28 กันยายน 2562
2 K

จอแก้วขนาดกะทัดรัดกำลังฉายภาพลูกจิงโจ้โผล่จากกระเป๋าหน้าท้องในสารคดีสัตว์โลก เรานั่งเคลิ้มไปกับความน่ารัก แล้วท่องจำในใจว่า ถ้าพูดถึงออสเตรเลียจะนึกถึงจิงโจ้ พอเริ่มรู้ประสาก็ขอเพิ่มซิดนีย์และเมลเบิร์นเข้าไปในลิสต์ ‘พูดถึงออสเตรเลียนึกถึงอะไร’ ด้วย แต่มีอีกเมืองน่าสนใจไม่แพ้กัน ท้าดา! บริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เดินทางง่าย แถมสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง ราคาสุดกันเอง 

ยิ่งช่วงลดราคา แทบอยากนั่งเฝ้าหน้าจอ เล็งวันและเวลาแล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง แต่ไม่เคยทันสักที

หยอกล้อพอหอมปากหอมคอ ขอชวนลัดฟ้าไปเดินเที่ยวบริสเบน ท่ามกลางสายฝน (กรุงเทพฯ) แม้เมืองจะติดอันดับเก่าแก่ของประเทศ แต่บอกเลย ครบเครื่องมาก ใจกลางเมืองมีทั้งพื้นที่สาธารณะเลียบแม่น้ำ ข้างเคียงเป็นโรงละครโอเปร่าและพิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟมีเพียบจนนับนิ้วไม่ถ้วน ถัดจากตัวเมืองไปหน่อยก็สัมผัสธรรมชาติและสัตว์โลกน่ารักได้

อีกอย่างที่ชอบและอินมากในบริสเบนคือความใส่ใจ ทั้งใส่ใจคน ใส่ใจสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เวลาเดินเราชอบสังเกต เลยเห็นสิ่งละพันอันน้อยอย่างถังขยะแยกประเภทที่เสริมฐานกลมไว้สำหรับเขี่ยก้นบุหรี่ของสิงห์พ่นควัน จุด Emergency Security ที่กระจายตัวรอบสวนสาธารณะ แม้กระทั่งสถานที่บริการน้ำดื่มพร้อมชามสำหรับน้องหมาแสนรักก็มี (ถุงเก็บอึมีแจกด้วย) อ้อ เจ้าโคอาล่าตัวกลมเขาก็รักเสมือนลูกน้อยในอ้อมแขน 

มีอีกหลายเรื่องประทับใจอยากเล่าให้คุณฟัง เราอาสาพาไปสถานที่ห้ามพลาดเมื่อคุณต้องไปเยือนบริสเบนสักครั้งในชีวิต (อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา) สวมเสื้อตัวหนาให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมร่มสำหรับวันฝนพรำ แล้วมาฟังด้วยกัน 

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ให้อาหารโลมาด้วยปลาถึงปากโลมาที่ Tangalooma Island Resort บนเกาะมอร์ตัน

เราตื่นเช้าตรู่เดินทางไปท่าเรือ Holt st. Whart เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไป ทังกาลูมา รีสอร์ท ด้วยความตื่นตาตื่นใจเราขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือดูวิวสองข้างทาง มองเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างด้วยตึกอาคารผสมปนเปไปกับโรงงานอุตสาหกรรม เพียงอึดใจเราก็ถึง Tangalooma Island Resort ในสภาพหัวเหนียวจากลมทะเล

ระหว่างเดินลงจากเรือหน้าเราปะทะกับแดดจ้า อากาศแบบนี้เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่สุด

ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งเรือล่องไปกลางมหาสมุทร ดูปลานานาชนิดดำผุดดำว่าย น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายสีขาว แล่นเรือไปสักพักจะเห็นซากเรืออับปางขนาดใหญ่ยักษ์นอนขึ้นสนิมจมอยู่ใต้ท้องทะเล 12 ลำ กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูปะการัง จนมีแนวปะการังที่สวยที่สุดอย่าง Great Barrier Reef หากใคร่ทอดสมอจอดเรือดำน้ำดูปะการังก็ย่อมได้ 

  เรือแล่นกลับฝั่ง เราล้างทรายออกก่อนเตรียมตัวนั่งรถ 4 WD ทะลุผ่านป่าและพุ่มไม้ยูคาลิปตัส รถโยกย้ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบ้างลงบ้าง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ลุ้นระทึกมาก ไม่นานก็ถึงเนินทรายเนื้อละเอียดกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับเล่นเลื่อนทราย มีอุปกรณ์เพียงแผ่นกระดานไม้อันยาวกับแว่นตาว่ายน้ำใส่กันทราย เดินขึ้นไปจุดสูงสุดอยู่ในท่าเตรียมที่ถูกต้อง กลั้นใจแล้วไถลลงมาเลย รอบแรกบังคับทิศทางยากหน่อย เล่นรอบสอง รอบสาม จะสนุกขึ้นมาก มาทั้งทีต้องลอง! 

ตอนรู้ว่าจะได้ให้อาหารโลมา แอบคิดในใจว่าจะเหมือนซื้อขนมปังแถวแล้วโยนให้พี่สวายหรือเปล่า แต่ฉุกคิดได้ว่าโลมาบ้านเขาไม่น่าโปรดขนมปังแถวเหมือนปลาบ้านเรา พอตกเย็นถึงได้รู้ว่าอาหารที่ให้โลมาเป็นปลาท้องถิ่นตัวเล็ก โลมาที่มากินปลาท้องถิ่นตัวเล็ก เป็นโลมาจากธรรมชาติ ทาง Tangalooma Island Resort ไม่ได้เลี้ยง แต่ครอบครัวโลมาชวนกันว่ายมาเอง อาหารให้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่โลมาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมายังคงหาอาหารได้เอง

แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินดุ่มไปให้อาหารได้เองนะ เขามีเจ้าหน้าที่ใจดีคอยช่วยอยู่เคียงข้าง เราห้ามสัมผัสตัวโลมา เพราะผิวหนังเขาบอบบางมากและบางตัวไม่ได้ชอบคนเสียเท่าไหร่ เผลอไปสัมผัสหรือโดนแสงแฟลชวาบจากกล้องอาจทำให้โลมาเกิดความเครียดและเป็นอันตรายต่อดวงตา การแสดงความรับผิดชอบต่อสัตว์และธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ยืนแข็งเป็นต้นไม้แล้วอุ้มโคอาล่าในอุ้งมือที่ Lone Pine Koala Sanctuary

สารภาพว่ายืนแข็งเพราะเกร็ง เป็นครั้งแรกที่ต้องอุ้มโคอาล่าพร้อมยิ้มหวานให้กล้อง แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ประจำ Lone Pine Koala Sanctuary บอกว่า การยืนตัวตรงแข็งทื่อเป็นต้นไม้จะทำให้โคอาล่าคิดว่าเราเป็นต้นไม้ไปด้วย แบบนี้ก็ได้! หลายคนคิดว่าเป็นการใช้แรงงานโคอาล่าเกิดกว่าเหตุหรือเปล่า ได้ค่าแรงเป็นใบยูคาลิปตัสก็จริง แต่ต้องถูกถ่ายภาพร่วมกับคนราวพระเอกดังช่องน้อยสี บอกกันตรงนี้เลยว่า เจ้าหน้าที่จะคัดเลือกหนุ่มสาวโคอาล่าที่สมัครใจอยากเป็นดาราหน้ากล้องเท่านั้น ถ้าอุ้มตัวไหนมาแล้วมีท่าทางหันซ้ายหันขวา กล้องก็ไม่มอง คนก็ไม่มอง เป็นอันรู้กันว่าต้องพากลับไปเกาะต้นยูคาลิปตัสให้หายเป็นพ่อแง่แม่งอนก่อน และเจ้าหน้าที่จะหมุนเวียนน้องโคอาล่ามาถ่ายภาพตลอดเวลา 

*คำเตือน โปรดระวังโคอาโล่ทำธุระใส่มือ แต่มั่นใจได้ว่ากลิ่นดี เพราะน้องทานแต่ใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

นอกจากสัตว์กว่า 100 ชนิด ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lone Pine Koala Sanctuary เป็นการให้อาหารเม็ดกับจิงโจ้ ดูในจอแก้วก็น่ารักอยู่หรอก พอเจอตัวจริงไม่คิดว่าจิงโจ้กล้ามล่ำเป็นมัด เห็นแล้วก็แอบหวั่นในใจ

พอลองใจกล้า เทอาหารใส่มือแล้วยื่นออกไป จิงโจ้ส่งลิ้นยาวมาทักทายแล้วตวัดอาหารเข้าปาก พลางมือเราก็ขอลองลูบขนหน่อยเถอะ ตอนแรกติดว่าขนต้องแข็งกระด้าง แต่นุ่มมาก ละมุนมือ เปิดประสบการณ์สัตว์โลกของเรามาก

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

เรื่องน่ารักก่อนกลับ เพื่อนร่วมเดินทางหลายคนแวะซื้อของฝากเป็นขนมรูปโคอาล่าสอดไส้ บางคนกล่องเดียว บางคนเกือบเหมา มีบางคนตาดีพลิกกล่องไปพลิกกล่องมา อ้าว Made in Thailand นี่นา / จบ.

นอนอาบแดด ปิ้งบาบีคิว และเดินป่าฝนที่ South Bank Parklands

ขอชวนกลับเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตากับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง South Bank Parklands 1 ใน 7 สวนสาธารณะของออสเตรเลียที่ได้รับรางวัล Green Flag Award (ปี 2559) ว่าด้วยความเป็นเลิศเรื่องพื้นที่สีเขียว มีเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และท่าเรือเลียบไปกับแม่น้ำบริสเบนที่ไหลผ่านกลางเมือง คล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

เขยิบเข้าไปอีกนิดเป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่ปิกนิกและบาร์บีคิว มี Streets Beach ยกชายหาดจำลองมาไว้กลางเมืองกันไปเลย จะนอนอาบแดด เล่นก่อปราสาททรายก็เหมาะ เพราะเหมือนชายหาดจริงจนเราสับสน ระหว่างทางมีป่าฝน แค่เดินผ่านก็รู้สึกชุ่มฉ่ำ ราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ส่วน The Arbor อุโมงค์เสาเหล็กหุ้มด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงแดงคอยให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ดันสวยงามจนหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพ แถมการันตีด้วยรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายรางวัล ความดีงามของพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองยังไม่หมด มีต่อ!

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ก่อนทางเข้าป่าฝน มีเจดีย์เนปาลสูง 3 ชั้นตั้งสง่าท่ามกลางธรรมชาติ ทำจากไม้แกะสลักด้วยมือ นับเป็น 1 ใน 3 เจย์ดีแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่นอกประเทศเนปาล เป็นการสนับสนุนจากอาณาจักรเนปาลในงาน World Expo 88 ปี 2531

มีอีกสิ่งชอบมากและอยากให้บ้านเรามีด้วย The Epicurioud Garden มาเดินแล้วต้องแวะ เหล่าฟู้ดดี้ต้องหลงรัก เป็นแปลงผักสวนครัวในสวนสาธารณะ ชวนมาเด็ดและชวนมาดมกลิ่นหอมของผักสดใหม่ หรือจะพูดคุยกับเหล่าคนสวนที่เป็นอาสาสมัครด้วยใจ พร้อมเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวทานเองสำหรับคนเมือง มีสูตรอาหารอร่อยแจกด้วยนะ 

ผักสดใหม่จากสวนแวะเวียนไปหยิบฟรีได้ทุกวันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 07.00 – 14.00 น. 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ดื่มด่ำนิทรรศการแบบไม่เสียสตางค์ที่ Queensland Museum & Science Centre

เดินบนสะพายเชื่อมจาก South Bank Parklands ไปทางซ้ายราว 10 นาที ก็ถึง Queensland Museum & Science Centre เข้าชมนิทรรศการฟรี ไม่เสียสตางค์ แต่นิทรรศการเสียสตางค์ก็มีนะ ตอนเราไปเป็นเรื่องราวของ NASA แค่ทางเข้าก็อลังการดาวล้านดวง พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ (ไม่เสียสตางค์) ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ชั้นล่างเป็นเรื่องของไดโนเสาร์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ตัวใหญ่เท่าตึก เรียกความสนใจเราได้พักใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการ WILD STATE เล่าเรื่องราวของสัตว์หลายสายพันธุ์ กระซิบเลยว่าบริสเบนเป็นแหล่งชีวภาพที่หลากหลายที่สุดของออสเตรเลีย มีสายพันธุ์พืชและสัตว์มากกว่า 2,500 ชนิด โดยเฉพาะประชากรเจ้าหมีโคอาโล่ก็เยอะเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนจะไปไกลขอกลับเข้าเรื่องอีกรอบ

นอกจากความหลากหลายของสายพันธุ์ตัวนิทรรศการยังสอดแทรกปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านสัตว์สตัฟฟ์อย่าง ‘นกทะเล’ ภายในท้องเต็มไปด้วยขยะพลาสติกสีสวยจากมหาสมุทร พร้อมอธิบายว่า ‘มีอนุภาคพลาสติกมากกว่า 5 ล้านอนุภาค รวมน้ำหนักกว่า 260 ล้านตัน กำลังลอยอยู่ในทะเล’ อีกอันเป็นนกกำลังทำรัง เป็นรังจากกิ่งไม้แห้ง แซมด้วยเศษพลาสติกชิ้นเล็กสีฟ้ากระจายรอบรัง แม้กระทั่งในปากก็กำลังคาบชิ้นพลาสติกเอามาทำรัง เห็นแล้วจุกไม่เบา

นิทรรศการยังเชื่อมต่อกับ Discovery Center วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการจัดรูปแบบของศูนย์ มีทั้งของจริงและของจำลอง มีโต๊ะลิ้นชักขนาดใหญ่บรรจุหินและแร่ให้เราคอยเปิดสังเกตทีละชิ้น มีมุมสนุกให้ลองแยกไข่แมลง ใบไม้แห้ง และแมลงออกจากกัน มีทั้งสัตว์สตัฟฟ์และสัตว์จริง ชนิดที่ว่างูเลื้อยกันสนุกสนาน (อยู่ในตู้นะ)

Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน

เดิมชมพิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าเพลิดเพลินกับ Queensland Museum จนหนำใจ ขอชวนเดินลงใต้ไปทาง South Bank Parklands จะเจอพิพิธภัณฑ์เดินเรือ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดแสดงเป็นแกลอรี ประภาคาร โมเดลเรือ เรือรบรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มี ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ  Antarctica: Endurance and Survival    

ใครเดือนทางช่วงเดือนกันยายน แวะชมนิทรรศการได้นะ ยังจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นู่นเลย 

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

เราว่าบริสเบนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็รักษาความกรีนและคลีนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของชาวเมืองเอาไว้ด้วย ควรค่าแก่การลางานแล้วนั่งเฝ้าหน้าจอของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล็งวันและเวลาบินตรงจากกรุงเทพฯ – บริสเบนที่มีให้เลือกตั้ง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์แล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง  

 หวังว่าจะทัน (อีก) สักที

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 20 ชั่วโมงจากเมืองไทยมาที่เกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อตามหาท่านหัวหน้าเผ่าที่ว่ากันว่ามีเขี้ยวหมูป่าที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในโลก

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผมอยากมีโอกาสชม ‘ระบำรอม’ อันศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนนี้ให้เห็นเป็นบุญตาด้วย

คนที่ช่วยสานฝันให้เป็นจริงครั้งนี้คือคุณพี่เฟรดดี้ ชายชาวนิวานูอาตู วัย 45 ปี ความพิเศษก็คือพี่เฟรดดี้นั้นเป็นชาวหมู่บ้านฟันลาแท้ๆ แต่กำเนิด และหมู่บ้านฟันลา (Fanla) นี้คือหมู่บ้านที่ท่านหัวหน้าเผ่าอาศัยอยู่ และเป็นหมู่บ้านที่มีระบำรอมที่ยิ่งใหญ่สวยงามที่สุดของเกาะ การได้พี่เฟรดดี้มาเป็นคนนำทางคือความโชคดี

ตามธรรมเนียมวานูอาตูนั้น เราไม่สามารถเดินดุ่มๆ ไปเข้าหมู่บ้านนู้นออกหมู่บ้านนี้กันได้เล่นๆ นะครับ เราจำเป็นต้องให้คนท้องถิ่นเขาเจรจากันก่อนว่าจะมีแขกมา และขออนุญาตพาเราเข้าไปในพื้นที่ คนที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือคนจากพื้นที่นั้นนั่นเอง

เกาะแอมบริมเป็นเกาะที่ไม่มีถนน วิธีที่จะเดินทางไปหมู่บ้านฟันลาคือการเดินเท้าเท่านั้น และจากบังกะโลที่ผมพักอยู่นั้น ผมต้องเดินขึ้นเขา บุกป่า ฝ่าดง ไป 2 ชั่วโมงจึงจะถึง ที่สำคัญคือผมต้องจำทางกลับให้ได้ เพราะผมต้องเดินกลับมาเอง…คนเดียว ดังนั้น ผมจึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพต้นไม้ดอกไม้หรือจุดสังเกตต่างๆ ทุกแยกพร้อมจดบันทึกใน note อยู่รัวๆ

หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีกระท่อมหลายหลังที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาสานเป็นฝากระท่อม หลังคานั้นส่วนมากมุงด้วยจาก และก็มีบ้างประปรายที่เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนมุงหลังคากระเบื้องสีพื้นๆ อย่างสีน้ำตาล โชคดีที่ไม่ใช่สีแจ๊ดๆ ทะลุทะลวงตา

“รอตรงนี้ก่อนนะ” พี่เฟรดดี้บอกให้ผมรอใต้ต้นมะม่วงใหญ่ อากาศยามบ่ายอบอ้าว เด็กๆ ในหมู่บ้านออกมาดูผมกันใหญ่ความที่ผมดูแปลกกว่าพวกเขามากๆ

พี่เฟรดดี้เข้าไปพบท่านหัวหน้าในกระท่อมเพื่อขออนุญาตให้ผมเข้าพื้นที่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพี่เฟรดดี้จึงพาผมไปยังลานศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้าน บริเวณที่สงวนไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น

ลานศักดิ์สิทธิ์นี้เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ‘นากามาล’ (Nakamal) เป็นลานดินเกลี่ยเรียบจนสะอาด ทั้งเตียนทั้งโล่งและกว้างพอประมาณ ที่รายล้อมลานดินนี้คือต้นไม้ใหญ่ๆ หลายต้นที่ช่วยบังแดดให้ร่มเงาครึ้ม และมี ‘แทมแทม’ (Tam Tam) กลองพื้นเมืองตั้งอยู่หลายต้น ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง จนมีที่สูงหลายเมตร

กลองแทมแทม เป็นกลองที่สกัดจากไม้เพียงท่อนเดียวเพื่อให้เกิดเป็นร่องกลวงอยู่ตรงกลาง โดยที่ปลายข้างหนึ่งจะตัดเรียบเพื่อใช้วางตั้งไปบนพื้น ส่วนปลายอีกด้านสลักเสลาเป็นเหมือนรูปหน้าเทพเจ้า ชาวบ้านทุกหมู่บ้านบนเกาะแอมบริมใช้การเคาะกลองแทมแทม เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เช่นการเคาะเพื่อเรียกลูกบ้านให้มาประชุม การเคาะเพื่อแจ้งเรื่องด่วนจากหัวหน้าเผ่าหนึ่งไปอีกเผ่าหนึ่ง ท่อนไม้ที่ขนาดต่างกันทำให้เสียงออกมาแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือได้เข้ามาทำหน้าที่แทนแทมแทมไปแล้วเรียบร้อย…ฮือ ฮือ ฮือ

ที่ลานศักดิ์สิทธิ์มีเรือนพักของท่านหัวหน้าเผ่าตั้งอยู่ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ชั้นเดียวหลังคามุงจาก ไม้ที่นำมาประกอบเป็นเรือนนั้นสลักเสลาเป็นรูปเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ดูสวยงามมากๆ ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตบ้านของท่านซึ่งล้อมรั้วด้วยดงต้นเข็มออกดอกสีแดงสด ผมทำได้แต่เพียงยืนรอท่านเงียบๆ อยู่บนลาน

ตอนนั้นผมก็เริ่มเกร็งนะครับ ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำตัวอย่างไร? ท่านหัวหน้าเผ่าจะดุไหม? ผมจะทำอะไรที่ผิดจารีตหรือเปล่า?

ความกังวลของผมจบสิ้นลงทันทีเมื่อท่านปรากฏตัวขึ้น

อย่างแรกคือคอสตูมของท่านนั้นโดนใจผมมากๆ ที่คอของท่านใส่สร้อยเขี้ยวหมูป่า 2 เขี้ยวที่คล้องไขว้กันอยู่ และนั่นสมเป็นเขี้ยวหมูป่าที่งดงามและสมบูรณ์สมคำร่ำลือ ข้อมือทั้งสองของท่านนั้นก็ใส่กำไลที่ทำจากเขี้ยวหมูป่า เขี้ยวสีขาวของมันตัดฉับกับผิวคล้ำของท่าน ท่านหัวหน้านุ่งเพียงใบไม้เพื่อปกปิดร่างกายท่องล่างเท่านั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า ผมสีขาวปนเทาของท่านทัดดอกไม้สีแดงสด

ผมอยากจะหยิบกล้องมาถ่ายท่านรัวๆ เลยนะครับ แต่ผมก็เกรงใจท่านมาก ผมคงดูเป็นแขกที่ไม่มีมารยาทมากๆ หากผมทำเช่นนั้น

อย่างที่สองคือท่านไม่ดุเลย ใจดีมากๆ ด้วยซ้ำ และเมื่อผมขออนุญาตถ่ายภาพท่าน ท่านบอกว่า “โอเค” ทันทีเลย

เมื่อการแนะนำตัวเสร็จสิ้นลง ระบำรอมก็เริ่มต้นขึ้น ณ ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

ตามประเพณีนั้น ระบำรอมจะเล่นกันในเดือนสิงหาคมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางเกษตรกรรมจากฤดูที่แล้วและกำลังจะหว่านไถเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูถัดไป และเชื่อว่าการบูชาเทพเจ้าด้วยระบำนี้จะดลบันดาลให้การไถหว่านครั้งนี้นำผลผลิตมามากๆ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวเผ่า

การแสดงจะเริ่มด้วยเสียงกลองและเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ ตามด้วยเสียงขับเพลงด้วยภาษาถิ่นที่ไพเราะ สอดประสานกับจังหวะการเคาะท่อนไม้ไปเรื่อยๆ ผู้เต้นระบำจะใส่หน้ากากรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยมแหลมสูง เปิดเฉพาะตรงดวงตา

บนยอดแหลมประดับขนนกและใบไม้ หน้ากากนั้นแต้มสีแดงสดและเขียวสดเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีผลิตจากใบไม้และดอกไม้ในท้องถิ่น ส่วนชุดที่สวมใส่นั้น เป็นชุดคลุมยาวจากคอถึงเท้าที่ทำจากใบตอง

ผู้ร้องจะร้องและเคาะจังหวะไปเรื่อยๆ ผู้เต้นจะโยกตัวไปตามจังหวะและร้องรับเป็นช่วงๆ ระบำรอมใช้เวลาแสดงเกือบ 20 นาทีจึงเสร็จสิ้น และตามประเพณีนั้น เมื่อการแสดงระบำรอมจบลง ผู้แสดงจะนำชุดคลุมที่สวมใส่อยู่นั้นไปทำลายทิ้งทันทีเพื่อป้องกันโชคร้ายและการก่อกวนของภูตผี ผู้ที่จะแสดงระบำรอมได้นั้นคือท่านหัวหน้าเผ่าเองและผู้ที่ท่านคัดเลือกและฝึกฝนมาเท่านั้น

ผมตื่นเต้นกับระบำรอมมากๆ เพราะผมไม่เคยดูการแสดงเช่นนี้มาก่อน ตอนแรกๆ ผมก็นั่งระวังมากๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือแม้แต่จะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพไว้ จนผมต้องแอบกระซิบถามพี่เฟรดดี้ แกถึงกับหัวเราะพรวดออกมาเลยครับเมื่อเห็นผมนั่งระวังตรงราวกับอยู่ในพิธีสงฆ์

“ถ่ายรูปได้เลย เดินไปถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ แต่อย่าเข้าไปที่ผู้เล่นระบำ และห้ามโดนเสื้อคลุมที่ทำจากใบตองนั้นเด็ดขาด” พี่เฟรดดี้บอก

จากนั้นผมเดินพล่านทั่วลานเลยครับ ทั้งถ่ายภาพ ถ่ายคลิป จนการแสดงสิ้นสุดลงด้วยความประทับใจ

เมื่อระบำรอมจบลง ผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัสมือกับท่านหัวหน้าเผ่าและผู้เล่นทุกคน สิ่งที่สังเกตได้ชัดมากคือเขี้ยวโง้งใหญ่ที่ทำเป็นสร้อยคอประดับอยู่บนหน้าอกเปลือเปล่าและตัดสีผิวของผู้สวมใส่อย่างเห็นได้ชัด

มันคือ ‘เขี้ยวหมูป่า’ ที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจตามวัฒนธรรมเมลานีเซียน

เด็กชายเมื่อก้าวสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ต้องหัดเข้าป่าล่าสัตว์ การล่าหมูป่าเป็นหนึ่งในทักษะเบื้องต้น หมูป่าดุร้ายเพศผู้ที่เด็กหนุ่มสามารถล่าได้และนำกลับมาที่หมู่บ้านจะถูกนำมาเลี้ยง และเขี้ยวหมูป่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าชายหนุ่มผู้นั้นกล้า แกร่ง และเก่ง เพียงไหน

ปกติหมูป่าตัวผู้จะมีเขี้ยวงอกตามธรรมชาติ แต่มันไม่ได้โค้งงอเป็นวง มันยาวตรงโดยธรรมชาติ ดังนั้นการดัดเขี้ยวหมูป่าจนโค้งงอได้รูปสวยจึงเป็นฝีมือมนุษย์ล้วนๆ ชายหนุ่มต้องเอาชนะหมูป่าที่ดุร้ายให้เชื่องต่อเขาให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เอามือบิดเขี้ยวทีละนิดๆ ทุกวัน แล้วต้องค่อยๆ ป้อนอาหารหมูป่าตัวนั้นด้วยมะละกอ กล้วย มะม่วงสุก หรือผักหญ้าต่างๆ เป็นอาหารด้วยมือของเขาเอง

เขี้ยวหมูป่าที่เริ่มงอกยาวขึ้นๆ จะได้รับการดัดให้โค้งงอขึ้นจนเป็นวง และใช้เวลาเป็นปีๆ โดยชายหนุ่มจะปล่อยให้หมูป่าหากินเองไม่ได้ เพราะนั่นอาจทำให้เขี้ยวที่อุตส่าห์ดัดมานานต้องหัก บิ่น หรือเสียรูปทรง เขาจึงต้องป้อนอาหารและดูแลมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ยิ่งเขี้ยวที่โค้งงอได้รูปเป็นวง มีสีขาวสะอาด และปราศจากรอยขูดขีดเพียงใด ก็ยิ่งแปลว่าชายหนุ่มผู้นั้นสามารถพิชิตหมูป่าได้สำเร็จและดูแลมันได้อย่างดีเท่านั้น เขี้ยวหมูป่าจึงเป็นหมือนสถานะทางสังคมอย่างหนึ่ง

ในกรณีท่านหัวหน้าเผ่า เขี้ยวหมูป่าคู่ที่เห็นนี้ใช้เวลาดัดและดูแลมานานกว่า 15 ปี จึงสมบูรณ์สวยงามอย่างที่เห็นอยู่ ผมมีโอกาสไปดูเขี้ยวหมูที่ได้รับการดัดมา 2 ปีด้วยครับ มันเพิ่งโค้งขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่ายังต้องดูแลกันไปอีกนานมาก เสียดายที่วัฒนธรรมนี้กำลังสูญสลายไปจากวานูอาตูและกลุ่มประเทศเมลานีเซียไปเรื่อย ๆ

ก่อนกลับเมืองไทย ผมเห็นเขี้ยวหมูป่าขายที่ตลาดกลางเมืองพอร์ตวิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู เขี้ยวเล็กกว่านี้มากและโค้งขึ้นมานิดๆ วางขายชิ้นละ 10,000 วาตู (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ของท่านหัวหน้าต้องมีมูลค่ามากกว่านั้นแน่ แต่คงไม่มีค่าเทียบเท่าความพยายามในการสร้างสรรค์เครื่องประดับเกียรติยศชิ้นนี้มานานกว่า 15 ปี ด้วยมือและใจของท่านหัวหน้าเอง

เย็นนั้นผมลาท่านหัวหน้าเผ่าเดินกลับบังกะโลริมหาด ท่านบอกผมว่า

“ขอบคุณที่มาเยี่ยม และขอบคุณที่สนใจเรื่องราวของเรา”

ผมบอกท่านว่า ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่เปิดหูเปิดตาผม เรื่องราวที่ผมได้รับรู้ในวันนี้ทำให้ผมมองชาวเผ่าบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ในอีกมิติหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ที่สำคัญ…เขี้ยวหมูป่านั้นไม่ใช่เพียงเครื่องประดับกาย แต่มันคือเครื่องประดับเกียรติของผู้สวมใส่เลยทีเดียว

ขอบคุณครับ ท่านหัวหน้าเผ่า

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load