ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เสียงเด็กๆ หัวเราะเล่นกันอย่างสนุกสนานดังแว่วมา และเมื่อเดินไปตามทางเดินที่ประดับประดาไปด้วยชิ้นงานศิลปะทรงคุณค่า เราก็พบเด็กน้อยสองคนยืนยิ้มร่าต้อนรับอยู่อย่างอารมณ์ดี ที่นี่คือทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร

Pride Month ประจำปีนี้ The Cloud ได้รับเกียรตินั่งลงพูดคุยกับท่านทูต ไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย และ สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ถึงเรื่องราวแสนเรียบง่ายของชายสองคน ที่ตกหลุมรัก แต่งงาน และร่วมกันก่อร่างสร้างครอบครัว รวมถึงบทบาทการเป็นคุณพ่อของลูกๆ 3 คน ที่ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมไทย 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ท่านทูตไบรอันและคุณสก็อตต์เข้าพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ สถานกงสุลใหญ่แห่งเมืองเซี่ยงไฮ้​ ประเทศจีน เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจมีลูกผ่านการอุ้มบุญ และย้ายมาทำงานที่ประเทศไทย คุณสก็อตต์ทำงานภาคประชาสังคมอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด โดยตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หรือ FREC Bangkok 

ในโลกที่ความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศกำลังเบ่งบาน แม้ครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่นครอบครัวนี้จะไม่ใช่ครอบครัวของคู่รักเกย์คู่แรกที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ด้วยบทบาทในการทำงานของทั้งคู่ ทำให้ชีวิตครอบครัวของท่านทูตไบรอันและคุณสก็อตต์ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไป

ตลอดเวลา 4 ปีในฐานะเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ท่านทูตไบรอันสนับสนุนและตั้งใจหยิบยกประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่สะท้อนถึงสิทธิและความเท่าเทียมของผู้คน ควบคู่ไปกับงานทางการทูตด้านอื่นๆ อยู่เสมอ และครอบครัวของท่านเองก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชน LGBTQI​ ในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง

และนี่คือบทสนทนาเรื่องแนวคิด LGBTQI ชีวิตคู่และครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของลูกๆ วัยกำลังซน ที่วิ่งเล่นอย่างมีความสุขไปทั่วทำเนียบแห่งนี้

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ชีวิตวัยเด็กของคุณที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเป็นอย่างไร

คุณสก็อตต์ : ตั้งแต่เด็ก ผมใช้ชีวิตในหลากหลากพื้นที่ วันก่อนผมยังนั่งคิดเล่นๆ อยู่เลยว่า ผมไม่เคยอยู่ที่ไหนในโลกเกินหกปีเลย (ยิ้ม) ผมเกิดที่ประเทศไต้หวัน จากนั้นย้ายมายังประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐแคนซัส ตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ย้ายมาที่รัฐแคลิฟอร์เนีย 

ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เบิร์กลีย์ หลังเรียนจบผมเข้าทำงานที่องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO) แห่งหนึ่งที่เมืองซานฟรานซิสโก เราทำงานกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ร่วมกับหน่วยงานใหญ่ๆ ตอนนั้นไอเดียเรื่อง CSR ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มาก และผมเห็นด้วยว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีเงินทุนและอำนาจ ที่จะต้องสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม ตอนนั้นงานของผมโฟกัสไปที่ประเด็นสิทธิแรงงานที่สื่อเรียกกันว่าโรงงานนรก (Sweatshops) ซึ่งแรงงานถูกขูดรีดเอาเปรียบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่ได้ค่าแรงต่ำเตี้ย

แทนที่จะประท้วงการกระทำของเหล่าโรงงานนรก เราเข้าไปทำงานกับบริษัทและแบรนด์ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโรงงานเหล่านั้นในการผลิตอีกที โดยเรียกร้องให้พวกเขาสร้างข้อกำหนดในการว่าจ้างผลิต เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่ทำงานในโรงงาน

ตอนนั้นตอนใต้ของจีนคือแหล่งผลิตแห่งใหญ่ของโลก องค์กรของผมได้รับเงินทุนในการไปสร้างศูนย์ทำงานที่เมืองกวางโจว ปรากฏว่าในบุคลากรกว่าห้าสิบคน ผมเป็นคนเดียวที่พูดภาษาจีนกลางได้บ้าง ผมจึงอาสาเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีน เรียกได้ว่าเป็นคนบุกเบิกเลย ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ประมาณหกสัปดาห์ ทำไปทำมา ผมทำงานเรื่องสิทธิแรงงานที่นั่นอยู่ถึงสิบสองปี จากนั้นย้ายไปทำงานที่กรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ 

และนั่นคือตอนที่ผมได้พบไบรอัน

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ท่านทูตไบรอัน : ชีวิตวัยเด็กของผมแตกต่างจากสก็อตต์อย่างสิ้นเชิงเลยครับ ผมโตมาทางตอนเหนือของไอร์แลนด์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่แค่หมื่นกว่าคน ที่นั่นมีความอนุรักษ์นิยมมาก ผมอยู่บ้านหลังเดิม เรียนโรงเรียนเดิมจนอายุสิบแปดปี ทุกวันนี้ผมยังสนิทกับเพื่อนสมัยประถมอยู่เลย (หัวเราะ)

ผมทำงานกับกระทรวงต่างประเทศทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และจากนั้นผมก็ไม่เคยหยุดเดินทางอีกเลย แม้จะเรียนจบมาด้านกฎหมาย แต่ผมสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมได้รู้จักนักการทูตหลายๆ คนที่เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ทางการทูตรูปแบบต่างๆ ผมคิดว่ามันน่าสนใจมาก เลยตัดสินใจทำงานนี้

ในฐานะนักการทูต ที่ผ่านมา ผมทำงานในทวีปเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ผมถูกส่งไปทำงานที่ประเทศจีนหลายครั้ง จากนั้นได้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียและลิทัวเนีย ก่อนจะกลับมาเป็นกงสุลประจำนครกวางโจวในปี 2006 เอาจริงๆ ระยะเวลาที่ผมทำงานในจีนนั้น ยาวนานกว่าระยะเวลาที่ผมทำงานในประเทศบ้านเกิดผมเสียอีก 

ที่จีนผมได้พบสก็อตต์ เราเดตกันอยู่หลายปี จากนั้นจึงแต่งงานกัน และช่วงที่เราตัดสินใจจะมีลูกคนแรกกันนั้น ผมก็ได้รับการเสนอให้มาเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในช่วงที่เติบโตขึ้นมา สังคมรอบตัวคุณมีการพูดถึงความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวางหรือยัง

คุณสก็อตต์: สหรัฐอเมริกาช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90 นั้นเริ่มเปิดกว้างและหลากหลาย ผมเติบโตมากับการเห็นฮิปปี้ (Hippie) นักกิจกรรม (Activist) รวมถึงกลุ่มผู้ชุมชนประท้วง (Protestor) ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้าน ถกเถียงและต่อสู้เพื่อประเด็นต่างๆ มานานแล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งเคยพยายามขังตัวเองใส่กรง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้สัตว์ที่โดนทรมานด้วยฝีมือมนุษย์ และ LGBTQI ก็เป็นหนึ่งในประเด็นเหล่านั้น 

ที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยเฉพาะบริเวณ Bay Area เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายทางเพศมากหากเทียบกับที่อื่นๆ LGBTQI ที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและไม่ใช่เรื่อง Big Deal เลย

แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่นะครับที่จะเปิดกว้างแบบนี้ อย่างเมืองเล็กๆ ที่ผมเติบโตมาในวัยเด็ก แม้จะอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียเหมือนกัน แต่ที่นั่นมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมกว่ามาก การย้ายมาที่ซานฟรานซิสโกสร้างสีสันให้ชีวิตและทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

ท่านทูตไบรอัน : สมัยที่ผมยังเด็ก ทั้งตอนเหนือและใต้ของไอร์แลนด์ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ทุกวันนี้อะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะ ทางใต้มีแนวคิดความเป็นเสรีนิยมขึ้นมาก ในขณะที่ทางเหนือยังมีประเด็นทางสังคมอีกหลายๆ ประเด็น ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่ใช่แค่ LGBTQI แต่ยังมีประเด็นศาสนาไปจนถึงการทำแท้ง ที่ไม่ใช่ประเด็นร้อนในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของสหราชอาณาจักรมานานพอสมควรแล้ว

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

คุณพบรักกันที่ประเทศจีน พวกคุณถือเป็นคู่รักเกย์คู่แรกๆ ในแวดวงการทำงานนี้ที่แต่งงานกันหรือเปล่า

ท่านทูตไบรอัน : ถ้าเป็นในวงการนักการทูต เราก็ถือเป็นคู่รักเกย์คู่แรกๆ เลยครับที่แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมายอังกฤษ โดยเราเข้าพิธีสมรสกันที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงปักกิ่งตอนปี 2014 ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วครับ ทั่วโลกมีนักการทูตมากมายที่เป็น LGBTQI 

คุณสก็อตต์ : เราเจอกันครั้งแรกตั้งแต่ปี 2005 คบหาดูใจกัน โดยตั้งใจรอจนกว่าการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย 

ท่านทูตไบรอัน : การสมรสของคนเพศเดียวกันผ่านร่างกฎหมายประมาณปลายปี 2013 แต่เราต้องรออีกหกเดือนจึงจะเข้าพิธีสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานทูตอังกฤษ ณ ประเทศต่างๆ ภายใต้การได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

ตอนที่คุณเข้าพิธีแต่งงานกัน ประเด็น LGBTQI ในประเทศจีนน่าจะยังไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างนัก ตอนนั้นปฏิกิริยาของสังคมโดยรอบเป็นอย่างไร

ท่านทูตไบรอัน : ตอนนั้นเราเชิญเพื่อนๆ ชาวจีนกลุ่มใหญ่มาร่วมพิธีแต่งงานของพวกเราด้วย เราไม่อยากปิดบังเหมือนต้องการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะภายใต้บริบทของสหราชอาณาจักร สิ่งที่เราทำนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เราก็แค่คู่รักที่พร้อมเริ่มต้นชีวิตด้วยกันคู่หนึ่ง 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

และคิดว่าเพื่อนชาวจีนกลุ่มนี้แหละที่จะนำเรื่องราวของเราออกไปบอกชาว LGBTQI ว่า ตอนนี้โลกกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนมีชีวิตอย่างที่ต้องการ แต่งงานได้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใดก็ตาม หลังพิธีแต่งงาน พวกเขาก็มาบอกว่า เราควรเขียนเรื่องงานวันนี้ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กนะ ผมเลยโพสต์รูปงานแต่งงานของผมและสก็อตต์ลงบน Weibo หนึ่งรูปว่า ผมภูมิใจในกฎหมายสหราชอาณาจักรที่ให้ความเคารพต่อทุกคน 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ปรากฏว่ารูปรูปนั้นถูกแชร์ออกไปเป็นสิบล้านครั้ง คอมเมนต์มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวจีนต่างให้การสนับสนุนและเป็นไปในทางบวก 

หลังแต่งงานไม่นาน คุณไบรอันก็มารับตำแหน่งที่ประเทศไทย เรียกได้ว่าฉีกทุกภาพจำของเอกอัครราชทูตเลยไหม

ท่านทูตไบรอัน : คงเป็นการท้าทายภาพจำแบบเดิมในหลายๆ มิติ การเป็นเกย์อย่างเปิดเผย แต่งงานและมีลูก ผมมองว่านี่คือเรื่องปกติ นี่คือครอบครัวที่ผมกับสามีกำลังร่วมกันสร้างขึ้น มากไปกว่าแค่ว่ามุมมองต่อเอกอัครราชทูตควรเป็นอย่างไร จะต้องรวมไปถึงว่าครอบครัวของทูตคนนั้นเป็นอย่างไรด้วย เพราะนี่เป็นการสะท้อนแนวคิดของสหราชอาณาจักร ในเรื่องการเปิดโอกาสอย่างเสรี ค่านิยม และทัศนคติ ที่เป็นอิสระของผู้คน

ก่อนหน้าที่คุณสองคนจะได้มาพบและรักกัน คุณเคยคิดถึงการได้แต่งงานกับใครสักคนไหม

ท่านทูตไบรอัน : เราโชคดีที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปแค่ไม่กี่สิบปีที่แล้ว การใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก การแต่งงานเป็นคู่สมรสหรือแม้แต่มีลูกกันนั้นไม่ต้องแม้แต่จะฝันถึง

คุณสก็อต : สมัยยังวัยรุ่น ตอนที่ผมตระหนักว่าตัวเองเป็นเกย์ ไอเดียของการได้แต่งงานมีครอบครัว สำหรับผมตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณเป็นคู่รักต่างเพศ (Heterosexual Relationship) แน่นอนว่าพอถึงจุดหนึ่งคุณจะพูดเรื่องแต่งงาน มีลูกขึ้นมา แต่สำหรับคู่รักเพศเดียวกัน (Homosexual Relationship) ย้อนกลับไปตอนนั้น เราไม่มีทางเลือก ไม่มีอะไรให้คิดไปถึงได้เลย

จนต่อมามีกฎหมายคู่ชีวิต (Civil Partnership) ออกมาสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน สิ่งนี้เหมือนจะดี แต่การเป็นคู่ชีวิต ก็ยังไม่เหมือนการเป็นคู่สมรสที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ดี 

พิธีแต่งงานมีความหมายในเชิงจิตใจอย่างมาก เพราะการที่คุณได้นำสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนพ้องมาพร้อมหน้ากัน เพื่อบอกพวกเขาว่า ชายคนนี้ตรงหน้าพวกคุณคือคนสำคัญที่ฉันรัก โปรดอวยพรให้ความรักของพวกเรา คือสิ่งที่ทำให้พิธีแต่งงานนั้นทรงพลังและน่าอิ่มเอมใจ

เมื่อเวลาผ่านไป ความเท่าเทียมทางเพศก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นๆ จนถึงวันนี้ 

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง
ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การเป็นคู่รักเพศเดียวกันที่สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่ม LGBTQI ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในภารกิจทางการทูตของคุณหรือเปล่า

ท่านทูตไบรอัน : ภาพจำของคนไทยส่วนใหญ่หรือแม้แต่คนทั่วโลกต่อสหราชอาณาจักร มักเป็นภาพดั้งเดิม ราชวงศ์เก่าแก่ วัฒนธรรมแบบอังกฤษ ไปจนถึงธรรมเนียมปฏิบัติอันเข้มงวด แต่นอกเหนือจากภาพจำเหล่านั้น ความจริงก็คือ เราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทันสมัย เราโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และพยายามผลักดันเรื่องความเท่าเทียม อย่างการยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในเรื่องนี้ 

และแน่นอนครับว่าผมอยากทำงานเพื่อสนับสนุนชุมชน LGBTQI ในประเทศไทย เพราะภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตนั้นครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม และงานภาคประชาสังคม รวมถึง LGBTQI ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราต้องการสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ LGBTQI ในสังคมได้รับสิทธิต่างๆ อย่างเท่าเทียม 

เรายินดีทำงานกับหน่วยงานในประเทศไทยเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ กว่าที่สหราชอาณาจักรจะมาถึงทุกวันนี้ เราพัฒนากฎหมายคู่สมรสของคนเพศเดียวกันอย่างไร และตอนนี้เรากำลังปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเพศสภาพ เพื่อให้ครอบคลุมถึงประเด็น LGBTQI อื่นๆ อย่างคนข้ามเพศ (Transgender) จุดยืนของเราคือการสนับสนุนผู้ที่กำลังผลักดันวาระนี้ 

มันคือสิทธิตามกฎหมายที่ควรได้รับ อย่างการเป็นคู่สมรส ในฐานะคนที่แต่งงานกันไม่ว่าจะต่างเพศหรือเพศเดียวกันก็ตาม เช่น สิทธิในการตัดสินใจแทนเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเมื่ออยู่ในคราววิกฤต เป็นต้น นี่คือกระบวนการทำให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมที่ควรได้รับการสนับสนุน 

ซึ่งจริงๆ ในประเด็นเรื่องความหลากหลาย ประเทศไทยมีความล้ำหน้ากว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลก เราก็เรียนรู้อะไรมากมายจากชุมชน LGBTQI ที่นี่เช่นกัน มันคือการแบ่งปันวัฒนธรรม องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจทางการทูตอยู่แล้ว

จริงๆ ผมกับสก็อตต์ตั้งใจใช้ชีวิตครอบครัวอย่างเรียบง่ายที่สุด แต่การที่ผมออกมาบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว การเดินทางของครอบครัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่านี่คือเรื่องธรรมดา และนี่คือหนทางข้างหน้า

มองให้แคบลงจากนโยบายระดับประเทศ ในระดับองค์กรหรือบุคคล คุณคิดว่า คนคนหนึ่งจะสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศได้อย่างไรบ้าง

ความหลากหลายและความเท่าเทียมจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าขาดการยอมรับอย่างเต็มใจและเข้าใจ มนุษย์ทุกคนแตกต่างกัน ศาสนา วัฒนธรรม พื้นเพความเป็นมา ไปจนถึงเพศวิถี ทุกคนล้วนมีทักษะเฉพาะด้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือ LGBTQI 

ถ้าเรามองว่าความแตกต่างด้านไหนที่จะส่งเสริมความแตกต่างอีกด้านของอีกคนได้ ให้ทุกคนดึงศักยภาพที่ตัวเองมี นำความแตกต่างที่แต่ละคนมี มาสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ เราน่าจะสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ทุกคนมีความคิดเห็นที่หลากหลาย จากมุมมองที่แตกต่างกันและทุกคนจะมีความสุขมากขึ้น ทุกองค์กรควรตรวจสอบการบริหารงานเชิงทรัพยากรบุคคลของตัวเองว่า ได้ลดศักยภาพใครบางคนในองค์กรด้วยการขีดกั้นเขาออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจหรือเปล่า 

ในองค์กร ทุกคนควรได้รับสิทธิทุกอย่างๆ เท่าเทียมกัน อย่างผมเองแม้จะเป็นลูกจากการอุ้มบุญ แต่เมื่อเขาลืมตาดูโลกผมก็ต้องดูแลอย่างเต็มที่ในฐานะพ่อ ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม ผมจึงได้วันลาคลอดตามกฎหมายสามเดือนเช่นกัน

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณคิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการมีลูก

ท่านทูตไบรอัน : ถ้าคุณตั้งใจมีลูกเมื่อพร้อม คุณจะไม่มีวันพร้อม (หัวเราะ) ก่อนแต่งงานกันเราสองคนคุยเรื่องมีลูกกันบ้าง แต่ก็ไม่เคยอยู่ในจุดเดียวกันสักที พอคนหนึ่งบอกว่ามีลูกกันเถอะ อีกคนก็จะแย้งว่าเราจะรับมือเด็กๆ ไหวไหม ไปจนถึงเราแก่กันเกินไปหรือเปล่า สลับกันแบบนี้อยู่พักใหญ่ จนถึงจุดหนึ่งเราก็ตกลงกันได้ว่า ถ้าเราอยากจะมีลูกจริงๆ ก็เลิกกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วเริ่มต้นกันเลย 

หลังพิธีแต่งงาน เราไปฮันนีมูนที่ตลอดทั้งทริปขะมักเขม้นอยู่กับการหาข้อมูลเรื่องการมีลูก โดยเราพาเพื่อนสนิทซึ่งเป็นผู้บริจาคไข่ไปทริปด้วย ตอนแรกเราตั้งใจจะเก็บไข่ไว้ก่อน แล้วค่อยทำการปฏิสนธิไข่เมื่อหาผู้อุ้มบุญได้ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่าง มีคนแนะนำเอเจนซี่ที่น่ารักมาก ซึ่งช่วยหาผู้อุ้มบุญซึ่งเหมือนเป็น Perfect Match ของเรา

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การอุ้มบุญใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะสำเร็จ

คุณสก็อตต์ : ตอนแรกเอเจนซี่บอกเราว่าน่าจะใช้เวลาสามถึงหกเดือน ในการหาหญิงสาวสักคนที่พร้อมจะมาอุ้มบุญให้ และจะนานกว่านั้นถ้าเราต้องการคนที่เล่นโยคะหรือเป็นมังสวิรัติ (ยิ้ม) แต่ปรากฏว่าเราได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบเล่นโยคะและเป็นมังสวิรัติจริงๆ จากลิสต์รายชื่อของเอเจนซี่ โดยเธอมีตัวเลือกคู่รักที่อยากให้เธออุ้มบุญให้ถึงสามสี่คู่ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะอุ้มบุญเอเลียต (Elliot) ลูกชายคนแรกของเรา 

ท่านทูตไบรอัน : ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จากที่ยังไม่มีแผนอะไร ภายในสามอาทิตย์ทุกอย่างก็จัดการเรียบร้อย แม้จะเป็นชาวอเมริกัน แต่ผู้อุ้มบุญของเราเกิดที่ประเทศจาเมกา ซึ่งเป็นที่ที่ผมเกิดเช่นกัน และน่าทึ่งไปกว่านั้นคือเราเกิดที่โรงพยาบาลเดียวกันด้วย

คุณสก็อตต์ : หลังเอเลียตเกิด ผมก็เพิ่งค้นพบว่า แม่ของผมเคยทำงานที่โรงพยาบาลในประเทศจาเมกาแห่งนั้นด้วย ทั้งหมดนี้คือโชคชะตาจริงๆ

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในทางกฎหมาย เมื่อการอุ้มบุญเสร็จสิ้น คุณถือเป็นผู้ปกครองเด็กโดยสมบูรณ์เลยใช่ไหม

ท่านทูตไบรอัน : กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการเป็นผู้ปกครองเด็ก (Parental Rights) ของสหราชอาณาจักรยังค่อนข้างคลุมเครือในจุดนี้ คือผู้อุ้มบุญจะยังถือเป็นผู้ปกครอง (Guardian) ของเด็กอยู่ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับเด็กที่อุ้มบุญมาก็ตาม ดังนั้น เมื่อลูกๆ ของเราถือกำเนิดขึ้นจากการอุ้มบุญ เราจึงต้องแจ้งเกิดและทำเรื่องสิทธิ์การเป็นผู้ปกครองให้ถูกต้องตามกระบวนการศาล 

คุณสก็อตต์ : เราต้องเตรียมเอกสารเพื่อนำไปยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ปกครองของเด็กจริงๆ กระบวนการคล้ายๆ กับขั้นตอนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม

จากคนที่หนึ่ง​ ต่อมาที่คนที่สอง​ และสาม ​ตอนนี้คุณมีลูกๆ ที่น่ารักและอยู่ในวัยกำลังซนถึง 3 คน 

ท่านทูตไบรอัน : แม้ว่าเราจะหาผู้อุ้มบุญเอเลียตได้ไว แต่เราไม่คิดว่าลูกคนที่สอง เราจะโชคดีอย่างนั้น ขั้นตอนการหาผู้อุ้มบุญอาจต้องใช้เวลานับปีกว่าจะเจอคนที่เราเลือกเขาและเขาเลือกเรา ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกๆ อายุห่างกันไม่เกินสองปี เราต้องเริ่มหาผู้อุ้มบุญให้เร็วที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม โชคชะตาเข้าข้างเราอีกครั้ง เราหาผู้อุ้มบุญได้แทบจะทันที

เอเลียตและเอสเม (Esmae) ลูกสาวคนที่สองของเราจึงอายุห่างกันประมาณสิบห้าเดือน สำหรับลูกชายคนสุดท้องเอริค (Eric) ค่อนข้างท้าทาย เพราะสก็อตต์ลังเลที่จะมีลูกคนที่สาม ผมใช้เวลาหว่านล้อมเขาถึงหกเดือน กว่าเขาจะยอมใจอ่อนและดูสิ ตอนนี้เรามีลูกๆ ที่น่ารักสามคนเติบโตไปพร้อมกับเรา

คุณสก็อตต์ : คุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ไหม ไบรอันอยากมีลูกเจ็ดคนแบบในภาพยนตร์ และให้ลูกๆ ร้องเพลง (หัวเราะ)

ท่านทูตไบรอัน : เราจะไม่มีลูกถึงเจ็ดคนแน่นอน (หัวเราะ) ตอนนี้ผมว่าสามคนกำลังเหมาะ ความท้าทายที่สุดคงเป็นตอนที่เราจะมีลูกคนแรกนั่นแหละครับ เพราะชีวิตแทบจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย พอคนที่สอง คนที่สาม เรารู้แล้วว่าจะต้องรับมือกับพวกเขายังไง เราเก็บเสื้อผ้าและของเล่นของลูกคนโตไว้และได้ใช้กับลูกคนต่อๆ มา

ใครคือบอสของบ้านนี้

คุณสก็อตต์ : เอสเมคนนี้เลย (มองไปที่ลูกสาว)

ท่านทูตไบรอัน : เราเป็นคู่รักเพศเดียวกัน ก็เลยไม่มี Stereotype ว่าใครควรทำอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าเราแต่ละคนทำอะไรอยู่ ใครยุ่งกว่ากัน ลูกๆ ชอบใครมากกว่าในสัปดาห์นี้ ซึ่งเปลี่ยนตลอด อย่างช่วงก่อน COVID-19 งานของสก็อตต์ส่วนใหญ่ทำจากที่บ้านได้ ในขณะที่ผมจะอยู่ที่ออฟฟิศ

แต่พอมาช่วง COVID-19 ผมกลับมาทำงานที่บ้านแทน ในขณะที่สก็อตต์ต้องออกไปทำโปรเจกต์ COVID Relief เขาออกจากบ้านตอนแปดโมงเช้า กลับบ้านมาประมาณหนึ่งทุ่ม มาอาบน้ำให้ลูก อ่านนิทาน ดูการ์ตูนเป็นเพื่อนก่อนนอน อย่างน้อยคือต้องเราคนใดคนหนึ่งต้องอยู่กับลูก แปลว่าถ้าต้องไปทริปไกลๆ เราจะเลือกไม่ไปพร้อมกัน

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

การเลี้ยงลูกๆ ยากและท้าทายสำหรับคุณแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ ต้องเรียนรู้ถึง 4 วัฒนธรรม คืออเมริกัน อังกฤษ จีน และไทย

ท่านทูตไบรอัน : เรามีพี่เลี้ยงชาวไทยมาช่วยดูแลเด็กๆ พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะพูดภาษาไทยไปพร้อมๆ กับภาษาอังกฤษ อีกอย่างพี่ชายของผมแต่งงานกับคนไทย และผมมีหลานๆ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษสามคนที่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้น แทบทุกสุดสัปดาห์เราจะให้เด็กๆ ได้มาเจอกันเสมอ แต่จริงๆ ในแง่การเลี้ยงเด็ก แม้จะมีหลากหลายวัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่รอบตัว แต่มันไม่ได้ยากเลยครับที่เด็กๆ จะปรับตัว เรียนรู้ และใช้ชีวิตได้อย่างลื่นไหล

คุณสก็อตต์ : เด็กๆ เป็นที่รักใคร่ที่นี่ คือเวลาเราพาลูกๆ ไปร้านอาหารในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิดอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) แม้เด็กๆ จะไม่ได้ร้องไห้โยเย แต่อารมณ์ของคนในร้านมักไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นเด็กน้อย เหมือนเขาอยากจะพูดว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเด็ก พวกคุณพาเด็กเสียงดังน่ารำคาญมาทำไม”

แต่ในไทย ทุกครั้งที่เราไปร้านอาหาร แม้แต่ตอนที่ลูกๆ ยังแบเบาะ บริกรในร้านจะเข้ามาทักทายและเล่นกับเด็กๆ อย่างเป็นมิตรมาก สำหรับเราสองคน เมืองไทยเลยเป็นที่ที่ง่ายต่อการเลี้ยงเด็กจริงๆ

ท่านทูตไบรอัน : แต่เคยมีเหตุการณ์ประทับใจในร้านอาหารที่สหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งเหมือนกัน เพราะแม้แต่ที่ยุโรป การเห็นคู่รักเพศเดียวกันกับลูกๆ ก็ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นได้บ่อย วันนั้นหลังอาหารมื้อค่ำ ใครบางคนในร้านอาหารเดินมาหาแล้วพูดว่า “มันน่ารักแค่ไหนที่ได้เห็นเรากับเด็กๆ” 

ประโยคสั้นๆ เสมือนการเบ่งบานของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่เราพบโดยบังเอิญตั้งใจกระทำ เพื่อแสดงออกแม้จะในมุมที่เล็กที่สุดว่าพวกเราสนับสนุน LGBTQI 

คุณสก็อตต์ : ผมคิดว่าการมีลูกมีส่วนทำให้มุมมองของผู้คนต่อ LGBTQI เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย ภาพคู่รักเกย์สองคนเดินจับมือและจูบกันบนท้องถนน กับภาพเกย์สองคนที่พยายามเล่นสนุกหยอกล้อกับลูกๆ ทั้งสาม อย่างหลังน่าจะทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงและยอมรับได้ง่ายกว่า

คุณอาจจะเคยได้ยินวลี ‘คนไทยรักเด็ก’ 

ท่านทูตไบรอัน : (ยิ้ม) ผมคิดว่าคนไทยเปิดใจและใจกว้างกับเด็กๆ ด้วยรูปแบบวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกันและสุภาพอ่อนน้อม 

ลูกๆ ของเรา แม้ว่าจะอยู่ในวัยกำลังซนมาก อยากรู้อยากเห็นและวิ่งเล่นตลอดเวลา แต่เขาเรียนรู้ที่จะยกมือไหว้ แสดงความเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าอย่างสตาฟในสถานทูตที่แก่กว่าพวกเขา นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่น่ารักมาก หรือในที่สาธารณะอย่างที่สก็อตต์เล่าไป คนที่นี่ใจกว้างกับเด็กๆ กว่าที่สหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกามากครับ

พ่อแม่บางคนมักรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอในแง่การเลี้ยงลูก คุณเคยมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม 

ท่านทูตไบรอัน : สำหรับผมมันคือความวิตกกังวล เมื่อเลี้ยงดูลูกไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มมีความกังวลว่า นี่ฉันทำอะไรผิดพลาดไปไหม หรือลูกๆ มีความสุขกันอยู่หรือเปล่า และใช่ครับ สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องเวลาจริงๆ เราทั้งคู่ทำงานเต็มเวลา และเราก็เหมือนคู่รักธรรมดาทั่วๆ ไปที่พยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างงานและครอบครัว 

โชคดีที่เรามีคนช่วยดูแลเด็กๆ ช่วงวันธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงสุดสัปดาห์เราต้องดูแลพวกเขาเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเสาร์-อาทิตย์คือวันของครอบครัว ดังนั้น สตาฟของสถานทูตก็ต้องไปอยู่กับครอบครัวด้วยเช่นกัน ช่วงนี้อาจจะท้าทายกว่าปกติ เพราะสก็อตต้องดูแลโปรเจกต์ COVID Relief ทำให้ต้องทำงานวันเสาร์ตลอดทั้งวัน ผมจึงต้องรับมือกับลูกๆ วัยกำลังซนทั้งสามคนด้วยตัวเอง

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง
ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

ในฐานะคุณพ่อของลูกๆ ที่ทำงานเต็มเวลาแถมยุ่งสุดๆ คุณจัดสรรเวลาให้การทำงานและครอบครัวอย่างไร

ท่านทูตไบรอัน : สมัยที่เรายังทำงานที่ประเทศจีน เดตกัน และยังไม่มีลูก ทุกอย่างมันง่ายกว่านี้เยอะเลยครับ (หัวเราะ) พอมีลูกคุณจะตระหนักได้ว่าตัวเองมีเวลาว่างมากมายแค่ไหนก่อนหน้านี้ เมื่อสิบห้าปีที่แล้วตอนที่เริ่มออกเดตกัน เราทำงานกันคนละเมือง ผมอยู่เมืองกวางโจว ในขณะที่สก็อตต์อยู่กรุงปักกิ่ง แม้จะยุ่งแค่ไหน แต่เราก็พยายามจัดสรรเวลาเพื่อมาเจอกันทุกสองสามอาทิตย์

สก็อตต์ทำงานภาคประชาสังคมที่งานหนักและเข้มข้น ในขณะที่ผมเองในฐานะนักการทูต งานและชีวิตส่วนตัวนั้นหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันในฐานะผู้แทนประเทศ ออฟฟิศเลิกเวลาหกโมงเย็นก็จริง แต่งานของเราไม่เคยจบในออฟฟิศ เรามีกิจกรรมต่างช่วงค่ำเสมอ อย่างวันนี้หลังจบการสัมภาษณ์กับ The Cloud เราก็มีเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากเวลาให้ลูกๆ แล้ว เราก็ต้องหาเวลาสำหรับกันและกันด้วย

คุณสก็อตต์ : อย่างเมื่อวานเป็นวันเกิดผม ผมทำงานทั้งวันเพราะต้องแพ็กถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้เพียงพอในชุมชน หลังงานเสร็จผมคิดว่า โอเค เดี๋ยวเราจะกินมื้อค่ำดีๆ เป็นช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัวกัน แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฏว่าลูกชายคนโตไข้ขึ้นสูงและปวดท้องมาก เราจึงต้องพาลูกชายไปโรงพยาบาล กว่าจะกลับมาถึงบ้านอีกครั้งก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว

หลังส่งลูกชายคนโตเข้านอน ผมและไบรอันนั่งลงดื่มจิน กินพิซซ่าแช่แข็งเป็นอาหารค่ำ มีลูกอีกสองคนวิ่งอยู่รอบๆ และนั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ที่มีคุณค่าเพียงพอแล้ว

ท่านทูตไบรอัน : หลายส่วนในงานของผมนั้นแสนแฟนซี ทั้งดินเนอร์หรูหราและอาหารราคาแพง เมื่องานเลี้ยงและการทำงานสิ้นสุดลง สิ่งที่ผมจะทำคือล้มตัวลงบนโซฟาแล้วดูรายการทีวีตลกๆ สักรายการหนึ่งกับครอบครัว มีลูกๆ นอนพาดแขนพาดขาอยู่ข้างๆ (ยิ้ม)

ครอบครัว​ LGBTI​ ของเอกอัครราชทูต​อังกฤษ​ ไบรอัน​ เดวิดสัน กับสก็อตต์​ ชาง

Writers

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ในวันที่ฉันนัดพูดคุยกับ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ผู้ช่วยของเธอบอกในตอนแรกว่า พี่เจี๊ยบอาจมาช้าเล็กน้อย เพราะต้องไปส่งลูกก่อน

ฉันนึกทบทวนถึง เจี๊ยบ วรรธนา ในความทรงจำ นอกจากเธอคือนักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียนบท เจ้าของผลงานที่เราคุ้นเคยดีอย่างเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม และ เก็บไว้ให้เธอ ฉันยังจำได้ว่าในมิติชีวิตส่วนตัว เจี๊ยบคือแม่ของลูก 2 คนซึ่งมีชื่อแสนเป็นเอกลักษณ์ว่าเนปาลและทิเบต

วันนี้ ฉันได้นั่งคุยกับเธอในบทบาทนั้น

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน

เจี๊ยบ วรรธนา กำลังรับบทเป็น Camp Director ของ ‘WoodWood Acoustic Camp’ ร่วมกับ ทศเทพ วงศ์หนองเตย ผู้จัดงาน Bangkok Street Show โดยมี ชาญชัย พินทุเสน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ มาให้คำปรึกษาสำคัญ รวมถึงดูแลทั้งกิจกรรมศึกษาธรรมชาติและอีกหลายส่วน

อธิบายโปรเจกต์นี้แบบสั้นง่าย มันคือแคมป์กลางป่าบริเวณอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ช่วงวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นงานที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวมาใช้เวลาทำกิจกรรมสนุกร่วมกันในอ้อมกอดธรรมชาติ

ตอนแรกฉันตั้งใจจะคุยกับเธอถึงรายละเอียดของแคมป์ ในฐานะโปรเจกต์ใหม่ของนักร้องนักแต่งเพลงคนนี้ แต่ระหว่างบรรทัดบทสนทนา สิ่งที่ฉันเห็นว่าเปล่งประกายเจิดจ้าในนั้น คือความเป็นแม่ของผู้หญิงที่นั่งตรงหน้า และคำว่า ครอบครัว

WoodWood Acoustic Camp คืองานสำหรับครอบครัวโดยคนที่เห็นความสำคัญของคำนี้ งานสำหรับเด็กโดยพ่อแม่ที่เข้าอกเข้าใจปัญหาของพ่อแม่รุ่นใหม่

ฉันเองไม่ใช่เด็กเล็กติดพ่อแม่ ไม่เคยมีลูก และใช้ชีวิตในยุคสมัยที่หนุ่มสาวพอใจกับชีวิตคู่ที่หมายถึง 2 คนเต็มความหมาย แต่ภาพที่เจี๊ยบชี้ชวนให้ดูจับใจฉันมาก

อาจเพราะความงามของความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องสากล

ในความหมายนั้น เจี๊ยบ วรรธนา เป็นแม่และสมาชิกครอบครัวที่ ‘คูล’ มาก-นี่คือสิ่งที่ฉันอยากบอก (ด้วยน้ำเสียงอิจฉาเนปาลกับธิเบตนิดหน่อย)

ด้านล่างนี้คือ เรื่องราวผลงานใหม่ของเธอที่สะท้อนสิ่งเหล่านั้น

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน

ตอนนี้องค์ประกอบหลักของชีวิตคุณคืออะไรบ้าง

ตอนนี้เราดำรงชีวิตด้วยการเขียนบทเป็นหลัก รองลงมาคือการทำเพลง แต่ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัวคือการเป็นแม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มากเท่าที่จะทำได้ และเพราะอย่างนั้น เราเลยแบ่งสัดส่วนงานเป็นงานที่ต้องทำมากกว่างานที่อยากทำ

แล้วอะไรทำให้คุณผละจากสมุดเขียนเพลงและสคริปต์บทมาจัดแคมป์

การพูดคุยกันกับทศเทพ ทำให้เรานึกออกถึงช่องว่างว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีลูก ไม่รู้จะพาลูกไปไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกรุงเทพฯ ซึ่งการเล่นเป็นต้นทุนทางความสุขของเด็ก และการเล่นที่ดีคือ การเล่นที่ได้เล่นกับพ่อแม่ แต่ในช่วงเวลาคุณภาพก็ต้องมีกิจกรรมคุณภาพ แต่บางทีพ่อแม่รุ่นใหม่ก็ไม่รู้จะเอาลูกไปไหน มันไม่มีพื้นที่ให้เด็กทำอะไรสักเท่าไร อีกอย่างคือ เรากับทศเคยคุยกันเรื่องพฤติกรรมของพ่อแม่ไทยที่มักจะแยกความสุขของตัวเองกับลูกไว้คนละที่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น ถ้าเรามีสถานที่ให้เขาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เราจะเห็นฝรั่งแบกลูกวัย 6 เดือนมาเดินดูวัดพระแก้ว ลูกไม่ได้รู้จักวัดพระแก้วหรอก แต่พ่อแม่ก็รู้สึกว่า นี่คือลูกของเขา นี่คือทริปของฉัน นี่คือชีวิตของเรา เราไปพร้อมกันได้

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน

ซึ่งช่องว่างที่เห็นกลายมาเป็นแคมป์นี้

คือเรากับทศนั่งคุยกันว่า สร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีความสุขร่วมกันในพื้นที่เดียวกันดีมั้ย ซึ่งคำว่าทุกคน เรานึกถึงครอบครัวชนชั้นกลางที่พ่อ แม่ ลูก มีปู่ย่าตายาย เวลาไปไหน เราจะยกโขยงกันไป แล้วจะพบว่าต้องมีใครสักคนนั่งแกร่ว ส่วนใหญ่จะเป็นปู่ย่าตายาย ไม่ก็แม่ที่ต้องนั่งเฝ้าลูก เรารู้สึกว่า ถ้ามีที่ที่ลูกได้เล่นทุกอย่าง ส่วนแม่ได้นั่งนวดเท้า คุณยายนอนอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ พอตกค่ำ เด็กนอนแล้ว พ่อแม่จูงมือกันไปดูคอนเสิร์ต จิบไวน์ เราว่าความสุข ไลฟ์สไตล์ยังอยู่ครบ แค่ต้องมีที่แบบนั้นให้เขา แล้วเราก็มีบุคคลที่3 มาเกี่ยวข้อง คือพี่อ๋อย ชาญชัย พินทุเสน เพราะเรากับทศรู้จักพี่อ๋อยมานาน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำกิจกรรมกับเด็กโดยเชื่อมโยงเข้าสู่ธรรมชาติ เพราะเราคิดว่า ในยุคสมัยนี้ ความเชื่อ ความศรัทธา ของคนเปลี่ยน ความคิดใหม่กำลังเข้ามา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นสากล ยั่งยืน และจริงกว่าสิ่งอื่นก็คือธรรมชาติ

 

จากพื้นที่ในฝันกลายมาเป็นพื้นที่แบบไหนในความเป็นจริง

คำว่า ทุกคนมีความสุขร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ฟังดูเรียบง่ายนะ แต่ในแง่รายละเอียดมันยากมาก เพราะความต่างของอายุที่เราต้องดูแลมันเยอะ ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงคนแก่ เราเลยต้องตรวจสอบทุกเรื่อง รถเข็นเข้าได้หรือเปล่า  จะให้เอาสัตว์เลี้ยงเข้ามั้ย แล้วก็นำกิจกรรมทุกชนิดออกมาเพื่อรองรับทุกคนกิจกรรมฝั่งคุณแม่ เราจะมีการทำขนมปังออร์แกนิก มัดย้อม จนถึงเวิร์กช็อปเซรามิก ฝั่งคุณพ่อก็จะมีกิจกรรมอย่างเครื่องหนัง นอกจากนี้ เรื่องอาหารเราก็จะมีบาร์บีคิว แล้วก็มีปิ้งมาร์ชเมลโล่แน่ๆ เพราะมันคือโลกในอุดมคติของเด็ก

WoodWood Acoustic Camp

ส่วนกิจกรรมสำหรับเด็ก เราแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือกิจกรรมกระตุ้นความคึกคัก และกิจกรรมสร้างความสงบ ฝั่งแรกมีไว้สำหรับเด็กที่ไม่เคยได้เล่นอะไรเลย ไม่เคยได้เดินเท้าเปล่า ไม่เคยได้เปียกน้ำ เช่น ยิงธนู ไต่เชือก เดินสำรวจป่า ล่องแก่ง อีกฝั่งคือกิจกรรมนิ่งสงบที่พี่อ๋อยคิดมาสำหรับเด็กที่มีโลกส่วนตัว โอเค งั้นเราจะวาดรูป นั่งอ่านหนังสือ นั่งดูโชว์ ซึ่งในส่วนนี้ เราต้องการให้มันทำงานทางใดทางหนึ่งกับเด็กโดยไม่ต้องสอน แคมป์ไม่ใช่ค่ายเยาวชน ไม่ใช่ค่ายเด็กกินผักน่ะ เราเป็นพื้นที่ของความสุข ซึ่งความสุขเป็นสิ่งที่ต้องประยุกต์แล้ว ยัดเยียดไม่ได้ ความรู้ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตรงกลางคือความบันเทิงที่มีสาระซ่อนอยู่ข้างใน พี่เลี้ยงดูแลกิจกรรมของเราก็เลยไม่ใช่พี่เลี้ยงในแง่ของการออกแรงอย่างเดียว แต่เป็นพี่เลี้ยงทางองค์ความรู้ด้วย ทุกคนมีความรู้หมด ครูที่สอนสนุกกับครูที่สอนน่าเบื่อเราจำใคร นี่ก็เหมือนกัน ถ้าความรู้ทุกอย่างผ่านความสนุกกับความเข้าใจ แล้วเราลงไปสัมผัสกับมัน ไม่ใช่เรียนบนกระดาน มองผ่านไอแพด อย่างเวลาเด็กปีนเชือก มันเรียนรู้จากกล้ามเนื้อของเขา อีกวันหนึ่งเขาปวดตัวมาก องค์ความรู้นี้ก็จะเข้าไปอยู่ในตัวทันทีเลย

WoodWood Acoustic Camp

WoodWood Acoustic Camp

แล้วสถานที่ที่เหมาะเป็นพื้นที่ความสุขคือที่แบบไหน

เราตระเวนดูพื้นที่หลายที่ แล้วก็มาจบที่ Bonsai Village เพราะพื้นที่นี้มีลำธาร มีเรื่องการเรียนรู้ทางธรรมชาติที่ชัดเจน มีที่กว้างสำหรับการจัดคอนเสิร์ต ที่สำหรับการตั้งเต็นท์ รวมถึงนำเข้าสาธารณูปโภคเพิ่มเติมได้ องค์รวมของมันน่าจะรองรับสิ่งที่เราต้องการได้ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณมนตรี เจ้าของสถานที่ เขาชอบสิ่งที่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้นมาก เห็นความสำคัญของพื้นที่แห่งความสุขเหมือนเรา และยินดีมากที่จะให้พื้นที่เขามีส่วนร่วมกับสิ่งนี้

ส่วนเรื่องที่พัก เราตั้งใจจะรองรับคนมากที่สุดที่ 2,200 คน โดยมีพื้นที่เต็นท์ให้สำหรับประมาณ 500 คนที่อยากเสพบรรยากาศแบบจริงจัง มีอาหารเช้าให้ ขณะเดียวกัน ด้านนอกสถานที่จัดงานก็ยังมีรีสอร์ทในสวนผึ้งอีกจำนวนไม่น้อยให้้ผู้มาร่วมงานเลือกพักเองได้ตามสะดวก เพราะเชื่อว่าทุกคนไม่ได้อยากนอนเต็นท์ สุดท้ายพอเหนื่อยแล้วอยากอาบน้ำร้อน นอนเตียง แล้วตื่นสายๆ มาร่วมงาน

WoodWood Acoustic Camp

เทศกาลสำหรับครอบครัวต่างกับเทศกาลที่เราชวนเพื่อนไปมากมั้ย

เราขอบอกเลยว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่พื้นที่หนึ่งมีเด็ก พื้นที่นั้นจะพิเศษ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีลูก พื้นที่นั้นต้องพิเศษสำหรับลูกคุณ เพราะฉะนั้น มันต่างกันตรงที่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นเด็กเล่นแล้วมันเป็นการเล่นที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย สนุก มันจะเป็นการเล่นที่สมบูรณ์แบบ บรรยากาศโดยรวมก็เลยจะต้องดี ต้องไม่มีสิ่งใดที่ดูแล้วไม่เหมาะกับเด็ก พื้นที่ดื่มแอลกอฮอล์ของเราจะแยกออกไปอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ส่วนพื้นที่คอนเสิร์ต เด็กจะเข้าไปดูก็ได้ หรือจะนอนอยู่บนที่นอนก็ได้ คำว่าอะคูสติกของเราไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเล่นกีตาร์ตัวเดียว ทุกคนมาเต็มรูปแบบได้เสมอ แต่เราคุมให้เดซิเบลของดนตรีไม่ให้รุนแรงเกินไป และอีกอย่างที่เราพูดกับทศตลอดคือเรื่องความปลอดภัย ความคลายใจ ในงานต้องมีจุดลงทะเบียน มีป้ายห้อยคอ มีสตาฟฟ์แต่งตัวชัดเจน พร้อมติดต่อพ่อแม่ให้ได้

 

เรียกว่างานนี้มีเด็กเป็นแกนหมุน

ใช่ เด็กคือคนที่สำคัญที่สุดในงานนี้ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าพ่อแม่ที่มีความสุข ลูกจะมีความสุข เพราะฉะนั้น มันเชื่อมโยงกัน เราไม่ควรแยกคำว่าพ่อ แม่ ลูก ด้วยซ้ำ คำว่าครอบครัวต่างหากที่เราต้องนับเป็นหนึ่ง ลูกไม่มีความสุขหรอกถ้าพ่อแม่เคร่งเครียดเกินไป เฝ้าดูแต่ลูกเกินไป แล้วเวลาเด็กอยู่นอกสายตาผู้ปกครอง เขาเป็นคนละคนเหมือนกันนะ ลูกเราก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่เราปล่อยให้เขาเป็นแบบที่เขาเป็น ในแง่ดีคือเราได้มองเห็นด้วยนะว่าเขาเป็นยังไง

แล้วลองคลายใจที่จะมีความสุขพร้อมกัน ลองเอาเด็กนอนดึกสักวันมั้ย นั่งดูคอนเสิร์ตกันมั้ย สักสี่ทุ่ม เห็นคุณพ่อจิบไวน์ คุณพ่อเราก็เท่ดีนะ คือมันเป็นหนึ่ง อย่าไปแยกว่านี่คือลูก นี่คือเรา ลูกต้องไม่เห็นเราทำอะไร หรือแม่ลุกขึ้นเต้นอย่างนี้ ไม่เห็นแปลกเลย ลูกชอบมากเลยนะเวลาเห็นแม่หลุด ก็ฉีกกรอบตัวเอง ไม่ได้ฉีกกรอบจากออฟฟิศหรือบ้าน แต่ฉีกกรอบบางๆ ที่ตัวเองกั้นไว้ระหว่างกันและกัน เราว่าดี เราเชื่อแบบนั้น

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน

การพาเด็กมาที่นี่จะต่างกับให้เขาปิ้งมาร์ชเมลโลว์กินเองที่บ้านมากมั้ย

ต่างสิ เพราะมีเพื่อนอีกเยอะ แล้วจะมีการเหล่ว่า เธอว่าเด็กนั่นเอามาร์ชเมลโลว์เยอะไปป้ะ (หัวเราะ) ไม่หรอก คือเวลาเด็กเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน ฉันอยากดูการ์ตูนเน็ตเวิร์ก ฉันต้องได้ดู ฉันอยากทำอะไร ฉันต้องได้ทำ ฉันอยากอาบน้ำนานที่สุด แต่พอเด็กมาอยู่ร่วมกับคนอื่น เขาจะเรียนรู้การอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่น ลดความต้องการของตัวเอง และแบ่งปันพื้นที่ให้คนอื่น การนั่งดูโชว์ 1 โชว์ เขาจะต้องเรียนรู้ว่า เขาเสียงดังแล้วเด็กทุกคนจะหันขวับมาที่เขา ทำหน้าว่าทำไมเธอเสียงดัง ด้วยสายตาเด็กด้วยกัน ไม่ใช่สายตาผู้ใหญ่ที่จุ๊ปาก มันมีการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมของการแบ่งปัน ของการเสพ มารยาทจะเกิดโดยที่ไม่ต้องสอน เราเชื่อว่าอย่างนั้น ทุกคนเงียบ เขาจะเงียบ เพราะมันไม่ใช่คนในบ้านเขาอย่างเดียว แล้วถ้าอยู่ที่บ้าน เขาจะปิ้งมาร์ชเมลโลว์กิน หันไปทางขวาก็เจอพ่อที่กำลังเล่นโทรศัพท์ แต่ในขณะที่แคมป์นี้ มันมีคน มีพื้นที่ที่เล่นด้วยกันได้ เยอะกว่าก็สนุกกว่าแหละ

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน

การสร้างพื้นที่ดีๆ ให้ทุกคนมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันนำไปสู่อะไร

เราขอยกตัวอย่าง เราชอบวันหนึ่งที่เราทำงานทั้งปีเพื่อพาลูกไปเที่ยวภูเขาฟูจิ วันที่ไปถึงที่นั้น เรากำลังเดินๆ อยู่ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฟูจิแบบเต็มรูปแบบ แล้วเนปาลกับทิเบตก็เงยหน้าขึ้น ร้องว่า “ฟูจิซัง!” มันเป็นช่วงเวลาที่เราเชื่อว่า ตอนแก่ๆ เมื่อนั่งรถเข็นแล้ว เสียบท่อช่วยหายใจแล้ว เราจะนึกถึงวันนั้น คือนึกถึงวันที่เรามีความสุขด้วยกัน วันที่เราได้เจออะไรพร้อมกัน เวลาเรารักใคร เราอยากให้เขาอยู่ด้วยในเวลาที่เรามีความสุข ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าไปที่ WoodWood Acoustic Camp ทุกคนจะรู้สึกดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข แล้วหันมาก็เจอคนที่เรารัก ไม่ใช่แค่สามีภรรยา ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มีลูกฉัน มีหลานฉัน มีอากงฉันที่ยอมออกจากบ้านมานั่งเหยียดเท้าอยู่ใต้ต้นไม้ด้วย

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load