แกรี วิลเลียมส์ (Gary Williams) สุภาพบุรุษชาวอังกฤษ นั่งรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Lady L ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพฯ

เขาไม่รู้ว่ามีคนแอบดู เรานั่งมองไกลๆ แอบสังเกตทุกอย่างตั้งแต่วิธีที่เขาหยิบช้อน ตักอาหาร จิบเครื่องดื่ม เช็ดปาก จัดเสื้อให้เรียบร้อย และเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน รองเท้าหนังเงาวับเหยียบขั้นบันไดเพียงครึ่งฝ่าเท้า เสื้อสูทหางยาวแบบอังกฤษสะบัดตามหลัง เขาเดินตัวตรง เป็นธรรมชาติ สง่าอย่างกับเจ้าชาย

คุณแกรีได้รับเชิญจากปาร์คนายเลิศให้มาสอนศิลปะแห่งการเป็นบัตเลอร์ (Butler) ค่าเล่าเรียน 5 วันตกสามหมื่นกว่าบาท พวกเราชาว The Cloud เข้าไปนั่งสังเกตการณ์ บัตเลอร์จากเกาะอังกฤษคนนี้ทั้งเนี้ยบและเป๊ะ แต่มีอารมณ์ขันและความเป็นกันเองสูงมาก

‘บัตเลอร์’ คืออะไร

คุยกับ Gary Williams อดีตบัตเลอร์ราชวงศ์ นายกฯ อังกฤษ ว่าทำอาชีพนี้อย่างไรให้เก่งที่สุดในโลก

อาชีพที่คนไทยเรียกว่าพ่อบ้านหรือหัวหน้าคนรับใช้นี้เป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องผจญความจุกจิกที่สุดในสามโลก เพราะมีหน้าที่คอยบริการบุคคลชั้นสูงหรือคนมีฐานะ แน่นอนว่า ค่าตัวบัตเลอร์สูงไม่ใช่เล่น และไม่ใช่งานที่ ‘ใครๆ ก็ทำได้’

“บัตเลอร์อาจต้องเป็นทั้งผู้รับใช้ เชฟ แม่บ้าน พนักงานขับรถ และเลขาฯ ส่วนตัวในคนคนเดียว 6 โมงเช้าต้องหยิบหนังสือพิมพ์ เตรียมอาหารเช้าให้พร้อม” คุณแกรีอธิบายความ ‘เยอะ’ ของงานบัตเลอร์ “บางท่านชอบให้เสิร์ฟอาหารเช้าบนเตียง ระหว่างวันก็มีงานอื่นๆ ทำตลอด ถ้ามีเวลาว่างก็ขัดเครื่องเงิน ล้างรถ เปิดจดหมาย รับโทรศัพท์ รับแขก พาสุนัขไปเดิน เตรียมน้ำสำหรับอาบ ประสานงานกับคนอื่น หลักๆ ก็คือ ทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างในบ้านราบรื่น”

คุณแกรี เป็นบัตเลอร์มาแล้ว 17 ปี จบการศึกษาจาก Ivor Spencer International School for Butler Administrators แห่งอังกฤษ อันเป็นสถาบันชื่อดังในสมัยนั้น ด้วยคะแนนสูงสุดของชั้นเรียน ก่อนเข้าทำงานเป็น Head Butler ที่โรงแรมเดอะริตซ์ (The Ritz London) ควบคุมห้องสวีตที่แพงที่สุด ดูแลบุคคลระดับราชวงศ์ ผู้นำประเทศ ดาราภาพยนตร์ นักดนตรีระดับโลก

ที่ The Ritz นี่เองที่เขามีโอกาสบริการ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอังกฤษ ก่อนถูกซื้อตัวไปทำหน้าที่หัวหน้าบัตเลอร์ให้ตระกูลเก่าแก่มีชื่อเสียงของอังกฤษ และยังเคยทำหน้าที่บริการสมาชิกราชวงศ์และบุคคลระดับสูงของหลายประเทศ เจ้าของอาณาจักรธุรกิจพันล้าน รวมถึงเป็นหัวหน้าบัตเลอร์ของสถานเอกอัครราชทูตบราซิลในกรุงลอนดอน

คุณแกรีเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของอังกฤษว่า ด้วยลักษณะการทำงาน ทำให้บัตเลอร์เห็นและรับรู้ความลับของนายจ้างแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเรื่องชู้สาว แต่กฎเหล็กของอาชีพนี้คือ ดอกพิกุลห้ามร่วงจากปาก

“บ่อยครั้งที่มีคนอยากรู้อยากเห็นแอบกระซิบถามผมว่า คนนั้นคนนี้เป็นชู้กันหรือเปล่า หรือ จริงมั้ยที่สัปดาห์หน้าประธานาธิบดีคลินตันกับแบรด พิตต์ จะมากินมื้อเย็นที่นี่ คำตอบหลักของผมก็คือ I am not aware of that, sir.” คุณแกรีกล่าว

ก่อนไปสัมภาษณ์คุณแกรีที่ปาร์คนายเลิศ ฉันพิถีพิถันรีดเสื้อเป็นพิเศษ เลือกรองเท้าคู่เนี้ยบที่สุด กลัวเขาไม่คุยด้วย แม้กว่าจะได้นั่งสัมภาษณ์ตอนเย็นเสื้อก็ยับไปหลายรอย แต่บัตเลอร์ชาวอังกฤษผู้นี้ยิ้มให้ด้วยไมตรีตลอดการสนทนา ตอบทุกอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับอาชีพที่เขารัก และได้รับการยอมรับว่าทำมันได้ดีที่สุดในโลก

Gary Williams, บัตเลอร์

คุณเคยทำอะไรมาก่อน ทำไมจึงเลือกอาชีพบัตเลอร์ และอะไรทำให้ยังทำอยู่จนทุกวันนี้

ผมเคยทำงานหลายอย่าง จบปริญญาตรีสาขาป่าไม้ (ยิ้ม) เคยทำธุรกิจ มีทั้งจัดจำหน่ายเครื่องเขียน มีธุรกิจแกะสลักน้ำแข็งด้วย ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ประกอบการคนหนึ่ง แต่ไม่มีอาชีพไหนถูกใจจริงๆ จนกระทั่งเข้ามาวงการบัตเลอร์ตอนอายุ 39 เพราะดูหนังเรื่อง The Remains of the Day หนังปี 1993 แล้วประทับใจมาก (ยิ้ม) แอนโธนี ฮอปกินส์ (Anthony Hopkins) เล่นเป็นบัตเลอร์ ที่ยังทำอาชีพนี้อยู่ก็เพราะผมค้นพบว่ามีใจรักงานบริการ ถ้าใจรักนะ ทำอะไรก็สำเร็จ

บัตเลอร์ไม่ใช่เพียงแค่รับคำสั่ง แต่บางครั้งก็ต้องเสนอแนะสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสมแก่นายจ้างด้วยใช่ไหม

ถูกต้อง บัตเลอร์คือคนที่ถูกฝึกมาอย่างดี และต้องมีทักษะหลายอย่าง บางครั้งผู้ว่าจ้างอาจถามว่า วันนี้จะใช้รถเบนท์ลีย์ (Bentley) หรือมาเซราติ (Maserati) ดี บัตเลอร์ก็จะแนะนำว่า เบนท์ลีย์ดีไหม เพราะงานวันนี้ใช้รถที่กว้างหน่อยก็ดีนะ อย่างนี้เป็นต้น บางทีเราทำหน้าที่แทนผู้ว่าจ้างในเรื่องการสัมภาษณ์คนเข้าทำงานก็มี ต้องนึกภาพว่าเรามีหน้าที่จัดการทั้งบ้านแทนเขา นั่นเป็นภาระอันใหญ่หลวงเชียวล่ะ ต้องคอยบริหารจัดการทีมพนักงานในบ้าน ดังนั้น บัตเลอร์ต้องถูกฝึกมาอย่างดี

สมมติผู้ว่าจ้างทำงานในสายธุรกิจการเงิน เราอาจต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานเขาบ้าง แต่ไม่มากหรอก เขาไม่ได้จ้างเราเพราะความสามารถด้านการเงิน หน้าที่หลักของบัตเลอร์คือ ทำให้ชีวิตเขาราบรื่น

*หมายเหตุ เมื่อคุยกับคนอื่นบัตเลอร์จะใช้คำเรียกผู้ว่าจ้างว่า Principal ไม่ใช้คำว่า Client, Customer หรือแม้แต่ Boss แต่ต่อหน้าอาจเรียกชื่อ เช่น Mr.Smith หรือ John ตามแต่ผู้ว่าจ้างจะต้องการ

บัตเลอร์ต้องทำให้เป็นทุกอย่าง คุณมีวิธีฝึกฝนตัวเองเพื่อเพิ่มทักษะต่างๆ อย่างไร

เราไม่เคยหยุดเรียนรู้ ต้องเพิ่มทักษะตลอดเวลา ผมอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องทำอาหารให้ผู้ว่าจ้าง ก็ไปเรียนทำอาหาร หรือบางทีผู้ว่าจ้างอาจหลงใหลวิสกี้ คอนญัก หรือค็อกเทล ผมก็ไปเรียนคอร์สผสมเครื่องดื่ม ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้มาก ยิ่งมีทักษะหลายอย่างติดตัว

บัตเลอร์ที่เก่งมากๆ รับรองว่านายจ้างจะไม่ปล่อยคุณหลุดมือไปหรอก แต่ถ้าคุณเลือกที่จะลาออก เขาเต็มใจแนะนำคุณให้คนอื่นแน่นอน แต่จริงๆ นะ ถ้าคุณทำงานได้ดีมาก เช่น ผมแน่ใจเลยว่าคุณเป็นผู้สื่อข่าวที่เก่ง งานจะพุ่งมาหาคุณเอง การมีใจรักในงานสำคัญมาก เพราะมันกำหนดทัศนคติและทักษะที่คุณจะมี

ทำไมอังกฤษจึงเป็นแหล่งผลิตบัตเลอร์ที่ดีที่สุดในโลกมาตั้งแต่อดีต

ความจริงบัตเลอร์เก่งๆ มีอยู่ทั่วโลกนะ (นึก) เมืองไทย เม็กซิโก อินเดีย หลายคนเลย แต่ผมคิดว่าบัตเลอร์ชาวอังกฤษก็เหมือนแบรนด์สินค้าน่ะ มันเป็นเรื่องที่เราภูมิใจ ได้มาเพราะอะไรล่ะ เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกี่ยวกับอาชีพนี้ มีบัตเลอร์คอยดูแลสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ กษัตริย์และราชินีในพระราชวังบัคกิงแฮม เรามีละครที่ดังมากอย่างเรื่อง Downton Abbey และเรื่อง Upstairs, Downstairs มีสื่อจำนวนมากที่ทำให้ ‘บัตเลอร์ชาวอังกฤษ’ เป็นที่รู้จัก แต่ไม่ได้แปลว่าบัตเลอร์ประเทศอื่นจะไม่ดีเท่า มันเป็นแบรนด์น่ะ

ในอดีต ชาวยุโรปที่มีฐานะจะเลือกจ้างแต่พี่เลี้ยงเด็ก (Nanny) ชาวอังกฤษเท่านั้น

ใช่ครับ ในอังกฤษทั้งบัตเลอร์และพี่เลี้ยงเด็กต่างก็มีโรงเรียนชั้นดีไว้ฝึกคนในอาชีพนี้ เป็นโรงเรียนชั้นนำ แต่ผมไม่เคยพูดว่า British Butler Institute คือสถาบันสอนบัตเลอร์ที่ดีที่สุดในโลก สิ่งที่เราพูดคือ ให้ดูผลงาน เพราะนั่นต่างหากคือตัวชี้วัด เราฝึกกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็นบัตเลอร์ที่ดีที่สุดของโลก คนเหล่านี้ถูกจ้างไปทำงานในโรงแรมชั้นหนึ่ง เรือยอชต์ชั้นเลิศ เราโชคดีมากที่มีผลงานเหล่านี้ มันก็ดีอยู่หรอกนะที่พูดได้ว่าเราเป็นเบอร์หนึ่งหรือเบอร์สองของโลกในเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่ผมชอบที่จะกล่าวว่า ดูผลงานของเราดีกว่า

*หมายเหตุ ปัจจุบัน คุณแกรีเป็นอาจารย์ใหญ่ของ British Butler Institute ที่ฝึกบุคลากรแก่สถานที่และองค์กรชั้นนำ มีตั้งแต่พระราชวัง บ้านพักของบุคคลระดับสูง สถานทูต โรงแรม เรือท่องเที่ยว บริการเครื่องบินส่วนตัว รวมทั้งธุรกิจค้าปลีกที่มีกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก สถาบันนี้ฝึกบุคลากรกว่า 2,000 คนต่อปี ครึ่งหนึ่งของนักเรียนเป็นสุภาพสตรี นักเรียนมาจากทุกสาขาอาชีพและช่วงอายุตั้งแต่ 18 – 72 ปี

อาชีพบัตเลอร์ทำรายได้ประมาณเท่าไร

แล้วแต่ประเทศนะ บัตเลอร์ค่าตัวสูงที่สุดในโลกอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขามีรายได้ 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี (69,919,300 บาท) แพงที่สุดในโลกแล้ว เขาอยู่กับครอบครัวผู้ว่าจ้างมา 23 ปี กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปเลย แต่ถ้าเป็นในอังกฤษ รายได้เฉลี่ยของบัตเลอร์ที่ไม่ใช่ระดับหัวหน้า อยู่ที่ราว 40,000 ปอนด์ต่อปี (1,656,369 บาท) นอกจากรายได้ บัตเลอร์ 9 ใน 10 คนก็จะมีที่พักและอาหารด้วย ยิ่งเลื่อนชั้นสูงขึ้นก็ยิ่งค่าตัวแพง แต่บางทีมันก็หมายถึงชีวิตส่วนตัวที่น้อยลง

Gary Williams, บัตเลอร์
Gary Williams, บัตเลอร์

แต่แน่นอนว่าบัตเลอร์ก็มีวันหยุดใช่ไหม

มีครับ ในยุโรปกฎหมายกำหนดว่าต้องมีวันหยุด อย่างไรก็ตาม อาชีพนี้บางทีก็ต้องยืดหยุ่นเรื่องวันหยุด ต้องเข้าใจไว้เลยว่าบางครั้งอาจต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง บางครั้งมีบัตเลอร์เพียงคนเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วเราทำงานกันเป็นทีม มีบัตเลอร์ มีคนครัว คนขับรถ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บ้านนั้นอาจมีบัตเลอร์ 2 คน แม่บ้านอีกสองสามคน ทุกคนช่วยกันทำงาน แน่นอนว่ามันมีอะไรให้ทำตลอดเวลา ไม่มีเวลาที่จะนั่งนิ่งๆ

ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะนั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ต้องหาอะไรมาทำจนได้ ถ้าคุณเป็นคนประเภทนี้ นี่แหละคืออาชีพสำหรับคุณ แต่ถ้าไม่ชอบการติดต่อและรับมือกับคน อาชีพบัตเลอร์ไม่เหมาะเลย

ความยากของอาชีพบัตเลอร์คืออะไร

เรื่องยากที่สุดคือความเหนื่อย บางทีทำให้เครียดเลย บางทีเราเหนื่อยมาก แต่ผู้ว่าจ้างไม่รู้หรือไม่ทันนึกว่าเราทำงานมากแค่ไหน เพราะว่า…อืม…มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ในสถานการณ์แบบนั้นเราต้องพยายามไม่ให้ตัวเองเหนื่อยตายไปก่อน ต้องมีคนช่วย เช่น พอหมดกะแล้วเราไปพัก คนถัดไปมาทำต่อ ไม่อย่างนั้นก็ตายพอดี

1 กะของบัตเลอร์นี่นานแค่ไหน

ถ้าเป็นบัตเลอร์โรงแรมก็ง่ายหน่อย มีชั่วโมงทำงานแน่นอน เช่น 9 โมงถึง 5 โมงเย็น หมดกะปุ๊บก็มีคนมาทำต่อ แต่ถ้าเป็นบัตเลอร์ของบ้านพักและทั้งบ้านมีบัตเลอร์คนเดียว ก็เริ่มงานสัก 7 โมง สิ้นสุด 6 โมงเย็นหรือ 1 ทุ่ม ถ้ามีงานเลี้ยงอาหารเย็นก็ลากยาวไปเลย อาจเลิกงาน 5 ทุ่มเที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 เช้าวันต่อไปก็เริ่มใหม่ ซึ่งเราทำงานหนักขนาดนั้นไม่ได้นานหรอก ต้องทำเป็นกะ

จะบอกผู้ว่าจ้างได้ง่ายๆ เลยเหรอเรื่องขอชั่วโมงการทำงานที่เราพอใจ

ด้วยลักษณะการทำงานทำให้ผู้ว่าจ้างกับบัตเลอร์ใกล้ชิดกันมาก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะชอบถ้าเราบอกตามตรง ดีกว่าทำงานจนเหนื่อยและไปต่อไม่ไหว

คุณหมายถึงผู้ว่าจ้างชาวยุโรปหรือทั่วๆ ไป

ทั่วๆ ไป แต่ละวัฒนธรรมก็มีความคาดหวังไปคนละแบบ บัตเลอร์มืออาชีพจะรู้วิธีสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ตัวเขาเองบริการผู้ว่าจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ทำงานวันละ 16 ชั่วโมงจนสุขภาพตัวเองแย่ไปเรื่อยๆ

ถ้าผู้ว่าจ้างขอให้ทำเรื่องผิดกฎหมายหรือผิดมนุษยธรรม คุณรับมืออย่างไร

เป็นคำถามที่ดี คำตอบก็คือ เราไม่ทำ เป็นจรรยาบรรณของอาชีพนี้เลย เราจะปฏิเสธด้วยคำพูดเช่น ขออภัยครับ ผมทำไม่ได้ (I am so sorry. That is not possible.) สมมติผู้ว่าจ้างบอกว่า แกรี งานของคุณจะขึ้นอยู่กับสิ่งนี้เลยนะ! รู้อะไรไหม ถึงเวลาต้องหางานใหม่แล้ว เพราะถ้าคุณทำอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งเราไม่เคยทำ มันจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น ต่อไปคุณจะถูกจับได้ อาจไปจบในคุก ผมโชคดีที่ไม่เคยเจอผู้ว่าจ้างขอให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย แต่ถ้ามีใครขอ ผมก็จะบอกว่าทำไม่ได้ แล้วหางานใหม่เลย

Gary Williams, บัตเลอร์

ความชื่นใจในอาชีพนี้คืออะไร

แต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผม มันคือช่วงเวลาอย่างเช่นจัดงานเลี้ยงแล้วทุกอย่างเหมาะเจาะราบรื่นไปหมด วันรุ่งขึ้นเขาเรียกคุณไปพบ เขาอาจพูดแค่ว่า แกรี คุณทำงานได้เยี่ยมมาก มันคือสิ่งเหล่านี้แหละ ผมจะกลับบ้าน นั่งพักหน้าเตาผิงอุ่นๆ จิบไวน์แดงดีๆ สักแก้ว แล้วคิดถึงช่วงเวลาเหล่านี้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ทำให้ชีวิตวิเศษมาก วิเศษจริงๆ

อาชีพบัตเลอร์ทำให้ได้เห็นโลกที่เราไม่เคยเห็น พื้นฐานครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวย แต่พอมาทำอาชีพนี้ บางทีต้องหยิกตัวเองน่ะ นึกว่าฝันไป เช่น ผู้ว่าจ้างโทรมาบอกว่า มาพบเราที่เซเชลส์หน่อยนะ (Seychelles – หมู่เกาะฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาที่คนร่ำรวยนิยมไปเที่ยวพักผ่อน) แล้วส่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับคุณบินไปเจอเขาที่โน่นเลย ทุกอย่างฟรี ผมไม่ตัดสินใครจากความร่ำรวยของเขานะ เพียงแต่งานนี้ทำให้ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่ในโลก ช่วงเวลาเหล่านั้นน่าตื่นเต้นเชียวละ

คนที่ไม่ได้อยากเป็นบัตเลอร์จะประยุกต์ใช้หลักการทำงานของอาชีพนี้ได้อย่างไรบ้าง

ธุรกิจบริการหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับความหรูหราใช้ได้หมด เราฝึกคนของธุรกิจค้าปลีกที่เป็นสินค้าหรูหราด้วย เช่น ชาเนล (Chanel) คือในร้านชาเนลไม่มีบัตเลอร์หรอก แต่กลุ่มลูกค้าเป็นคนเดียวกัน เรายังฝึกพนักงานขายของแบรนด์รถสปอร์ต พนักงานบริการในรถไฟระดับหรู รวมทั้งแม่บ้านด้วย

มีคำพูดที่ผมชอบมากคือ ความเยี่ยมยอดคือการทำสิ่งธรรมดาๆ ในระดับดีเยี่ยม (Excellence is doing ordinary things extraordinarily well) นั่นคือสิ่งที่อาชีพบัตเลอร์ทำ สมมติว่าผู้ว่าจ้างอยากได้ชาสักถ้วยหนึ่ง ใครๆ ก็ชงและเสิร์ฟชาได้ แต่พวกเราบัตเลอร์จะทำให้ดีขึ้นไปอีกขั้น

เมื่อวานฉันชงชาให้พ่อ ก็ต้มน้ำร้อนใส่แก้ว ใส่ถุงชา แล้วบัตเลอร์เก่งๆ จะทำต่างจากนี้อย่างไร

บัตเลอร์ชั้นเยี่ยมจะเสิร์ฟชาให้พ่อคุณอย่างไรน่ะเหรอ เราจะเสิร์ฟแบบที่เขาชอบ เราอยากให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุด การบริการแบบหรูหราไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ข้าวของเครื่องใช้หรูๆ เสมอไป แต่หมายถึงบริการอย่างที่เขาอยากได้ในรูปแบบที่งดงาม ถ้าพ่อคุณชอบดื่มชาในถ้วยพลาสติก เราก็จะเสิร์ฟในถ้วยพลาสติก หรือเขามีถ้วยใบโปรดไหม เราจะใช้ถ้วยนั้นเสิร์ฟชาให้ อาจเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่รื่นรมย์ เช่น เขาอาจชอบกินขนมปังกรอบยี่ห้อนี้กับชาร้อน เราก็จะจัดขนมนั้นวางไปด้วย

บางทีบัตเลอร์ฝึกวิธีจัดโต๊ะอาหารแบบสากลมา แต่พอไปประเทศจีนเขาไม่อยากได้แบบนั้น เราก็จะจัดโต๊ะแบบที่เขาชอบ จัดแบบจีน แต่จะจัดอย่างงดงาม และคำนึงถึงความต้องการของผู้ว่าจ้างเสมอ

กว่าจะเรียนรู้ความชอบของผู้ว่าจ้างได้นี่คงใช้เวลานานใช่ไหม

นานครับ แต่เรามีวิธีที่ช่วยให้เร็วขึ้น พอเราตกลงเข้าทำงานเป็นบัตเลอร์ให้ใคร เราจะสัมภาษณ์ผู้ว่าจ้าง

สัมภาษณ์แบบที่ฉันสัมภาษณ์คุณนี่น่ะเหรอ

ใช่ เรานั่งคุยกับเขาเลย เลือกเวลาที่เขาสะดวก เราสัมภาษณ์เพื่อทำสมุดขึ้นมาเล่มหนึ่ง เรียกว่า ‘คู่มือผู้ว่าจ้าง’ (The Principal’s Manual) ในนั้นเราบันทึกทุกรายละเอียดว่าผู้ว่าจ้างชอบอะไรและถ่ายรูปไว้ เช่น เขาชอบให้เตรียมน้ำอาบในอ่างสูง 60 เซนติเมตร อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส มีเป็ดยาง 2 ตัว มีกลีบกุหลาบ 2 กลีบ เราก็จะจัดให้เป๊ะตามนั้น แชะ! ถ่ายรูป แล้วเก็บไว้ในคู่มือเล่มนี้ โรงแรมชั้นนำจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแขกแบบนี้ทั้งนั้น พวกเราบัตเลอร์ก็เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ว่าจ้าง เพื่อบริการเขาให้ดีที่สุด

Gary Williams, บัตเลอร์
Gary Williams, บัตเลอร์

ปีที่แล้วคุณให้สัมภาษณ์ว่า อาชีพบัตเลอร์เป็นที่ต้องการมาก ยังไงก็ไม่ตกงาน อีก 10 ปีประโยคนี้จะยังเป็นจริงไหม

(ตอบทันที) นานกว่านั้นอีก ถ้ามองในมุมของเศรษฐศาสตร์มหภาคนะ มีโรงแรมมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนร่ำรวยเพิ่มมากขึ้น บ้านพักหรูหราก็มากขึ้น เรียกได้ว่าเพิ่มเป็นดอกเห็ดเลย คนมีฐานะเหล่านี้ไม่มีเวลาเพราะยุ่งกับงาน พวกเขาต้องการพนักงานด้านบริการที่ฝึกมาอย่างดี ความคาดหวังของผู้คนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ คนยินดีจ่ายเงิน 200 เหรียญฯ แลกกับอาหาร 1 มื้อ และคาดหวังจะได้รับประสบการณ์ที่วิเศษ

ในความเห็นของผม ความต้องการบัตเลอร์เพิ่มมากขึ้นราว 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ดูอย่างประเทศจีน ผมคิดว่ามหาเศรษฐีชาวจีนประเทศเดียวมีจำนวนมากกว่ามหาเศรษฐีชาติอื่นรวมกันเสียอีก คนเหล่านี้ต้องการบริการชั้นเยี่ยม ดูอย่างกรุงเทพฯ 10 ปีที่แล้วเป็นอย่างไรเทียบกับปัจจุบัน โรงแรมผุดขึ้นมากมาย ดังนั้น เราต้องเตรียมคนไว้บริการ

คุณเคยดูหนังเรื่อง Bicentennial Man ไหม

เคยครับ (ยิ้ม) รู้เลยว่าจะถามอะไร (หัวเราะ)

ในหนังเรื่องนั้น โรบิน วิลเลียมส์ (Robin Williams) แสดงเป็นหุ่นยนต์ที่เป็นบัตเลอร์ชั้นเยี่ยม คิดว่ามันเป็นไปได้แค่ไหน

ต้องยอมรับความจริงว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) กำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าถามว่าคิดว่าบัตเลอร์หุ่นยนต์จะแทนที่บัตเลอร์มนุษย์ได้ไหม คำตอบคือไม่ เพราะคนเรายังต้องการความเป็นมนุษย์

ผมไม่ปฏิเสธว่าเราจะเห็นหุ่นยนต์ทำงานพื้นๆ เช่น รถที่ไม่ต้องมีคนขับ แต่คนเรายังต้องการการกระทำที่โต้ตอบซึ่งกันและกัน และการกระทำที่เป็นไปโดยสัญชาตญาณมนุษย์ สมมติว่าเรามีหุ่นยนต์ที่เยี่ยมสุดๆ ทำได้ทุกอย่าง แต่ราคา 10 ล้านดอลลาร์ฯ ทุกคนจะอยากซื้อไหม แล้วจะอยากคุยกับหุ่นยนต์ทุกวันไหม ผมไม่รู้ คนอาจอยากได้แบบนั้นก็ได้นะ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ความต้องการบัตเลอร์ก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนหาคนมาทำหน้าที่นี้ไม่ทันด้วยซ้ำ

แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าอุตสาหกรรมบริการจะมีแต่หุ่นยนต์ทำโน่นทำนี่ทุกอย่างได้ยังไง ผมไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะพัฒนาไปจนซับซ้อนและก้าวหน้าแค่ไหน แต่สำหรับการเป็นบัตเลอร์ ผมว่ามันคงไม่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ไปอีกสัก 5,000 ปีล่ะมั้ง (หัวเราะชอบใจ)

สิ่งที่บัตเลอร์มนุษย์ทำได้ แต่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ คืออะไร

ทักษะหนึ่งที่บัตเลอร์ต้องมีคือความรู้ด้านจิตวิทยา ต้องอ่านใจคนให้ออก หุ่นยนต์จะทำได้ยังไง มันไม่มีสัญชาตญาณ หุ่นยนต์ฟังคำสั่งแล้วโต้ตอบหรือเสนอแนะอย่างที่มนุษย์ทำไม่ได้ อย่างเมื่อกี้ผมสอนวิธีจัดกระเป๋าเดินทางให้ผู้ว่าจ้าง เห็นไหมว่ามันมีรายละเอียดเยอะมาก ผมนึกไม่ออกว่าหุ่นยนต์จะทำได้ยังไง แต่ไม่แน่นะ วันหนึ่งมันอาจทำได้ แล้วผมอาจต้องไปฝึกกองทัพหุ่นยนต์บัตเลอร์ (พูดเสียงดัง) เอ้า! เจ้าหุ่นยนต์ เข้าแถว! (หัวเราะ)

3 คุณสมบัติที่บัตเลอร์ที่ดีที่สุดในโลกต้องมีคืออะไร

เอาสัก 5 ข้อแล้วกัน ต้องมีความสม่ำเสมอ (Consistency) รู้จักคาดคะเน (Anticipation) ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ (Attention to small details) รู้จักฟัง (Know how to listen) บางครั้งมันหมายถึงการฟัง ประเมิน และลงมือทำ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ และมีทักษะของคอนเซียร์จ (Concierge – ผู้ดูแลแขกในอพาร์ตเมนต์หรูหราหรือโรงแรม) การจะเป็นบัตเลอร์ที่ดีที่สุดในโลกต้องมี 5 ข้อนี้ ขาดข้อใดไม่ได้เลย เราเรียกมันว่าเสาหลักทั้งห้า 5 เสานี้แตกออกมาเป็นข้อย่อยๆ เช่น ต้องรู้จักยิ้ม มีทัศนคติที่ดี อะไรต่างๆ เหล่านี้อยู่ใน 5 ข้อนี้ทั้งนั้น

ความสุขในการทำงานของบัตเลอร์ชื่อ แกรี วิลเลียมส์ คืออะไร

ผมมีความสุขถ้าผู้ว่าจ้างมีความสุข ผมชื่นใจมากเวลาผู้ว่าจ้างบอกว่า แกรี ขอบคุณนะ สำหรับคนอื่นมันอาจมีอะไรที่ทำให้เขามีความสุข แต่ของผมมันคือสิ่งนี้แหละ (เน้นเสียง)

ก็มีบัตเลอร์เยอะแยะที่ทำงานเพียงเพื่อแลกเงิน แต่เขาจะเป็นได้แค่บัตเลอร์ระดับพอใช้ ไม่มีทางขึ้นสูงกว่านั้น They will never be the finest in the world.

Gary Williams, บัตเลอร์

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.50 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load