เนื่องจากสถานการณ์โรค COVID-19 ที่กำลังระบาดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านตอนนี้น่าจะ Work from home หรืออยู่บ้านกันเป็นหลัก ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไม่ได้ออกไปสังสรรค์ เพราะการแพร่ระบาดของโรคนี้ วันนี้เลยจะมานำเสนอปางของพระพุทธรูปที่น่าจะเข้ากับช่วงเวลานี้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อพระพุทธรูปปางนี้ แต่ส่วนใหญ่น่าจะไม่เคยเห็น นั่นก็คือ ‘พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ’ หรือเรียกง่ายๆ ก็พระพุทธรูปปางรักษาพระป่วยนั่นเอง

ทีนี้ เรามาทำความรู้จักพระพุทธรูปปางนี้กันสักเล็กน้อยก่อน

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงพุทธประวัติตอนหนึ่ง เล่าถึงพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคท้องร่วง เมื่อพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรจึงได้ตรัสถามถึงโรคของภิกษุรูปนั้น และทรงทราบว่าไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสให้พระอานนท์ไปตักน้ำมา เมื่อนำน้ำมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงประคองภิกษุรูปนั้นทางศีรษะแล้วทำความสะอาดร่างกายภิกษุผู้อาพาธโดยมีพระอานนท์คอยช่วยเหลือ เมื่อเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์และได้สอบถามภิกษุทั้งหลายถึงสาเหตุที่ไม่มีผู้ใดพยาบาลภิกษุรูปนี้ จนได้คำตอบว่า เพราะพระภิกษุรูปนั้นไม่เคยอุปการะดูแลภิกษุใด จึงไม่มีใครพยาบาลภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาลดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฎ”

หรือก็คือ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนว่า หากภิกษุไม่ดูแลกันเองแล้วใครจะมาดูแล พร้อมกับตั้งกฎว่าหากผู้ใดไม่พยาบาลจะต้องอาบัติทุกกฎ ซึ่งถือเป็นอาบัติสถานเบา ไม่ได้ถือเป็นอาบัติหนักอย่างปาราชิกหรือสังฆาทิเสสนะครับ

เอาล่ะ ทีนี้เราลองมาชมของจริงกันบ้าง เพราะพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธถือเป็นปางที่ค่อนข้างแปลกและน่าสนใจ ด้วยเหตุที่ว่าไม่ใช่ปางที่มีมาแต่โบราณ ปางที่มีมาแต่ดั้งเดิมในประเทศอินเดียมีเพียงแค่ 6 ปางเท่านั้น ได้แก่ ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ปางประทานอภัย ปางประทานพร ปางแสดงธรรม และปางปฐมเทศนา เท่านั้น ก่อนจะมีการพัฒนาปางใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นมา 40 ปางตามพุทธประวัติตอนต่างๆ ก่อนจะมีการกำหนดปางพระพุทธรูปเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายเซ็ต ทั้ง 55 ปางของ ศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ จากหนังสือ พระพุทธรูปปางต่างๆ 72 ปางของ พิทูร มะลิวัลย์ จากหนังสือ ประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ หรือ 66 ปาง ของ พระพิมลธรรม จากหนังสือ ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ

 แต่ปางพยาบาลภิกษุอาพาธนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มเดียว นั่นก็คือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง เรียบเรียงโดย เทพพร มังธานี โดยปางนี้เป็นปางลำดับที่ 51 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงพระพุทธรูปปางนี้ พร้อมกับภาพประกอบแสดงลักษณะของพระพุทธรูปปางนี้ด้วยครับ

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.pantip.com

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธเท่าที่ผมทราบ (ย้ำอีกครั้งว่าเท่าที่ผมทราบ อาจจะมีวัดอื่นหรือที่อื่นมากกว่านี้ก็ได้ครับ) มีอยู่ 5 วัด และมีอยู่ที่โรงพยาบาล สถานปฏิบัติธรรมบางแห่งเท่านั้น โดยรูปแบบของพระพุทธรูปปางนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 อิริยาบถ ได้แก่ อิริยาบถยืนและอิริยาบถนั่ง

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถยืนนั้นพบอยู่เพียงวัดเดียว นั่นก็คือ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ด้านหลังพระวิหารพระอินทร์แปลง โดยตั้งอยู่ใกล้กับพระเศียรของพระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถยืนในรูปแบบที่เราพบได้ทั่วไป ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย ศิลปะที่ถือกันว่างามที่สุด โดยสิ่งที่ทำให้ท่านต่างจากพระพุทธรูปยืนองค์อื่นๆ ก็คือ แทนที่จะยื่นพระหัตถ์ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างออกมาข้างหน้าตรงๆ พระหัตถ์ทั้งสองข้างของพระพุทธรูปองค์จะอยู่ในท่าอุ้มพระภิกษุแทน 

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย

ในขณะที่พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งนั้น ถือว่าเจอมากกว่า โดยอีก 4 วัดที่เหลือ ได้แก่ ข้างอุโบสถ วัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร ภายในพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป 80 ปาง วัดกระทุ่มเสือปลา กรุงเทพมหานคร หลังอุโบสถ วัดขนอนเหนือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ภายในหอสวดมนต์ วัดน้ำริดเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผมเคยไปมา 2 วัด วัดน้ำริดเหนือและวัดกระทุ่มเสือปลาผมยังไม่เคยไป แต่ไม่เป็นไร ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต แม้ผมจะไม่เคยไป แม้ผมจะไม่มีรูป ผมก็หารูปมาให้ชมได้ครับผม

พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.facebook.com
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.tatcontactcenter.com

แม้ทั้งสี่องค์จะมาจาก 3 จังหวัด แต่เราจะเห็นว่า พระพุทธรูปทั้งสี่องค์นี้มีจุดร่วมกันอยู่หลายอย่างเลย อย่างแรก พระเศียรของพระพุทธรูปมีอิทธิพลจากศิลปะคันธาระของอินเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพระเกศาหยักศก ต่างจากพระพุทธรูปในศิลปะไทยทั่วไปที่จะมีลักษณะเป็นขมวดก้นหอย (เทียบกับองค์ที่วัดเสนาสนารามฯ ได้เลยครับ) บางองค์มีอุณาโลมด้วย 

อย่างที่สอง อิริยาบถ พระพุทธเจ้าอยู่ในอิริยาบถนั่งชันพระชานุขวา มีพระภิกษุนอนอยู่ที่พระเพลา โดยที่พระหัตถ์ขวาประคองหัวของภิกษุอาพาธ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายประคองมือซ้ายของภิกษุเอาไว้ บางองค์พระพุทธเจ้าจะหันพระพักตร์ไปทางหัวของภิกษุด้วยครับ

จะว่าไป มีใครรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าครับว่า ท่าทางลักษณะของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งดูคุ้นตา คล้ายกับรูปปั้น ประติมากรรม หรือภาพเขียนชิ้นไหนสักชิ้นหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้านึกไม่ออก ผมมีภาพประกอบมาให้ชม

'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ: www.wikipedia.org
'พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ' พระพุทธรูปปางประดิษฐ์ใหม่ที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในไทย
ภาพ : www.wikipedia.org

งานศิลปะนี้มีชื่อว่า Pieta เป็นประติมากรรมรูปพระแม่มารีย์กำลังประคองร่างของพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากไม้กางเขน ซึ่งถือเป็นฉากสำคัญในชุด ‘พระทรมานของพระเยซู’ (Passion of Christ) และ เป็น 1 ใน 7 ฉากในชุด ‘แม่พระระทมทุกข์’ (Our Lady of Sorrow) ซึ่งมีทั้งที่เป็นประติมากรรม อย่างในภาพประกอบผลงานของมีเกลันเจโล (Michelangelo) ประติมากร จิตรกร และสถาปนิกชาวอิตาลี ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) นครรัฐวาติกัน และมีที่เป็นจิตรกรรม ในภาพประกอบผลงานของโจวันนี เบลลีนี (Giovanni Bellini) จิตรกรรมชาวอิตาลี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี 

แต่ถ้าใครไม่อยากเดินทางไปชมไกล ในประเทศไทยเองก็มีเช่นกัน โดยอยู่ในภาพชุดพระทรมานของพระเยซูที่ประดับอยู่บนผนังของโบสถ์หรือกระจกสีภายในโบสถ์ ลองไปชมกันได้ 

ซึ่งพอลองเอาท่าทางของพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธในอิริยาบถนั่งและ Pieta มาเทียบกัน จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ว่า เมื่อมีการออกแบบพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นในครั้งแรก ผู้ออกแบบอาจจะได้แรงบันดาลใจจากประติมากรรมในคริสต์ศาสนาชิ้นนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยครับ

นอกจากพระพุทธรูปปางนี้แล้ว ในเมืองไทยเองจริงๆ ยังมีพระพุทธรูปปางแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นหรือไม่ค่อยจะได้เห็นกันสักเท่าไหร่ เช่น พระเจ้าเข้านิพพาน หรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในโลง พระพุทธรูปปางประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ไว้ถ้ามีโอกาสและจังหวะจะมานำมาเล่าสู่กันฟังครับ 

สุดท้ายนี้ ช่วงนี้โรค COVID-19 กำลังระบาด มีข่าวกันไม่เว้นวัน อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ กินร้อน ใช้ช้อนส่วนตัว และล้างมือนะครับผม 

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่สนใจหนังสือ พุทธประวัติฉบับพระพุทธรูป 80 ปาง ยังหาซื้อได้นะครับ ลองไปดูตามร้านหนังสือ เว็บไซต์ขายหนังสือดูได้ครับผม
  2. ถ้าใครสนใจเรื่อง Pieta หรืออยากเห็น Pieta ในแบบต่างๆ ลองค้นหาดูในกูเกิลได้เลยครับผม หรือจะลองดูในวิกิพีเดียที่เป็นข้อมูลที่ผมนำมาใช้อ้างอิงก็ได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คิดว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเรา มีคนอยู่อาศัยและตั้งบ้านเรือนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 100 ปีเหรอ หรือ 200 ปี เอ๊ะ หรือว่า 300 ปี 

จริง ๆ แล้ว กรุงเทพมหานครแห่งนี้มีคนอยู่อาศัยมานานกว่า 600 ปีแล้วนะครับ แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดพล่อย ๆ พูดมั่ว ๆ พูดลอย ๆ วันนี้ผมจะเอาหนึ่งในหลักฐานที่ว่ามาโชว์ และหลักฐานที่ว่านั้นอยู่ที่ ‘วัดแจงร้อน’ ครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

วัดแจงร้อน : นามวัดอันไร้ที่มา

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ก่อนจะได้ชื่อว่า ‘วัดแจงร้อน’ วัดนี้เคยมีชื่ออื่นมาก่อน เพราะวัดแจงร้อนสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อ ‘วัดพลา’ หรือ ‘วัดพารา’ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อว่า ‘วัดหงษ์ร่อน’ เพราะมีตำนานเล่าว่าเคยมีหงส์บินผ่านบริเวณที่สร้างวัดแห่งนี้และบินจากไป แต่บ้างก็ว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จมีหงส์ตัวหนึ่งบินผ่านไว้ แต่ไม่ว่าจะชื่อไหนก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพออยู่ดี 

แม้แต่ชื่อปัจจุบันอย่างวัดแจงร้อน ก็ยังไม่ชัดว่าคำนี้แปลว่าอะไร บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แจงร้อย’ บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แร้งร่อน’ แต่ก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทั้งชื่อเก่า ชื่อใหม่ มีที่มายังไงกันแน่ ก็ปล่อยให้เป็นปริศนาให้คนมาไขกันต่อไป

วิหารวัดแจงร้อน : วิหารรุ่นพระนารายณ์หลังงามในกรุงเทพฯ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ในบรรดาอาคารทั้งหมดภายในวัดแจ้งร้อน วิหารของวัดแจงร้อนคืออาคารที่เก่าแก่ที่สุด แม้จะผ่านมือการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยหลังไปแล้ว แต่รูปทรงของอาคารยังคงเดิม เป็นอาคารในแบบที่เรียกว่า ‘วิลันดา’ อาคารในสมัยอยุธยาตอนปลายที่ได้อิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แถมอาคารหลังนี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มอาคารแบบมหาอุดที่มีแต่ประตูหน้า ไม่มีทั้งประตูหลังหรือหน้าต่างใด ๆ 

จุดเด่นสำคัญของอุโบสถวิหารแบบวิลันดา ก็คืออาคารที่มีหน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น ซึ่งในสมัยอยุธยาถือเป็นของแปลก เพราะสมัยโน้นยังเคยชินกับการทำหน้าบันด้วยการแกะสลักไม้ แถมลวดลายยังเป็นสไตล์ฝรั่ง มีครุฑยุดนาคเหนือเทพนมที่มีกระหนกใบผักกาด ซึ่งเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกที่ยอดฮิตในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งลวดลายแบบนี้ชวนให้นึกถึงวัดเตว็ดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่ถ้าคิดว่าวิหารหลังนี้เพิ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดครับ เพราะก่อนหน้าวิหารหลังนี้ ณ ที่แห่งนี้อาจจะมีวิหารหลังที่เก่ากว่าอีกหลังหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็เป็นเพราะพระพุทธรูปข้างในวิหารหลังนี้นั่นแหละ

วิหารวัดแจงร้อน : พระเจ้าทรงเครื่องที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองบางกอก

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับกลุ่มพระพุทธรูปจำนวนกว่า 10 องค์ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน โดยมีพระประธานนาม ‘หลวงพ่อแดง’ พระพุทธรูปหินทรายแดงปิดทองที่มีพระพักตร์เหลี่ยม มาพร้อมกับรัศมีเปลวไฟ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ถือเป็นรูปแบบพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในกรุงเทพมหานคร คือราวพุทธศตวรรษที่ 20

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์สำคัญคือองค์ที่มีผิวสีทองที่อยู่ด้านหลังสุด เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยปางสมาธิ แม้สร้อยสังวาลย์และกรองศอบริเวณพระวรกายจะเป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมทีหลัง แต่จุดสำคัญก็คือมงกุฎทรงเทริดหรือกระบังหน้า ตรงกลางเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมกับลายดอกไม้กลมประดับเป็นแถว มาพร้อมกับรัดเกล้าหรือพระเกตุมาลาเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน โดยที่ไม่มีครีบที่ด้านข้างมงกุฎ ซึ่งลักษณะแบบนี้ดูคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปในศิลปะขอมแบบนครวัด-บายน แถมพระพักตร์ของพระพุทธรูปยังค่อนข้างเหลี่ยมแบบพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 2 ด้วย ทำให้พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้อาจเก่าที่สุดในกรุงเทพฯ และอาจจะเก่าที่สุดในศิลปะอยุธยาด้วย เพราะน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราว 600 ปีก่อน

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

นอกจากพระทรงเครื่องรุ่นเก่าที่ว่าแล้ว ภายในวิหารหลังนี้ยังมีพระทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่หรือทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ (เรียกทรงเครื่องใหญ่ไม่ได้นะครับ เพราะทรงเครื่องใหญ่เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า ‘ตัดผม’) เป็นพระพุทธรูปที่เพิ่มจำนวนเครื่องทรงขึ้นมาอีกหลายอย่าง จากพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย เช่น สังวาลกากบาทพร้อมทับทรวง รวมถึงรูปแบบมงกุฎที่เปลี่ยนไปจากทรงเทริดกับรัดเกล้า เป็นมงกุฎแบบชฎาสูงยอดแหลมแทน ซึ่งพระพุทธรูปกลุ่มนี้อาจสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารหลังปัจจุบัน ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เป็นได้ 

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

อุโบสถวัดแจงร้อน : อุโบสถหลังใหม่แต่เก๋ไก๋ที่หน้าต่าง

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ในขณะที่อุโบสถของวัดอาจจะเก่าสู้วิหารไม่ได้ เพราะเพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2466 แทนที่อุโบสถหลังเดิม แต่จริง ๆ ก็น่าคิดว่า อุโบสถหลังนี้อาจสร้างโดยมีหลังเก่าเป็นต้นแบบ เพราะทั้งหน้าบัน ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ลายพันธุ์พฤกษานั้นชวนให้นึกถึงงานศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชวนคิดไปได้ว่า อุโบสถหลังเก่าอาจสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลนั้น และกลายเป็นต้นแบบของอุโบสถหลังปัจจุบัน

ในความคลาสสิกแบบงานช่างโบราณก็ยังมีความแปลกใหม่แทรกเข้ามาด้วย เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าภายในลวดลายพันธุ์พฤกษาของซุ้มหน้าต่าง ช่างได้แอบแทรกรูปสัตว์ทะเลและผลไม้เอาไว้ โดยฝั่งหนึ่งเป็นรูปสัตว์ทะเล เช่น ปลา ปู ปลาหมึก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นผลไม้ เช่น ทับทิม สับปะรด มะม่วง ซึ่งเป็นไอเดียใหม่ ๆ ในการประดับตกแต่งซุ้มที่ไม่ได้พบเห็นกันทั่วไป

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

แล้วทำไมถึงมีรูปสัตวทะเลกับผลไม้อยู่ในซุ้มหน้าต่างล่ะ เรื่องนี้ต้องบอกว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำหรือผลไม้ที่พบ ต่างก็ไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งที่พบอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเคยเป็นสินค้าที่สำคัญของผู้คนแถบนี้ในอดีต หรือไม่ก็สปอนเซอร์ผู้ออกเงินสร้างหรือซ่อมอุโบสถหลังปัจจุบัน อาจจะทำธุรกิจส่งออกสินค้าเหล่านี้ ก็เลยเอามาใส่เอาไว้เป็นกิมมิกก็ได้

วัดแจงร้อน : ร่องรอยความเก่าแก่ของเมืองบางกอก

วัดแจงร้อนเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันสำคัญที่บอกเราว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเก่าแก่ มีคนอยู่อาศัยมายาวนานและต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี และน่าจะมีความเจริญมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสร้างพระพุทธรูปและวัดขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจะเลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสยามในเวลานั้น

 แต่วัดแจงร้อนก็ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้ให้เราขบคิดกันต่ออีกมาก ไม่ว่าจะที่มาของชื่อวัด ซึ่งตกทอดมาถึงยุคสมัยของเรา ผ่านความทรงจำของผู้คนที่เล่าสืบต่อกันมา และอาจเพราะความทรงจำนี้มีอายุยาวนานมาก ทำให้เนื้อหาหรือใจความบางอย่างตกหล่นและสูญหายไป หรือแม้แต่บรรดาอาหารทะเลและผลไม้ภายในซุ้มหน้าต่างที่โผล่ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สิ่งเหล่านี้ยังคงรอการไขคำตอบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง ปริศนาเหล่านี้จะคลี่คลายในที่สุด

เกร็ดแถมท้าย

  1. แม้ปัจจุบันจะสะกดว่า ‘ราษฎร์บูรณะ’ แต่ในอดีตเขตนี้สะกดว่า ‘ราชบูรณะ’ แสดงว่าย่านราษฎร์บูรณะนี้น่าจะต้องเป็นชุมชนใหญ่และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชุมชนนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างปากอ่าวกับเมืองตอนใน
  2. ในย่านราษฎร์บูรณะยังมีวัดโบราณที่มีพระพุทธรูปที่เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับวัดแจงร้อน นั่นก็คือวัดประเสริฐสุทธาวาส ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วในฐานะผลงานชิ้นแรกของผมกับ The Cloud ด้วย
  3. ถ้าสนใจอาคารแบบวิลันดาแบบวัดแจงร้อนหรือวัดเตว็ด ในกรุงเทพมหานครก็พอจะมีอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม เช่น วัดบางขุนเทียนนอก หรือ วัดราชคฤห์ ซึ่งผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วเหมือนกัน อ่านเพิ่มเติมได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load