เนื่องจากสถานการณ์โรค COVID-19 ที่กำลังระบาดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านตอนนี้น่าจะ Work from home หรืออยู่บ้านกันเป็นหลัก ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไม่ได้ออกไปสังสรรค์ เพราะการแพร่ระบาดของโรคนี้ วันนี้เลยจะมานำเสนอปางของพระพุทธรูปที่น่าจะเข้ากับช่วงเวลานี้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อพระพุทธรูปปางนี้ แต่ส่วนใหญ่น่าจะไม่เคยเห็น นั่นก็คือ ‘พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ’ หรือเรียกง่ายๆ ก็พระพุทธรูปปางรักษาพระป่วยนั่นเอง

ทีนี้ เรามาทำความรู้จักพระพุทธรูปปางนี้กันสักเล็กน้อยก่อน

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงพุทธประวัติตอนหนึ่ง เล่าถึงพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคท้องร่วง เมื่อพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรจึงได้ตรัสถามถึงโรคของภิกษุรูปนั้น และทรงทราบว่าไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสให้พระอานนท์ไปตักน้ำมา เมื่อนำน้ำมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงประคองภิกษุรูปนั้นทางศีรษะแล้วทำความสะอาดร่างกายภิกษุผู้อาพาธโดยมีพระอานนท์คอยช่วยเหลือ เมื่อเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์และได้สอบถามภิกษุทั้งหลายถึงสาเหตุที่ไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ จนได้คำตอบว่า เพราะพระภิกษุรูปนั้นไม่เคยอุปการะดูแลภิกษุใด จึงไม่มีใครพยาบาลภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาลดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฎ”

หรือก็คือ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนว่า หากภิกษุไม่ดูแลกันเองแล้วใครจะมาดูแล พร้อมกับตั้งกฎว่าหากผู้ใดไม่พยาบาลจะต้องอาบัติทุกกฎ ซึ่งถือเป็นอาบัติสถานเบา ไม่ได้ถือเป็นอาบัติหนักอย่างปาราชิกหรือสังฆาทิเสสนะครับ

เอาล่ะ ทีนี้เราลองมาชมของจริงกันบ้าง เพราะพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธถือเป็นปางที่ค่อนข้างแปลกและน่าสนใจ ด้วยเหตุที่ว่าไม่ใช่ปางที่มีมาแต่โบราณ ปางที่มีมาแต่ดั้งเดิมในประเทศอินเดียมีเพียงแค่ 6 ปางเท่านั้น ได้แก่ ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ปางประทานอภัย ปางประทานพร ปางแสดงธรรม และปางปฐมเทศนา เท่านั้น ก่อนจะมีการพัฒนาปางใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นมา 40 ปางตามพุทธประวัติตอนต่างๆ ก่อนจะมีการกำหนดปางพระพุทธรูปเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายเซ็ต ทั้ง 55 ปางของ ศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ จากหนังสือ พระพุทธรูปปางต่างๆ 72 ปางของ พิทูร มะลิวัลย์ จากหนังสือ ประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ หรือ 66 ปาง ของ พระพิมลธรรม จากหนังสือ ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ

 แต่ปางพยาบาลภิกษุอาพาธนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มเดียว นั่นก็คือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง เรียบเรียงโดย เทพพร มังธานี โดยปางนี้เป็นปางลำดับที่ 51 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงพระพุทธรูปปางนี้ พร้อมกับภาพประกอบแสดงลักษณะของพระพุทธรูปปางนี้ด้วยครับ

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.pantip.com

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธเท่าที่ผมทราบ (ย้ำอีกครั้งว่าเท่าที่ผมทราบ อาจจะมีวัดอื่นหรือที่อื่นมากกว่านี้ก็ได้ครับ) มีอยู่ 5 วัด และมีอยู่ที่โรงพยาบาล สถานปฏิบัติธรรมบางแห่งเท่านั้น โดยรูปแบบของพระพุทธรูปปางนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 อิริยาบถ ได้แก่ อิริยาบถยืนและอิริยาบถนั่ง

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถยืนนั้นพบอยู่เพียงวัดเดียว นั่นก็คือ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ด้านหลังพระวิหารพระอินทร์แปลง โดยตั้งอยู่ใกล้กับพระเศียรของพระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนในรูปแบบที่เราพบได้ทั่วไป ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย ศิลปะที่ถือกันว่างามที่สุด โดยสิ่งที่ทำให้ท่านต่างจากพระพุทธรูปยืนองค์อื่นๆ ก็คือ แทนที่จะยื่นพระหัตถ์ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างออกมาข้างหน้าตรงๆ พระหัตถ์ทั้งสองข้างของพระพุทธรูปองค์จะอยู่ในท่าอุ้มพระภิกษุแทน 

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย

ในขณะที่พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งนั้น ถือว่าเจอมากกว่า โดยอีก 4 วัดที่เหลือ ได้แก่ ข้างอุโบสถ วัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร ภายในพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป 80 ปาง วัดกระทุ่มเสือปลา กรุงเทพมหานคร หลังอุโบสถ วัดขนอนเหนือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ภายในหอสวดมนต์ วัดน้ำริดเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผมเคยไปมา 2 วัด วัดน้ำริดเหนือและวัดกระทุ่มเสือปลาผมยังไม่เคยไป แต่ไม่เป็นไร ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต แม้ผมจะไม่เคยไป แม้ผมจะไม่มีรูป ผมก็หารูปมาให้ชมได้ครับผม

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.facebook.com
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.tatcontactcenter.com

แม้ทั้งสี่องค์จะมาจาก 3 จังหวัด แต่เราจะเห็นว่า พระพุทธรูปทั้งสี่องค์นี้มีจุดร่วมกันอยู่หลายอย่างเลย อย่างแรก พระเศียรของพระพุทธรูปมีอิทธิพลจากศิลปะคันธาระของอินเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพระเกศาหยักศก ต่างจากพระพุทธรูปในศิลปะไทยทั่วไปที่จะมีลักษณะเป็นขมวดก้นหอย (เทียบกับองค์ที่วัดเสนาสนารามฯ ได้เลยครับ) บางองค์มีอุณาโลมด้วย 

อย่างที่สอง อิริยาบถ พระพุทธเจ้าอยู่ในอิริยาบถนั่งชันพระชานุขวา มีพระภิกษุนอนอยู่ที่พระเพลา โดยที่พระหัตถ์ขวาประคองหัวของภิกษุอาพาธ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายประคองมือซ้ายของภิกษุเอาไว้ บางองค์พระพุทธเจ้าจะหันพระพักตร์ไปทางหัวของภิกษุด้วยครับ

จะว่าไป มีใครรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าครับว่า ท่าทางลักษณะของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งดูคุ้นตา คล้ายกับรูปปั้น ประติมากรรม หรือภาพเขียนชิ้นไหนสักชิ้นหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้านึกไม่ออก ผมมีภาพประกอบมาให้ชม

'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ: www.wikipedia.org
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.wikipedia.org

งานศิลปะนี้มีชื่อว่า Pieta เป็นประติมากรรมรูปพระแม่มารีย์กำลังประคองร่างของพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากไม้กางเขน ซึ่งถือเป็นฉากสำคัญในชุด ‘พระทรมานของพระเยซู’ (Passion of Christ) และ เป็น 1 ใน 7 ฉากในชุด ‘แม่พระระทมทุกข์’ (Our Lady of Sorrow) ซึ่งมีทั้งที่เป็นประติมากรรม อย่างในภาพประกอบผลงานของมีเกลันเจโล (Michelangelo) ประติมากร จิตรกร และสถาปนิกชาวอิตาลี ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) นครรัฐวาติกัน และมีที่เป็นจิตรกรรม ในภาพประกอบผลงานของโจวันนี เบลลีนี (Giovanni Bellini) จิตรกรรมชาวอิตาลี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี 

แต่ถ้าใครไม่อยากเดินทางไปชมไกล ในประเทศไทยเองก็มีเช่นกัน โดยอยู่ในภาพชุดพระทรมานของพระเยซูที่ประดับอยู่บนผนังของโบสถ์หรือกระจกสีภายในโบสถ์ ลองไปชมกันได้ 

ซึ่งพอลองเอาท่าทางของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งและ Pieta มาเทียบกัน จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ว่า เมื่อมีการออกแบบพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นในครั้งแรก ผู้ออกแบบอาจจะได้แรงบันดาลใจจากประติมากรรมในคริสต์ศาสนาชิ้นนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยครับ

นอกจากพระพุทธรูปปางนี้แล้ว ในเมืองไทยเองจริงๆ ยังมีพระพุทธรูปปางแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นหรือไม่ค่อยจะได้เห็นกันสักเท่าไหร่ เช่น พระเจ้าเข้านิพพาน หรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในโลง พระพุทธรูปปางประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ไว้ถ้ามีโอกาสและจังหวะจะมานำมาเล่าสู่กันฟังครับ 

สุดท้ายนี้ ช่วงนี้โรค COVID-19 กำลังระบาด มีข่าวกันไม่เว้นวัน อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ กินร้อน ใช้ช้อนส่วนตัว และล้างมือนะครับผม 

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่สนใจหนังสือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง ยังหาซื้อได้นะครับ ลองไปดูตามร้านหนังสือ เว็บไซต์ขายหนังสือดูได้ครับผม
  2. ถ้าใครสนใจเรื่อง Pieta หรืออยากเห็น Pieta ในแบบต่างๆ ลองค้นหาดูในกูเกิลได้เลยครับผม หรือจะลองดูในวิกิพีเดียที่เป็นข้อมูลที่ผมนำมาใช้อ้างอิงก็ได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load