เนื่องจากสถานการณ์โรค COVID-19 ที่กำลังระบาดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านตอนนี้น่าจะ Work from home หรืออยู่บ้านกันเป็นหลัก ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไม่ได้ออกไปสังสรรค์ เพราะการแพร่ระบาดของโรคนี้ วันนี้เลยจะมานำเสนอปางของพระพุทธรูปที่น่าจะเข้ากับช่วงเวลานี้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อพระพุทธรูปปางนี้ แต่ส่วนใหญ่น่าจะไม่เคยเห็น นั่นก็คือ ‘พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ’ หรือเรียกง่ายๆ ก็พระพุทธรูปปางรักษาพระป่วยนั่นเอง

ทีนี้ เรามาทำความรู้จักพระพุทธรูปปางนี้กันสักเล็กน้อยก่อน

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงพุทธประวัติตอนหนึ่ง เล่าถึงพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคท้องร่วง เมื่อพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรจึงได้ตรัสถามถึงโรคของภิกษุรูปนั้น และทรงทราบว่าไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสให้พระอานนท์ไปตักน้ำมา เมื่อนำน้ำมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงประคองภิกษุรูปนั้นทางศีรษะแล้วทำความสะอาดร่างกายภิกษุผู้อาพาธโดยมีพระอานนท์คอยช่วยเหลือ เมื่อเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์และได้สอบถามภิกษุทั้งหลายถึงสาเหตุที่ไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ จนได้คำตอบว่า เพราะพระภิกษุรูปนั้นไม่เคยอุปการะดูแลภิกษุใด จึงไม่มีใครพยาบาลภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาลดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฎ”

หรือก็คือ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนว่า หากภิกษุไม่ดูแลกันเองแล้วใครจะมาดูแล พร้อมกับตั้งกฎว่าหากผู้ใดไม่พยาบาลจะต้องอาบัติทุกกฎ ซึ่งถือเป็นอาบัติสถานเบา ไม่ได้ถือเป็นอาบัติหนักอย่างปาราชิกหรือสังฆาทิเสสนะครับ

เอาล่ะ ทีนี้เราลองมาชมของจริงกันบ้าง เพราะพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธถือเป็นปางที่ค่อนข้างแปลกและน่าสนใจ ด้วยเหตุที่ว่าไม่ใช่ปางที่มีมาแต่โบราณ ปางที่มีมาแต่ดั้งเดิมในประเทศอินเดียมีเพียงแค่ 6 ปางเท่านั้น ได้แก่ ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ปางประทานอภัย ปางประทานพร ปางแสดงธรรม และปางปฐมเทศนา เท่านั้น ก่อนจะมีการพัฒนาปางใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นมา 40 ปางตามพุทธประวัติตอนต่างๆ ก่อนจะมีการกำหนดปางพระพุทธรูปเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายเซ็ต ทั้ง 55 ปางของ ศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ จากหนังสือ พระพุทธรูปปางต่างๆ 72 ปางของ พิทูร มะลิวัลย์ จากหนังสือ ประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ หรือ 66 ปาง ของ พระพิมลธรรม จากหนังสือ ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ

 แต่ปางพยาบาลภิกษุอาพาธนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มเดียว นั่นก็คือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง เรียบเรียงโดย เทพพร มังธานี โดยปางนี้เป็นปางลำดับที่ 51 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงพระพุทธรูปปางนี้ พร้อมกับภาพประกอบแสดงลักษณะของพระพุทธรูปปางนี้ด้วยครับ

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.pantip.com

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธเท่าที่ผมทราบ (ย้ำอีกครั้งว่าเท่าที่ผมทราบ อาจจะมีวัดอื่นหรือที่อื่นมากกว่านี้ก็ได้ครับ) มีอยู่ 5 วัด และมีอยู่ที่โรงพยาบาล สถานปฏิบัติธรรมบางแห่งเท่านั้น โดยรูปแบบของพระพุทธรูปปางนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 อิริยาบถ ได้แก่ อิริยาบถยืนและอิริยาบถนั่ง

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถยืนนั้นพบอยู่เพียงวัดเดียว นั่นก็คือ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ด้านหลังพระวิหารพระอินทร์แปลง โดยตั้งอยู่ใกล้กับพระเศียรของพระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนในรูปแบบที่เราพบได้ทั่วไป ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย ศิลปะที่ถือกันว่างามที่สุด โดยสิ่งที่ทำให้ท่านต่างจากพระพุทธรูปยืนองค์อื่นๆ ก็คือ แทนที่จะยื่นพระหัตถ์ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างออกมาข้างหน้าตรงๆ พระหัตถ์ทั้งสองข้างของพระพุทธรูปองค์จะอยู่ในท่าอุ้มพระภิกษุแทน 

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย

ในขณะที่พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งนั้น ถือว่าเจอมากกว่า โดยอีก 4 วัดที่เหลือ ได้แก่ ข้างอุโบสถ วัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร ภายในพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป 80 ปาง วัดกระทุ่มเสือปลา กรุงเทพมหานคร หลังอุโบสถ วัดขนอนเหนือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ภายในหอสวดมนต์ วัดน้ำริดเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผมเคยไปมา 2 วัด วัดน้ำริดเหนือและวัดกระทุ่มเสือปลาผมยังไม่เคยไป แต่ไม่เป็นไร ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต แม้ผมจะไม่เคยไป แม้ผมจะไม่มีรูป ผมก็หารูปมาให้ชมได้ครับผม

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.facebook.com
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.tatcontactcenter.com

แม้ทั้งสี่องค์จะมาจาก 3 จังหวัด แต่เราจะเห็นว่า พระพุทธรูปทั้งสี่องค์นี้มีจุดร่วมกันอยู่หลายอย่างเลย อย่างแรก พระเศียรของพระพุทธรูปมีอิทธิพลจากศิลปะคันธาระของอินเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพระเกศาหยักศก ต่างจากพระพุทธรูปในศิลปะไทยทั่วไปที่จะมีลักษณะเป็นขมวดก้นหอย (เทียบกับองค์ที่วัดเสนาสนารามฯ ได้เลยครับ) บางองค์มีอุณาโลมด้วย 

อย่างที่สอง อิริยาบถ พระพุทธเจ้าอยู่ในอิริยาบถนั่งชันพระชานุขวา มีพระภิกษุนอนอยู่ที่พระเพลา โดยที่พระหัตถ์ขวาประคองหัวของภิกษุอาพาธ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายประคองมือซ้ายของภิกษุเอาไว้ บางองค์พระพุทธเจ้าจะหันพระพักตร์ไปทางหัวของภิกษุด้วยครับ

จะว่าไป มีใครรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าครับว่า ท่าทางลักษณะของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งดูคุ้นตา คล้ายกับรูปปั้น ประติมากรรม หรือภาพเขียนชิ้นไหนสักชิ้นหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้านึกไม่ออก ผมมีภาพประกอบมาให้ชม

'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ: www.wikipedia.org
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.wikipedia.org

งานศิลปะนี้มีชื่อว่า Pieta เป็นประติมากรรมรูปพระแม่มารีย์กำลังประคองร่างของพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากไม้กางเขน ซึ่งถือเป็นฉากสำคัญในชุด ‘พระทรมานของพระเยซู’ (Passion of Christ) และ เป็น 1 ใน 7 ฉากในชุด ‘แม่พระระทมทุกข์’ (Our Lady of Sorrow) ซึ่งมีทั้งที่เป็นประติมากรรม อย่างในภาพประกอบผลงานของมีเกลันเจโล (Michelangelo) ประติมากร จิตรกร และสถาปนิกชาวอิตาลี ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) นครรัฐวาติกัน และมีที่เป็นจิตรกรรม ในภาพประกอบผลงานของโจวันนี เบลลีนี (Giovanni Bellini) จิตรกรรมชาวอิตาลี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี 

แต่ถ้าใครไม่อยากเดินทางไปชมไกล ในประเทศไทยเองก็มีเช่นกัน โดยอยู่ในภาพชุดพระทรมานของพระเยซูที่ประดับอยู่บนผนังของโบสถ์หรือกระจกสีภายในโบสถ์ ลองไปชมกันได้ 

ซึ่งพอลองเอาท่าทางของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งและ Pieta มาเทียบกัน จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ว่า เมื่อมีการออกแบบพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นในครั้งแรก ผู้ออกแบบอาจจะได้แรงบันดาลใจจากประติมากรรมในคริสต์ศาสนาชิ้นนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยครับ

นอกจากพระพุทธรูปปางนี้แล้ว ในเมืองไทยเองจริงๆ ยังมีพระพุทธรูปปางแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นหรือไม่ค่อยจะได้เห็นกันสักเท่าไหร่ เช่น พระเจ้าเข้านิพพาน หรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในโลง พระพุทธรูปปางประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ไว้ถ้ามีโอกาสและจังหวะจะมานำมาเล่าสู่กันฟังครับ 

สุดท้ายนี้ ช่วงนี้โรค COVID-19 กำลังระบาด มีข่าวกันไม่เว้นวัน อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ กินร้อน ใช้ช้อนส่วนตัว และล้างมือนะครับผม 

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่สนใจหนังสือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง ยังหาซื้อได้นะครับ ลองไปดูตามร้านหนังสือ เว็บไซต์ขายหนังสือดูได้ครับผม
  2. ถ้าใครสนใจเรื่อง Pieta หรืออยากเห็น Pieta ในแบบต่างๆ ลองค้นหาดูในกูเกิลได้เลยครับผม หรือจะลองดูในวิกิพีเดียที่เป็นข้อมูลที่ผมนำมาใช้อ้างอิงก็ได้ครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load