18 มิถุนายน 2562
103 K

ท่ามกลางตัวเลือกอาหารเช้ามากมาย เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะมีแซนด์วิชเป็นของโปรด ไม่ว่าจะชอบเพราะมันทำง่าย กินสะดวก หรืออร่อย ขาประจำขนมปังแถวคงเคยได้ลิ้มลองขนมปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์ ’ มาแล้วทุกคน

ในวัย 37 ปีนี้ ฟาร์มเฮ้าส์ได้รับเลือกเป็นแบรนด์ขนมปังที่ครองใจผู้บริโภคสูงสุดในประเทศไทย พวกเราที่ The Cloud จึงเข้าไปขอฟังเรื่องราวจาก คุณอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการสร้างตัวตนให้คงเสน่ห์มัดใจผู้คน ในวัยที่ไม่เด็กไม่แก่ แต่มากประสบการณ์แบบนี้

ฟาร์มเฮาส์

เรื่องที่เรารู้อยู่แล้วคือคนไทยกับฟาร์มเฮ้าส์อยู่กันมาจนชินและเห็นว่าเป็นของธรรมดาสามัญ เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา เป็นของที่คนตื่นมาเจอทุกเช้าแบบไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่เรื่องที่ทำให้เราประทับใจกันก็คือ เบื้องหลังที่ทำให้ฟาร์มเฮ้าส์ยังอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้มีคีย์เวิร์ดคือ ‘ความพยายาม’

ในระหว่างคุยกับคุณอภิเศรษฐ เขาพูดคำว่า ‘พยายาม’ หลายรอบมาก ‘พยายามไม่ให้พลาด’ ‘พยายามไม่ให้มีปัญหา’ ‘พยายามทำให้ทุกคนพอใจ’ ‘พยายามคุมต้นทุน’ ‘พยายามทำให้มีขายทุกวัน’

อภิเศรษฐยืนยันว่าขนมปังทำไม่ยาก แต่การทำให้ขนมปังมีคุณภาพดีและสม่ำเสมอมา 37 ปี จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ามันไม่ง่าย เขาบอกว่า “ลูกค้าอาจจะนึกไม่ออกว่าขนมปังที่ดีมันเป็นยังไง แต่ผมเชื่อว่าเขาจะรู้สึกได้ ฟาร์มเฮ้าส์เลยต้องขยัน หยุดไม่ได้ ต้องหาของใหม่ๆ ไปเสนอผู้บริโภคเสมอ”

ความพยายามอย่างสม่ำเสมอแม้จะยากลำบากในแง่ของการทำกำไรให้สูงติดเพดาน แต่จากผลสำรวจทางการตลาดล่าสุดบอกให้ชาวฟาร์มเฮ้าส์ใจฟูเหมือนขนมปังนุ่มๆ ว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยเคยได้ยินเกี่ยวกับขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

แม้ผลสำรวจจะบอกว่า ไม่มีใครไม่รู้จักฟาร์มเฮ้าส์ แต่นี่คือ 20 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับขนมปังยี่ห้อนี้

ฟาร์มเฮาส์

1. ฟาร์มเฮ้าส์เป็นแบรนด์ยุค 80 ที่เกิดจากนักธุรกิจอาหารผู้อยากให้คนไทย ‘ทันสมัย’

ช่วงยุค 80 เป็นช่วงที่ประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครกำลังเปิดรับเรื่องใหม่ๆ จากต่างชาติอย่างเต็มที่ ความ ‘ทันสมัย’ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันโดยทั่วไป และอาหารการกินก็เป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งที่คนไทยผู้อยากจะทันสมัยเปิดรับของใหม่กันอย่างสนุกสนาน

ในปี 1982 (พุทธศักราช 2525) ดร.เทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครือสหพัฒน์และผู้บริหารในตอนนั้น ก็เห็นว่าขนมปังเป็นเรื่องที่ทันสมัย และคนไทยน่าจะได้บริโภคเหมือนๆ กับผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ยุโรป หรืออเมริกาบ้าง จึงก่อตั้งขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ที่แม้ไม่ใช่ขนมปังเจ้าแรก แต่ก็ถือว่าเป็นของใหม่มากๆ ในยุคนั้น

ถึงอยากจะทันสมัยอย่างไรเขาก็ยังอยากเอาใจคนไทยมากกว่า ดร.เทียม เห็นว่าขนมปังในแถบยุโรปและอเมริกาเป็นขนมปังที่แห้งและเหนียว ซึ่งคนไทยไม่น่าจะชอบแน่ๆ ก็เลยคิดค้นสูตรที่คล้ายกับทางญี่ปุ่นคือ ขนมปังที่เคี้ยวง่าย กลืนง่าย และมีความนุ่มเด้ง เป็นเนื้อสัมผัสที่คนไทยคุ้นเคย เหมือนเนื้อสัมผัสของข้าวและซาลาเปา

2. การเอาขนมปังมาผลิตแบบอุตสาหกรรมในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะเมืองไทยมีความชื้นและอุณหภูมิเป็นขั้วตรงข้ามกันกับภูมิภาคต้นกำเนิดของขนมปัง

การผลิตขนมปังไม่เหมือนกับการผลิตของอื่นที่เรารับมาจากต่างประเทศเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างรถยนต์หรือเสื้อผ้า ขนมปังเป็นสินค้าที่ต้องใช้ความร่วมมือจากอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม เพื่อให้แป้งขึ้นฟูได้อย่างที่มันควรจะเป็น ฟาร์มเฮ้าส์จึงต้องลงทุนสร้างเครื่องจักรที่จะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดนี้ รวมทั้งลงแรงระดมสมองวางแผนการจัดการขายขนมปังในประเทศไทยให้เป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน

“มันดูเหมือนง่าย แต่มันไม่ง่ายนะครับ” อภิเศรษฐกล่าว และเราก็เห็นด้วย

ฟาร์มเฮาส์

3. การทำขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ต้องพึ่งพาทั้งศาสตร์และศิลป์

แม้ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์จะเป็นอาหารที่ผลิตโดยเครื่องจักร แต่สภาพอากาศในแต่ละวันก็มีผลต่อวัตถุดิบที่เอามาใช้ผลิต อย่างแป้งสาลีในวันที่ฝนตก ก็มีความหนักและชื้นมากกว่าวันที่แดดเปรี้ยง พนักงานในโรงงานของฟาร์มเฮ้าส์จึงต้องมีทักษะในการตรวจสอบสภาพของวัตถุดิบ เพื่อจะได้วางแผนการผลิตในวันนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม และเพราะความแรนดอมที่ว่านี้นี่แหละ ฟาร์มเฮ้าส์เลยต้องมีการตรวจคุณภาพของขนมปังโดยการเก็บตัวอย่างไปเพาะเชื้อ เข้าแล็บ และตรวจคุณภาพกันทุกวันก่อนส่งออกขาย

4. สูตรของฟาร์มเฮ้าส์เอาไปผลิตที่ประเทศอื่นก็ไม่ได้รสชาติแบบฟาร์มเฮ้าส์

ด้วยความเป็นสินค้าไทยแต่กำเนิด แม้วัตถุดิบหลักอย่างแป้งสาลีและยีสต์จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่น้ำและอากาศที่เป็นวัตถุดิบสำคัญเช่นกันนั้นเป็นของไทยซึ่งไม่สามารถพกไปไหนต่อไหนได้ รสชาติของฟาร์มเฮ้าส์เลยมีเอกลักษณ์แบบที่ต้อง Made in Thailand เท่านั้น

5. ขนมปังเป็นของสด และฟาร์มเฮ้าส์ก็เป็นเจ้าแรกที่ติดวันผลิตและวันหมดอายุบนแพ็กเกจ

แม้จะควบคุมอุณหภูมิและความชื้นจนผลิตขนมปังที่หอมนุ่มออกมาได้สำเร็จแล้ว ฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังต้องเจอความท้าทายของสภาพอากาศในระหว่างขนส่งสินค้าและวางขายอีก ด้วยความที่ขนมปังโดยธรรมชาติเป็นของสด เสียง่าย และอาจทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจซื้อไปกิน เพราะไม่รู้ว่าขนมปังนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ฟาร์มเฮ้าส์จึงเป็นเจ้าแรกที่ติดวันผลิตและวันหมดอายุของขนมปังบนขนมปังทุกแบบที่วางขาย

ฟาร์มเฮาส์

6. ตัวล็อกบนถุงขนมปังแถวของฟาร์มเฮ้าส์มีทั้งหมด 7 สี สำหรับวันที่ออกวางขาย 7 วันต่อสัปดาห์

ถ้าคุณสามารถจำสีประจำวันได้ คุณก็จะสามารถเลือกหยิบขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ได้เพียงแค่มองแวบเดียว เพราะสีของคลิปที่เห็นบนถุงฟาร์มเฮ้าส์หมายถึงวันที่ขนมปังถุงนั้นถูกเอามาวางไว้ตรงนี้นั่นเอง

ก่อนหน้านี้วันผลิตและหมดอายุก็ถูกพิมพ์ไว้บนตัวล็อกเล็กๆ อันนี้นี่แหละ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้บริโภคบ่นมาบ่อยๆ ว่าทำตัวล็อกหล่นหาย เลยจำไม่ได้ว่ามันจะหมดอายุเมื่อไหร่ ฟาร์มเฮ้าส์ก็เลยปรับเครื่องจักรใหม่เพื่อพิมพ์วันหมดอายุลงบนถุงเสียเลย

7. อายุของขนมปังฟาร์มเฮ้าส์จริงๆ คือ 5 วันสำหรับขนมปังที่มีไส้ และ 7 วันสำหรับขนมปังแถว แต่คุณจะไม่ได้เห็นขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่อยู่มานาน 5 – 7 วันบนชั้นวางหรอก เพราะแค่ 3 วันมันก็จะถูกเก็บไปเสียก่อนแล้ว

ฟาร์มเฮ้าส์เคร่งครัดเรื่องความสดและคุณภาพของขนมปังมากๆ อภิเศรษฐบอกว่า การที่ลูกค้าจะมาเห็นของหมดอายุบนชั้นวางขายนั้นเป็นสิ่งที่ฟาร์มเฮ้าส์รับไม่ได้ พนักงานฟาร์มเฮ้าส์เลยมีหน้าที่ต้องเช็กและเก็บขนมปังที่อายุ 3 วันออกจากชั้นวางทุกวัน ไม่ปล่อยให้มันอยู่ถึงวันหมดอายุด้วยซ้ำ

“ฉะนั้น แม้แต่คนที่รีบหยิบจนไม่ได้ดูวันหมดอายุก่อนก็ยังมั่นใจได้ว่าขนมปังที่หยิบไปจะยังกินได้ ไม่หมดอายุแน่นอน” อภิเศรษฐเล่าแบบภูมิใจสุดๆ

8. ในขณะที่บริษัทอื่นจะตั้งเป้าสูงๆ ให้กับพนักงานขาย แต่ฟาร์มเฮาส์ตั้งเป้าให้ทุกคนแข่งกันทำตัวเลขให้ต่ำที่สุด

อภิเศรษฐบอกเคล็ดลับว่า ถ้าอยากซื้อฟาร์มเฮ้าส์ต้องไปซื้อแต่เช้า ไม่อย่างนั้นของอาจหมด เพราะพนักงานจะพยายามไม่วางเผื่อ

การมองธุรกิจของฟาร์มเฮ้าส์นั้นชัดเจนมากว่าไม่เน้นการขายเข้าร้านค้าให้เยอะเพื่อทำยอด แต่เน้นการวางแผนวางสินค้าให้พอดีกับความต้องการ เพื่อให้มียอดการเก็บกลับน้อยที่สุด และนั่นก็เป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพของพนักงานขายคนนั้นๆ

9. ฟาร์มเฮ้าส์เสียเงินไปไม่น้อยกับการเก็บของกลับแม้มันจะยังไม่หมดอายุ แต่มันก็จำเป็นเพราะขนมปังจะตกถึงท้องผู้บริโภคโดยตรงแบบไม่ผ่านกระบวนการอะไรเลย

แม้อายุจะสั้นแต่ขนมปังก็เป็นของที่กินง่าย จะว่าไปมันกินง่ายและสะดวกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้องมีน้ำร้อน แล้วก็กินแบบไม่ต้องอุ่นได้อร่อยกว่าพวกอาหารกระป๋องอีก นั่นเป็นสาเหตุที่ฟาร์มเฮ้าส์ให้ความสำคัญกับการควบคุมความปลอดภัยเรื่องนี้มาก เพราะเวลากินขนมปังเรามักกินแบบไม่ผ่านกระบวนการอะไรเลยนั่นเอง

สินค้าที่มีอายุเลย 3 วันที่เก็บกลับมาฟาร์มเฮ้าส์จะนับและจัดระบบรับคืน และขายต่อให้กับคนเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ มารับซื้อไป

10. ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์เป็นยุทธปัจจัย เป็นหมอนที่กินได้ และเป็นขวัญใจคนขับแท็กซี่

ด้วยความกินง่ายนี่เอง ทหารตระเวนชายแดนเลยมักเอาขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ไปบี้ให้เป็นก้อนเล็กๆ พกไว้กินเวลาลาดตระเวน ถือว่าเป็นของให้พลังงานกับรั้วของชาติเลยก็ว่าได้ ช่วงที่มีเหตุการณ์ทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ก็เป็นหนึ่งในเสบียงที่ทีมช่วยเหลือมีไว้ติดเต็นท์ แถมยังมีภาพออกมาว่าเจ้าหน้าที่เอาขนมปังฟาร์มเฮ้าส์แบบแถวไปหนุนนอนแทนหมอนอีกต่างหาก

ขนมปังแพของฟาร์มเฮ้าส์ก็มีแฟนคลับอยู่เหมือนกัน ทางฟาร์มเฮ้าส์แอบรู้มาว่าขนมปังแพเป็นที่นิยมในหมู่คนขับแท็กซี่เพราะกินง่าย ไม่เลอะเทอะ ไม่มีกลิ่น แถมยังอิ่มได้ในราคาไม่แพงด้วย

11. ปัจจุบันฟาร์มเฮ้าส์มีสินค้าอยู่ร้อยกว่าชนิด

แม้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับขนมปังแซนด์วิชแบบต่างๆ ของฟาร์มเฮ้าส์ แต่ความจริงแล้วฟาร์มเฮ้าส์มีขนมปังที่หลากหลาย และล้วนแต่ทำออกมาเพื่อเอาใจชาวไทยเป็นหลัก อย่างขนมปังสอดไส้แบบไทยๆ เช่น หมูหยองน้ำพริกเผา สังขยาใบเตย เผือกมะพร้าว แล้วก็มีขนมปังเปิดหน้าที่กินได้เลยไม่ต้องทา หรือเมื่อตอนโดราเอมอนเอาขนมโดรายากิมาแนะนำให้คนไทยรู้จักผ่านทางทีวี ฟาร์มเฮ้าส์นี่แหละที่ไปซื้อเครื่องจักรจากญี่ปุ่นแล้วก็ทำโดรายากิออกมาวางขายให้หาซื้อกันง่ายๆ

และที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้ ฟาร์มเฮ้าส์ยังมีสินค้าอย่างโดนัทสอดไส้ เกล็ดขนมปัง เค้กโรล คุกกี้ พายสับปะรด ขนมปังกรอบอีก หลายบริษัทออกสินค้ามาขายเคียงข้างกับสินค้าหลักเพื่อเป็นการบริหารต้นทุน โดยใช้ส่วนที่ไม่ต้องการแล้วจากสินค้าหลักมาทำเป็นสินค้ารองออกขาย แต่ฟาร์มเฮ้าส์ไม่ทำอย่างนั้น แม้แต่เกล็ดขนมปังของฟาร์มเฮ้าส์ก็เป็นเกล็ดขนมปังจริงๆ ไม่ใช่การเอาเศษขนมปังมาทำเป็นเกล็ด มันเลยกรอบ เนื้อแน่น และไม่อุ้มน้ำมันเหมือนกับยี่ห้ออื่น

ฟาร์มเฮ้าส์เชื่อว่าการทำสินค้าใหม่ออกมาขายต้องถูกปากและถูกเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยากและอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญและโชคชะตาไปพร้อมๆ กัน ฟาร์มเฮ้าส์ก็เลยมีสินค้าที่เคยออกมาวางขายแต่หลายคนไม่ทันได้รู้จัก อย่างเช่นขนมปังสอดไส้เมล่อน ที่รสชาติน่าจะไม่ถูกปากคนไทยแล้วก็ขนมปังโอ๊ตมีลที่แม้จะดีต่อสุขภาพกายมากๆ แต่รสชาติของเนื้อขนมปังยังไม่ค่อยเป็นมิตรกับสุขภาพใจเท่าไหร่ เป็นต้น

แม้จะผิดบ้างพลาดบ้าง แต่ฟาร์มเฮ้าส์ก็ไม่เคยเสียขวัญในการที่จะออกขนมปังแบบใหม่ๆ มาให้คนไทยได้กิน ล่าสุดฟาร์มเฮ้าส์ออกแซนด์วิชไส้เผ็ดเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย เราได้ชิมแล้ว รสชาติเผ็ด อร่อยกำลังดี หวังว่าเราจะยังคงได้เห็นมันไปอีกนาน

12. ฟาร์มเฮ้าส์เป็นผู้ผลิตขนมปังแห่งประเทศไทยที่ส่งขายให้ร้านอาหารตะวันตกต่างๆ ที่ต้องการขนมปังไปทำให้เมนูต่างๆ ที่มีขนมปังเป็นส่วนประกอบ

นอกจากสินค้าที่วางขายบนชั้นวางแล้ว ขนมปังที่ผลิตมาเพื่อคนไทย และพยายามอย่างมากที่จะก้าวผ่านข้อจำกัดต่างๆ ของการผลิตขนมปังในเมืองร้อนแบบนี้ เลยได้เข้าไปเป็นตัวละครลับในร้านอาหารดังๆ หลายร้านที่ล้วนแล้วแต่จริงจังเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบที่เลือก เช่น แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิง แดรี่ควีน หรือแม้แต่ร้านข้าวหมูทอดซาโบเตน ที่มีฟาร์มเฮ้าส์เป็นเจ้าของก็ใช้เกล็ดขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่ทำให้หมูทอดกรอบนอกนุ่มใน เป็นที่ติดใจของหลายๆ คนด้วย

13. เมนูเด็ดจากฟาร์มเฮ้าส์ที่อภิเศรษฐอยากให้ทุกคนลองคือ ขนมปังเย็นราดน้ำแดง

14. สายส่งฟาร์มเฮ้าส์วิ่งทำเวลาไม่ต่างจากสายส่งหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์มีโรงงานผลิตอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชันและนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเพื่อส่งไปขายทั่วประเทศ ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ผลิตใหม่เพื่อส่งไปยัง 50,000 กว่าร้านค้าทุกวัน โดยมีรถส่งประมาณ 1,000 คัน ผ่าน 40 ศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่รถพอจะวิ่งไปถึงได้ใน 1 วัน

15. เพราะว่าผลิตทุกวันและส่งทุกวัน ใน 1 ปีพนักงานฟาร์มเฮ้าส์จะมีวันหยุดแค่ 4 วัน คือช่วงปีใหม่ 2 วัน และวันสงกรานต์ 2 วัน

ในช่วงวันหยุด 2 ช่วงนี้ คุณจะเจอขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่ถูกเอามาวางไว้แล้วก่อนหน้าวันหยุดแบบมีแค่ไหนแค่นั้น ไม่มีการผลิตเพิ่มและไม่มีการขยายวันหมดอายุ และเมื่อพนักงานกลับมาทำงานก็จะมาเก็บของเก่ากลับไปและเอาของใหม่ที่เพิ่งผลิตในวันนั้นเข้ามาแทน การผลิตเผื่อไม่มีในพจนานุกรมของฟาร์มเฮ้าส์

ฟาร์มเฮาส์

16. ถ้าจำเป็นจะต้องตุน ฟาร์มเฮ้าส์แนะนำว่าลูกค้าสามารถเอาขนมปังแช่ช่องฟรีซก็จะอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน และก่อนเอามากินก็พรมน้ำก่อนเข้าเตาปิ้งเสียหน่อย ขนมปังก็จะกลับมานุ่มเหมือนเดิม  

17. แต่วันหยุดต่างๆ ก็ไม่ค่อยจะเป็นปัญหา เพราะโดยสถิติแล้วขนมปังฟาร์มเฮ้าส์จะขายดีในวันที่วุ่นวาย และขายไม่ค่อยได้ในฤดูกาลท่องเที่ยว

ฟาร์มเฮ้าส์เป็นอาหารที่โตตามวิถีชีวิตคนเมือง มีเมืองที่ไหนฟาร์มเฮ้าส์ก็จะตามไปขายที่นั่น วันที่ขายดีของฟาร์มเฮ้าส์คือวันเปิดเทอมและวันทำงาน ส่วนวันสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาวนั้นมันก็จะเหงาๆ หน่อย

18. ฟาร์มเฮ้าส์ทำธุรกิจแบบพึ่งพาตัวเองสุดๆ เลยทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีแม้จะทำธุรกิจแบบใจกว้างขนาดนี้ก็ตาม

ฟาร์มเฮ้าส์ผลิตเอง เป็นเจ้าของสายส่งเอง มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง และมีทีมขายเป็นของตัวเอง การบริหารต้นทุนเลยสามารถทำได้อย่างรัดกุม และฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังเชื่อเรื่องการลงทุนในนวัตกรรม ว่าเป็นการลงทุนไปก่อน เหนื่อยไปก่อน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

ฟาร์มเฮ้าส์สร้างนวัตกรรมทั้งในการผลิตโดยการซื้อเครื่องจักรมาเพิ่มขีดความสามารถไปสู่การทำขนมปังแบบใหม่ๆ และลงทุนในนวัตกรรมสำหรับการจัดการอย่างรถเข็นที่ใช้ในโรงงานที่เบา และสามารถเข็นได้ด้วยเท้า ถาดใส่ขนมปังที่ออกแบบให้เคลื่อนย้ายได้ง่าย และใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟาร์มเฮาส์

19. ในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN ก็มีแค่บริษัทส่งน้ำแข็งกับฟาร์มเฮ้าส์เท่านั้นแหละที่ส่งของเอง และจัดชั้นวางสินค้าเอง

ปกติแล้วเจ้าของสินค้าจะส่งสินค้าไปตามร้านและมีพนักงานของร้านเป็นผู้จัดเรียงขึ้นชั้นวางให้ แต่ในกรณีของขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ พนักงานของฟาร์มเฮ้าส์จะเป็นคนจัดของขึ้นชั้นเองในทุกช่องทาง

อภิเศรษฐยังบอกเราด้วยว่า “คนฟาร์มเฮ้าส์จริงๆ ต้องเรียงขนมปัง รูดคลิป และคลี่ถุงเป็นใบพัดได้สวยงาม”

ทำเยอะขนาดนี้อภิเศรษฐเลยฝากบอกมาด้วยว่า เวลาเจอพนักงานฟาร์มเฮ้าส์ที่ร้านก็ได้โปรดอย่าชวนคุย เพราะพนักงานแต่ละคนจะต้องดูแลร้านค้ามากมายและมีรายการสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมด คำนวณออกมาแล้ว พนักงาน 1 คนมีเวลาเพียง 12  นาทีสำหรับการเยี่ยมร้านค้าแต่ละร้าน รวมเวลาเดินทางด้วย  

20. มันใช้เวลา

ถ้าใครเคยทำขนมปังจะรู้ว่าการทำขนมปังนั้นไม่มีทางลัดสักเท่าไหร่ กระบวนการส่วนใหญ่ใช้ไปกับการให้เวลาและให้กระบวนการทางธรรมชาติทำงานของมัน

แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์ก็เช่นกัน เริ่มจากการผลิตสินค้าที่คนไม่รู้จักว่ามันคืออะไร และต้องกินในโอกาสไหน ในเมื่อมันไม่ได้อยู่ในจานเหมือนข้าวหรืออยู่ในชามเหมือนก๋วยเตี๋ยวคนก็เลยเข้าใจกันไปว่ามันเป็นขนม ฟาร์มเฮ้าส์ต้องใช้เวลาทำตลาด สร้างความคุ้นเคยแล้วก็ให้ความรู้กับผู้บริโภคว่าขนมปังกินเป็นอาหารได้ กินแล้วอิ่ม และมีสารอาหารครบไม่แพ้ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ความพยายามในการควบคุมคุณภาพแบบที่จะหย่อนไม่ได้เลยสักวันเดียว เพื่อธุรกิจจะยังอยู่ได้มาจนทุกวันนี้

ใครๆ ก็รักคนที่รู้ใจ หวังดีและทุ่มเทเพื่อเรา นี่แหละมั้งเสน่ห์มัดใจของอาหารฝรั่งเลือดไทยยี่ห้อนี้

ฟาร์มเฮาส์

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographers

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กรริน วิจิตรประไพ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ศึกษาปริญญาโทด้านการถ่ายภาพที่มิลาน

อัครักษ์ ยิ้มสอาด

เพิ่งเรียนจบจากมัธยมปลาย รักในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตไปกับการดูหนัง ใช้ชีวิตไปกับการถ่ายรูป ใช้ชีวิตไปกับการเดินเรื่อยเปื่อย และอีกไม่นานจะไปใช้ชีวิตกับเมืองเชียงใหม่

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
1 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load