วันนี้เรามานั่งคุยกับ เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์ และภรรยานักร้องเสียงดีวา นิว-นภัสสร ภูธรใจ ถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่แม้จะเติบโตมาจากคนละที่ แต่มีสิ่งที่พวกเขารักเหมือนกันและคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน อย่างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การลุยเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือเรื่องไฟป่าที่ภาคเหนือ กระทั่งร่วมกันสร้างร้านอาหารและคาเฟ่กลางทุ่งข้าวสองสีที่บ้านปง จังหวัดเชียงใหม่ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

เป๊กเป็นที่รู้จักในฐานะของพิธีกร นักร้อง นักแสดง ผู้รักในเรื่องท้าทายและสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และเป็นคนที่ไปสุดกับทุกอย่าง แม้กระทั่งโยนตัวเองสุดตัวลงไปในบ่อปลาสวายสมัยยังเป็นเด็ก เขาคนนี้ก็ทำมาแล้ว เป๊กเริ่มต้นเข้าวงการจากการผันตัวเองจากนักฟุตบอลโรงเรียน ที่ได้เชื้อมาจากคุณพ่อนักกีฬาทีมชาติ จนจับพลัดจับผลูได้มาซ้อมร้อง ซ้อมเต้นกระทบไหล่ กอล์ฟ-พิชญะ นิธิไพศาลกุล, ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน

ในขณะที่นิวเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องจากเวที เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เด็กสาวที่เติบโตมาท่ามกลางทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบทของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเธอมาจากการแอบที่บ้านไปประกวดจนได้รางวัลมากมาย ไปจนถึงการต้องนั่งรอรอออดิชันเพื่อเป็นนักร้องตรงบันไดหนีไฟของสถานีวิทยุโหวต แซทเทิลไลท์ ในสมัยหนึ่ง เธอคนนี้ก็เคยผ่านมาแล้ว

ทั้งคู่พบกันเพราะสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าสิ่งที่ต่าง อย่างความชื่นชอบในกล้องฟิล์ม การท่องเที่ยว ความสนใจทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ลองทำ อย่างเรื่องข้าวก็เป็นอีกเรื่องที่ทั้งคู่ศึกษากันอย่างเอาจริงเอาจัง จนลงมือปลูกข้าวกว่า 5 ไร่ และสร้างร้านอาหารภายใต้ชื่อ Brandnew Field Good ขึ้นมาในที่นาที่ไม่มีใครเชียร์ให้ซื้อตั้งแต่แรก เพราะภาพแรกที่พวกเขาเห็นคือ ที่นาตรงนั้นเป็นเพียงผืนนาแห้งๆ ปอเทืองออกบ้างไม่ออกบ้าง น้ำก็ไม่มี แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันต้องเกิดอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ถ้าเข้าไปอยู่และช่วยพัฒนา 

และนี่คือเรื่องราวการปลุกปั้นผืนดินเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ของเป๊กและนิว

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

คุณสองคนเริ่มต้นเส้นทางบันเทิงจากการเป็นสายประกวดเหมือนกันเลย

นิว : นิวเริ่มมาเป็นนักร้องจากความชอบก่อน ตอนเด็กๆ คุณครูให้โอกาสเราไปเป็นนักร้องนำตามงานต่างๆ แต่ครอบครัวเขาไม่อยากให้เราไปทำอะไรนอกเหนือจากการเรียน แต่ว่าพี่ชายกับเราชอบแอบไป แล้วพี่ชายก็เป็นคนผลักดัน บอกให้ไปประกวดสิ ไปแข่งนู่นแข่งนี่สิ จนได้ทุนการศึกษาให้แม่เห็น มีถ้วยรางวัลให้เขาดู ได้เป็นตัวแทนโรงเรียน ตอนนั้นเราประกวดทุกอย่างเลยนะ ตั้งแต่ประกวดร้องเพลง ประกวดเต้น ประกวดวาดรูปคอมพิวเตอร์กราฟิก ประกวดยำหมูยอ

เป๊ก : อะไรคือประกวดยำหมูยอ

นิว : แต่ละโรงเรียนเขาจะหาแม่ครัวมาประกวดกัน เราทำมาหมดแล้ว 

เป๊ก : ส่วนเป๊กตอนเด็กๆ เราเกิดมาพร้อมกับลูกฟุตบอลเลย

นิว : เห้ย 

เป๊ก : เท่ปะ รู้สึกว่าลูกฟุตบอลก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะว่าพ่อเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ แล้วก็ไปเป็นโค้ชทีมชาติ พ่อจะสอนเบสิกให้เรารู้จักหมด ฉะนั้นเราเลยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เป็นนักวิ่งโรงเรียน แข่งปิงปอง แข่งว่ายน้ำ 

นิว : อ้าว สายประกวดเหมือนกันนี่

เป๊ก : แต่ว่ามันมาจากสิ่งที่พ่อสั่งสมมาไง มันเลยไปทางนี้หมด 

นิว : หลังจากอัดเพลงไปที่สถานีวิทยุแล้วไม่สำเร็จ นิวก็หยุดความคิดเรื่องเป็นนักร้องไป หลังจากนั้นน้าของนิว เขาเปิดร้านอาหารที่ริมแม่น้ำปิง มีคนเขามาที่ร้านแล้วชวนเราไปประกวด ให้ไปออดิชันเป็นนักร้องดู นั่นก็คือเส้นทางแบบเข้าไปเป็นนักร้องอย่างเต็มตัว

เป๊ก : ส่วนเป๊กชอบทำอะไรที่มันท้าทาย ตอนนั้นเพื่อนนักบอลที่สวนกุหลาบมันหนีไปเป็นหลีดก่อน เราก็เลยลองตามเพื่อนไปเป็นหลีดดู ก็รู้สึกว่านี่คือความท้าทายใหม่ของตัวเอง แล้วพอไปเป็นหลีด เราต้องไปหาสปอนเซอร์เอาเอง เลยไปขอสปอนเซอร์ที่แกรมมี่ เลยได้เข้ามาทำงานเป็นพิธีกรตั้งแต่ช่วงมอห้า มอหก จนถึงทุกวันนี้

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์

ได้ยินมาว่าคุณเจอกันครั้งแรกที่เชียงดาว

นิว : เจอกันจากการทำงานค่ะ เขาเป็นพิธีกรรายการ ฮัลโหลวันหยุด นิวก็เป็นนักร้อง แล้วไปเจอกันที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เป๊ก : จริงๆ นักร้องรุ่นป้าเขาไม่พาไปแล้วนะ เขาเอาแต่วัยรุ่นไป (หัวเราะ) ล้อเล่น กัดกัน แซวกันแบบนี้แหละ

นิว : ก็รู้จักกันช่วงนั้นแหละค่ะ แต่พอเจอก็แค่ อ๋อ คนนั้นหรอ เป๊ก เปรมณัช 

เป๊ก : ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรคนเดียวที่ต้องดูแลนักร้องหลายคน มันก็มีเครียดบ้าง มีตึงบ้าง แต่ว่าให้มันรีแลกซ์ไปกับธรรมชาติ จำได้ว่าเรายังกินไวน์ว้าเลย ไวน์หมักจากกล้วยน้ำว้าอะ แต่ละคนก็อ้วกพุ่งคาต้นกล้วยเลย (หัวเราะ) มันหวานๆ แต่กินง่ายเมาง่าย แล้วตอนนั้นนิวจิ๋วเขาก็จะไม่ค่อยไปสุงสิงกับใคร เป็นดีวายังไง ก็จะเป็นดีวาอย่างนั้น

นิว : จะให้ไปกินไวน์ว้าหรอ ไม่ใช่ปะ

เป๊ก : จะได้มาคุยก็ตอนที่ถ่ายรายการ ตอนกินข้าวเท่านั้นเอง

ร้าน Brandnew Field Good, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

จากคนร่วมงานกลายมาเป็นคู่รักได้ยังไง

เป๊ก : บอกเขาไปสิว่าเพราะหล่อ หน้าตาดี

นิว : นิวเป็นคนที่ชอบคนที่เป็นผู้นำ ทำงานเก่ง

เป๊ก : เธอเห็นแค่นั้นเนี่ยนะ

นิว : ในช่วงเวลานั้นเราเห็นแค่นั้นจริงๆ หลังจากนั้นไปเราเสียใจมาก 

เป๊ก : หยอกใช่ไหม (หัวเราะ)

นิว : ได้มาคุยกันจริงๆ เพราะเรื่องกล้อง เราคุยกันเรื่องเล่นกล้องโลโม่  

เป๊ก : เขาถ่ายกล้องโลโม่ LCA อยู่แล้วเขามีปัญหา เราเลยหยิบมาแก้ไขแล้วก็ถ่ายให้เขา เลยสนิทกัน ได้คุยกัน อ๋อคนนี้ก็ชอบเล่นกล้องเหมือนกัน พอหลังๆ มาก็เริ่มส่องเฟซบุ๊ก แล้วก็ทักไปถามเขาเรื่องรูปเฟซบุ๊ก

นิว : ถามว่ารูปนั้นถ่ายที่ไหน

เป๊ก : แล้วจำได้ไหมว่ารูปเฟซบุ๊กเธอเป็นรูปอะไร 

นิว : หึ (ส่ายหัว)

เป๊ก : ไม่ได้มีความจำอะไรโรแมนติกเลย รูปที่เธอถ่ายคือรูปดำน้ำ ไปทะเล แล้วเราก็ชอบดำน้ำด้วยตอนนั้นอะ ก็เลยเห้ย ดูมีอะไรที่เหมือนกันมากขึ้นแล้วนะ ซึ่งตอนนั้นเราก็ขอบีบีไว้ทั้งคู่เลยนะทั้งนิวทั้งจิ๋ว แต่ว่านิวตอบก่อนจิ๋ว เลยไม่ได้คุยกับจิ๋ว (หัวเราะ) จากนั้นก็เลยได้คุยกันมายาวๆ มาสิบเอ็ดปี จนถึงแต่งงาน

ตอนแรกเราวางแผนว่าจะไปขอเขาแต่งงานท่ามกลางแสงเหนือ เพราะมันสวย แต่ไปๆ มาๆ เปลี่ยนแผนมาขอที่คอนเสิร์ตแทน ตอนนั้นแต่งเพลงเองเลยนะ เพราะเขาคือเดอะสตาร์ เขาคือดาว แล้วอะไรที่จะอยู่กับเขานานที่สุด ก็คือเคียงดาว ตอนนั้นไปเกาะมันนอกหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ร้องเพลงนี้จบแล้วก็ขอแต่งงาน จากการขอครั้งนั้น เรื่องก็มาถึงจุดนี้เนี่ยแหละ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของพวกคุณมีธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบสำคัญคืออะไร

เป๊ก : เทียบตอนนั้นกับตอนนี้ที่เราทำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อยู่กับป่าเขา วันแรกที่เราเจอกันก็อยู่ที่เชียงใหม่เหมือนกัน มันก็เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกันเนอะ

นิว : มีคนชอบอิจฉาเรานะว่าเป็นคนเชียงใหม่หรอ ร่มรื่นน่าอยู่ดีนะ แล้วครอบครัวนิวอยู่ที่เชียงใหม่อยู่แล้ว แต่ในวันหนึ่งที่เราบินกลับบ้าน แล้วภาพที่เราเห็นทำเราน้ำตาไหลเลย เพราะว่าจากที่เราลงเครื่องมา เราเคยมองเห็นดอยสุเทพ มันหายไปเลยเพราะหมอกควันจากไฟป่า แล้วนิวคนเดียวมันช่วยไม่ได้อะ แล้วทำยังไงดี เราเลยต้องทำให้คนทุกคนรู้แล้วล่ะว่ามันกระทบกับชีวิตของเราจริงๆ รู้สึกว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่เราต้องมาช่วยกันอนุรักษ์แล้ว

เป๊ก : นิวทำให้เป๊กเปลี่ยนความคิดเลยแหละ คือเราก็รู้จักเชียงใหม่ในระดับหนึ่ง แล้วด้วยความรู้สึกของเขาที่ส่งผ่านมาถึงเรา ในการที่เขาร้องไห้วันนั้น เขาบอกว่าแม่เขาเคยใช้ชีวิตอย่างนี้นะ พ่อเขาอยู่แบบนี้นะ นิวเป็นคนแบบนี้ที่ถ้ารู้วิถีเกิดของเขาแล้ว เป็นคนที่ซึมซับกับชนบทและต่างจังหวัดมาก แล้วก็ภูมิใจรักบ้านเกิด เราก็รู้สึกว่าธรรมชาติทุกอย่าง เราก็อยากช่วยดูแลมันนะ จากนั้นเราก็ขึ้นมาดูของจริงแล้ว เราก็พยายามศึกษามากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวให้ได้ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ
ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

อะไรทำให้คุณตัดสินใจสร้างบ้านและย้ายมาอยู่เชียงใหม่

นิว : นิวมีความฝันว่าอยากได้บ้านที่เห็นวิวดอยสุเทพ มีอยู่วันหนึ่งเราสองคนขับรถไปตกหล่มที่บ้านปง ฝนตกหนัก ดินลื่น เราต้องตรงนั้นตั้งแต่บ่ายสามยันทุ่มหนึ่ง โชคดีที่มีคนในชุมชนมาช่วยไว้ เราเลยประทับใจพื้นที่ตรงนั้นมาก ต่อมาได้รู้ว่ามีร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวๆ นั้นอยากขายกิจการเพราะเขาไปไม่ไหว แล้วมันอยู่กลางธรรมชาติดี มีดอย ดูสงบดี เราเลยตัดสินใจซื้อที่ตรงนั้น และเริ่มต่อเติมเป็นบ้านและร้านในฝัน

เป๊ก : ตอนที่เรามาอยู่บ้านกลางนา ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยนะ มีแค่เสียงกบ เสียงเขียด เสียงฝนตก ซึ่งแบบโคตรเฟรช โคตรดีเลยอะ ชอบที่ตรงนั้นมาก มันอยู่กลางหุบเขาเลย ถ้าฮวงจุ้ยเขาจะเรียกว่าโอ่งมังกรเลย แล้วในเมื่อซื้อแล้วมันต้องทำอะไรได้ งั้นก็ประเดิมด้วยการจัดงานแต่งงานของเราตรงนี้เลย

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ
ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

เป๊ก : หลังงานแต่งงาน เราเลยลองเปิดร้านอาหาร 

นิว : ตอนแรกเราไม่ได้มีความคิดว่าจะเปิดร้านหรอก แค่เปิดให้คนรู้จักแวะเวียนกันเข้ามาหา แต่ปรากฏว่ามีคนมาเยอะกว่าที่คิด (หัวเราะ) เลยกลายเป็น Brandnew Field Good ที่เป็นกิจการแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมา

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

Brandnew Field Good ต่างจากคาเฟ่กลางทุ่งนาที่อื่นยังไง

เป๊ก : เราก็ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว ลองทำให้ครบวงจรทั้งการกิน การเที่ยว การเรียนรู้ ที่จริงเราทำมาหลายปีแล้ว แม้จะไม่ค่อยมีคนเห็นก็ตาม ทั้งการออกแบบเมนู การตกแต่งร้าน เราใส่ความครีเอทีฟเข้าไป ให้มันสมัยใหม่มากขึ้น ในไทยมีคาเฟ่กลางนาเป็นห้าสิบที่ แต่จุดเด่นของเราคือมันมีนาอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เราไม่ต้องมาฝืน

นิว : เราอยากทำให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะภาคไหนก็มีนาหมด เราเลยต้องทำให้คนอยากมาเที่ยวนา เพราะอยากให้เขาหันมาสนใจในเรื่องข้าวให้มากขึ้นมากกว่า

เป๊ก : และเรารู้ว่าถ้าเราทำ ชุมชนจะมาช่วยเรา แล้วร้านเราก็จะเป็นพื้นที่ที่ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับเกษตร สนใจเกี่ยวกับการปลูกข้าว สนใจอะไรคล้ายๆ เรา มาเจอกันได้

จากการทำร้านอาหาร กลายมาเป็นโมเดลพัฒนาชุมชนละแวกนั้นได้ยังไง

นิว : นิวมาที่นี่แล้วคิดถึงตอนเด็กๆ บ้านคุณตานิวอยู่ติดกับนาข้าวเลย เราได้ไปวิ่งเล่นตามคันนา แล้วพอเรามาอยู่ที่บ้านปง เรารู้สึกว่ามันย้อนกลับไปถึงวัยเด็กของเราด้วย ด้วยความที่เราเป็นคนเหนือและเป็นดารา ชาวบ้านเขาก็รู้จักเรา พูดจาอบอุ่น เราก็เลยกลายเป็นคนของที่บ้านปงไปโดยปริยาย เวลาเขามีอะไรก็เอามาหาสู่ มาแลกกันกิน เราก็เลยถามว่าที่บ้านปลูกอะไร ทำอะไรกันบ้าง พยายามจะดูว่า เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

คุณยกให้ชาวนาเป็นครูเลยใช่ไหม

นิว : ใช่ค่ะ คือในรุ่นตารุ่นแม่ เขาเป็นชาวนา แต่รุ่นเรา เราไม่เคยปลูกข้าวเลย พอเราได้มาเป็นเจ้าของผืนนาจริงๆ เราก็ต้องเรียนรู้ แทนที่จะขายกาแฟอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องรู้ว่าทำไมเราถึงมาอยู่นี่ เพราะเรามีนา มีนาแล้วมันยังไงล่ะ ต้องปลูกยังไงล่ะ เราทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเรามีความตั้งใจ มีความสนใจ เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำอยู่ เขาก็จะภูมิใจกับอาชีพของเขา แล้วพอเรารู้จักเขามากขึ้น เขาไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่เขาเป็นดอกเตอร์ ศาสตราจารย์เลย เพราะเขาบอกว่าปลูกข้าวตั้งแต่อายุเก้าขวบ จนตอนนี้อายุหกสิบกว่าแล้วอะ นิวก็เลยบอกว่า พ่อเป็นดอกเตอร์ได้แล้วนะ ความรู้เขามีเยอะมากเกี่ยวกับการปลูกข้าว 

เป๊ก : เกษตรกรหรือชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น ชาวนาคือวิถีของเขาไปแล้วนะ 

อะไรทำให้คุณหันมาสนใจเรื่องข้าว

เป๊ก : ในมุมเป๊กก็คือ ที่เรามาใส่ใจเรื่องข้าวเพิ่มเติมเพราะว่า COVID-19 แล้วเรารู้สึกว่าคนที่ตกงาน เขาไม่ได้เงินเดือน ไม่มีเงินเดือนก็ไม่มีอะไรกิน ฉะนั้นการที่เราจะมีอะไรกิน ก็คือสิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ใช่การเปิดร้านอาหารนะ แต่เราสร้างแปลงเกษตรกันเอง ปลูกข้าวเอง มีผักกินได้ เลี้ยงไก่เก็บไข่กินได้ เราพยายามไม่พึ่งพาใคร อยากให้มันเป็นวิถีเกษตรยั่งยืนมากขึ้น ก็เลยเริ่มตั้งใจในเรื่องข้าวเป็นพิเศษ

นิว : แล้วเราก็ได้ไปเรียนรู้กับศูนย์พันธุ์ข้าวสะเมิง เพื่อให้เขาดูว่าดินของเราไปปลูกข้าวพันธุ์อะไรได้บ้าง ทางเป๊กเองก็ไปคุยกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เขาส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องพันธุ์ข้าวและการแปรรูปข้าวด้วย

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

ตอนนี้ลงมือปลูกข้าวอะไรไปแล้วบ้าง 

เป๊ก : ตอนนี้เราลงมือปลูกสิบกระทงนา ก็ประมาณห้าไร่ ซึ่งยังเป็นแปลงทดลองอยู่นะครับ มีข้าวดอย แล้วก็ข้าวจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกว่าข้าวพ่อแม่ลูก ซึ่งคัดมาแล้วว่าดีที่สุด แม่เป็นข้าวก่ำ พ่อเป็นข้าวหอมมะลิ พอผสมกันลูกออกมาเป็นก่ำดอยสะเก็ด มันก็จะหอมด้วยเป็นซ้อมมือหรือเป็นข้าวก่ำด้วย 

นิว : เราจริงจังกับเรื่องนามาก แล้วเรารู้สึกว่าข้าวที่คัดมาแล้วต้องเป็นสีที่ไม่ใช่สีเขียวอย่างเดียว เราเลยทำนาสองสี ปลูกข้าวก่ำด้วย ข้าวขาวด้วย

ได้ยินมาว่าคุณปลูกข้าวดอยด้วย ทำไมถึงปลูกข้าวที่ไม่ค่อยมีใครอยากปลูก

นิว : อันที่จริงข้าวดอยอร่อยมากเลยนะ แต่ที่ชาวบ้านไม่อยากปลูกเพราะมันปลูกยาก แล้วคนเชียงใหม่แทบไม่ค่อยได้ทาน เพราะมันปลูกข้างบนดอย คนบนดอยเขาก็ปลูกแล้วเขาก็กินกันเอง แล้วแจกจ่ายให้ชนเผ่าของเขา 

เป๊ก : เรายังอยากกินเลยอะ

นิว : แล้วข้าวดอยมันจะมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีความเป็นคาร์โบไฮเดรตสูง 

เป๊ก : พอกินแล้วมันเหนียว มันคือข้าวญี่ปุ่นเลย โอ้โห มันอร่อยว่ะ กินแล้วเราชอบ 

นิว : นี่แหละที่ว่าทำไมคนดอยถึงมีกำลัง มีแรงเยอะ

เป๊ก : ถ้าเราทำข้าวดอย มันก็เป็นการช่วยชาติพันธุ์ข้างบนด้วย แล้วก็ช่วยพวกเราเองด้วย ในเรื่องวิถีเกษตรแบบธรรมชาติ หน้าที่ของเราก็คือทำให้ชาวบ้านเขาเห็นว่าเราปลูกได้นะ นำร่องให้ชาวบ้านได้ดูก่อน 

อุปสรรคและความท้าทายของการทำนาคืออะไร

นิว : ปลูกจริงๆ ไม่ยากนะคะ แต่ดูแลยาก

เป๊ก : น้ำเอย ฝนเอย

นิว : เราเลยรู้ว่าการมาเป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชวนสวน ชาวไร่ เป็นอาชีพที่อยู่กับความคาดหวัง ดินฟ้าอากาศมันบอกไม่ได้ว่าปีนี้ผลผลิตจะดีไหม มันคือการใช้ใจ อยากปลูกอยากทำ แต่ผลผลิตเป็นยังไงไม่รู้ คาดเดาไม่ได้ 

เป๊ก : ชาวบ้านถึงไม่เสี่ยง ที่เขาปฏิเสธไม่เอาพันธุ์ข้าวของเราก็เพราะว่ามันเกี่ยวโยงกับชีวิตเขาเลย ถ้าสุดท้ายผลผลิตมันไม่ออกดีเท่าที่ควร แล้วใครจะรับผิดชอบ ต้องเข้าใจเขาด้วย เราก็เลยต้องลองปลูกให้ดู ให้การกระทำของเราเป็นตัวบอกได้ชัดเจนที่สุด 

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

เป้าหมายของ Brandnew Field Good คืออะไร

เป๊ก : เราอยากทำให้ Brandnew Field Good มัน Sustainable แบบระยะยาวไปเลย ถ้าเราชอบเที่ยว รักการท่องเที่ยว นี่คือหนึ่งจุดหมาย ที่คุณถ้ามาเชียงใหม่คุณจะต้องมาเที่ยวร้านเราไปยาวๆ เป็นสิบปี ยี่สิบปี

นิว : เรามีความคิดว่าการท่องเที่ยวมันก็คือการเจริญหู เจริญตา แต่ของเรามีการเจริญอาหารด้วย คือเราก็ต้องนำข้าวไปนำเสนอให้มันเป็นอะไรที่คนอยากจะมาเที่ยวมากิน พยายามเอาพันธุ์ข้าวพวกนี้ไปแปรรูป หรือว่าจะไปทำเป็นเมนูพิเศษที่จะนำเสนอในร้านต่อไป 

ทำไมถึงอยากพัฒนาที่นี่เป็น Eco Tourism

เป๊ก : เรามีโอกาสได้ไปกินข้าวตามเถียงนากับชาวนา ได้กินอ่องปูเอย ผักกาดจอเอย ซึ่งอร่อยมาก พอถามว่าใส่อะไร เขาก็เลยบอกว่าใส่ผงชูรส (หัวเราะ) ธรรมชาติ แล้วเรารู้สึกมีความสุขมาก เดินไปมีกอไผ่ ข้างหลังเป็นเหมืองหิน เดินขึ้นไปมีเผาปูน เรารู้สึกว่าชุมชนมีทุกอย่างที่เราอยากทำเป็น Eco Tourism

สำหรับแผนก่อนแต่งงาน คือเราอยากทำที่นี่เป็นร้านอาหาร พอทำเสร็จเราก็คิดว่าเราอยากจะพัฒนาชุมชน เพราะว่าทุกอย่างมันดูเป็น Eco Tourism ได้ ผมก็ไปเลย ไปประชุมหมู่บ้าน แล้วก็นั่งคุยกับพ่อหลวง พูดเหมือนจะไปเป็นพ่อหลวงเองเลย ว่าคิดไหมครับว่าบ้านปงของเรามีอะไรพิเศษบ้าง ลองคิดดูว่าทำอะไรได้บ้าง อย่างหนองมนเขายังมีข้าวหลาม แล้วเราเคยคิดไหมว่าบ้านปงของเรามีอะไรดี เพื่อที่จะสร้างและพัฒนาชุมชนต่อได้

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

มาถึงตอนนี้แล้ว คุณวาดภาพ Brandnew Field Good ในอนาคตไว้ยังไงบ้าง

นิว : Brandnew Field Good ในปีต่อๆ ไป จะเกี่ยวกับการส่งเสริมและการเรียนรู้ ทั้งเรื่องข้าว เรื่องธรรมชาติ อยากให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แล้วก็วัฒนธรรมที่ดี เป็นศูนย์การเรียนรู้ เราเห็นภาพพ่อแม่มานั่งทานอาหารไป ชมธรรมชาติไป แล้วก็มีเด็กตัวน้อยๆ มาเล่นดินเล่นทราย เรารู้สึกว่าเป็นโมเมนต์ที่ครอบครัวควรมีให้กัน มันเป็นภาพที่นิวอยากให้เป็น มีกิจกรรม มีเดย์แคมป์ นิวรู้สึกว่าการทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่พอเขาโตขึ้น เขาจะเอาไปเล่าต่อได้ เหมือนทุกวันนี้ที่เรามาเล่าได้ เพราะว่าเรามีประสบการณ์ ตอนนี้เราก็ยังเป็นนักเรียนอยู่นะ แต่เราเรียนในยุคที่เราโตแล้ว ถ้าเรามีโอกาสได้เรียนตั้งแต่เด็กๆ เราก็อาจจะเจอความสนใจได้เร็วกว่านี้ 

เป๊ก : แล้วเราก็มองในมุมคนที่ชอบเที่ยวด้วย ถ้าเสร็จนาปี ปกติชาวบ้านเขาจะปลูกถั่วกันต่อ แล้วถ้าเราปลูกข้าวบาร์เลย์ต่อล่ะ ทุ่งสีทองสวย ให้คนมาถ่ายรูปได้ มี Chef’s Table อยู่ตรงนั้น มันน่าจะเป็นไปได้ สนุกนะที่คิดเรื่องข้าว แล้วถ้ามีคนที่สนใจมาช่วยกัน มันก็จะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นก็ได้

นิว : ใช่ค่ะ อย่างในวันนี้ที่เรามานั่งคุยกัน อาจจะมีหลายๆ อย่างที่มันอาจยังไม่เกิดขึ้น แต่มันเป็นภาพในอนาคตที่เราอยากให้มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้ลงมือทำแล้ว และเราก็คงจะพัฒนามันต่อไปอีก

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

Bangkokboy คือ aka ของ อิลฮงมิน (IL Hong Min) ชายชาวเกาหลีวัย 29 ปี ผู้ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘เกาหลีปลอม’ 

หนุ่มแววตาอ่อนโยนตรงหน้า เป็นชาวต่างชาติที่ฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว มีอาชีพในฝันคือการเป็นแรปเปอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไร้สังกัด และค่อยๆ สร้างฐานความนิยมจากคลิปไลฟ์ให้แฟนๆ สอนภาษาไทยในคอนเซ็ปต์ Boyfriend ซึ่งหลังจบการไลฟ์ ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมของเขาจะเพิ่มขึ้นคราวละหลักพัน และทะยานสู่หลักแสนได้ภายใน 3 เดือน 

กว่าจะมาเป็น ‘เด็กกรุงเทพฯ’ ที่สดใสและรับส่งมุกได้ตลอดการสนทนา เด็กชายอิลฮงมินเคยมีวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจ หนักหนาถึงขั้นเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อแลนดิ้งสู่ประเทศไทย ที่แห่งนี้ค่อยๆ ปะติดปะต่อชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นชายหนุ่มที่มีความฝันและเป้าหมายในชีวิตชัดเจน 

ในขณะที่ประชาชนชาวไทยแท้อย่างเราเฝ้าฝันถึงการย้ายถิ่นฐานถาวรไปอยู่ต่างแดน แต่พลเมืองชายชาวเกาหลีใต้คนนี้กลับวางแผนใช้ชีวิตต่อจากนี้จนถึงวัยเกษียณอยู่ไทย และกลับไปเยี่ยมประเทศบ้านเกิดบ้างเป็นครั้งคราว 

เขาคือชาวต่างชาติที่อยู่บ้านเรามานานจนรู้จักใช้และเข้าใจความหมายของคำว่า วรรณยุกต์ ฉิบหาย และพ่อมึงตาย อีกทั้ง ‘คนไทย’ คือคำตอบเมื่อเราถามว่าอะไรทำให้เขาหลงรักประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรแห่งนี้

และเขายังย้ำสถานะในปัจจุบันให้ฟังด้วยว่า “ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

เกาหลี – จีน – (เท็กซัส) – พัทยา

สำหรับเด็กชายอิลฮงมิน วัยเยาว์ของเขาไม่ใช่ช่วงวัยอันน่าอภิรมย์นัก เพราะพายุเศรษฐกิจลูกแล้วลูกเล่าแวะเวียนมาพัดพาให้เขาและครอบครัวต้องอพยพถิ่นฐานบ่อยครั้ง ในคราวที่กิจการพังครืนครั้งใหญ่ พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจพาลูกชายคนโตวัย 12 ปีอย่างเขาไปอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนแม่และน้องชายยังคงอยู่ที่เกาหลีต่อไป 

แม้การงานครั้งใหม่ของพ่อจะพอดำเนินไปได้ เด็กน้อยวัยกำลังโตได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือช่วงเวลาที่จิตใจดำดิ่งสุดๆ 

“ตอนอยู่ที่จีน ผมจำได้ว่าบ้านที่จีนใหญ่มาก มีสามห้อง แต่ผมอยู่คนเดียวเพราะพ่อยุ่งมาก กลับบ้านมาบ้างแต่ก็มาแค่แป๊บเดียว แล้วก็กลับไปทำงานต่อ ผมไม่มีคนคุยด้วย ไม่มีเพื่อน พูดภาษาจีนก็ไม่ได้ ตอนนั้นเลยเป็นช่วงที่ผมเครียดมาก จนเริ่มมีปัญหาทางจิตใจ”

โชคดีที่ผู้เป็นพ่อเห็นปัญหาจากการที่ครอบครัวต้องอยู่ไกลกัน ประกอบกับเห็นหนทางขยับขยายในสายงาน จึงวางแผนนัดพบครอบครัวอย่างพร้อมหน้า เพื่อมุ่งสู่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่เด็กชายกำลังเก็บกระเป๋าด้วยความลิงโลด พายุลูกเกือบสุดท้ายก็ได้พัดผ่านบ้านของเขาอีกครั้ง

 “สามวันก่อนได้ไปเท็กซัส ทางนั้นบอกพ่อว่าบริษัทที่จะไปทำงานหายไปแล้ว ตอนนั้นชีวิตพวกเราแย่มาก สงสารพ่อ พ่อเลยคิดว่าจะไปที่ไหนดี โชคดีมีเพื่อนชวนพ่อมาทำงานที่พัทยา ประเทศไทย พ่อ แม่ น้องชาย และผม ก็เลยได้มาเจอกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นี่”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

How are you ? – พ่อมึงตาย 

อิลฮงมินในวัยมัธยมต้นใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เขาเข้าเรียนในโรงเรียนสองภาษาที่มีเพื่อนใหม่จากหลากหลายเชื้อชาติ เพราะต้องการสลัดสารความเศร้าที่ตกค้างมาจากคราวอยู่อย่างเหงาๆ ที่จีนไปให้สิ้นซาก เขาจึงพยายามทำความรู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนใหม่อย่างสุดกำลัง ซึ่งวิธีการรับเข้าแก๊งนั้นก็ช่างแสบสัน และเป็นปัญหาที่คนยุค 90 อย่างเราๆ ต้องเคยเจอ

“วันหนึ่งมีเพื่อนถามว่า พ่อผมชื่ออะไร ผมคิดว่า อ๋อ คนไทยชอบถามชื่อพ่อแม่ด้วยเหรอ นั่นคือวิธีการที่ใช้เพื่อให้เราสนิทกันสินะ ผมก็เลยบอกชื่อพ่อเขาไป ตั้งแต่เขาก็เรียกแต่ชื่อพ่อผม ตอนแรกเลยยังไม่รู้ พอรู้ความจริงก็ตกใจ ว่าเขาล้อเลียนเรา แต่มาตอนนี้ชินแล้วล่ะ 

“อีกคราวหนึ่งคือโดนหลอกเรื่องคำทักทาย ช่วงแรกที่ยังพูดไทยไม่ได้ ผมอยากเรียนรู้คำไทยเยอะๆ ก็เลยถามจากเพื่อนคนไทยว่า ถ้าจะพูด How are you ? ต้องบอกว่ายังไง เขาบอกว่า ‘พ่อมึงตาย’ ผมก็โอเค แต้งกิ้วๆ แล้วผมก็เอาไปคุยกับอาจารย์ว่า พ่อมึงตายครับ… อาจารย์โมโหมาก เขาบอกว่าอย่าพูดคำนี้ มันไม่ดี”

เมื่อเห็นแววว่าเพื่อนชาวไทยอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการเรียนภาษา เด็กชายอิลฮงมินผู้มีพลังแรงกล้าจึงบอกต่อความต้องการไปยังแม่ให้หาครูสอนพิเศษ ซึ่งเขาตั้งใจจริงจังจนสื่อสารภาษาที่ซับซ้อนนี้ได้ภายใน 3 เดือน 

“ผมเรียนภาษาไทยโดยเริ่มจากฝึกการฟัง การพูด ฝึกเขียนพยัญชนะ สระ ผ่านไปประมาณสามเดือนก็พอจะรู้เรื่อง เรียกว่าเข้าใจภาษาไทยแล้วประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ฟังออก เขียนได้แล้ว แต่ยังพูดไม่ค่อยเก่ง

“ผมว่าภาษาไทยเขียนยากครับ ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาเกาหลีกับอังกฤษ คือถ้าฟังออก ยังไงก็เขียนออกมาได้ แต่ภาษาไทยต้องจำคำที่มีไม้เอก ไม้โท เรียกว่าวรรณยุกต์ใช่ไหมครับ ก็เลยยากกว่า และภาษาไทยต้องใช้การจำเยอะมากๆ อย่างเดือนทั้งสิบสองเดือน เดือนนี้เรียกอย่างนี้ มีคำลงท้ายเดือนอีก มกราต้องคม ยนไม่ได้ สับสนมากตอนแรก แต่ตอนนี้ ถ้าอารมณ์ดีก็จะจำได้ครับ” บางกอกบอยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ถ้าจะเป็นแรปเปอร์ ก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ

ในระหว่างตั้งใจตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ร่ำเรียนภาษาจนเข้ากับเพื่อนๆ ได้ อิลฮงมินก็ค่อยๆ เลื่อนสถานะจากเด็กชายสู่วัยรุ่น ดำเนินชีวิตไปตามวิถีวัยเรียนทั่วไป เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เริ่มเป็นเฟรชชี่ที่คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ แต่เมื่อได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคณะข้างๆ อย่างนิเทศศาสตร์มีสาวๆ เยอะกว่า พี่ฮงจึงไม่รีรอ ติดต่อขอย้ายสาขาในที่สุด

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หนุ่มเกาหลีทิ้งใบปริญญา ทั้งที่อดทนเรียนมาได้เกือบครึ่งทาง เรื่องเกิดหลังจากเขากลับดินแดนโสมขาวเพื่อไปเข้ากรมรับใช้ชาติ พอมากลับไทยอีกที ระหว่างทำข้อสอบเลื่อนชั้น เขาตระหนักได้ว่า หากยังนั่งอยู่ในห้องสอบแบบนี้ต่อไป ชีวิตที่เหลืออยู่คงจะปกติเกินไป และเป็นไปตามขั้นบันไดความสำเร็จของคนส่วนใหญ่จนไม่มีความสุข

“สำหรับคนอื่นการเรียนอาจจะสำคัญนะ แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีความสุขในตัวเอง หลังกลับเกาหลีเพื่อไปเกณฑ์ทหารตามกฎหมาย ผมเริ่มคิดได้ว่า ถ้าเรียนต่อไปจนจบ ชีวิตก็คงจะปกติมาก หางานทำ ได้เงินเดือน แต่ข้างในของผมเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพบางอย่างที่มากกว่านั้น ตอนปีสอง กำลังสอบอยู่ รู้สึกขึ้นมาว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็เลยลุกขึ้นฉีกกระดาษข้อสอบแล้วเดินออกมา”

‘เดินออกมา’ ที่เขาว่าไม่เพียงแค่จากห้องสอบ จากคณะ แต่ยังเป็นการออกจากระบบการศึกษาที่นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น 

เราจึงถามเขาต่อว่าแล้วถ้าอยากมีความสุข คุณต้องมีชีวิตแบบไหน 

คำตอบคือมีชีวิตที่เป็น ‘แรปเปอร์’ 

“ผมเริ่มเขียนเพลงมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่จีน ตอนอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงามากๆ ผมชอบฟังเพลง ดูการ์ตูน ดูซีรีส์ พอมีความคิดอะไรขึ้นมาแต่ไม่ได้คุยกับใคร ผมก็จะเขียนเป็นเนื้อเพลงเก็บเอาไว้ 

“ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้ผมโดนรถชน ไม่ใช่สิ ผมหลงรักวัฒนธรรมฮิปฮอปและอยากเป็นแรปเปอร์จริงจังคือ ตอน ม.3 ผมเห็นแรปเปอร์เกาหลีคนหนึ่งในทีวีชื่อ MC Sniper เขาไม่ค่อยดัง อายุเยอะแล้วด้วย แต่การแสดงของเขาเท่มาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหลงรักการเป็นแรปเปอร์มาตั้งแต่นั้น” ฮงมินเปรียบเทียบความรู้สึกในวันนั้นเหมือนการ Clash กระแทกเข้าอย่างจัง

“พอรู้แล้วว่าการทำเพลง การเป็นศิลปิน จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ หลังจากลาออกก็เลยกลับบ้าน เก็บกระเป๋า แล้วหนีไปเกาหลีเพื่อไปเรียนทำเพลง ที่ต้องหนีเพราะตอนนั้นไม่รู้เลยว่าถ้าอยากเป็นแรปเปอร์ต้องเริ่มต้นยังไง ไม่มีตังค์ พ่อแม่ก็ไม่ยอม ถึงขนาดบอกว่าถ้าจะเป็นแรปเปอร์ เราก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ ผมเลยบอกแม่ว่า โอเคแม่ ไม่เป็นไร ฮิปฮอปๆ แล้วก็เลือกไปเกาหลี” 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

รู้ได้ทันทีว่าโดนหลอกอีกแล้ว

การเดินออกมาครั้งที่สองของเขา คือการออกจากอ้อมอกครอบครัวอันเป็นที่รัก มุ่งหน้าสู่มาตุภูมิด้วยความเชื่อสุดหัวใจว่า ณ ดินแดนที่กระแสวัฒนธรรมหลั่งไหลไปทั่วโลก จะช่วยหล่อหลอมให้เขากลายเป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก 

แต่เหมือนฟ้ายังไม่ค่อยเป็นใจ เพราะชีวิตในเกาหลีของเขากลับมีวันที่ยากลำบากกว่าวันที่ดี อิลฮงมินต้องตื่นแต่เช้าตรู่ วิ่งรอกทำงานพาร์ตไทม์วันละ 4 จ๊อบเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย พร้อมกับนำไปสานฝันการเป็นแรปเปอร์ของตัวเอง 

เขาไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันสอนแรป ไม่มีครูส่วนตัว ไม่ได้เข้าชมรมหรือสังกัดค่ายใด ใช้วิธีฝึกฝนและพัฒนาฝีมือจากช่องทางต่างๆ ด้วยตนเอง รวมถึงลงโปรไฟล์ไว้ในเว็บไซต์ เข้าหาค่ายและโปรดิวเซอร์เพื่อขอร่วมงาน และอีกสารพัดวิธีที่ศิลปินหน้าใหม่ไร้สังกัดอย่างเขาต้องลงทุน ลงแรง ทำไปสุดกำลัง แต่ผลตอบรับที่ได้มา กลับเป็นความทรงจำแสนเลวร้ายที่จำได้ไม่ลืม

“ผมเคยได้แสดงในเกาหลีครับ แต่ผมโดนหลอกนะ โดนหลอกเยอะมาก ทั้งจากทีมโปรดิวเซอร์ ทีมโฆษณา ตอนอยู่เกาหลี ผมไม่ได้มีสังกัด ไม่มีคนมาชวนไปทำงานด้วย เลยใช้วิธีแชร์โปรไฟล์เอาไว้ ว่าแรปได้ พูดภาษาไทย พูดภาษาอังกฤษได้ กลายเป็นว่าคนพวกนั้นอยากใช้ความสามารถของผมในทางไม่ดี 

“มีคนหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นศิลปิน อยากเปิดค่ายเพลง ผมก็คิดว่า โอเค ครั้งนี้เชื่อดีกว่า เขาจัดมีตติ้งแล้วบอกให้ผมไปหา กลายเป็นว่าสถานที่ที่นัดคือร้านนวดไทย เขาบอกว่าน้องฮง พี่อยากให้เธอเป็นล่ามก่อน เราได้เงินเยอะๆ เมื่อไหร่เดี๋ยวเปิดค่ายให้ ผมรู้ได้ทันทีเลยครับว่าโดนหลอกอีกแล้ว

“จนผมได้เจอเพื่อนคนหนึ่งที่โซล เขาถามผมว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม ทำไมไม่กลับเมืองไทย เราบอกเขาว่ายังอยากฝึกฝนอยู่ คิดว่ายังไม่พร้อม ถ้าพร้อมแล้วค่อยกลับไทยและทำเพลงต่อ แต่เขาบอกว่า เธอน่ะ ไม่มีอะไรให้ทำที่นี่หรอก ฝึกที่ไทยก็ได้ คอนเนกชันที่เกาหลีมันไม่ได้สำคัญอะไรกับเธอเลย ผมเห็นด้วยกับเขาก็เลยกลับมาเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้น”

และระหว่างที่อิลฮงมินเล่าเรื่องราวชีวิตในโหมดดราม่า ทันทีที่รู้ตัว เขาจะรีบเผยรอยยิ้มและบอกกับเราเสมอว่า “ตอนนี้ผมโอเคแล้วนะครับ” เป็นสัญญาณย้ำเตือนให้ผู้ฟังรับทราบว่า เขาผ่านช่วงวัยมืดหม่นมาได้แล้วด้วยความภาคภูมิ 

ก่อนจะบินตรงกลับประเทศไทย อิลฮงมินรีเช็กไปยังพ่อและแม่ผู้เปรียบเสมือนฟูกบุนุ่มอันแสนคุ้นเคย ว่าจะยอมให้ลูกชายที่เคยดื้อดึงจนถึงขั้นตัดขาดกันกลับบ้านหรือไม่ ผลปรากฏว่า อัปป้า ออมม่า เห็นด้วย ยอมให้ลูกชายคนโตกลับบ้าน อีกทั้งเสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้เขาได้เดินทางตามฝันเต็มที่!

ทีนี้ก็ทางสะดวก ถึงเวลาที่อิลฮงมินจะได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ 

“ผมใช้ aka ว่า ‘Bangkokboy’ ครับ ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แค่ความเท่เฉยๆ (ยิ้ม) ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ และจริงๆ ก็ชอบที่นี่ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าอยู่มานานที่สุด

“เพลงของผมเป็นภาษาเกาหลีกับอังกฤษครับ เคยฝึกเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยเหมือนกัน แต่พูดตรงๆ ว่ายากมาก อินเนอร์มันยังไม่ใช่ มันดูไม่ธรรมชาติ ทุกเพลงที่ผมทำคือเรื่องราวในชีวิตของผมเอง 

ผมอยากสื่อสารมันออกไปให้ชัดเจน เลยยังไม่เลือกใช้ภาษาไทย และคิดว่าทั้งโปรแกรมแปลภาษาหรือว่าซับไตเติ้ล ก็น่าจะช่วยให้คนฟังเข้าใจได้ครับ”

นอกจากขยันเขียนเพลง อัดเดโม่ ทำบีท และอัปโหลดไว้ในแพลตฟอร์มทั้ง SoundCloud และ YouTube แล้ว เขายังเคยโดดไปร่วมแข่งขัน Show Me The Money Thailand ซีซั่น 2 รายการเฟ้นหาแรปเปอร์หน้าใหม่ที่มีต้นฉบับมาจากประเทศเกาหลี 

“เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) ผมไปแข่งรายการนี้เพราะว่าไม่มีตังค์ครับ (หัวเราะ) หิวมาก กินข้าวเซเว่น กินหมูปิ้ง เราไม่อยากรบกวนพ่อแม่และคิดว่าผมก็ทำเพลงได้ อยากลองแข่งกับคนอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ยังไงก็สู้ได้ ผมเข้าไปถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบแบทเทิล ผมเลยได้รู้ข้อจำกัดว่ายังพูดไทยไม่ค่อยชัด เขาให้เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยส่งไปก็ยังทำไม่ได้ เลยต้องยอมกลับบ้าน” แรปเปอร์ยกธงแพ้ราบคาบ แต่ใช่ว่าเขาจะถอดใจเสียเมื่อไหร่

“รายการนี้โด่งดังมากๆ ที่เกาหลีครับ การแข่งขันสูงและสนุกมาก มีต่อเนื่องมาสิบซีซั่นแล้ว ดังขนาดว่าประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์มาทำเอง ผมเคยคิดอยากกลับไปแข่งรายการออริจินัลเหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 เลยกลัวว่าถ้าไปแข่งแล้วอาจจะยังกลับมาที่ไทยไม่ได้”

การปรากฏตัวในครั้งนั้นในนาม Bangkokboy ถือเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และถึงแม้จะต้องกลับบ้านมือเปล่า แต่สิ่งล้ำค่าที่แอบติดมาจากคราวนั้น คือการรู้จักตั้งเป้าหมายระยะสั้น และค่อยๆ ทำทุกทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

Bangkok Boyfriend

จากที่ได้ปรากฏตัวในรายการแข่งขันเพียงไม่กี่ตอน ดูเหมือนว่าหลังจากนั้น Bangkokboy จะกลายเป็นขาประจำที่ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ บ่อยครั้งขึ้นจนหลายคนเริ่มจำหน้าได้ เขาได้ไปออกรายการวาไรตี้ รับบทนักแสดงรับเชิญชาวเกาหลี ที่สำคัญ เขาหันมาเอาดีด้านการทำคอนเทนต์ไลฟ์ผ่านทางอินสตาแกรมอีกทาง

แต่ก่อนจะกลายเป็นครีเอเตอร์ที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ขนาดนี้ เขาทดลองจากการบรรลุเป้าหมายง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักจาก 84 ให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน 

พอเป้าหมายแรกได้รับการขีดฆ่าว่าทำสำเร็จโดยง่าย เป้าหมายใหญ่อันต่อไปอย่างการมีผู้ติดตามอินสตาแกรมถึง 1 แสนภายในสิ้นปีนี้จึงเริ่มต้นขึ้น 

กลยุทธ์ทำคอนเทนต์ของเขาก็คือ วางไว้ว่าตัวเองคือ ‘Boyfriend’

“คอนเซ็ปต์คือ ผมเป็นแฟนคุณ เรามาคุยกันนะวันนี้ ไม่มีสตอรี่เลยครับ แค่เปิดกล้อง สวัสดีครับแล้วก็จะมีแฟนๆ เข้ามา ผมถามเขาว่าวันนี้ทำอะไรดี สอนภาษาไทยให้หน่อยครับ แล้วเราก็คุยเล่นกับเขาไป ผมได้เรียนภาษาไทย ได้เรียนมุกตลกจากพวกเขาด้วย ส่วนการเตรียมตัว ก็ไม่ได้เซ็ตฉากหรือเตรียมไฟอะไรเลย แค่แค่ดื่มน้ำให้มากๆ ก็พอครับ

“นอกจากพูดคุยกันในอินสตาแกรม ผมเปิดช่องใน TikTok ด้วย และคิดว่านี่คือช่องทางสำคัญที่ทำให้มีแฟนๆ เพิ่มมากขึ้น เวลาไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะมีผู้ติดตามผมเพิ่มขึ้นประมาณสองพันคน ผมก็เลยไลฟ์ทุกวันสม่ำเสมอ ตั้งเวลาปลุกไว้เลย แล้วผู้ติดตามก็เพิ่มขึ้นมาจนถึงแสนภายในสามเดือนครับ” เขายิ้ม

นอกจากยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมและ TikTok ที่บรรลุความตั้งใจอิลฮงมินได้ภายในเวลาไม่นาน ความตั้งใจแท้จริงที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องตัวเลข คือเขาอยากใช้พื้นที่นี้ปลอบโยนผู้คนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบากของชีวิต แบบที่เขาก็เคยประสบ และเขายังแบ่งรายได้จากการเป็นครีเอเตอร์ไปบริจาคให้ผู้ยากไร้อีกด้วย 

“เวลาผมไลฟ์ ผมอยากให้คนที่กำลังเครียดหรือรู้สึกไม่ดีเข้ามาดู ให้เขายิ้มได้ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากตรงนั้นให้ได้ แล้วผมก็อยากเป็นคนดีครับ 

“ถ้าไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะได้เงินสามพันกว่าบาท ตอนแรกคิดว่า งั้นไม่ต้องทำงานดีกว่า วันละสามพัน อาทิตย์หนึ่งสองหมื่นกว่า แต่พอจะเอาเงินนั้นไปใช้จริงๆ เอาไปจ่ายค่าไฟฟ้า ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ ผมเลยแบ่งรายได้ส่วนนั้นไปบริจาคให้เด็กๆ ในประเทศไทยที่เขาขาดแคลน”

ส่วนแผนการในอนาคต เขาบอกว่าเร็วๆ นี้จะมีแชนแนลใน YouTube และเพิ่มคอนเทนต์ให้หลากหลายขึ้น อย่างการทำ Vlog หรือพาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ อิลฮงมินยังอยากเอาดีด้านการเป็นตลก!

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

5 นาทีก็เอาครับ

ณ วันที่คุยกัน อิลฮงมินบอกกับเราว่าเขาทำเป้าหมายในปีนี้ลุล่วงไปแล้วทั้งหมด ทั้งเรื่องลดน้ำหนัก เพิ่มยอดผู้ติดตาม ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง รวมถึงกำลังจะมีผลงานเพลงร่วมงานกับศิลปินคนโปรดอย่าง โต้ง Twopee Southside ซึ่งเป็นเพลงที่เขาแต่งเองและส่งไปให้ศิลปินรุ่นพี่ดู เมื่อโต้งเห็นว่าน่าสนใจ จึงตอบตกลงและชวนมาร่วมงานกัน 

แรปเปอร์รุ่นน้องเผยว่า โต้งคือไอดอลที่เคยได้พบปะกันเมื่อคราวที่เขาไปแสดงตามคลับ ซึ่งการแสดงที่ว่า บางครั้งเขามีเวลาได้ขึ้นโชว์เพียง 5 นาที หรือแค่เพลงเดียวเท่านั้น 

5 นาที-เราเน้นย้ำประโยคบอกเล่าที่มีเจตนาถามไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้มภายใต้หน้ากากอนามัยสีดำ 

“ห้านาทีก็เอาครับ ผมขึ้นไปโชว์เพราะรู้ตัวว่าผมกับวงยังไม่ค่อยดัง แต่ก็เป็นห้านาทีที่สนุกมาก เต็มที่มาก คนหน้าเวทีชอบมากๆ คราวหน้าถ้าได้โชว์นานกว่านั้น จะชวนทุกคนไปด้วยนะครับ”

จากศิลปินไร้สังกัด ทำเพลงเองตั้งแต่ต้นจนจบจนมีอัลบั้ม เข้าร่วมกับ Du7 กลุ่มแรปเปอร์ใต้ดินในเกาหลีที่น่าจับตา กำลังจะมีผลงานกับแรปเปอร์ตัวท็อปของเมืองไทย แถมยังกระโดดข้ามสายไปโด่งดังในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นชีวิตวัยใกล้ 30 ที่แสนลงตัวแล้ว คุณมีอะไรที่ยังกังวลอีกมั้ย-เราต่อบทสนทนา

“ผมยังรู้สึกกลัวอยู่ทุกวันครับ กลัวพรุ่งนี้อาจจะไม่มีตังค์ ปีหน้าอาจจะไม่มีอนาคต ทุกวันนี้เหมือนอยู่ในป่า ถ้านอนหลับไป เสือจะมากินหรือเปล่า ผมต้องหนีไปหรือต้องสู้ นี่คือชีวิตในทุกวันนี้ มันต้องดิ้นรนและกดดันนะครับ”

เป้าหมาย ความสำเร็จ อนาคต เขาคนนี้คงเป็นมนุษย์จอมวางแผนแน่ๆ 

“ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตแบบช่างแม่ง Life เป็นคนขี้เกียจและดื้อมากครับ แต่พอมาปีนี้ ผมเริ่มตั้งเป้าหมายแล้วตั้งใจทำมันจนสำเร็จ ความเครียดต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปมาก ผมว่าเหมือนพระเจ้าช่วย โอเค ชีวิตนี้ถึงเวลาแล้ว ต่อไปผมจะเชื่อในตัวเอง แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น (ยิ้ม)

“อีกสองถึงสามปี ผู้ติดตามไอจีของผมจะต้องถึงล้าน ผมได้ออกรายการทีวี และน่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์นะครับ (หัวเราะ)

“อายุสี่สิบ ผมต้องมีฐานะมั่นคง แล้วก็ได้บริจาคช่วยเหลือคนอื่น มีบ้าน มีแฟน มีครอบครัว

“อายุห้าสิบ ผมจะมีลูกแล้วครับ ลูกอยู่ที่ไทยเหมือนเดิม ไปโรงเรียน มีเมียคนเดิมกับตอนสี่สิบ ไม่มีกิ๊กนะครับ และเป็นลูกที่ดีสำหรับพ่อแม่ 

“ตอนอายุหกสิบ ขอให้ยังได้อยู่บนโลกใบนี้ สร้างบ้านหลังใหม่ในจังหวัดอื่นของประเทศไทย อยู่กับเมียและลูกหมาตัวใหญ่ ได้ลงทุนมีบริษัทของตัวเอง”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

ผมชอบคนไทย 

หลังจากถกเถียงเรื่องเป้าหมายในอนาคตกันอย่างออกรส สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือหลังจากนี้ ประเทศไทยได้กลายเป็นฉากหลังในทุกช่วงชีวิตของ BangkokBoy ไปแล้ว 

“ผมอยู่ประเทศไทยมานาน จนคิดว่าไม่มีเรื่องไหนที่ยากเกินไปแล้วครับ สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับเมืองไทย คือคนไทยครับ ผมชอบมิตรภาพ ความเป็นมิตร และความสบายๆ ของคนไทย เวลาไปเที่ยวกับคนไทยสนุกมาก ถ้าไปกับคนเกาหลีเขาจะมีตารางเวลาชัดเจน หนึ่ง สอง สาม แต่ของคนไทยชิลล์มาก วันนี้นอนดีกว่า วันนี้ขี่มอ’ไซค์ดีกว่า แต่ขี้เกียจ งั้นนอนดีกว่า”อิลฮงมินหัวเราะ ก่อนพูดต่อ

“ส่วนที่เกาหลี อยากซื้อบ้านเอาไว้ครับ เผื่อว่าครอบครัวจะได้ไปเที่ยว แต่ตั้งใจอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยต่อไป มีครอบครัวและอยู่ที่นี่นี่แหละ” 

และเมื่อถึงคำถามสุดท้ายว่า สถานะตอนนี้ของคุณคืออะไร เขาตอบกลับรวดเร็วราวกับคิดมาจากบ้านแล้วว่า

“ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

10 TMI about Bangkokboy

1. ความหมายของชื่อ

อิลฮง (IL Hong) แปลว่า ความใจกว้าง ยิ้มเยอะๆ เป็นคนที่ช่วยคนอื่นอยู่ตลอดครับ 

2. รอยสักรอยแรก

สักครั้งแรกตอนอายุยี่สิบ เริ่มที่ข้อมือข้างขวา เป็นชื่อของรักครั้งแรกครับ ทีนี้พอเลิกกัน ฉิบหายแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยต้องสักงูทับชื่อเขา เพราะว่าตอนนั้นผมทำไม่ดีกับเขา อยากให้งูตัวนี้ช่วยปิดบังความผิดไว้

ส่วนรอยสักที่แขนซ้าย ด้านในรากไม้มีดอกไม้อยู่ครับ ภาษาเกาหลีอ่านว่า อิลฮง เหมือนชื่อของผม ดอกไม้นี้มีความหมายว่า Forever Love ถ้าผมได้มีรักครั้งใหม่ อยากจะปกป้องเขา เหมือนที่รากไม้ปกป้องดอกไม้เอาไว้ 

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

3. เป็นคนตลกใช่ไหม 

(คิดนานมาก) คิดว่าผมก็ตลกนะครับ แต่ว่าจริงๆ มีความอินโทรเวิร์ตอยู่นิดๆ แล้วทุกคนคิดว่าผมตลกไหมครับ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน 

4. แรปเปอร์คนโปรด

ถ้าของไทยชอบพี่โต้ง Twopee Southside, FIIXD, BEN BIZZY ส่วนของเกาหลีชอบ Loopy กับ Jay Park ครับ (เต้นท่าฮิตจากเพลง Again & Again) 

5. เต้นเก่งไหม

ผมเป็นคนเกาหลีที่ไม่มีดีเอ็นเอเรื่องเต้นเลย เต้นได้แค่ ปูหนีบอีปิ แฟนๆ สอนมาครับ

6.  ชอบหนังสือ ภาพยนตร์ หรือว่าซีรีส์ มากกว่ากัน 

ผมชอบอ่านหนังสือครับ จะอ่านอาทิตย์ละหนึ่งเล่ม เล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบคือ 12 Rules for Life คนเขียนคือ Jordan Peterson เขาเป็นนักจิตวิทยา สอนให้เรามองหาสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ผมอ่านหนังสือได้เกือบทุกแนว ยกเว้นโรแมนติกครับ 

7. มีเพลงเปลี่ยนชีวิตไหม

ไม่มีครับ (หัวเราะ) แต่มีเพลงที่ผมชอบที่สุด ชื่อว่า Laundry เพราะว่าผมได้แรงบันดาลใจแรงมากที่สุดในชีวิต แล้วก็ออกมาเป็นเพลงนี้ มันเศร้ามาก ทำดีมาก ทำเสร็จภายในห้านาที 

8. ถ้าชวนแฟนๆ ไปเที่ยวเกาหลี

จะชวนไปที่เกาะเชจูครับ ที่นั่นเงียบดี จะชวนทุกคนไปเล่น 무궁화 꽃이 피었습니다 (มูกุงฮวา โกชี พีอ๊อดซึมมีดา หรือเกม AEIOU หยุด จากซีรีส์ Squid Game

9. แล้วถ้าจะชวนเพื่อนเกาหลีมาเที่ยวที่ไหน

จะชวนไปเกาะช้างครับ เพราะผมชอบทะเล อีกที่คือพาไปเชียงใหม่ คนเกาหลีชอบเชียงใหม่ เขาบอกว่ากรุงเทพฯ ไม่เหมือนเมืองไทย แต่เชียงใหม่คือเมืองไทย 

10. มีชื่อภาษาไทยหรือยัง

ชื่อสมชายดีไหมครับ แปลว่าอะไรนะ (ถามกลับ) อ๋อ 상남자 (ซังนัมจา) แปลว่าผู้ชายแมนๆ แบบนี้เหรอครับ (ทำท่าเบ่งกล้าม) ดีครับ ชอบๆ 

สวัสดีครับ ผมชื่อสมชายนะครับ

ขอบคุณสถานที่ Pacamara Coffee Roasters x Specialty Coffee Lab

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load