28 กันยายน 2562
2 K

จอแก้วขนาดกะทัดรัดกำลังฉายภาพลูกจิงโจ้โผล่จากกระเป๋าหน้าท้องในสารคดีสัตว์โลก เรานั่งเคลิ้มไปกับความน่ารัก แล้วท่องจำในใจว่า ถ้าพูดถึงออสเตรเลียจะนึกถึงจิงโจ้ พอเริ่มรู้ประสาก็ขอเพิ่มซิดนีย์และเมลเบิร์นเข้าไปในลิสต์ ‘พูดถึงออสเตรเลียนึกถึงอะไร’ ด้วย แต่มีอีกเมืองน่าสนใจไม่แพ้กัน ท้าดา! บริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เดินทางง่าย แถมสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง ราคาสุดกันเอง 

ยิ่งช่วงลดราคา แทบอยากนั่งเฝ้าหน้าจอ เล็งวันและเวลาแล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง แต่ไม่เคยทันสักที

หยอกล้อพอหอมปากหอมคอ ขอชวนลัดฟ้าไปเดินเที่ยวบริสเบน ท่ามกลางสายฝน (กรุงเทพฯ) แม้เมืองจะติดอันดับเก่าแก่ของประเทศ แต่บอกเลย ครบเครื่องมาก ใจกลางเมืองมีทั้งพื้นที่สาธารณะเลียบแม่น้ำ ข้างเคียงเป็นโรงละครโอเปร่าและพิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟมีเพียบจนนับนิ้วไม่ถ้วน ถัดจากตัวเมืองไปหน่อยก็สัมผัสธรรมชาติและสัตว์โลกน่ารักได้

อีกอย่างที่ชอบและอินมากในบริสเบนคือความใส่ใจ ทั้งใส่ใจคน ใส่ใจสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เวลาเดินเราชอบสังเกต เลยเห็นสิ่งละพันอันน้อยอย่างถังขยะแยกประเภทที่เสริมฐานกลมไว้สำหรับเขี่ยก้นบุหรี่ของสิงห์พ่นควัน จุด Emergency Security ที่กระจายตัวรอบสวนสาธารณะ แม้กระทั่งสถานที่บริการน้ำดื่มพร้อมชามสำหรับน้องหมาแสนรักก็มี (ถุงเก็บอึมีแจกด้วย) อ้อ เจ้าโคอาล่าตัวกลมเขาก็รักเสมือนลูกน้อยในอ้อมแขน 

มีอีกหลายเรื่องประทับใจอยากเล่าให้คุณฟัง เราอาสาพาไปสถานที่ห้ามพลาดเมื่อคุณต้องไปเยือนบริสเบนสักครั้งในชีวิต (อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา) สวมเสื้อตัวหนาให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมร่มสำหรับวันฝนพรำ แล้วมาฟังด้วยกัน 

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ให้อาหารโลมาด้วยปลาถึงปากโลมาที่ Tangalooma Island Resort บนเกาะมอร์ตัน

เราตื่นเช้าตรู่เดินทางไปท่าเรือ Holt st. Whart เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไป ทังกาลูมา รีสอร์ท ด้วยความตื่นตาตื่นใจเราขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือดูวิวสองข้างทาง มองเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างด้วยตึกอาคารผสมปนเปไปกับโรงงานอุตสาหกรรม เพียงอึดใจเราก็ถึง Tangalooma Island Resort ในสภาพหัวเหนียวจากลมทะเล

ระหว่างเดินลงจากเรือหน้าเราปะทะกับแดดจ้า อากาศแบบนี้เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่สุด

ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งเรือล่องไปกลางมหาสมุทร ดูปลานานาชนิดดำผุดดำว่าย น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายสีขาว แล่นเรือไปสักพักจะเห็นซากเรืออับปางขนาดใหญ่ยักษ์นอนขึ้นสนิมจมอยู่ใต้ท้องทะเล 12 ลำ กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูปะการัง จนมีแนวปะการังที่สวยที่สุดอย่าง Great Barrier Reef หากใคร่ทอดสมอจอดเรือดำน้ำดูปะการังก็ย่อมได้ 

  เรือแล่นกลับฝั่ง เราล้างทรายออกก่อนเตรียมตัวนั่งรถ 4 WD ทะลุผ่านป่าและพุ่มไม้ยูคาลิปตัส รถโยกย้ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบ้างลงบ้าง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ลุ้นระทึกมาก ไม่นานก็ถึงเนินทรายเนื้อละเอียดกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับเล่นเลื่อนทราย มีอุปกรณ์เพียงแผ่นกระดานไม้อันยาวกับแว่นตาว่ายน้ำใส่กันทราย เดินขึ้นไปจุดสูงสุดอยู่ในท่าเตรียมที่ถูกต้อง กลั้นใจแล้วไถลลงมาเลย รอบแรกบังคับทิศทางยากหน่อย เล่นรอบสอง รอบสาม จะสนุกขึ้นมาก มาทั้งทีต้องลอง! 

ตอนรู้ว่าจะได้ให้อาหารโลมา แอบคิดในใจว่าจะเหมือนซื้อขนมปังแถวแล้วโยนให้พี่สวายหรือเปล่า แต่ฉุกคิดได้ว่าโลมาบ้านเขาไม่น่าโปรดขนมปังแถวเหมือนปลาบ้านเรา พอตกเย็นถึงได้รู้ว่าอาหารที่ให้โลมาเป็นปลาท้องถิ่นตัวเล็ก โลมาที่มากินปลาท้องถิ่นตัวเล็ก เป็นโลมาจากธรรมชาติ ทาง Tangalooma Island Resort ไม่ได้เลี้ยง แต่ครอบครัวโลมาชวนกันว่ายมาเอง อาหารให้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่โลมาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมายังคงหาอาหารได้เอง

แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินดุ่มไปให้อาหารได้เองนะ เขามีเจ้าหน้าที่ใจดีคอยช่วยอยู่เคียงข้าง เราห้ามสัมผัสตัวโลมา เพราะผิวหนังเขาบอบบางมากและบางตัวไม่ได้ชอบคนเสียเท่าไหร่ เผลอไปสัมผัสหรือโดนแสงแฟลชวาบจากกล้องอาจทำให้โลมาเกิดความเครียดและเป็นอันตรายต่อดวงตา การแสดงความรับผิดชอบต่อสัตว์และธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ยืนแข็งเป็นต้นไม้แล้วอุ้มโคอาล่าในอุ้งมือที่ Lone Pine Koala Sanctuary

สารภาพว่ายืนแข็งเพราะเกร็ง เป็นครั้งแรกที่ต้องอุ้มโคอาล่าพร้อมยิ้มหวานให้กล้อง แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ประจำ Lone Pine Koala Sanctuary บอกว่า การยืนตัวตรงแข็งทื่อเป็นต้นไม้จะทำให้โคอาล่าคิดว่าเราเป็นต้นไม้ไปด้วย แบบนี้ก็ได้! หลายคนคิดว่าเป็นการใช้แรงงานโคอาล่าเกิดกว่าเหตุหรือเปล่า ได้ค่าแรงเป็นใบยูคาลิปตัสก็จริง แต่ต้องถูกถ่ายภาพร่วมกับคนราวพระเอกดังช่องน้อยสี บอกกันตรงนี้เลยว่า เจ้าหน้าที่จะคัดเลือกหนุ่มสาวโคอาล่าที่สมัครใจอยากเป็นดาราหน้ากล้องเท่านั้น ถ้าอุ้มตัวไหนมาแล้วมีท่าทางหันซ้ายหันขวา กล้องก็ไม่มอง คนก็ไม่มอง เป็นอันรู้กันว่าต้องพากลับไปเกาะต้นยูคาลิปตัสให้หายเป็นพ่อแง่แม่งอนก่อน และเจ้าหน้าที่จะหมุนเวียนน้องโคอาล่ามาถ่ายภาพตลอดเวลา 

*คำเตือน โปรดระวังโคอาโล่ทำธุระใส่มือ แต่มั่นใจได้ว่ากลิ่นดี เพราะน้องทานแต่ใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

นอกจากสัตว์กว่า 100 ชนิด ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lone Pine Koala Sanctuary เป็นการให้อาหารเม็ดกับจิงโจ้ ดูในจอแก้วก็น่ารักอยู่หรอก พอเจอตัวจริงไม่คิดว่าจิงโจ้กล้ามล่ำเป็นมัด เห็นแล้วก็แอบหวั่นในใจ

พอลองใจกล้า เทอาหารใส่มือแล้วยื่นออกไป จิงโจ้ส่งลิ้นยาวมาทักทายแล้วตวัดอาหารเข้าปาก พลางมือเราก็ขอลองลูบขนหน่อยเถอะ ตอนแรกติดว่าขนต้องแข็งกระด้าง แต่นุ่มมาก ละมุนมือ เปิดประสบการณ์สัตว์โลกของเรามาก

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

เรื่องน่ารักก่อนกลับ เพื่อนร่วมเดินทางหลายคนแวะซื้อของฝากเป็นขนมรูปโคอาล่าสอดไส้ บางคนกล่องเดียว บางคนเกือบเหมา มีบางคนตาดีพลิกกล่องไปพลิกกล่องมา อ้าว Made in Thailand นี่นา / จบ.

นอนอาบแดด ปิ้งบาบีคิว และเดินป่าฝนที่ South Bank Parklands

ขอชวนกลับเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตากับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง South Bank Parklands 1 ใน 7 สวนสาธารณะของออสเตรเลียที่ได้รับรางวัล Green Flag Award (ปี 2559) ว่าด้วยความเป็นเลิศเรื่องพื้นที่สีเขียว มีเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และท่าเรือเลียบไปกับแม่น้ำบริสเบนที่ไหลผ่านกลางเมือง คล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

เขยิบเข้าไปอีกนิดเป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่ปิกนิกและบาร์บีคิว มี Streets Beach ยกชายหาดจำลองมาไว้กลางเมืองกันไปเลย จะนอนอาบแดด เล่นก่อปราสาททรายก็เหมาะ เพราะเหมือนชายหาดจริงจนเราสับสน ระหว่างทางมีป่าฝน แค่เดินผ่านก็รู้สึกชุ่มฉ่ำ ราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ส่วน The Arbor อุโมงค์เสาเหล็กหุ้มด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงแดงคอยให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ดันสวยงามจนหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพ แถมการันตีด้วยรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายรางวัล ความดีงามของพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองยังไม่หมด มีต่อ!

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ก่อนทางเข้าป่าฝน มีเจดีย์เนปาลสูง 3 ชั้นตั้งสง่าท่ามกลางธรรมชาติ ทำจากไม้แกะสลักด้วยมือ นับเป็น 1 ใน 3 เจย์ดีแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่นอกประเทศเนปาล เป็นการสนับสนุนจากอาณาจักรเนปาลในงาน World Expo 88 ปี 2531

มีอีกสิ่งชอบมากและอยากให้บ้านเรามีด้วย The Epicurioud Garden มาเดินแล้วต้องแวะ เหล่าฟู้ดดี้ต้องหลงรัก เป็นแปลงผักสวนครัวในสวนสาธารณะ ชวนมาเด็ดและชวนมาดมกลิ่นหอมของผักสดใหม่ หรือจะพูดคุยกับเหล่าคนสวนที่เป็นอาสาสมัครด้วยใจ พร้อมเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวทานเองสำหรับคนเมือง มีสูตรอาหารอร่อยแจกด้วยนะ 

ผักสดใหม่จากสวนแวะเวียนไปหยิบฟรีได้ทุกวันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 07.00 – 14.00 น. 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ดื่มด่ำนิทรรศการแบบไม่เสียสตางค์ที่ Queensland Museum & Science Centre

เดินบนสะพายเชื่อมจาก South Bank Parklands ไปทางซ้ายราว 10 นาที ก็ถึง Queensland Museum & Science Centre เข้าชมนิทรรศการฟรี ไม่เสียสตางค์ แต่นิทรรศการเสียสตางค์ก็มีนะ ตอนเราไปเป็นเรื่องราวของ NASA แค่ทางเข้าก็อลังการดาวล้านดวง พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ (ไม่เสียสตางค์) ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ชั้นล่างเป็นเรื่องของไดโนเสาร์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ตัวใหญ่เท่าตึก เรียกความสนใจเราได้พักใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการ WILD STATE เล่าเรื่องราวของสัตว์หลายสายพันธุ์ กระซิบเลยว่าบริสเบนเป็นแหล่งชีวภาพที่หลากหลายที่สุดของออสเตรเลีย มีสายพันธุ์พืชและสัตว์มากกว่า 2,500 ชนิด โดยเฉพาะประชากรเจ้าหมีโคอาโล่ก็เยอะเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนจะไปไกลขอกลับเข้าเรื่องอีกรอบ

นอกจากความหลากหลายของสายพันธุ์ตัวนิทรรศการยังสอดแทรกปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านสัตว์สตัฟฟ์อย่าง ‘นกทะเล’ ภายในท้องเต็มไปด้วยขยะพลาสติกสีสวยจากมหาสมุทร พร้อมอธิบายว่า ‘มีอนุภาคพลาสติกมากกว่า 5 ล้านอนุภาค รวมน้ำหนักกว่า 260 ล้านตัน กำลังลอยอยู่ในทะเล’ อีกอันเป็นนกกำลังทำรัง เป็นรังจากกิ่งไม้แห้ง แซมด้วยเศษพลาสติกชิ้นเล็กสีฟ้ากระจายรอบรัง แม้กระทั่งในปากก็กำลังคาบชิ้นพลาสติกเอามาทำรัง เห็นแล้วจุกไม่เบา

นิทรรศการยังเชื่อมต่อกับ Discovery Center วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการจัดรูปแบบของศูนย์ มีทั้งของจริงและของจำลอง มีโต๊ะลิ้นชักขนาดใหญ่บรรจุหินและแร่ให้เราคอยเปิดสังเกตทีละชิ้น มีมุมสนุกให้ลองแยกไข่แมลง ใบไม้แห้ง และแมลงออกจากกัน มีทั้งสัตว์สตัฟฟ์และสัตว์จริง ชนิดที่ว่างูเลื้อยกันสนุกสนาน (อยู่ในตู้นะ)

Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน

เดิมชมพิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าเพลิดเพลินกับ Queensland Museum จนหนำใจ ขอชวนเดินลงใต้ไปทาง South Bank Parklands จะเจอพิพิธภัณฑ์เดินเรือ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดแสดงเป็นแกลอรี ประภาคาร โมเดลเรือ เรือรบรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มี ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ  Antarctica: Endurance and Survival    

ใครเดือนทางช่วงเดือนกันยายน แวะชมนิทรรศการได้นะ ยังจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นู่นเลย 

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

เราว่าบริสเบนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็รักษาความกรีนและคลีนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของชาวเมืองเอาไว้ด้วย ควรค่าแก่การลางานแล้วนั่งเฝ้าหน้าจอของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล็งวันและเวลาบินตรงจากกรุงเทพฯ – บริสเบนที่มีให้เลือกตั้ง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์แล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง  

 หวังว่าจะทัน (อีก) สักที

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 กรกฎาคม 2560
5 K

เช้าในฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น เราออกเดินทางจากซัปโปโรมุ่งหน้าสู่เมืองฟุราโนะ เป้าหมายหลักของครอบครัวคือการไปดูทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งดอกไม้หลากสีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองนี้ แต่ความตั้งใจหลักของฉันกลับเป็นการไปพิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป (Kaleidoscope Museum of Furano)

ทุกคนอาจจะสงสัยว่ากล้องคาไลโดสโคปหรือกล้องสลับลายคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ หรือจากที่เคยเห็นมาตอนเด็กๆ มันคือวัตถุทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งเจาะไว้สำหรับส่องดู ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะมีช่องให้แสงเข้าและช่องใส่วัตถุต่างๆที่จะทำให้เกิดภาพ เช่น เศษกระดาษสี ลูกแก้ว ลูกปัด หรือแม้แต่ภาพถ่าย ตามแต่ศิลปินจะออกแบบ ด้านในประกอบไปด้วยกระจก 2 ชิ้นหรือมากกว่านั้น กระจกจะทำมุมต่างๆ กันและเมื่อยกส่องเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง จะเห็นภาพสมมาตรที่เกิดจากการสะท้อนไปมาระหว่างกระจกกับสิ่งที่บรรจุลงไป ภาพที่เกิดขึ้นจะดูแปลกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำเดิมเมื่อเราหมุนหรือขยับดู

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ฉันรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากรายการทีวีที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีสองปีก่อน ครั้งแรกที่เห็นในทีวีก็ตกหลุมรักซะแล้ว เพราะมันแปลก ไม่เหมือนใคร แล้วก็น่าสนใจสุดๆ ยิ่งพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในบรรยากาศของอดีตโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 110 ปี ก็ยิ่งคิดว่านี้คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หาชมได้น้อยมาก

10 โมงเช้า คือเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดด้วยความตื่นเต้น เรียกว่ามาก่อนคนที่จะมาเปิดประตูพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ เมื่อเลี้ยวรถเข้าบริเวณโรงเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะโรงเรียนมันดูเก่าจริงๆ และรกร้างกว่าที่เคยเห็นในทีวี สนามหญ้ากว้างๆ กลายเป็นป่าหญ้ารกๆ แถมไม่มีรถคันอื่นเลยนอกจากรถครอบครัวฉัน แต่ไม่นานก็มีรถคันนึงเข้ามาจอด มีชาวญี่ปุ่นที่ฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของลงมาจากรถและเดินไปเปิดประตูพิพิธภัณฑ์

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

เมื่อก้าวเข้าโรงเรียน บรรยากาศของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านมันแวบขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะที่นี่ได้ความรู้สึกเก่าแต่ก็อบอุ่นในขณะเดียวกันมากกว่า ส่วนที่ยืนอยู่คือทางเข้าทางออกหลักของโรงเรียน มีช่วงพื้นที่เว้นให้เป็นที่ถอดและใส่รองเท้า พื้นไม้ยกระดับขึ้น ฝั่งขวาเป็นตู้เก็บรองเท้า ฝั่งซ้ายมีตู้หยอดเงินและป้ายที่มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเต็มไปหมด ระหว่างที่ทุกคนกำลังถอดรองเท้า ก็มีชายชาวญี่ปุ่นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินออกมาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เลยใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดของศิษย์เก่านักเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ตอบโต้กลับไป แต่ลงท้ายด้วยว่า “ถ้าคุยเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ” ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ หลังจากที่ฟังเขาแนะนำตัว และอธิบายการเข้าชม ก็เป็นไปอย่างที่ฉันเดาว่าเจ้าบ้านคนนี้คือ คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเอง

กล้องคาไลโดสโคป

คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) คือเจ้าของไอเดียการทำให้โรงเรียนไม้แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะสถานที่จัดแสดงงานศิลปะกล้องคาไลโดสโคปที่เขาสะสมจากทั่วทุกมุมโลก เขาตั้งใจส่งต่อความสวยงามและความน่าหลงใหลของศิลปะจากภาพสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม คุณมิซซึยต้องเผชิญกับปัญหามากมายกว่าจะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้ เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีความฝันร่วมกัน คือบรรดาศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ เช่น สร้างเทคนิคการฉายภาพใหม่ๆ หรือการนำโถส้วมและถังบ่มไวน์มาเป็นตัวกล้อง

ความน่าทึ่งคือกล้องคาไลโดสโคปที่จะได้สัมผัสในพิพิธภัณฑ์นี้มีจำนวนมากกว่า 100 ชิ้น แต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปและไม่ธรรมดาอย่างที่เคยเห็นอย่างแน่นอน ฉันได้มองศิลปะชนิดนี้ผ่านวัตถุหลายประเภทที่ไม่คิดว่าจะสามารถเอามาทำได้ อีกทั้งการตกแต่งที่ดูแปลกตาของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องและภาพสวยๆ ที่ขยับไปมาเวลาเราหมุนดู ทำเอาทั้งแขนและคอล้าไปบ้าง เพราะอยากจะยกมาส่องดูทุกชิ้น

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

นอกจากตัวกล้องคาไลโดสโคปที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โรงเรียนไม้ทั้งหลัง แน่นอนโครงสร้างแทบจะทั้งหมดนั้นคงเดิม เฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางอย่างก็ผ่านมือนักเรียนที่เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วทั้งนั้น

ส่วนหลักๆ ที่ฉันจำได้แม่นมีอยู่ 3 – 4 ส่วน ส่วนแรกคือห้องพยาบาลที่มีประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ มีอุปกรณ์ตรวจร่างกายและสื่อการสอนเกี่ยวกับการร่างกายมนุษย์ บนเตียงพยาบาลมีกล้องคาไลโดสโคปเรียงรายให้เลือกดูกัน

ส่วนที่สองคือห้องดนตรีที่มีแกรนด์เปียโนสีดำอยู่หน้าห้อง มีเครื่องวิทยุเก่า เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโต๊ะเรียนลายคีย์บอร์ด และเหนือกระดานดำมีภาพนักดนตรีระดับโลกแปะเรียงกันเป็นแถว กล้องคาไลโดสโคปในห้องนี้จะวางอยู่บนโต๊ะเรียนและตั้งอยู่เรียงกันริมหน้าต่าง แต่มันพิเศษมากๆ ตรงที่ตัวกล้องทำมาจากหีบเพลงไขลาน เมื่อยกส่องดูก็จะมีเพลงประกอบพร้อมเห็นภาพสะท้อนที่หมุนไปเรื่อยๆ ดูนานๆ คล้ายจะสะกดจิตตัวเองเหมือนกันนะ

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

ห้องถัดไปไม่แน่ใจว่าเดิมเคยเป็นห้องอะไรของโรงเรียน แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะมีอ่างล้างจาน ตู้กับข้าวและโมเดลอาหารวางโชว์อยู่ ห้องนี้มีกล้องคาไลโดสโคปจัดแสดงอยู่เยอะที่สุดในพิพิธภัณฑ์ กล้องที่ฉันชอบมากที่สุดก็อยู่ในห้องนี้ นั่นก็คือ กล้องที่มีลูกแก้วใหญ่เต็มกำมือ สีสันสวยงาม และมีหลายชิ้นให้เราเลือกส่องดู คือลูกแก้วนี้มองด้วยตาเปล่าก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอนำไปส่องดูจากกล้องคาไลโดสโคปมันก็ยิ่งสวยและแปลกตามากขึ้น บางชิ้นฉันใช้เวลาดูอยู่นานเลย เพราะฉะนั้นการมาพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เช้ามันจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือเราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร คือ ณ ตอนที่เราเดินชม ทั้งพิพิธภัณฑ์มีแค่ครอบครัวของฉัน คู่คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่น และคุณมิซซึยเท่านั้น เมื่อถามคุณมิซซึยเรื่องจำนวนการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่า ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงก็เยอะมาก คือมากันเป็นทัวร์ เป็น 100 คนต่อวันก็มี แต่บางวันไม่มีคนมาเลยก็มี ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนรู้จักค่อนข้างน้อย และการเดินทางก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่ได้มีรถส่วนตัวขับมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาเท่านั้น

กล้องคาไลโดสโคป

กลับมาที่ส่วนสุดท้ายคือโรงยิมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดใส่สนามบาสครึ่งสนามได้ อีกทั้งอุปกรณ์การกีฬาก็ครบครัน มีห่วงชู้ตลูกบาส โต๊ะปิงปอง (เดาว่าอันนี้น่าจะของใหม่) อุปกรณ์กีฬายิมนาสติก จักรยานล้อเดียวก็ยังมี นอกจากจะเป็นพื้นที่เล่นกีฬาแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รวมพลและพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการเพราะมีเวทีและม่านสีแดงสูงถึงหลังคาของโรงยิม ดูอลังการมากๆ พ่อบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่ขนาดเป็นโรงเรียนเก่า อยู่ต่างจังหวัด แต่มีสื่อการสอนที่ดีขนาดนี้ ฉันก็เห็นด้วย

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ก่อนกลับฉันสังเกตว่า บนกระดานดำในแต่ละห้องจะมีข้อความของคนที่มาเยี่ยมชมหรือคนที่มาทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ คุณมิซซึยบอกฉันว่า ลองมาเขียนบนกระดานดำห้องนี้ได้นะ ฉันก็จัดเลย ทั้งวาดรูปและเขียนเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่นว่า ‘สวัสดี ฉันมาจากประเทศไทย’ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่บนกระดานรึเปล่า (ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว) แต่ก็ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

ความประทับใจของฉันต่อเมืองที่โด่งดังเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ คือศิลปะภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับใครบางคน คุณมิซซึยรวบรวมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ และแสดงออกอย่างมีเสน่ห์กลมกลืนไปกับเมืองฟุราโนะ การมองภาพสะท้อนที่สวยงามแต่นามธรรมและไร้ขีดกำจัด ทำให้จิตใจฉันสงบและโล่งไปชั่วขณะ ขณะที่ความฝันในกล้องของคุณมิซซึยกลายเป็นความจริง ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑ์นี้ก็สะท้อนกลับเป็นภาพความทรงจำที่ดีในใจฉันเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป
(Kaleidoscope Museum of Furano)

www.kaleidoscopes.jp
GPS: 43.270971, 142.373292
TEL: 0167- 42 – 3303
OPEN: 10.00 – 21.00 น. (ตั้งแต่ 18.00 – 21.00 น. ต้องจองล่วงหน้า)
PRICE: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ผู้สูงอายุ (65ขึ้นไป) 700 เยน
HOW TO GO: ประมาณ 8 กม. จากตัวเมืองฟุราโนะไปทางใต้ หรือนั่งรถไฟสาย Nemuro จากเมืองฟุราโนะ ลงสถานี JR Nunobe (1สถานี) หรือ Yamabe (2สถานี) แล้วต่อรถแท็กซี่อีกประมาณ 4 กม.

อ้างอิง : วศิน เพิ่มทรัพย์และDPlus Guide Team. (2559). ตะลุยฮอกไกโด [edition2] Hokkaido. (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์DPlusในเครือบริษัท โปรวิชั่น จำกัด.

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปวิตรา ชำนาญโรจน์

บัณฑิตที่เพิ่งจบจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เอก exhibition design ยังว่างงานและเคว้งคว้าง แต่ขยัน ใจดี และเรียบร้อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load