28 กันยายน 2562
2 K

จอแก้วขนาดกะทัดรัดกำลังฉายภาพลูกจิงโจ้โผล่จากกระเป๋าหน้าท้องในสารคดีสัตว์โลก เรานั่งเคลิ้มไปกับความน่ารัก แล้วท่องจำในใจว่า ถ้าพูดถึงออสเตรเลียจะนึกถึงจิงโจ้ พอเริ่มรู้ประสาก็ขอเพิ่มซิดนีย์และเมลเบิร์นเข้าไปในลิสต์ ‘พูดถึงออสเตรเลียนึกถึงอะไร’ ด้วย แต่มีอีกเมืองน่าสนใจไม่แพ้กัน ท้าดา! บริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เดินทางง่าย แถมสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง ราคาสุดกันเอง 

ยิ่งช่วงลดราคา แทบอยากนั่งเฝ้าหน้าจอ เล็งวันและเวลาแล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง แต่ไม่เคยทันสักที

หยอกล้อพอหอมปากหอมคอ ขอชวนลัดฟ้าไปเดินเที่ยวบริสเบน ท่ามกลางสายฝน (กรุงเทพฯ) แม้เมืองจะติดอันดับเก่าแก่ของประเทศ แต่บอกเลย ครบเครื่องมาก ใจกลางเมืองมีทั้งพื้นที่สาธารณะเลียบแม่น้ำ ข้างเคียงเป็นโรงละครโอเปร่าและพิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟมีเพียบจนนับนิ้วไม่ถ้วน ถัดจากตัวเมืองไปหน่อยก็สัมผัสธรรมชาติและสัตว์โลกน่ารักได้

อีกอย่างที่ชอบและอินมากในบริสเบนคือความใส่ใจ ทั้งใส่ใจคน ใส่ใจสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เวลาเดินเราชอบสังเกต เลยเห็นสิ่งละพันอันน้อยอย่างถังขยะแยกประเภทที่เสริมฐานกลมไว้สำหรับเขี่ยก้นบุหรี่ของสิงห์พ่นควัน จุด Emergency Security ที่กระจายตัวรอบสวนสาธารณะ แม้กระทั่งสถานที่บริการน้ำดื่มพร้อมชามสำหรับน้องหมาแสนรักก็มี (ถุงเก็บอึมีแจกด้วย) อ้อ เจ้าโคอาล่าตัวกลมเขาก็รักเสมือนลูกน้อยในอ้อมแขน 

มีอีกหลายเรื่องประทับใจอยากเล่าให้คุณฟัง เราอาสาพาไปสถานที่ห้ามพลาดเมื่อคุณต้องไปเยือนบริสเบนสักครั้งในชีวิต (อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา) สวมเสื้อตัวหนาให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมร่มสำหรับวันฝนพรำ แล้วมาฟังด้วยกัน 

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ให้อาหารโลมาด้วยปลาถึงปากโลมาที่ Tangalooma Island Resort บนเกาะมอร์ตัน

เราตื่นเช้าตรู่เดินทางไปท่าเรือ Holt st. Whart เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไป ทังกาลูมา รีสอร์ท ด้วยความตื่นตาตื่นใจเราขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือดูวิวสองข้างทาง มองเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างด้วยตึกอาคารผสมปนเปไปกับโรงงานอุตสาหกรรม เพียงอึดใจเราก็ถึง Tangalooma Island Resort ในสภาพหัวเหนียวจากลมทะเล

ระหว่างเดินลงจากเรือหน้าเราปะทะกับแดดจ้า อากาศแบบนี้เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่สุด

ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งเรือล่องไปกลางมหาสมุทร ดูปลานานาชนิดดำผุดดำว่าย น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายสีขาว แล่นเรือไปสักพักจะเห็นซากเรืออับปางขนาดใหญ่ยักษ์นอนขึ้นสนิมจมอยู่ใต้ท้องทะเล 12 ลำ กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูปะการัง จนมีแนวปะการังที่สวยที่สุดอย่าง Great Barrier Reef หากใคร่ทอดสมอจอดเรือดำน้ำดูปะการังก็ย่อมได้ 

  เรือแล่นกลับฝั่ง เราล้างทรายออกก่อนเตรียมตัวนั่งรถ 4 WD ทะลุผ่านป่าและพุ่มไม้ยูคาลิปตัส รถโยกย้ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบ้างลงบ้าง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ลุ้นระทึกมาก ไม่นานก็ถึงเนินทรายเนื้อละเอียดกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับเล่นเลื่อนทราย มีอุปกรณ์เพียงแผ่นกระดานไม้อันยาวกับแว่นตาว่ายน้ำใส่กันทราย เดินขึ้นไปจุดสูงสุดอยู่ในท่าเตรียมที่ถูกต้อง กลั้นใจแล้วไถลลงมาเลย รอบแรกบังคับทิศทางยากหน่อย เล่นรอบสอง รอบสาม จะสนุกขึ้นมาก มาทั้งทีต้องลอง! 

ตอนรู้ว่าจะได้ให้อาหารโลมา แอบคิดในใจว่าจะเหมือนซื้อขนมปังแถวแล้วโยนให้พี่สวายหรือเปล่า แต่ฉุกคิดได้ว่าโลมาบ้านเขาไม่น่าโปรดขนมปังแถวเหมือนปลาบ้านเรา พอตกเย็นถึงได้รู้ว่าอาหารที่ให้โลมาเป็นปลาท้องถิ่นตัวเล็ก โลมาที่มากินปลาท้องถิ่นตัวเล็ก เป็นโลมาจากธรรมชาติ ทาง Tangalooma Island Resort ไม่ได้เลี้ยง แต่ครอบครัวโลมาชวนกันว่ายมาเอง อาหารให้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่โลมาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมายังคงหาอาหารได้เอง

แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินดุ่มไปให้อาหารได้เองนะ เขามีเจ้าหน้าที่ใจดีคอยช่วยอยู่เคียงข้าง เราห้ามสัมผัสตัวโลมา เพราะผิวหนังเขาบอบบางมากและบางตัวไม่ได้ชอบคนเสียเท่าไหร่ เผลอไปสัมผัสหรือโดนแสงแฟลชวาบจากกล้องอาจทำให้โลมาเกิดความเครียดและเป็นอันตรายต่อดวงตา การแสดงความรับผิดชอบต่อสัตว์และธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ยืนแข็งเป็นต้นไม้แล้วอุ้มโคอาล่าในอุ้งมือที่ Lone Pine Koala Sanctuary

สารภาพว่ายืนแข็งเพราะเกร็ง เป็นครั้งแรกที่ต้องอุ้มโคอาล่าพร้อมยิ้มหวานให้กล้อง แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ประจำ Lone Pine Koala Sanctuary บอกว่า การยืนตัวตรงแข็งทื่อเป็นต้นไม้จะทำให้โคอาล่าคิดว่าเราเป็นต้นไม้ไปด้วย แบบนี้ก็ได้! หลายคนคิดว่าเป็นการใช้แรงงานโคอาล่าเกิดกว่าเหตุหรือเปล่า ได้ค่าแรงเป็นใบยูคาลิปตัสก็จริง แต่ต้องถูกถ่ายภาพร่วมกับคนราวพระเอกดังช่องน้อยสี บอกกันตรงนี้เลยว่า เจ้าหน้าที่จะคัดเลือกหนุ่มสาวโคอาล่าที่สมัครใจอยากเป็นดาราหน้ากล้องเท่านั้น ถ้าอุ้มตัวไหนมาแล้วมีท่าทางหันซ้ายหันขวา กล้องก็ไม่มอง คนก็ไม่มอง เป็นอันรู้กันว่าต้องพากลับไปเกาะต้นยูคาลิปตัสให้หายเป็นพ่อแง่แม่งอนก่อน และเจ้าหน้าที่จะหมุนเวียนน้องโคอาล่ามาถ่ายภาพตลอดเวลา 

*คำเตือน โปรดระวังโคอาโล่ทำธุระใส่มือ แต่มั่นใจได้ว่ากลิ่นดี เพราะน้องทานแต่ใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

นอกจากสัตว์กว่า 100 ชนิด ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lone Pine Koala Sanctuary เป็นการให้อาหารเม็ดกับจิงโจ้ ดูในจอแก้วก็น่ารักอยู่หรอก พอเจอตัวจริงไม่คิดว่าจิงโจ้กล้ามล่ำเป็นมัด เห็นแล้วก็แอบหวั่นในใจ

พอลองใจกล้า เทอาหารใส่มือแล้วยื่นออกไป จิงโจ้ส่งลิ้นยาวมาทักทายแล้วตวัดอาหารเข้าปาก พลางมือเราก็ขอลองลูบขนหน่อยเถอะ ตอนแรกติดว่าขนต้องแข็งกระด้าง แต่นุ่มมาก ละมุนมือ เปิดประสบการณ์สัตว์โลกของเรามาก

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

เรื่องน่ารักก่อนกลับ เพื่อนร่วมเดินทางหลายคนแวะซื้อของฝากเป็นขนมรูปโคอาล่าสอดไส้ บางคนกล่องเดียว บางคนเกือบเหมา มีบางคนตาดีพลิกกล่องไปพลิกกล่องมา อ้าว Made in Thailand นี่นา / จบ.

นอนอาบแดด ปิ้งบาบีคิว และเดินป่าฝนที่ South Bank Parklands

ขอชวนกลับเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตากับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง South Bank Parklands 1 ใน 7 สวนสาธารณะของออสเตรเลียที่ได้รับรางวัล Green Flag Award (ปี 2559) ว่าด้วยความเป็นเลิศเรื่องพื้นที่สีเขียว มีเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และท่าเรือเลียบไปกับแม่น้ำบริสเบนที่ไหลผ่านกลางเมือง คล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

เขยิบเข้าไปอีกนิดเป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่ปิกนิกและบาร์บีคิว มี Streets Beach ยกชายหาดจำลองมาไว้กลางเมืองกันไปเลย จะนอนอาบแดด เล่นก่อปราสาททรายก็เหมาะ เพราะเหมือนชายหาดจริงจนเราสับสน ระหว่างทางมีป่าฝน แค่เดินผ่านก็รู้สึกชุ่มฉ่ำ ราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ส่วน The Arbor อุโมงค์เสาเหล็กหุ้มด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงแดงคอยให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ดันสวยงามจนหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพ แถมการันตีด้วยรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายรางวัล ความดีงามของพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองยังไม่หมด มีต่อ!

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ก่อนทางเข้าป่าฝน มีเจดีย์เนปาลสูง 3 ชั้นตั้งสง่าท่ามกลางธรรมชาติ ทำจากไม้แกะสลักด้วยมือ นับเป็น 1 ใน 3 เจย์ดีแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่นอกประเทศเนปาล เป็นการสนับสนุนจากอาณาจักรเนปาลในงาน World Expo 88 ปี 2531

มีอีกสิ่งชอบมากและอยากให้บ้านเรามีด้วย The Epicurioud Garden มาเดินแล้วต้องแวะ เหล่าฟู้ดดี้ต้องหลงรัก เป็นแปลงผักสวนครัวในสวนสาธารณะ ชวนมาเด็ดและชวนมาดมกลิ่นหอมของผักสดใหม่ หรือจะพูดคุยกับเหล่าคนสวนที่เป็นอาสาสมัครด้วยใจ พร้อมเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวทานเองสำหรับคนเมือง มีสูตรอาหารอร่อยแจกด้วยนะ 

ผักสดใหม่จากสวนแวะเวียนไปหยิบฟรีได้ทุกวันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 07.00 – 14.00 น. 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ดื่มด่ำนิทรรศการแบบไม่เสียสตางค์ที่ Queensland Museum & Science Centre

เดินบนสะพายเชื่อมจาก South Bank Parklands ไปทางซ้ายราว 10 นาที ก็ถึง Queensland Museum & Science Centre เข้าชมนิทรรศการฟรี ไม่เสียสตางค์ แต่นิทรรศการเสียสตางค์ก็มีนะ ตอนเราไปเป็นเรื่องราวของ NASA แค่ทางเข้าก็อลังการดาวล้านดวง พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ (ไม่เสียสตางค์) ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ชั้นล่างเป็นเรื่องของไดโนเสาร์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ตัวใหญ่เท่าตึก เรียกความสนใจเราได้พักใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการ WILD STATE เล่าเรื่องราวของสัตว์หลายสายพันธุ์ กระซิบเลยว่าบริสเบนเป็นแหล่งชีวภาพที่หลากหลายที่สุดของออสเตรเลีย มีสายพันธุ์พืชและสัตว์มากกว่า 2,500 ชนิด โดยเฉพาะประชากรเจ้าหมีโคอาโล่ก็เยอะเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนจะไปไกลขอกลับเข้าเรื่องอีกรอบ

นอกจากความหลากหลายของสายพันธุ์ตัวนิทรรศการยังสอดแทรกปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านสัตว์สตัฟฟ์อย่าง ‘นกทะเล’ ภายในท้องเต็มไปด้วยขยะพลาสติกสีสวยจากมหาสมุทร พร้อมอธิบายว่า ‘มีอนุภาคพลาสติกมากกว่า 5 ล้านอนุภาค รวมน้ำหนักกว่า 260 ล้านตัน กำลังลอยอยู่ในทะเล’ อีกอันเป็นนกกำลังทำรัง เป็นรังจากกิ่งไม้แห้ง แซมด้วยเศษพลาสติกชิ้นเล็กสีฟ้ากระจายรอบรัง แม้กระทั่งในปากก็กำลังคาบชิ้นพลาสติกเอามาทำรัง เห็นแล้วจุกไม่เบา

นิทรรศการยังเชื่อมต่อกับ Discovery Center วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการจัดรูปแบบของศูนย์ มีทั้งของจริงและของจำลอง มีโต๊ะลิ้นชักขนาดใหญ่บรรจุหินและแร่ให้เราคอยเปิดสังเกตทีละชิ้น มีมุมสนุกให้ลองแยกไข่แมลง ใบไม้แห้ง และแมลงออกจากกัน มีทั้งสัตว์สตัฟฟ์และสัตว์จริง ชนิดที่ว่างูเลื้อยกันสนุกสนาน (อยู่ในตู้นะ)

Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน

เดิมชมพิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าเพลิดเพลินกับ Queensland Museum จนหนำใจ ขอชวนเดินลงใต้ไปทาง South Bank Parklands จะเจอพิพิธภัณฑ์เดินเรือ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดแสดงเป็นแกลอรี ประภาคาร โมเดลเรือ เรือรบรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มี ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ  Antarctica: Endurance and Survival    

ใครเดือนทางช่วงเดือนกันยายน แวะชมนิทรรศการได้นะ ยังจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นู่นเลย 

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

เราว่าบริสเบนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็รักษาความกรีนและคลีนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของชาวเมืองเอาไว้ด้วย ควรค่าแก่การลางานแล้วนั่งเฝ้าหน้าจอของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล็งวันและเวลาบินตรงจากกรุงเทพฯ – บริสเบนที่มีให้เลือกตั้ง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์แล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง  

 หวังว่าจะทัน (อีก) สักที

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

10 กันยายน 2564
3 K

บรรยากาศในบัสกา (รถบัส) ไร้แอร์ คึกคักด้วยผู้คนจากเมืองมูเซ (Muse) น้ำคำ (Namhkam) แสนหวี (Hsenwi) และล่าเสี้ยว (Lashio) ที่ต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของตน ข้าวของบรรดามีถูกจัดวางจนแทบไม่มีทางเดิน โชคยังดีที่ที่นั่งริมหน้าต่างยังไม่มีเจ้าของ ฉันนั่งลงประจำที่ก่อนรถแล่นออกจากล่าเสี้ยว ทิ้งร่องรอยของเมืองที่มีสีสันและเศรษฐกิจอันกำลังรุ่งเรืองไว้เบื้องหลัง 

อีก 75 กิโลเมตรต่อจากนี้ ดินแดนจากเรื่องราวในนวนิยาย สิ้นแสงฉาน ที่ถ่ายทอดโดย Inge Sargent ภรรยายอดรักชาวออสเตรียของ เจ้าฟ้าจ่าแสง จะปรากฏตรงหน้า ฝ่าเท้าน้อยๆ ของฉันกำลังจะได้ก้าวเดินไปในเมืองที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐฉาน ลมพัดเย็นสบาย ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สมแล้วที่รัฐฉานคือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของเมียนมา เข้าสู่ย่านชุมชน รถเริ่มจอดส่งผู้โดยสารเป็นระยะ ‘สีป่อ’ คงใกล้เข้ามาแล้ว 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

วิถีแห่งสีป่อ

พลบค่ำ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มทองสะท้อนผืนน้ำ บัสกากำลังข้ามสะพานเข้าสู่เมือง เมื่อก้าวลงจากรถ อากาศเย็นๆ เข้าสัมผัสผิว นี่คงเป็นการต้อนรับก่อนทำความรู้จักกับสีป่ออย่างเป็นทางการ 

แผนที่ถูกกางขึ้น เพื่อเป็นผู้นำทางไปบนถนนลาดยางอันเงียบสงบ สู่ที่พักซึ่งเป็นจุดหมายแรกของค่ำคืนนี้ Lily Guest House อบอุ่นและเข้าใจง่าย เพราะเจ้าของเคยเข้ามาทำงานที่จังหวัดลำพูน จึงรู้สึกผูกพันและต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยด้วยมิตรจิตมิตรใจอย่างเพื่อนแท้ ความรู้สึกปลอดภัยไร้กังวลเข้ามาสร้างความมั่นใจว่าจะนอนหลับฝันดี 

ยามเช้าที่สีป่อ อากาศเย็นสบาย จักรยานจากบริการของเกสต์เฮาส์เข้ามาร่นระยะเวลาในการเดินทาง นอกจากหาของกินรองท้องก่อนตะลุยเที่ยว การไปเดินตลาดสดคือสิ่งสำคัญสำหรับทุกทริป เพราะที่แห่งนี้สะท้อนภาพวิถีไม่ลวงหลอก ไม่ต้องสร้างภาพเพื่อให้ใครหลงรัก หากแต่ดำเนินไปตามปกติชีวิตของผู้คน

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ
จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ร้านรวงต่างๆ สร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยการนำไม้มาทำเป็นเพิงหลังคามุงสังกะสี บริเวณลานด้านนอกเป็นแผงขายของที่ปูด้วยผืนพลาสติกบนพื้นดิน มีบางร้านที่กางร่มขนาดใหญ่ไว้บังแสงแดด หญิงชาวสีป่อต่างช่วงวัยออกมาจับจ่ายสินค้าสำหรับบริโภค เพราะมีข้าวของมากมายที่จำเป็นสำหรับแต่ละครัวเรือน เช่น เส้นหมี่ ซอสปรุงรส ข้าวสาร กุนเชียงสีแดงสดขนาดเท่านิ้วชี้ เนื้อสัตว์ทั้งหมู ไก่ และปลา เครื่องเทศหลากสีสันมากชนิด พืชผักผลไม้ขนาดใหญ่ ดอกไม้สวยสดวางขายอยู่อย่างดาษดื่น พร้อมแม่ค้าที่ต่างปะทานาคาไว้บนหน้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีหลายลาย เสียงพูดคุยและไถ่ถามกันสื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดในลักษณะคนพื้นถิ่น การเดินตลาดในต่างถิ่นยังทำให้พบสิ่งแปลกตาสำหรับคนไกลแต่ไม่แปลกใจสำหรับคนเมียนมา นั่นคือ ตาชั่งแขวนโบราณที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ทุกครั้งที่เดินออกจากตลาดสดของแต่ละเมืองมักได้บทเรียน เพราะทำให้เห็นชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ได้พบเห็นคลังอาหารประจำถิ่น และนี่เองที่ทำให้ตลาดสดเต็มไปด้วยเสน่ห์อันดึงดูด เป็นเสมือนเครื่องฉายภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์และปากท้องอย่างชัดแจ้งตามความเป็นจริง 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ข้าวก้นบาตรจากวัดอ่องเจดีย์

บางครั้งการเดินทางตามแผนที่วางไว้ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้เหมือนกัน เช่นวันนี้ จากความตั้งใจแรกที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมหอคำเจ้าฟ้า สถานที่สำคัญของเมือง เพียงแค่หน้าประตูก็ต้องปรับแผนกะทันหัน เพราะคำว่า Close for Today ก่อนลาจากจึงถือโอกาสถ่ายภาพกับหน้าประตู เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวของเจ้าฟ้าจ่าแสง รวมถึงเจ้าฟ้าองค์อื่นๆ ของรัฐฉาน 

ไหนๆ แผนการก็ล่มแล้ว การท่องเที่ยวของวันนี้จึงเป็นแบบฟรีสไตล์ แวะเข้าวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชมสถาปัตยกรรมเพื่อปลอบประโลมใจ ‘วัดอ่องเจดีย์’ อยู่ไม่ไกลจากหอคำเจ้าฟ้า ตั้งอยู่บนเนิน เจดีย์สีทอง จึงตระหง่านแลเห็นมาแต่ไกล บรรยากาศในวัดช่วง 11.00 น. คึกคักด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นสีกาสูงวัยที่ต่างนุ่งขาวห่มขาวมาถวายอาหารเพลแด่พระสงฆ์และสามเณร ฉันจึงถือโอกาสนี้เข้าไปนมัสการพระสงฆ์ในศาลาการเปรียญ

เมื่อกราบไหว้เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ด้วยท่าทางแบบไทยหรือหน้าตาส่อภาษา แต่ก็ทำให้หลวงพี่ท่านหนึ่งที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่เอ่ยถามเป็นภาษาไทยขึ้นว่า 

“นี่มาจากเมืองไทยรึ ไปเที่ยวไหนมาบ้างแล้วที่สีป่อ” 

แม้สำเนียงจะไม่ใช่อย่างไทยแท้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าหลวงพี่รูปนี้พูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำทีเดียว อารามตกใจเมื่อได้ยินภาษาคุ้นหูในต่างถิ่นทำให้ฉันเบิกตาโต ยกมือขึ้นไหว้อย่างอัตโนมัติ พร้อมพูดว่า

“ใช่ค่ะ ไปหอคำเจ้าฟ้ามาแต่ไม่เปิด หลวงพี่พูดภาษาไทยคล่องจังเลยนะคะ”

ไม่น่าเชื่อว่า หลวงพี่อินตะการ์ จะเคยมาใช้ชีวิตอยู่ประเทศไทยกว่า 10 ปี ในฐานะพนักงานของโรงงานสับปะรดแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลวงพี่พูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว พร้อมเล่าความประทับใจเมื่อครั้งทำงานในโรงงานให้ฟังว่า 

“ตอนอยู่โรงงานที่ประจวบฯ ไปแบบถูกกฎหมายนะ ได้ไปกรุงเทพฯ ด้วย โอ้โห ที่นั่นเมืองใหญ่ เจริญมาก แต่รถเยอะ หัดพูดภาษาไทยก็จากเพื่อนๆ คนไทยในโรงงาน สมัยนั้นไปทำงานที่เมืองไทยกันเยอะ มีเจ้านายพาไป พอกลับมาที่บ้านก็บวชจนตอนนี้ ฉันชอบเมืองไทย คนใจดี ของกินเยอะ อร่อยด้วย เดี๋ยวลองกินอาหารที่นี่ดูว่าอร่อยเหมือนที่ประเทศไทยมั้ย” 

วันนี้หลวงพี่เมตตาคนไทยที่ไปเที่ยวเมืองสีป่อ เอ่ยปากเชื้อเชิญให้กินอาหารร่วมกัน ฉันยกมือไหว้แทนคำขอบคุณในน้ำใจ และคิดอิจฉาลิ้นตนเองที่ได้ลาภปากชิมรสอาหารไทยใหญ่ขนานแท้จากฝีมือคนพื้นถิ่น ซึ่งจัดหามาถวายพระด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธาในศาสนาพุทธ

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

อาหารจำนวนมากถูกนำมาจัดวางเต็มโต๊ะ อุดมสมบูรณ์แบบที่หากินไม่ได้จากร้านอาหารในเมือง สำหรับมื้อนี้มีผัดผักทั้งจืดและเผ็ด ความเผ็ดของรสอาหารมีไม่มากเท่าอาหารไทย แต่ก็ตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เพราะรสของอาหารทุกชนิดเน้นไปทางรสมัน ส่วนข้าวคล้ายข้าวไร่ คือลักษณะของเมล็ดค่อนข้างอวบ เมื่อเคี้ยวจะมีความหนึบเล็กน้อย 

บรรยากาศของมื้ออาหารในวันที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนต่างวัย ไม่เพียงอร่อยลิ้นและอิ่มท้อง แต่รสชาติของมิตรภาพที่แทรกอยู่ในข้าวทุกคำ และรสอาหารทุกสัมผัส ได้ซึมผ่านสู่จิตใจ จนถ่ายทอดออกมาเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีให้แก่กัน 

หลังกินอาหารอิ่ม เหล่าสีกาต่างช่วยกันยกจานอาหารไปล้างทำความสะอาด ฉันจึงตามไปสมทบและช่วยงานจนแล้วเสร็จ ก่อนเข้าไปกราบลาหลวงพี่และได้รับขนมกับน้ำผลไม้ติดมือมาเป็นเสบียง การได้รับอาหารเช่นนี้นับว่าวิเศษมาก เพราะเมืองสีป่อไม่ว่าจะมีเงินมากมายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะหาซื้ออาหารได้ง่ายดาย เพราะร้านขายขนมและอาหารนั้นหายากเสียเหลือเกิน 

“พรุ่งนี้ถ้าไม่ได้ไปไหน ตอนเพลก็แวะมาที่วัดอีกนะ มากินอาหารที่นี่อีกสักมื้อ” คำทิ้งท้ายจากหลวงพี่

ฉันยิ้มรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณอย่างสำรวม แต่ในใจนั้นแสนจะลิงโลด พร้อมให้คำมั่นกับตัวเองว่า ‘โอกาสทองแบบนี้จะพลาดได้อย่างไรเล่า’ และนี่ก็ทำให้ก่อนเวลา 11 โมงตรงของวันรุ่งขึ้นฉันมาที่วัดอ่องเจดีย์อีกครั้ง

ณ ริมน้ำดุทวดี

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

แม่น้ำดุทวดีอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์ที่พักมากนัก อย่างน้อยก็ในระยะทางที่เดินได้สบาย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดร่มลมตกเช่นตอนนี้ สีป่อเป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างเงียบเหงาเร็ว ร้านรวงต่างๆ ทยอยปิดตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น แต่ช่วงเวลานี้กลับทำให้สีป่อทรงเสน่ห์ในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นเป็นเพราะลูกจ้างแรงงานที่ต่างกำลังเดินทางกลับบ้าน บ้างขึ้นรถ บ้างเดิน ต่างโบกมือโบกไม้ให้กัน เหมือนเป็นสัญญาว่าพรุ่งนี้เราจะมาพบกันอีกครั้ง ฉันชอบมองและเดินเคียงข้างไปกับพวกเขาเหล่านั้นจนถึงทางแยกจึงเลี้ยวออกมาบนถนนที่นำไปสู่ริมน้ำดุทวดี หวังนั่งรับลมเย็นๆ มองสายน้ำไหล

บริเวณรอบๆ สันเขื่อนริมน้ำเต็มไปด้วยผู้คน เด็กชายชาวเมียนมารวมกลุ่มกันมาอาบน้ำยามเย็น เสียงหัวเราะครื้นเครงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ไกลกันมีหญิงวัยกลางคนนำเสื้อผ้าและผงซักฟอกมาซักล้างทำความสะอาด เธอมีสมาธิง่วนอยู่กับงานที่กำลังทำ แต่เมื่อมองขึ้นมาสบสายตากันก็กลับยิ้มให้อย่างใจดี ใจหนึ่งก็อยากจะลงไปพูดคุยกับเธอ แต่อีกใจก็ยั้งไว้ เพื่อให้พื้นที่แก่สายตาได้สังเกตชีวิตอื่นๆ ริมน้ำแห่งนี้

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ไกลออกไปทางฟากเดียวกัน บ้านเรือนจำนวนไม่น้อยปลูกสร้างกระจายอยู่ทั่วไป ราวตากผ้าทำจากไม้แบบง่ายๆ ตั้งอยู่ริมตลิ่ง เสื้อผ้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกนำมาตากรอแสงแดด ทำให้แห้งสำหรับพร้อมนำไปสวมใส่ ผู้คนมากมายทั้งชายหญิงออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันริมฝั่ง กลุ่มผู้หญิงนุ่งกระโจมอกมาอาบน้ำ กลุ่มผู้ชายจับกลุ่มพูดคุย เด็กๆ ต่างวิ่งเล่น ในขณะที่บางคนกำลังนำเรือขนาดเล็กเข้าจอดเทียบท่าก่อนกลับบ้าน กิจกรรมยามเย็นของชาวสีป่อ ณ ริมฝั่งน้ำดุทวดี สะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนในชนบทได้เป็นอย่างดี และภาพชีวิตเหล่านี้ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน

ขณะเพลิดเพลินกับบรรยากาศโดยรอบ หนูน้อยวัย 2 ขวบผมสั้น สวมชุดกระโปรงสีฟ้า ปะทานาคาไว้บนหน้า ใส่รองเท้าแตะเอกลักษณ์อย่างเมียนมา วิ่งเข้ามาทักทายโดยมีแม่คอยเดินตามอยู่ด้านหลัง เรา 3 คนต่างภาษาแต่ว่าแสดงออกถึงความพร้อมที่จะพูดคุยกัน คุณแม่ยังสาวจึงเชื้อเชิญให้ฉันไปนั่งตรงเสื่อที่ปูอยู่ริมเขื่อน 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ปิกนิกเล็กๆ ของสองแม่ลูกมีทั้งขนมและของเล่น จากการสนทนาภาษาอังกฤษปนเมียนมาเจือไทย ทำให้ได้ความว่า ทุกเย็นเธอจะพาลูกมาวิ่งเล่นบริเวณนี้ เพราะว่าอากาศเย็น เห็นเรือแล่นไปมาในน้ำ และนอกจากนี้ ยังมีเด็กๆ มาวิ่งเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอได้ทักทายและพูดคุยเช่นที่เกิดกับฉันอยู่ตอนนี้ ความเย็นเริ่มก่อตัวเป็นสัญญาณว่าฉันควรกลับที่พัก 

ก่อนโบกมือร่ำลา กลุ่มเด็กชายเดินลงมาจากบ้านหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงจากสันเขื่อนเข้ามาทักทาย มีบางคนพอพูดภาษาไทยได้ พวกเราจึงร่วมสนทนากันจนรู้ว่า ที่พวกเขามารวมตัวกันอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่นั้นก็เพื่อมาเรียนพิเศษ ทุกคนมีความฝันจากบ้านเพื่อมาเก็บความรู้เอาไปใช้ศึกษาต่อ หลายคนอยากไปเรียนที่ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ แต่มีคนหนึ่งในกลุ่มอยากมาเมืองไทย เพราะคิดถึงพี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ พร้อมโชว์รูปพี่สาวและเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเป็นคนใจดีและส่งเงินมาให้ที่บ้านใช้ไม่ขาดมือ และเขาดีใจมากที่พี่สาวได้ทำงานแต่งตัวสวยๆ อยู่เมืองไทย 

ก่อนแยกย้าย เขาพูดทิ้งท้ายว่าถ้าเจอพี่สาว ฝากบอกด้วยนะว่า “ผมและพ่อแม่คิดถึงเขามาก”

มูซาเอ้ หนูน้อยคนเก่ง

แม้ในเดือนมีนาคม อากาศที่สีป่อจะยังเย็นสบายในตอนเช้าและยามค่ำคืน แต่ตอนกลางวันแสงอาทิตย์แรงกล้าก็ทำให้อยากหาเครื่องดื่มอร่อยๆ ดื่มดับกระหายสร้างความสดชื่น และแน่นอน แหล่งรวบรวมของกินที่มากที่สุดก็หนีไม่พ้นตลาดแห่งเมืองสีป่อ 

ร้านรถเข็นริมทางเตะตาเข้าอย่างจัง เพราะมีคนรุมล้อมอยู่มากมาย นั่งเก้าอี้พลาสติกหลากสีดูดเครื่องดื่มเย็นๆ ฉันลองเข้าไปสอดส่องพบแม่ค้าหน้าตาใจดียิ้มต้อนรับ เท่าที่สังเกตร้านนี้มีเครื่องดื่มยอดนิยม 2 ชนิด วิธีการปรุงก็แสนเรียบง่าย เพียงนำน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ (เหมือนน้ำแข็งกั๊กสมัยก่อนของชนบทในประเทศไทย) ใส่เข้าไปในถุงไนลอน จากนั้นจึงใช้ไม้ทุบให้แตกเป็นก้อนขนาดเล็ก นำไปใส่ในแก้วที่ผสมนมสดกับน้ำสตรอว์เบอร์รี่และนมข้นคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมผลสตรอว์เบอร์รี่เชื่อม บีบน้ำมะนาวสดและโรยมะพร้าวอ่อนไว้ด้านบน ส่วนอีกชนิดใส่แป้งเส้นยาวสีเขียว (ลักษณะคล้ายลอดช่องสิงคโปร์) เติมน้ำกะทิและน้ำแข็งลงไป โรยด้านบนด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆ และมะพร้าวอ่อน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

หลังจากรอจนได้คิวก็มีหนูน้อยน่ารักเหมือนมารูโกะจัง การ์ตูนยอดฮิตยุค 90 เดินเข้ามาถามเพื่อรับออเดอร์ ฉันสั่งมาลองทั้ง 2 แบบ เมื่อลองลิ้มก็รู้สึกว่าอร่อยแบบแตกต่าง จนเลือกยากว่าควรเทใจไปทางไหน ชนิดแรกก็รสชาติเปรี้ยวหวานคล้ายโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รี่ กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ส่วนอีกชนิดเหมือนกินลอดช่องสิงคโปร์ลาดน้ำกะทิ ท็อปด้วยมะพร้าวอ่อนรสชาติหอมหวานละมุน กว่าจะรู้ตัวก็กินไปจนหมดทั้ง 2 แก้ว ฟังดูอาจรู้สึกว่าเครื่องดื่มนี้แสนธรรมดา แต่สำหรับในสีป่อแล้ว เครื่องดื่มนี้พิเศษมาก เพราะหาร้านแบบนี้ไม่ได้เลย 

หนูน้อยคนเดิมเดินมาเก็บเงินจากลูกค้าในร้านด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ฉันจึงลองชวนเธอสนทนาจนทราบว่า เธอชื่อมูซาเอ้ อายุ 6 ปี พูดภาษาอังกฤษตอบโต้ได้อย่างดีมาก เมื่อลูกค้าเริ่มซาจึงถือโอกาสคุยกับผู้เป็นแม่ ที่ชื่นชมลูกสาวอยู่ตลอดเวลา เพราะมูซาเอ้จะมาช่วยแม่ทำงานทุกวันหยุดเรียน คอยดูแลลูกค้า เก็บเงิน เก็บแก้วพร้อมทั้งล้างทำความสะอาด เมื่อได้ฟังคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยกนิ้วโป้งด้วยความชื่นชมว่า “เธอช่างเก่งจริงๆ แม่หนูน้อยมูซาเอ้”  

สุดยอดพาหนะ มิตรภาพจากใจพี่ประเสริฐ

บนถนนในสีป่อมีเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับผู้คนแตกต่างกันออกไป เช่นถนนสายนี้อันเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนเรียงรายลักษณะคล้ายอาคารพานิชย์ 2 ชั้น ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนพบร้านขายทองรูปพรรณจึงลองเข้าไปชื่นชม ต่างหู สร้อยคอ สร้อยแขน แหวน กำไล วางขายในตู้กระจกโครงไม้ และด้วยความนิยม มีชาวเมียนมาจำนวนมากกำลังเลือกซื้อหาทองคำเหล่านี้ 

ไม่นานนักเจ้าของร้านเดินเข้ามาทักทายด้วยภาษาไทย พร้อมแนะนำว่าชื่อ ประเสริฐ และเอ่ยปากเชื้อเชิญให้เข้าไปดูวิธีการทำ ภายในร้านพบโต๊ะพร้อมอุปกรณ์สำหรับทำทองวางอยู่ เหล่าช่างทั้งหลายทำหน้าที่อย่างตั้งใจ มีทั้งกำลังขึ้นรูปทอง เกลากลึงให้เรียบร้อย ในขณะที่บางคนกำลังสร้างลวดลายให้เกิดขึ้น ผลงานทุกชิ้นล้วนมีความสวยงามและรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ 

กลิ่นหอมของชาโชยมาตามลม พร้อมเสียงเรียกให้ไปนั่งดื่มร่วมกันที่โต๊ะไม้หน้าร้าน การสนทนาเริ่มต้นจากการแนะนำตัวเอง ก่อนเล่าเรื่องสถานที่เที่ยวต่างๆ ที่ไปมาบ้างแล้วในสีป่อ ระหว่างนั้นขนมหวานหน้าตาคล้ายข้าวซอยตัดทางภาคเหนือของไทยก็ถูกยกมาวางตรงหน้า เมื่อได้ลองชิม พบว่ารสชาติคล้ายคลึงกันต่าง เพียงแต่ขนมที่นี่มีสีขาวนวล การกินขนมหวานเสมือนการเปลี่ยนฝั่งแลกเปลี่ยนเรื่องราวของอีกฝ่าย และพี่ประเสริฐได้เริ่มเล่าถึงเมืองไทยว่า

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

“ทุกๆ ปีพี่และครอบครัวจะไปเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ เพราะชอบเมืองไทยที่มีข้าวของให้ซื้อหาจำนวนมาก แล้วของกินก็มากมาย ขายกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนใหญ่เวลาไปก็จะเที่ยวในกรุงเทพฯ เพราะลูกและภรรยาชอบซื้อเสื้อผ้าและขนมกลับมา และอีกสาเหตุหลักสำคัญที่ต้องไปที่นั่น เป็นเพราะว่าต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือบางปีถ้ามีอาการเจ็บป่วยก็จะบินไปรักษา ต้องยอมรับเลยว่าหมอและโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ดีมาก” 

สำหรับฉัน ข้อมูลที่ได้รับสร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ การที่พี่ประเสริฐเอื้อเฟื้อให้หยิบยืมมอเตอร์ไซค์สำหรับใช้ท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ในเมืองสีป่อโดยไม่คิดมูลค่า จึงถือเป็นสุดยอดพาหนะจากน้ำใจชาวพื้นถิ่น ก่อนออกเดินทาง พี่ประเสริฐช่วยเช็กปริมาณน้ำมันและบอกเทคนิคเล็กน้อยในการขับขี่ เมื่อกุญแจอยู่ในมือ สภาพรถก็พร้อมแล้ว คงไม่ต้องรออะไร ติดเครื่องสตาร์ทรถเดินหน้าตะลุยสีป่อให้ไกลออกไปกว่าเท้าเดินและแรงถีบจากจักรยานจะพาไปถึง

เที่ยวบ้านฉาน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

เมื่อแรงทะยานมีมากเท่าแรงรถ วันนี้จึงเป็นวันแห่งการตะลุยให้ทั่วสีป่อ เริ่มต้นฉลองมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยการขี่ขึ้นเขา แม้ระยะทางค่อนข้างยากลำบาก และต้องคอยลุ้นกับเส้นทางคดเคี้ยว แต่ในที่สุดก็มาถึง บนเนินเขาแห่งนี้มีวัดขนาดเล็กตั้งอยู่ ฉันลองเดินโดยรอบไม่พบพระสงฆ์ แต่พบหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งพูดคุยกันอย่างกระหนุงกระหนิงบนแคร่ไม้ ฉันจึงเดินต่อไปเพื่อเก็บภาพถ่ายจากมุมสูง ยามมองลงมา พบว่าสีป่อเป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ และบ้านเรือนที่ปลูกสร้างเกาะกลุ่มกัน ถัดออกมาจึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักและสตรอว์เบอร์รี่ 

อยู่รับลมเย็นจนหนำใจก็คว้ามอเตอร์ไซค์ขี่ลงมา ท่องไปเรื่อยๆ จนมาต้องใจกับควายน้อยที่เล็มหญ้าอยู่หน้าเรือน เคียงข้างมาด้วยกลุ่มหญิงชาวไร่แบกจอบ ถือกระติกน้ำเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่ง ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปอย่างช้าๆ และจอดรถลองเข้าไปพูดคุยได้ความแบบคร่าวๆ ว่า พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าไร่ 

หญิงชาวไร่เดินแถวเรียงหนึ่งโดยมีฉันรั้งท้าย เมื่อถึงแปลงข้าวโพด ทุกคนพร้อมใจใช้จอบถางหญ้า ฉันเองก็คอยเก็บเศษหญ้าอยู่ข้างๆ คอยส่งยิ้มให้กันเป็นระยะ บรรยากาศการทำไร่ร่วมกับเพื่อนต่างแดนถึงแม้จะร้อนและเหนื่อย แต่นับว่าเป็นกิจกรรมสร้างมิตรภาพ ละลายเส้นแบ่งระหว่างเราและเขาให้เลือนหายไปได้ไม่มากก็น้อย

ตะวันคล้อยต่ำเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเวลาอาหารเย็นมาถึงแล้ว หญิงชาวไร่ทำท่าทางให้ฉันหยุดทำงาน และเดินร่วมกันกลับไปยังบ้านหลังเดิม ปิ่นโตอาหารถูกเปิดออกฉันจึงลากลับ เพราะคิดว่าถึงเวลาที่มอเตอร์ไซค์จะได้กลับคืนสู่มือเจ้าของแล้ว 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

นั่งรถไฟไปปยินอูลวิน (Pyin Oo Lwin)

สถานีรถไฟสีป่อยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งคนพื้นถิ่นและนักท่องเที่ยวหลากชาติ หลายภาษา ที่ต่างมารอขึ้นรถไฟไปยังเมืองต่างๆ โดยมีมัณฑะเลย์เป็นสถานีปลายทาง แต่สำหรับฉัน เป้าหมายอยู่ที่เมืองรถม้าหรือปยินอูลวิน 

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสีป่ออย่างช้าๆ ที่นั่งริมหน้าต่างยังคงเป็นของฉัน ทิวทัศน์ข้างทาง บ้านเรือนที่คุ้นตา เด็กน้อยริมทางนั่งโบกมือให้กับผู้โดยสารบนรถไฟ จนเข้าสู่เขตเทือกเขา สีป่อค่อยๆ ห่างออกไปมากขึ้น ผิดกับความรู้สึกที่ยังคงชิดใกล้ด้วยความคิดถึงเหมือนเช่นทุกวันนี้ 

หลายๆ ครั้งเมื่อพูดว่า “คิดถึงสีป่อ” คำพูดที่ถ่ายทอดออกมาไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่คือความรู้สึกที่แฝงฝังถึงผู้คนที่นั่น ทั้งข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ ที่ยังคงหวังให้สีป่อและผู้คนที่นั่นสุขสบายดี

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load