ช่วงราวปี 2524 ยุคที่ทุกบ้านนั่งล้อมรอบดูทีวีจอตู้เล็ก ๆ ตอนนั้นรายการ ‘ครอบจักรวาล’ ของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เป็นรายการโด่งดังมากในยุคนั้น ได้นำวงดนตรีไทยแปลก ๆ วงหนึ่งมาออกรายการ มีฝรั่งหนุ่มชาวอเมริกันคนหนึ่งกับครูดนตรีไทยอาวุโสเล่นดนตรีด้วยกัน โอโห…วงนี้แปลกจัง ดูนักเปียโนคนนั้นสิ เขาเล่นได้อย่างไรกัน เสียงประสานกับแนวทำนองที่สอดรับกับเครื่องดนตรีไทยที่ฟังแปลกประหลาด แต่ไพเราะมีเสน่ห์ เสียงดนตรีเคลื่อนไหวอย่างมีพลังซ่อนเร้น แต่อธิบายไม่ได้…”

ไกวัล กุลวัฒโนทัย ศิลปิน นักแต่งเพลงชื่อดังเล่าว่า นั่นคือวงฟองน้ำในยุคเริ่มต้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดอยากไปเรียนดนตรีกับนักเปียโนคนนี้ ผู้กลายเป็นตำนานของวงการดนตรีไทยร่วมสมัยไปแล้ว

“ถ้าจะมีใครสักคนที่เรียกได้ว่าเป็นนักดนตรียิ่งใหญ่ ผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่แล้ว คงจะมีแต่ชื่อของ บรูซ แกสตัน นักดนตรีฝรั่งหัวใจไทยคนนี้เท่านั้น”

“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่

ชาวต่างประเทศผู้หลงรักเครื่องดนตรีไทยและทำงานหนักมาตลอดระยะเวลา 50 กว่าปี จนสามารถผสมผสานเสน่ห์ของดนตรีไทยเข้ากับดนตรีสากล กลายมาเป็นเสียงเพลงแห่งความสุข สนุกสนาน และทั่วโลกยอมรับ

บรูส แกสตัน เกิดที่เมืองเกลนเดล รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2489 เขาเป็นอัจฉริยะทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย โดยเฉพาะเปียโน จากการฝึกซ้อมและเคี่ยวกรำอย่างหนักของครอบครัวนักดนตรี จนจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านดนตรีที่มหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย

ในช่วงเวลานั้นเอง เกิดสงครามกลางเมืองในเวียดนาม ซึ่งเวลานั้นยังแบ่งเป็นประเทศเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ และได้เกณฑ์ชาวอเมริกันเข้าร่วมสงครามถึง 5 แสนคน ทำให้เกิดการเดินขบวนประท้วงของคนหนุ่มสาวที่ต่อต้านสงครามไปทั่วประเทศ รวมถึงบรูซ แกสตัน ในวัยหนุ่มด้วย และไม่ยอมถูกเกณฑ์ทหาร

บรูซ แกสตัน เคยให้สัมภาษณ์ว่า

“ผมเข้ามาประเทศไทยเมื่อ ค.ศ. 1969 ไม่เห็นด้วยกับสงครามเวียดนาม ไม่ยอมเป็นทหาร…ไม่อยากฆ่า…แล้วก็ผมเป็นมังสวิรัติ กฎหมายอเมริกันก็เปิดโอกาสให้ ผมจึงเลือกมาสอนดนตรี ใช้เวลาสองปีเท่ากับการเป็นทหาร รับค่าจ้างถูก ๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมแบบนี้…”

“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่

ใน พ.ศ. 2512 เมื่ออายุ 22 ปี รัฐบาลอเมริกันได้ส่ง บรูซ แกสตัน มาเมืองไทย แลกเปลี่ยนกับการถูกเกณฑ์เป็นทหาร เขาเป็นครูอาสาสมัครสอนดนตรีในโรงเรียนผดุงราษฎร์ ภายใต้การดูแลของคริสตจักรแห่งหนึ่งที่จังหวัดพิษณุโลก ในระหว่างนั้นหนุ่มฝรั่งผิวขาวปริญญาโทด้านดนตรี แว่วเสียงดนตรีพื้นบ้านปี่พาทย์นางหงส์ที่บรรเลงขณะเผาศพในป่าช้า รู้สึกถึงเสน่ห์ของดนตรีพื้นบ้านขึ้นมาทันที จนไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หัดเล่นเครื่องดนตรีไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาอาจารย์บรูซได้รับเชิญให้ไปสอนที่วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ (มหาวิทยาลัยพายัพในปัจจุบัน) จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 10 กว่าปี ทำให้เขามีโอกาสได้ซึมซับดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านอย่างจริงจัง เริ่มต้นการหัดระนาดเอกอย่างจริงจัง และนำวงดนตรีไทยและนักแสดงไทยไปแสดงที่รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลาเดือนกว่า

อาจารย์บรูซ หรือชื่อไทยว่า บุรุษ เกศกรรณ เป็นครูสอนนักเรียนในเชียงใหม่นับสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ยินเสียงปี่พาทย์ของชาวบ้านในงานแห่งหนึ่ง

“วันนั้นมีมหกรรมดนตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวงดนตรีไทยหลายวงมาบรรเลง ผมกำลังนั่งคุยกับเพื่อน กระทั่งได้ยินเสียงเพลง ‘ชเวดากอง’ จากวงดนตรีไทยวงหนึ่ง ฟังแปล๊บเดียว โอ้โห มีสำเนียงไพเราะวิเศษมาก ผมรู้ว่าเป็นเพลงที่แต่งในปัจจุบัน เลยอยากรู้ว่าใครแต่ง ไปสืบมาจนรู้ว่าเป็น ครูบุญยงค์ เกตุคง ครูดนตรีไทยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็นั่งรถไฟเข้ากรุงมาพบแก บอกว่าฟังเพลงนี้แล้วประทับใจมาก อยากต่อเพลงนี้ และขอเป็นลูกศิษย์”

เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของนักดนตรีฝรั่งคนนี้ เขาทุ่มเทชีวิตฝึกฝนการตีฆ้องวง ระนาดเอก รวมไปถึงทฤษฎีดนตรีไทยกับครูบุญยงค์ เกตุคง ปรมาจารย์ระนาดเอก จนกลายเป็นนักดนตรีไทยมืออาชีพคนหนี่ง และเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อทั้งสองคนร่วมกันก่อตั้งวง ‘ฟองน้ำ’ (Fong-Naam) ขึ้นใน พ.ศ. 2523 เป็นวงดนตรีร่วมสมัย ผสมผสานดนตรีไทยกับดนตรีตะวันตก โดยมีแนวคิดปรัชญาพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานสำคัญ สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ

“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่

ต่อมามีสมาชิกที่สำคัญในช่วงแรกนอกเหนือจาก 2 ท่านที่กล่าวไปแล้ว ประกอบด้วย บุญยัง เกตุคง, จำเนียร ศรีไทยพันธุ์, จิรพรรณ อังศวานนท์, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร, พิณ เรืองนนท์ และมีนักดนตรีอีกมากมายเข้ามาร่วมงาน ทั้งนักดนตรีไทย นักดนตรีพื้นบ้าน นักดนตรีสากล นักดนตรีรุ่นเก่า นักดนตรีรุ่นใหม่ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างสรรค์บทเพลงออกมาจำนวนมาก จนเป็นที่กล่าวขวัญทั้งภายในและนอกประเทศ

ชื่อของวงฟองน้ำ มาจากชื่อของเพลงไทยโบราณเพลงหนึ่ง ชื่อว่าเพลง ‘ฟองน้ำ’

“แม้ฟองน้ำจะเป็นเพียงอากาศธาตุในมวลน้ำ เกิดจากความว่างไร้แก่นสารที่ถูกธรรมชาติปรุงแต่งจนมองเห็น รู้สึกในรูปทรงอุปมาสมมติได้จากอากาศธาตุภายใน เคลื่อนย้ายคลี่คลายไปสู่อากาศธาตุภายนอก กระทบความว่างเปล่าที่ไพศาลกว่าเบื้องบนผิวน้ำจนแตกดับสลาย ว่างเปล่าไร้ตัวตน ทุกอย่างเกิดและดับในระยะเวลาอันแสนสั้น

“เช่นเดียวกับชีวิตที่ไม่อาจตั้งอยู่ได้ตลอดกาล แต่ฟองน้ำนั้นก็ยังถูกธรรมชาตินำพาย้อนกลับมาทำหน้าที่ครูของชีวิตให้เราได้ตระหนักถึงความไม่จีรังยั่งยืน สิ่งสมมติที่ไม่อาจยึดเหนี่ยวรักษาเอาไว้ตามกฎไตรลักษณ์ สิ่งที่ใครไม่อาจยึดครองเป็นเจ้าของได้ วัฏจักรของฟองน้ำสอนให้เห็น”

“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่

ตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี บรูซ แกสตัน และวงฟองน้ำ ได้ผลิตผลงานออกมามากมาย ตั้งแต่การแสดงคอนเสิร์ต แต่งเพลงประกอบละคร ภาพยนตร์ ผลิตแผ่นบันทึกเสียง และเดินทางไปแสดงต่างประเทศ ร่วมงานกับศิลปินมีชื่อมากมาย ด้วยการนำเพลงไทยเดิมมาเรียงเรียงใหม่ให้น่าสนใจ จนได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วโลก ถึงเสน่ห์ของเพลงไทยเดิมที่แทบจะกลายเป็นเพลงล้าสมัยไปแล้ว

วงฟองน้ำเป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาวัฒนธรรมไทย ที่ไม่ได้ล้มหายตายจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ด้วยการดัดแปลงประยุกต์ให้เพลงไทยเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลานั้น บรูซ แกสตัน ยังเป็นอาจารย์ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนหลักการเปล่งเสียง การแต่งเพลงประกอบละคร ข้ามไปสอนทฤษฎีดนตรี การเรียบเรียงเสียงประสานให้กับคณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย อาจารย์เคยพูดเสมอว่า

“ทางของการประสานเสียงโน้ตเพลง ไม่ได้ไปตามกฎเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความไพเราะงดงามในระหว่างทางด้วยเสมอ”

“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่
“เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว” ชีวิตของบรูซ แกสตัน ผู้ต่อชีวิตดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่

สมพล ชัยสิริโรจน์ อดีตผู้บริหารของบริษัทไอซีซี และลูกศิษย์การละครเคยกล่าวว่า

“จะรู้ว่าครูบาอาจารย์ให้อะไรกับเราไว้ เมื่อเราตระหนักได้ว่า ปราศจากอะไรที่ครูให้ไว้นั้น เราจะไม่มีวันเป็นเรา เช่นที่เราเป็นในวันนี้ หากปราศจากถ้อยคำที่ครูบรูซ เคยตอกย้ำซ้ำ ๆ ว่า ‘เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว’

10 กว่าปีที่เป็นอาจารย์ บรูซมีส่วนสำคัญผลักดันให้ละครเวทีของคณะฯ หรือเรียกติดปากว่า ละครอักษร ในเวลานั้นกลายเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของละครเวที อาทิ คนดีที่เสฉวน, พรายน้ำ, นิมิตมายา, ราโชมอน, กามนิต-วาสิฎฐี ฯลฯ

เช่นเดียวกับที่เขาได้สร้างสรรค์บทเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมา อาทิ ‘เจ้าพระยาคอนแชร์โต’ เป็นบทเพลงสายน้ำและแฝงเร้นแนวคิดวัฏสงสารของพุทธปรัชญาที่บรูซ แกสตัน มีความสนใจปรัชญาตะวันออกมานาน นอกเหนือจากการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ ไผ่แดง (2522) เงาะป่า (2523) หลวงตา (2523) เงิน เงิน เงิน (2526) นวลฉวี (2529)

ฟองน้ำ อาจจะเป็นวงดนตรีไทยวงเดียว ที่มีโอกาสเดินทางไปร่วมแสดงดนตรีในต่างประเทศกับศิลปินชื่อดังทั่วโลกบ่อยครั้งที่สุด ไม่ว่าหลายประเทศในยุโรป อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ ด้วยเอกลักษณ์ของวงที่สามารถผสมผสานเพลงไทยเดิมเข้ากับเพลงสากล เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของดนตรีไทย ทำให้ท่วงทำนองเพลงไทยได้รับการยกย่องว่า เป็นเพลงฟังแล้วมีเสน่ห์ลึกซึ้งหลากหลายอารมณ์ สนุก สงบ และสร้างชื่อเสียงให้กับวงการดนตรีไทยตลอดระยะเวลาร่วม 40 ปีจนถึงปัจจุบัน

อาจารย์บรูซ แกสตัน เคยให้สัมภาษณ์ถึงวงฟองน้ำว่า

จากแคลิฟอร์เนียถึงเมืองไทย ชีวิตนักดนตรีของ ‘บรูซ แกสตัน’ ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ และทุ่มเทพาดนตรีไทยไปสากล

“จุดประสงค์ในการทำเพลงของวงฟองน้ำ คือการทดลอง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป คือแทนที่จะทิ้งดนตรีไทยแล้วไปเล่นดนตรีฝรั่งเลย หรือคิดว่าเล่นดนตรีไทยเชย ดนตรีฝรั่งไม่เชย ก็ไม่จำเป็น หรือถ้าเป็นดนตรีไทยแต่เป็นเล่นแบบฝรั่ง คือต้องเป็นวงขนาดใหญ่ มีนักดนตรีมาก ก็ไม่จำเป็น เพราะไม่ใช่ลักษณะของเครื่องดนตรีไทยที่มีความเฉพาะตัว แต่ก็ไม่เหมือนดนตรีอินเดียที่เล่นคนเดียว

ดนตรีอินเดียมีความเป็นตัวตนสูง เล่นคนเดียวไปแสวงหาสวรรค์ แสวงหาสัจจะ ขณะที่ดนตรีไทยเล่นเป็นวง ร่วมประสาน ร่วมบรรเลง ไปถึงจุดอันไพเราะมีสุนทรีย์ ไม่ใช่เล่นคนเดียว แต่ในบางช่วงก็มีอิสระในการเล่นคนเดียว ไปคนเดียว และสุดท้ายก็มาประสานกันได้”

พ.ศ. 2542 โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ได้รับเกียรติจากอาจารย์บรูซ แกสตัน และวงฟองน้ำ มาเล่นประจำบนเวที จนกลายเป็นเสน่ห์ของโรงเบียร์ที่มีแฟนเพลงติดตามจำนวนมาก ทำให้คนไทยจำนวนมากที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้ ได้รู้จักและซาบซึ้งกับเพลงไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เพลงแจ๊ส วัฒนธรรมต่างยุคต่างสมัย ที่นำมาเรียบเรียงและบรรเลงได้อย่างกลมกล่อม ตลอดระยะเวลา 20 ปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่แห่งนี้

อานันท์ นาคคง สมาชิกสำคัญของวงฟองน้ำ ได้เคยเขียนถึงอาจารย์ว่า

บรูซ แกสตัน เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสังคมไทย เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ต่อการสร้างสรรค์ศิลปะดนตรี เกิดสุนทรียภาพใหม่ ๆ ในการเสพชมดนตรี เกิดคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเดินต่อไป และการค้นพบพื้นที่เติบโตใหม่ของสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า ดนตรีไทยเดิม นี่คือประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยมให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ ถึงความอัศจรรย์ของศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน”

เช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2564 บรูซ แกสตัน ได้เดินทางไกลไปสู่สรวงสวรรค์ ทิ้งไว้แต่ตำนานนักดนตรีร่วมสมัย ที่น้อยคนจะใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าในช่วงเวลาบนโลกมนุษย์

จากแคลิฟอร์เนียถึงเมืองไทย ชีวิตนักดนตรีของ ‘บรูซ แกสตัน’ ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ และทุ่มเทพาดนตรีไทยไปสากล

เป็นร้อยวันพันปีจะมีหนึ่ง

บุรุษซึ่งพากเพียรรู้เรียนร่ำ

ดนตรีทั้งไทย-เทศเป็นธงนำ

ทั้งรู้จำ รู้จริง ไม่ทิ้งรอย”

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load