรัม แยกเกณฑ์เป็น 16 ตัว 2 หมวด เรียงตามลำดับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

หมวดที่ 1 เจอแม้แต่ 1 เมล็ดก็ไม่นับเป็นกาแฟพิเศษ จะอนุโลมให้ต่อเมื่อแมลงกัดกินเล็กน้อยเท่านั้น หมวดที่ 2 ก็มีผลเช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้ปริมาณเยอะหน่อย

ให้เล่าทั้งหมดว่ามีอะไรบ้างก็คงจะเยอะเกินไป ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สัก 3 ตัวที่มีเมล็ด Defects ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียวก็แล้วกัน

Full Sour (เปรี้ยวทั้งเมล็ด) เกิดจากกระบวนการหมักกาแฟ สีเมล็ดจะเหลืองซีด หากดมหรือกัดก็จะรู้สึกได้เลยว่าผิดปกติตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคั่ว

Dried Cherry (เชอร์รีแห้ง) เกิดจากกระบวนการสีกาแฟ ผ่านการกะเทาะเปลือกแล้วต่อที่ตะแกรงร่อน ถ้าเชอร์รีเมล็ดเล็กก็อาจเล็ดลอดมาได้

Fungus Damage (ขึ้นรา) เกิดจากกระบวนการหมักนานเกินไป (Over Fermentation) เมล็ดจะมีสีน้ำตาลเหลืองด่าง รสชาติเปรี้ยว บูด มีกลิ่นเหม็นหืน

ส่วนขั้นตอนในการพิจารณาให้เริ่มจากการดูด้วยตา สีของกาแฟจะเป็นตัวคัดแยก ยิ่งปลูกในที่สูงก็ยิ่งสีเข้ม ถ้าทำ Process พิเศษก็จะมีสีแปลก ๆ เช่น ออกเหลืองน้ำตาล หรือมีน้ำผึ้งเคลือบผิว วิธีการต่อไปคือใช้จมูกดมกลิ่น เราจะรู้ได้เลยว่ากาแฟเมล็ดนี้สะอาดหรือไม่ กลิ่นบ่งบอกถึงกระบวนการทำ Process ก็เช่นกัน ถ้าเห็นเมล็ดสะอาดมาก ผิวเกลี้ยง มีกลิ่นเขียว ๆ นั่นคือ Washed Process ต่อมาให้ใช้เครื่องวัดความชื้น ค่าความชื้นควรอยู่ระหว่าง 9 – 12 เปอร์เซ็นต์ในอราบิก้า ถ้าความชื้นไม่ดี ต้องเอาไปตากต่อให้ได้มาตรฐานถึงจะผ่านการซื้อขายได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อความละเอียดมากขึ้น

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

พี่อ้วนบอกว่าส่วนมาก Defects จะเกิดขึ้นจากในฟาร์ม เกษตรกรจึงอยากทราบฟีดแบ็กจากผู้เกรด เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา ยกระดับกาแฟของตนต่อไปในปีหน้า

พอถึงคราวลงมือทำเอง ก็ตรัสรู้ได้ทันทีว่าต้องเชี่ยวชาญมากถึงจะแยกแยะออก ถ้าแค่รูปร่างหน้าตาภายนอก เราหยิบออกได้อยู่แล้วว่าเมล็ดไหนแตกหัก เมล็ดไหนสีดำ เมล็ดไหนเจริญเติบโตไม่เต็มที่ แต่พอเป็นกาแฟที่แปลกปลอมเพราะน้ำหนักเบาหรือมีรสชาติเปรี้ยวไป ต้องบอกเลยว่าแทบแยกไม่ได้ ดีหน่อยที่ทริปนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีกาแฟให้ดื่ม เพลาบรรยากาศที่ดูขะมักเขม้นเอาจริงเอาจังของทุกคนลงบ้าง เว้นเสียแต่นักเกรดกาแฟมือใหม่จะเผลอคัดเอาเมล็ดดี ๆ ที่ดูแปลกตาไปนิดลงตารางด้วย หักคะแนนเข้มงวดกว่ากรรมการตัวจริงเสียอีก

วิชาที่ 3 วิธีสกัดกาแฟ
วิธีแก้ชง

หลายคนเข้าร่วมทริปนี้เพราะมีใจรักกาแฟเต็มเปี่ยม แต่หลายคนเข้าร่วมทริปนี้เพราะอยากเจอไอดอลของตัวเอง

เอ-ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ เจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป และ ‘ดริปคิง’ หรือพี่ปิของพวกเรา คือไอดอลที่ว่า

สิ่งหนึ่งที่อาจหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว คือการดื่มกาแฟจากฝีมือการดริปของพี่ ๆ ทั้งสองตลอดวัน และการที่ผู้คร่ำหวอดอย่างพวกเขาจะจับมือสอนให้เราดริปเป็น

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชานี้จึงเป็นชั่วโมงที่นักศึกษาทุกท่านขยับเก้าอี้เข้ามาชิดขอบโต๊ะ วางสัมภาระไว้ด้านหลัง ถือแก้วน้อยคนละใบ บ้างถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานของประสบการณ์อันล้ำค่า เพราะพี่ปิเริ่มต้นคลาสเรียนด้วยการถามว่า “ใครบ้างที่เปิดร้านกาแฟอยู่ กลับไปนี่คุณเก็บตังค์เพิ่มได้เลยนะ (หัวเราะ)”

หน้าที่ของคนชงกาแฟที่สำคัญคือการเอา Taste Note ดี ๆ ลงสู่แก้วให้คนกินมากที่สุด และเอาส่วนด้อยลงสู่แก้วให้น้อยที่สุด พี่เอจึงชวนพวกเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ทั้งหมด ใครที่ยังติดอยู่กับข้อเสียของกาแฟ อย่างขมไป บางไป เขียวไป และพยายามชงใหม่เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อเสียนั้น ๆ ประสบการณ์ของพี่เอบอกว่า มันจะนำพาปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาไม่หยุด

ถ้าลองมองหาข้อดี จะรู้จักกาแฟตัวนั้นเพิ่มมากขึ้น เติมข้อดีลงสู่แก้วมากยิ่งขึ้น และมันจะกลบข้อเสียไปเอง

“เราชงกาแฟโดยไม่รู้ว่ากาแฟที่เรากินทุกแก้วมันฝาด กินอยู่แต่กับบ้าน รู้สึกว่ามันก็อร่อยดีนะ สุดท้ายเราอาจจะชงกาแฟฝาดไปอีก 10 ปี แต่ถ้าเรารู้แล้วว่ามันฝาด ต่อให้เรายังไม่เก่ง แต่เราอาจจะใช้เวลาแค่ 2 ปีในการทำให้กาแฟตัวนี้หายฝาดได้”

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

ตามเกณฑ์ให้คะแนนของ World Brewers Cup แบ่งคุณสมบัติของกาแฟดริปที่ดีไว้ 7 หมวดหมู่ เรื่อง Aroma (กลิ่น) Flavor (รสชาติ) และ Aftertaste (สิ่งคงค้างในลำคอ) เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สังเกตว่าในอุณหภูมิร้อน อุ่น เย็น กาแฟจะมีกลิ่นและรสแตกต่างกัน โดยมากจะติดมากับตัวเมล็ดกาแฟ ส่วนช่องคะแนนของผู้ชงก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน

สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากจนเรียกว่าเป็น ‘แกนกลางของแก้วกาแฟ’ คืออีก 3 หมวดหมู่ชี้วัดคุณภาพ ซึ่งพี่ปิได้คลี่คลายความสงสัยของพวกเราผ่านกาแฟ 3 แก้วของพี่ปิ ประกอบไปด้วย

Acidity (ความเปรี้ยว) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเปรี้ยวเยอะหรือน้อย แต่ชี้วัดที่ความเปรี้ยวแบบมีคุณภาพ พี่เอให้พวกเราจินตนาการถึงน้ำส้มคั้น เวลากินจะรู้ได้ทันทีว่าแท้หรือผสม

Body (มวล) คราวนี้พี่เอยกตัวอย่าง นมสด นมพร่องมันเนย นมข้นจืด เราทุกคนตอบได้หมดว่านมสดมีมวลมากกว่านมพร่องมันเนย และแม้นมข้นจืดจะมีมวลมากกว่านมสด แต่ก็มีคุณภาพด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายคือ Balance (ความสมดุลของรสชาติ) พี่เอให้เรานึกถึงมื้ออาหาร เทียบระหว่างต้มจืดกับส้มตำ การปรุงส้มตำให้ได้ครบทุกรสสัมผัสนั้นยากกว่ามาก แต่มักจะกลายเป็นร้านประจำที่เราอยากกลับมากินอีก

พวกเราพูดคุย แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์รสชาติกาแฟกันมาร่วมชั่วโมงจนได้ที่ แก้วที่ 4 ถูกชงให้ดื่มอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกคนอยากดื่มแก้วที่ 3 ที่ลงตัวมากที่สุดอีกครั้ง ก็เป็นอันจบการเรียนทฤษฎี

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

หลังจากนี้จะเป็นการชงดื่มด้วยตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญประกบตัวต่อตัวเลยก็ว่าได้ ใครที่เปิดร้านอยู่นับว่าได้เทคนิคกลับไปเพียบ ใครที่ทำ Homebrewing ก็คงมีความสุขกับการดื่มกาแฟยิ่งขึ้น เราตระเวนชิมฝีมือการดริปของพี่ ๆ ในทริปแก้วแล้วแก้วเล่าจนเมา จาก 2 แก้ว 3 แก้ว เป็น 10 แก้ว ขอบอกว่าคนรักกาแฟพวกนี้ชวนกันดริปต่อจนถึงเที่ยงคืน ส่วนเรายอมแพ้ตั้งแต่หัวค่ำ

พอผ่านการเรียนมา 2 วันเต็ม ได้ผิงไฟอุ่น ๆ เปิดประสบการณ์ดื่มกาแฟร้อน ๆ ก่อนเหยียดแข้งขานอนในตอนดึก

บอกตามตรงว่าเราไม่เคยดื่มกาแฟจริงจังเท่านี้มาก่อน รู้เพียงอะไรอร่อยถูกปากหรือไม่ถูกปากก็เท่านั้น ยังคงเขินอายที่จะพูดว่าดื่มแล้วได้รสอะไร นึกถึงดอกไม้หรือผลไม้ตัวไหนบ้างเพราะขาดความรู้ แต่แท้จริงแล้วมันอาจใช้แค่ความรู้สึกนำทาง

ทุกครั้งที่พี่เอบอกว่าได้รสฉ่ำของส้มโอ กลิ่นหมักของลูกเกดตากแห้ง ความฉูดฉาด ความแหลมคม หรือแม้แต่ความมันแบบถั่วพิสตาชิโอ เราก็ตอบตัวเองในใจเสมอว่า เออ จริงด้วย แค่ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดยังไง

มองดูผิวเผิน กาแฟอาจเป็นเพียงน้ำสีน้ำตาลเข้มมีรสชาติ แต่ใครเล่าจะรู้ว่า อันดับหนึ่งของสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยใน พ.ศ. 2565 จะให้รสชาติของดอกไม้และผลไม้กว่า 10 ชนิดในแก้วเดียว และเราทุกคนจะได้ชิมก่อนใครในวันสุดท้ายของทริปนี้

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชาที่ 4 ปลายน้ำสู่ความยั่งยืนของวงการกาแฟ
ดวงชะตาปีชง

ก่อนจะชิม 30 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทยก่อนใคร เรานั่งรถกระบะลงจากเขาอย่างทุลักทุเลไม่ต่างจากตอนขึ้น เสียงแจ้งเตือนของพี่คนข้าง ๆ ดังเป็นสัญญาณบอกว่าเรากลับสู่โลกความเป็นจริง และปล่อยให้ไร่กาแฟแห่งอนาคตเติบโตต่อไปอยู่เบื้องหลัง

วิชาสุดเข้มข้นนี้เราจะเรียนกับพี่นุ่น นอกจากจะเป็นนายกสมาคมฯ คนปัจจุบันแล้ว คอกาแฟยังรู้จักเธอในนาม ‘นุ่น Bluekoff’ คนปลายน้ำที่คอยผลักดันวงการกาแฟไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืนไม่แพ้ชาติใดในโลก

พี่นุ่นเล่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ให้ฟังว่า กิจการกาแฟหลายที่ขอเอากาแฟมาขายคืนให้บริษัทเยอะจนเธอรับซื้อไม่ไหว สิ่งที่พี่นุ่นทำคือช่วยให้พวกเขาทำธุรกิจต่อไปให้ได้ ถ้าเปิดขายไม่ได้ก็ให้ทำเดลิเวอรี่ ถ้าทำเดลิเวอรี่ไม่ได้ก็ต้องทำ Cold Brew ให้เป็น และแม้ พ.ศ. 2564 จะเป็นปีที่โควิด-19 เข้ามาทำให้ชีวิตทุกคนหยุดชะงัก พี่นุ่นกลับเผยความลับหนึ่งอย่างว่า อุตสาหกรรมกาแฟไม่ชะงักตาม ทั้งยังทำยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ 20 ปีของ Bluekoff อีกต่างหาก

“คนเข้าวงการกาแฟมากกว่าที่คนในวงการกาแฟคาดหวัง เขามีเวลาศึกษา พัฒนาฝีมือ เรามีผู้เล่นใหม่ ๆ โรงคั่วใหม่ ๆ ร้านกาแฟใหม่ ๆ เยอะมาก แต่มันจะเกิดขึ้นและดับลงเร็วถ้าสายป่านไม่ยาวพอ เพราะมีคู่แข่งเยอะ”

ราคากลางของตลาดกาแฟโลกก็ปรับขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท แต่ปัญหาคือกาแฟไทยไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลก และ 180 บาทคือราคากาแฟกะลาบ้านเราเท่านั้น ส่วนกาแฟพิเศษก็บวกเพิ่มไปเลยเป็น 280 บาทต่อกิโลกรัม

สิ่งที่พี่นุ่นคาดหวังและต้องทำให้ได้ คือเธอย้ำเสมอว่าไม่ได้ต้องการให้กาแฟไทยถูกลง แต่อยากให้กาแฟไทยมีคะแนนสูง ราคาสมเหตุสมผล และมีปริมาณมากพอที่จะส่งออกได้

“เราทำกาแฟไทยดีแค่ไหน แต่ถ้าคนต่างประเทศไม่ได้ลอง มันก็ไม่ยั่งยืนหรอก เรามองอนาคตไกลไหม ไม่ใช่ว่าต้องไปถึงต่างประเทศทั้งหมด แต่เราก็ต้องมีตัวแทนชาติ กระจายไปให้ทั่ว การทำกาแฟพิเศษให้มากขึ้นคือวิธีแก้ปัญหา”

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

การเรียนกับพี่นุ่นจะเน้นถาม-ตอบมากกว่า ผู้เข้าร่วมทริปก็พากันยิงคำถามใส่เธอ ทั้งในนามท่านนายกสมาคมฯ ทั้งในนามนุ่น Bluekoff แต่เราเชื่อว่าทุกคำตอบของเธอจะสร้างประโยชน์ให้กับ (ว่าที่) ผู้ประกอบการเป็นแน่

อย่างคนที่อยากเปิดร้าน พี่นุ่นตอบทันทีว่าต้องกินกาแฟให้เป็นก่อน ไม่ต้องชอบถึงขนาดคลั่งไคล้ แต่ต้องรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เป็นกาแฟเกรดไหน กลิ่นนี้คือเครื่องสกปรก กลิ่นนี้คือกาแฟเริ่มไหม้ หมั่นตรวจเช็กเครื่องมือให้ดี เพราะงานหลังบ้านเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพของกาแฟทั้งหมด

เรียกได้ว่าความรู้แน่นมาก นั่งจดเลกเชอร์ไปเพลิน ๆ จนทีม The Cloud ทยอยแจกแก้วกาแฟให้ทุกคนนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเวลาที่เรารอคอยมาถึงแล้ว

จากผลเชอร์รีที่เราเห็นบนยอดเขา ถึงมุมมองของปลายน้ำแห่งความหวัง

ที่เหลือตอนนี้ก็มีแค่ลองชิมแล้วล่ะ

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชาที่ 5 รสชาติ 30 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย
ผลัดกันชง

ความพิเศษของวิชานี้ คือการที่เราจะได้ชิมสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยล็อตเดียวกับที่กรรมการใช้ตัดสิน เรียกเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมทริปได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ถือว่าเอ็กซ์คลูซีฟมาก โดยเราจะได้ชิม 10 อันดับสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยครบ 3 กระบวนการ เรียงจาก Washed Process, Honey Process และ Natural Process

กาแฟทุกตัวก่อนตัดสินจะส่งมาเป็นกะลา เพื่อไม่ให้มีการสวมกรีนบีน นำมาสีที่เดียวกันทั้งหมด ล้างทำความสะอาดทุกครั้งที่เปลี่ยนชนิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเท่าเทียม บางคนส่งมาประกวดทั้งที่รู้ว่าไม่ชนะแน่ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

รอบแรก พวกเราเริ่มจากการดมกลิ่นผงกาแฟ ส่วนเวลาที่กรรมการใช้ตัดสินจริงจะเริ่มชิมตั้งแต่นาทีที่ 10 เป็นต้นไป แค่ได้กลิ่นหอมโชยก็แทบอดใจไว้ไม่อยู่ สุดยอดกาแฟวางเรียงอยู่บนโต๊ะด้านหน้า รอให้พวกเราเข้าคิวต่อจากวิทยากรที่ส่งเสียงซดกาแฟดังมากแบบที่เราคาดไม่ถึง

ได้ยินมาว่า การซดกาแฟเสียงดัง ๆ คล้ายซดน้ำซุปนี้เรียกว่าการ Slurp หากสูดกาแฟเข้าไปพร้อมอากาศ อโรม่าของกาแฟจะเกิดการสั่นไหว ทำให้เราได้กลิ่น ได้รสชาติชัดมากขึ้น รู้สึกถึงทุกอณูของน้ำเลยก็ว่าได้ แต่พอลองทำเองแล้วก็เขินชอบกล

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

หลังเวียนชิมอย่างละนิดละหน่อยจนครบทุกแก้ว พี่นุ่นกับพี่เอจะถามเสมอว่าใครมีแก้วไหนอยู่ในใจบ้าง สัมผัสได้ถึงรสชาติอะไร อยากประมูลตัวไหนไปขายที่ร้าน แล้วเราทุกคนก็แลกเปลี่ยนบทสนทนาดี ๆ กันท่ามกลางเสียงน้ำตกริมธารร้านพี่วัล

ตามประสาคนไม่เคยดื่มกาแฟจริงจัง การได้ฟังพี่นุ่นพูดว่ากาแฟตัวนี้ให้ Taste Note มากกว่า 10 อย่าง ก็ทำให้เราตื่นเต้นมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าการชิมกาแฟเพียงนิดเดียวจะมอบรสสัมผัสมากมายขนาดนั้นได้ เข้าใจแล้วกับความหมายของคำว่า ‘คุณภาพคับแก้ว’ ที่แท้จริง

หากเทียบกันในระดับกาแฟบดหยาบ เราที่รับหน้าที่สรุปทริป 3 วัน 2 คืนผ่านการเขียนบทความชิ้นนี้ ก็เหมือนเป็นปลายน้ำด่านสุดท้าย บรรจุประสบการณ์ที่เก็บกลับบ้านไม่ได้ออกมาเป็นตัวอักษร เช่นเดียวกับความตั้งใจจริงของคนรักกาแฟมากมายที่อบอวลอยู่ในแก้ว และรับรู้ได้เพียงยกดื่ม

ไม่รู้หรอกว่าผู้อ่านแต่ละคนจะรู้สึกเช่นไร ผู้เข้าร่วมทริปจะมีรสชาติกาแฟแบบเดียวกับเราหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่ากาแฟแก้วนี้ของเราจะหาดื่มที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load