28 กันยายน 2562
2 K

จอแก้วขนาดกะทัดรัดกำลังฉายภาพลูกจิงโจ้โผล่จากกระเป๋าหน้าท้องในสารคดีสัตว์โลก เรานั่งเคลิ้มไปกับความน่ารัก แล้วท่องจำในใจว่า ถ้าพูดถึงออสเตรเลียจะนึกถึงจิงโจ้ พอเริ่มรู้ประสาก็ขอเพิ่มซิดนีย์และเมลเบิร์นเข้าไปในลิสต์ ‘พูดถึงออสเตรเลียนึกถึงอะไร’ ด้วย แต่มีอีกเมืองน่าสนใจไม่แพ้กัน ท้าดา! บริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เดินทางง่าย แถมสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรง ราคาสุดกันเอง 

ยิ่งช่วงลดราคา แทบอยากนั่งเฝ้าหน้าจอ เล็งวันและเวลาแล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง แต่ไม่เคยทันสักที

หยอกล้อพอหอมปากหอมคอ ขอชวนลัดฟ้าไปเดินเที่ยวบริสเบน ท่ามกลางสายฝน (กรุงเทพฯ) แม้เมืองจะติดอันดับเก่าแก่ของประเทศ แต่บอกเลย ครบเครื่องมาก ใจกลางเมืองมีทั้งพื้นที่สาธารณะเลียบแม่น้ำ ข้างเคียงเป็นโรงละครโอเปร่าและพิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟมีเพียบจนนับนิ้วไม่ถ้วน ถัดจากตัวเมืองไปหน่อยก็สัมผัสธรรมชาติและสัตว์โลกน่ารักได้

อีกอย่างที่ชอบและอินมากในบริสเบนคือความใส่ใจ ทั้งใส่ใจคน ใส่ใจสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เวลาเดินเราชอบสังเกต เลยเห็นสิ่งละพันอันน้อยอย่างถังขยะแยกประเภทที่เสริมฐานกลมไว้สำหรับเขี่ยก้นบุหรี่ของสิงห์พ่นควัน จุด Emergency Security ที่กระจายตัวรอบสวนสาธารณะ แม้กระทั่งสถานที่บริการน้ำดื่มพร้อมชามสำหรับน้องหมาแสนรักก็มี (ถุงเก็บอึมีแจกด้วย) อ้อ เจ้าโคอาล่าตัวกลมเขาก็รักเสมือนลูกน้อยในอ้อมแขน 

มีอีกหลายเรื่องประทับใจอยากเล่าให้คุณฟัง เราอาสาพาไปสถานที่ห้ามพลาดเมื่อคุณต้องไปเยือนบริสเบนสักครั้งในชีวิต (อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา) สวมเสื้อตัวหนาให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมร่มสำหรับวันฝนพรำ แล้วมาฟังด้วยกัน 

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ให้อาหารโลมาด้วยปลาถึงปากโลมาที่ Tangalooma Island Resort บนเกาะมอร์ตัน

เราตื่นเช้าตรู่เดินทางไปท่าเรือ Holt st. Whart เพื่อนั่งเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไป ทังกาลูมา รีสอร์ท ด้วยความตื่นตาตื่นใจเราขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือดูวิวสองข้างทาง มองเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างด้วยตึกอาคารผสมปนเปไปกับโรงงานอุตสาหกรรม เพียงอึดใจเราก็ถึง Tangalooma Island Resort ในสภาพหัวเหนียวจากลมทะเล

ระหว่างเดินลงจากเรือหน้าเราปะทะกับแดดจ้า อากาศแบบนี้เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่สุด

ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งเรือล่องไปกลางมหาสมุทร ดูปลานานาชนิดดำผุดดำว่าย น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายสีขาว แล่นเรือไปสักพักจะเห็นซากเรืออับปางขนาดใหญ่ยักษ์นอนขึ้นสนิมจมอยู่ใต้ท้องทะเล 12 ลำ กลายเป็นแหล่งฟื้นฟูปะการัง จนมีแนวปะการังที่สวยที่สุดอย่าง Great Barrier Reef หากใคร่ทอดสมอจอดเรือดำน้ำดูปะการังก็ย่อมได้ 

  เรือแล่นกลับฝั่ง เราล้างทรายออกก่อนเตรียมตัวนั่งรถ 4 WD ทะลุผ่านป่าและพุ่มไม้ยูคาลิปตัส รถโยกย้ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบ้างลงบ้าง ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ลุ้นระทึกมาก ไม่นานก็ถึงเนินทรายเนื้อละเอียดกว้างใหญ่ไพศาล สำหรับเล่นเลื่อนทราย มีอุปกรณ์เพียงแผ่นกระดานไม้อันยาวกับแว่นตาว่ายน้ำใส่กันทราย เดินขึ้นไปจุดสูงสุดอยู่ในท่าเตรียมที่ถูกต้อง กลั้นใจแล้วไถลลงมาเลย รอบแรกบังคับทิศทางยากหน่อย เล่นรอบสอง รอบสาม จะสนุกขึ้นมาก มาทั้งทีต้องลอง! 

ตอนรู้ว่าจะได้ให้อาหารโลมา แอบคิดในใจว่าจะเหมือนซื้อขนมปังแถวแล้วโยนให้พี่สวายหรือเปล่า แต่ฉุกคิดได้ว่าโลมาบ้านเขาไม่น่าโปรดขนมปังแถวเหมือนปลาบ้านเรา พอตกเย็นถึงได้รู้ว่าอาหารที่ให้โลมาเป็นปลาท้องถิ่นตัวเล็ก โลมาที่มากินปลาท้องถิ่นตัวเล็ก เป็นโลมาจากธรรมชาติ ทาง Tangalooma Island Resort ไม่ได้เลี้ยง แต่ครอบครัวโลมาชวนกันว่ายมาเอง อาหารให้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่โลมาต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมายังคงหาอาหารได้เอง

แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินดุ่มไปให้อาหารได้เองนะ เขามีเจ้าหน้าที่ใจดีคอยช่วยอยู่เคียงข้าง เราห้ามสัมผัสตัวโลมา เพราะผิวหนังเขาบอบบางมากและบางตัวไม่ได้ชอบคนเสียเท่าไหร่ เผลอไปสัมผัสหรือโดนแสงแฟลชวาบจากกล้องอาจทำให้โลมาเกิดความเครียดและเป็นอันตรายต่อดวงตา การแสดงความรับผิดชอบต่อสัตว์และธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

ยืนแข็งเป็นต้นไม้แล้วอุ้มโคอาล่าในอุ้งมือที่ Lone Pine Koala Sanctuary

สารภาพว่ายืนแข็งเพราะเกร็ง เป็นครั้งแรกที่ต้องอุ้มโคอาล่าพร้อมยิ้มหวานให้กล้อง แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ประจำ Lone Pine Koala Sanctuary บอกว่า การยืนตัวตรงแข็งทื่อเป็นต้นไม้จะทำให้โคอาล่าคิดว่าเราเป็นต้นไม้ไปด้วย แบบนี้ก็ได้! หลายคนคิดว่าเป็นการใช้แรงงานโคอาล่าเกิดกว่าเหตุหรือเปล่า ได้ค่าแรงเป็นใบยูคาลิปตัสก็จริง แต่ต้องถูกถ่ายภาพร่วมกับคนราวพระเอกดังช่องน้อยสี บอกกันตรงนี้เลยว่า เจ้าหน้าที่จะคัดเลือกหนุ่มสาวโคอาล่าที่สมัครใจอยากเป็นดาราหน้ากล้องเท่านั้น ถ้าอุ้มตัวไหนมาแล้วมีท่าทางหันซ้ายหันขวา กล้องก็ไม่มอง คนก็ไม่มอง เป็นอันรู้กันว่าต้องพากลับไปเกาะต้นยูคาลิปตัสให้หายเป็นพ่อแง่แม่งอนก่อน และเจ้าหน้าที่จะหมุนเวียนน้องโคอาล่ามาถ่ายภาพตลอดเวลา 

*คำเตือน โปรดระวังโคอาโล่ทำธุระใส่มือ แต่มั่นใจได้ว่ากลิ่นดี เพราะน้องทานแต่ใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

นอกจากสัตว์กว่า 100 ชนิด ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lone Pine Koala Sanctuary เป็นการให้อาหารเม็ดกับจิงโจ้ ดูในจอแก้วก็น่ารักอยู่หรอก พอเจอตัวจริงไม่คิดว่าจิงโจ้กล้ามล่ำเป็นมัด เห็นแล้วก็แอบหวั่นในใจ

พอลองใจกล้า เทอาหารใส่มือแล้วยื่นออกไป จิงโจ้ส่งลิ้นยาวมาทักทายแล้วตวัดอาหารเข้าปาก พลางมือเราก็ขอลองลูบขนหน่อยเถอะ ตอนแรกติดว่าขนต้องแข็งกระด้าง แต่นุ่มมาก ละมุนมือ เปิดประสบการณ์สัตว์โลกของเรามาก

เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย  ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา
เดินเล่นเลียบแม่น้ำ บริสเบน ออสเตรเลีย ทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ แวะไปอุ้มโคอาล่าและล่องเรือเฟอร์รี่ไปให้อาหารโลมา

เรื่องน่ารักก่อนกลับ เพื่อนร่วมเดินทางหลายคนแวะซื้อของฝากเป็นขนมรูปโคอาล่าสอดไส้ บางคนกล่องเดียว บางคนเกือบเหมา มีบางคนตาดีพลิกกล่องไปพลิกกล่องมา อ้าว Made in Thailand นี่นา / จบ.

นอนอาบแดด ปิ้งบาบีคิว และเดินป่าฝนที่ South Bank Parklands

ขอชวนกลับเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตากับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง South Bank Parklands 1 ใน 7 สวนสาธารณะของออสเตรเลียที่ได้รับรางวัล Green Flag Award (ปี 2559) ว่าด้วยความเป็นเลิศเรื่องพื้นที่สีเขียว มีเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และท่าเรือเลียบไปกับแม่น้ำบริสเบนที่ไหลผ่านกลางเมือง คล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

เขยิบเข้าไปอีกนิดเป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่ปิกนิกและบาร์บีคิว มี Streets Beach ยกชายหาดจำลองมาไว้กลางเมืองกันไปเลย จะนอนอาบแดด เล่นก่อปราสาททรายก็เหมาะ เพราะเหมือนชายหาดจริงจนเราสับสน ระหว่างทางมีป่าฝน แค่เดินผ่านก็รู้สึกชุ่มฉ่ำ ราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ส่วน The Arbor อุโมงค์เสาเหล็กหุ้มด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีม่วงแดงคอยให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ดันสวยงามจนหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพ แถมการันตีด้วยรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายรางวัล ความดีงามของพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองยังไม่หมด มีต่อ!

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ก่อนทางเข้าป่าฝน มีเจดีย์เนปาลสูง 3 ชั้นตั้งสง่าท่ามกลางธรรมชาติ ทำจากไม้แกะสลักด้วยมือ นับเป็น 1 ใน 3 เจย์ดีแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่นอกประเทศเนปาล เป็นการสนับสนุนจากอาณาจักรเนปาลในงาน World Expo 88 ปี 2531

มีอีกสิ่งชอบมากและอยากให้บ้านเรามีด้วย The Epicurioud Garden มาเดินแล้วต้องแวะ เหล่าฟู้ดดี้ต้องหลงรัก เป็นแปลงผักสวนครัวในสวนสาธารณะ ชวนมาเด็ดและชวนมาดมกลิ่นหอมของผักสดใหม่ หรือจะพูดคุยกับเหล่าคนสวนที่เป็นอาสาสมัครด้วยใจ พร้อมเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวทานเองสำหรับคนเมือง มีสูตรอาหารอร่อยแจกด้วยนะ 

ผักสดใหม่จากสวนแวะเวียนไปหยิบฟรีได้ทุกวันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 07.00 – 14.00 น. 

South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง
South Bank สวนสาธารณะเลียบแม่น้ำที่ทำให้ชาวบริสเบนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ 24 ชั่วโมง

ดื่มด่ำนิทรรศการแบบไม่เสียสตางค์ที่ Queensland Museum & Science Centre

เดินบนสะพายเชื่อมจาก South Bank Parklands ไปทางซ้ายราว 10 นาที ก็ถึง Queensland Museum & Science Centre เข้าชมนิทรรศการฟรี ไม่เสียสตางค์ แต่นิทรรศการเสียสตางค์ก็มีนะ ตอนเราไปเป็นเรื่องราวของ NASA แค่ทางเข้าก็อลังการดาวล้านดวง พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ (ไม่เสียสตางค์) ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ชั้นล่างเป็นเรื่องของไดโนเสาร์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ตัวใหญ่เท่าตึก เรียกความสนใจเราได้พักใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการ WILD STATE เล่าเรื่องราวของสัตว์หลายสายพันธุ์ กระซิบเลยว่าบริสเบนเป็นแหล่งชีวภาพที่หลากหลายที่สุดของออสเตรเลีย มีสายพันธุ์พืชและสัตว์มากกว่า 2,500 ชนิด โดยเฉพาะประชากรเจ้าหมีโคอาโล่ก็เยอะเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนจะไปไกลขอกลับเข้าเรื่องอีกรอบ

นอกจากความหลากหลายของสายพันธุ์ตัวนิทรรศการยังสอดแทรกปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านสัตว์สตัฟฟ์อย่าง ‘นกทะเล’ ภายในท้องเต็มไปด้วยขยะพลาสติกสีสวยจากมหาสมุทร พร้อมอธิบายว่า ‘มีอนุภาคพลาสติกมากกว่า 5 ล้านอนุภาค รวมน้ำหนักกว่า 260 ล้านตัน กำลังลอยอยู่ในทะเล’ อีกอันเป็นนกกำลังทำรัง เป็นรังจากกิ่งไม้แห้ง แซมด้วยเศษพลาสติกชิ้นเล็กสีฟ้ากระจายรอบรัง แม้กระทั่งในปากก็กำลังคาบชิ้นพลาสติกเอามาทำรัง เห็นแล้วจุกไม่เบา

นิทรรศการยังเชื่อมต่อกับ Discovery Center วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการจัดรูปแบบของศูนย์ มีทั้งของจริงและของจำลอง มีโต๊ะลิ้นชักขนาดใหญ่บรรจุหินและแร่ให้เราคอยเปิดสังเกตทีละชิ้น มีมุมสนุกให้ลองแยกไข่แมลง ใบไม้แห้ง และแมลงออกจากกัน มีทั้งสัตว์สตัฟฟ์และสัตว์จริง ชนิดที่ว่างูเลื้อยกันสนุกสนาน (อยู่ในตู้นะ)

Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน
Queensland Museum & Science Centre บริสเบน

เดิมชมพิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าเพลิดเพลินกับ Queensland Museum จนหนำใจ ขอชวนเดินลงใต้ไปทาง South Bank Parklands จะเจอพิพิธภัณฑ์เดินเรือ เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดแสดงเป็นแกลอรี ประภาคาร โมเดลเรือ เรือรบรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มี ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ  Antarctica: Endurance and Survival    

ใครเดือนทางช่วงเดือนกันยายน แวะชมนิทรรศการได้นะ ยังจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นู่นเลย 

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

เราว่าบริสเบนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็รักษาความกรีนและคลีนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของชาวเมืองเอาไว้ด้วย ควรค่าแก่การลางานแล้วนั่งเฝ้าหน้าจอของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล็งวันและเวลาบินตรงจากกรุงเทพฯ – บริสเบนที่มีให้เลือกตั้ง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์แล้วกดจองตั๋วแบบรัวนิ้วไม่ยั้ง  

 หวังว่าจะทัน (อีก) สักที

พิพิธภัณฑ์เดินเรือที่ Queensland Maritime Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load