ชื่อแบรนด์: BEAMS
สัญชาติ:  ญี่ปุ่น
ปีที่ก่อตั้ง: 1976

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นจากญี่ปุ่นแล้ว โปรดไว้วางใจ…

BEAMS คือ แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น

BEAMS เป็นแบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนๆ อย่างเราคาดไม่ถึงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ทีมงาน BEAMS (ประเทศไทย) นับสิบชีวิตมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาว The Cloud ถึงที่ และพร้อมเพรียงกันในชุดคอลเลกชันใหม่ทั้งทีม และเมื่อรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่คนของ BEAMS พร้อมใจกันจนเป็นเอกลักษณ์ เราก็ได้แต่หวังว่า บ.ก. ที่รักจะอ่านข้ามๆ ประโยคนี้ไป ประโยคที่บอกว่า ขณะนี้นัยน์ตาแวววาวมาก อยู่ๆ ก็เกิดอยากแปรพักตร์ขอย้ายไปเป็นพนักงาน BEAMS ให้ครบทุกรอบที่คอลเลกชันออกใหม่

ระหว่างชื่นชมเสื้อมีระบายหลายเลเยอร์ แต่ไม่ดูหวานมากไป กลับให้ลุคบอยๆ แบบที่ฮิตสุดๆ ในช่วงนี้ ทีม BEAMS (ประเทศไทย) ก็แนะนำให้รู้จักและพูดคุยกับคุณมิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara) Supervisor Oversea Business Strategy and Management จาก BEAMS (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เราได้รู้จัก BEAMS ในแบบพิเศษสุดๆ

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

เบื้องหลังที่ทำให้ BEAMS ไปไกลกว่าแบรนด์ร้านแฟชั่นค้าปลีก สู่การเป็นผู้คัดเลือกและสร้างสรรค์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม วัยรุ่นของญี่ปุ่นมากว่า 40 ปี

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 ครอบครัวโยชิตาระ (Etsuzo Shitara) เริ่มต้นร้าน BEAMS ขึ้นจากพื้นที่เพียง 21 ตารางเมตรในย่านฮาราจุกุ มีชื่อร้านว่า “American Life Shop BEAMS”,ซึ่งตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอสไตล์วัยรุ่นอเมริกันให้กับคนญี่ปุ่น 

โดยชื่อบริษัท BEAMS แฝงความหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลำแสง หรือการส่องแสงให้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นและนำเสนอสิ่งนั้นแก่โลก 2. คาน มาจากตัวอักษรคันจิ หมายถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ 3. รอยยิ้ม ที่มาจากทุกคนที่จะทำให้โลกนี้สดใส

ในยุคแรกนั้น ร้าน BEAMS เสนอความแปลกใหม่ด้วยเสื้อผ้าในสไตล์นักศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงตกแต่งร้านคล้ายหอพักนักศึกษา UCLA โดยนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีโรลเลอร์สเก็ตของ Nike และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวไลฟ์สไตล์ทั้งหมด อย่างล้อสเก็ตบอร์ด ไปจนถึงของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกับดักหนู เราจึงไม่แปลกใจที่จะเจอตะกร้าหวาย รองเท้าใส่เล่นในบ้าน ที่รองจานบนโต๊ะอาหาร หรือฟองน้ำล้างจานในร้าน BEAMS ทั้ง 150 สาขาทั่วญี่ปุ่น และ 4 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ของเรา

คุณมิซากิเล่าโจทย์แรกเริ่มของ BEAMS ให้ฟังว่า BEAMS พยายามที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นให้กับวัฒนธรรมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และเปิดให้โตเกียวเห็นโลกที่กว้างใหญ่ โดย BEAMS เริ่มขายรองเท้าไนกี้ครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำเพราะในขณะนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือรู้จักแค่ในวงแคบๆ ของคนที่คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคนญี่ปุ่นยังไม่รู้วิธีออกเสียง Nike จึงออกเสียงว่า “Nii-Keh”

BEAMS BEAMS

คัดสรรดีมาก

แม้จะเริ่มต้นจากความหลงใหลในสไตล์อเมริกัน BEAMS พาตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น

ในปี 1976 BEAMS วางแบบร้านแรกให้เป็นเหมือนหอพักของนักศึกษา UCLA หลังจากนั้นจึงค่อยขยายเป็นเป็นสไตล์ IVY League จากฝั่ง EAST COAST  และจึงพัฒนามาถึงแบรนด์ฝั่งยุโรปตั้งแต่ Italian suit มาจนถึงสไตล์ London street และมาถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหน้าใหม่

BEAMS จึงเริ่มต้นค้นหาและเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและงานออกแบบดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำเสนอแก่คนญี่ปุ่น ถือเป็นการพัฒนาแนวทางของร้านให้ชัดเจน

นายแบบ BEAMS BEAMS รองเท้า BEAMS

“เรานำเสนอสินค้าที่ดึงดูดใจจากทั่วโลกเพื่อทำให้ลูกค้าเรามีความสุข เรามักมีสินค้าเหนือความคาดหมายมานำเสนออยู่เสมอ ไม่เพียงแค่สิ่งนั้นจะไม่เหมือนใคร แต่ยังน่าสนใจและน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจกรรมและอีเว้นท์มาตลอด 40 ปี” และนี้คือ BEAMS จากความคิดเห็นของคุณมิซากิ

ขณะที่ร้านแฟชั่นแบรนด์ทั่วไปทำสื่อสารการตลาดเฉพาะสินค้าคอลเลกชันใหม่ ไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งตัว BEAMS ผู้สนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปของเทรนด์เสมอมา คุณมิซากิเล่าว่า นี่เป็นวิธีที่แสดงความเคารพแฟชั่น ด้วยการแสดงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและความสนใจของแต่ละบุคคลซึ่งมีแฟชั่นเป็นตัวนำเรื่องราว ที่สำคัญ เป็นโอกาสให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
BEAMS BEAMS

เป็นคนที่สำคัญ

แม้เรากำลังพูดคุยอยู่กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น แต่ตลอดการสนทนาระหว่างเรา คุณมิซากิเน้นย้ำเรื่องความสุขของ BEAMS เยอะครั้งกว่าที่พูดถึงสินค้าและเทรนด์เสื้อผ้าของซีซั่นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิประจำปีเสียอีก

BEAMS มีวัฒนะรรมที่เรียกกันเองภายในว่า ‘Happy life solution company’ หลักการความสุขของลูกค้า คู่ค้า แฟนๆ ของแบรนด์ พันธมิตร และทีมงานทุกคน

“ความสุขของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉัน การทำงานที่นี่ทำให้ฉันพบผู้คนแปลกๆ และความคิดที่แปลกแหวกแนวมากมายเต็มไปหมด งานของเราคือสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คน คุณจะได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจ แรงบันดาลใจ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายจากการทำงานที่ BEAMS” ความสุขของคุณมิซากิส่งผ่านจากตัวเธอมาสู่เรา

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

รูปแบบความใกล้ชิดระหว่างทีมงานและผู้บริหารระดับสูงของ BEAMS ที่มีมาตั้งแต่ BEAMS ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ก็ทำให้ทีมสามารถขายไอเดียใหม่และทำนัดหมายผู้บริหารง่ายมาก

คุณมิซากิเล่าว่า พนักงานเกือบทุกคนของ BEAMS จะเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้าน เพื่อเรียนรู้และสังเกตการณ์ลูกค้าและแฟนๆ ที่มาที่ BEAMS ว่ามีความต้องการอะไร จึงทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่สดใหม่ตลอดเวลา และข้อมูลจากพนักงานหน้าร้านก็ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นไอเดียสำหรับการผลิตสินค้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ คนของ BEAMS ทุกคนล้วนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเก่งเรื่องวัฒนธรรม บางคนเชี่ยวชาญเรื่องของวินเทจ คาแรกเตอร์ที่หลากหลายทำให้ BEAMS มีข้อมูลมากมายพอที่จะนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ และไม่ใช่แค่คาแรกเตอร์จากเสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้นที่ BEAMS มองหา แต่รวมถึงมุมมองต่อชีวิต ไลฟ์สไตล์ การฟังเพลง ดูหนัง การเลือกเสพสื่อ กิจกรรม กีฬา ที่สนใจด้วย ทั้งหมดนี้เลย คุณมิซากิบอกว่า ไม่ใช่การมองหาว่าใครมีพรสวรรค์ แค่มองหาว่าได้ทำในสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเปล่า

เราจึงชอบแอบมอง styling ของทีมงานของ BEAMS ทุกครั้งที่เข้าไปอัพเดตของใหม่ที่ร้าน BEAMS และเว็บไซต์ แต่อย่าเผลอเข้าไปส่องนานนะคะ เพราะมีหวังเสียเงินแน่ๆ

BEAMS

ดูเพิ่มเติม: www.beams.co.jp

Whatever Will BEAMS Will BEAMS

ครั้งแรกที่ได้ยินว่าภายใต้ BEAMS นั้นมี house brand ถึง 30 label เราสงสัยว่า BEAMS มีวิธีการสื่อสารและทำแบรนดิ้งอย่างไรให้ทุกแบรนด์ในเครือ BEAMS อยู่ปรองดองใต้ร่มคันเดียวกันได้

“ที่ BEAMS เราขายไลฟ์สไตล์แห่งความสุข เราโตมาจากไอเดียที่ว่า ทุกที่มีความต้องการอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำเสนอบริการที่ตอบสนองจุดๆ นั้น กล่าวสั้นๆ คือ หนึ่งในลักษณะเฉพาะของ BEAMS คือเราประกอบด้วยหลากหลายมุม” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าวด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

แบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ภายใต้ BEAMS นั้นมีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า นั่นคือเหตุผลที่ BEAMS มีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ดนตรี ศิลปะ งานทำมือ และอีกมากมายทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก

สินค้า label หลักๆ ได้แก่ BEAMS: เสื้อผ้าผู้ชายของ BEAMS ซึ่งนำเสนอสไตล์ลำลองร่วมสมัยตั้งแต่สไตล์ sport, street, military จนถึง workwear BEAMS PLUS: เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมซึ่งมีพื้นฐานมาจากสไตล์ American classic  VAPORIZE: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ลำลองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี ภายใต้การดูแลของ Jams lha มือกีต้าวง Smashing Pumpkins  BEAMS BOY: แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมของผู้ชายมาทำให้เป็นสไตล์ลำลอง และสุดท้าย Ray BEAMS: เสื้อผ้าผู้หญิงที่นำเสนอสไตล์ตามเทรนด์ที่หลากหลาย โดยมีพื้นฐานมาจากคอนเซ็ป ‘The way of chic’

BEAMS

Speaking Words of Wisdom, Let It BEAMS

แม้การทำ collaboration จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงหลังมานี้ การร่วมกันทำโปรเจกต์พิเศษขององค์กร ห้างร้าน หรือแบรนด์ ที่ต่างกันกำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นทางออกที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์ให้อยู่รอด ผ่านการสร้างการรับรู้ที่ไปไกลและกว้างกว่าวิธีการเดินเพียงลำพังแบบเดิมเสียอีก

เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่น้อยเริ่มต้นรู้จัก BEAMS จากโปรเจกต์พิเศษที่ BEAMS ไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชื่อดังมากมาย

BEAMS ทำได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็ทำ collaboration แต่ส่วนมากก็แค่ทำสีพิเศษขึ้นมาใหม่

การพัฒนาความสัมพันธ์ของแบรนด์, ศิลปิน, ดีไซเนอร์, ผู้ทำงานฝีมือ, โรงงานผลิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ BEAMS สามารถสร้างโลกของสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นจากการปล่อยสินค้า collaboration ออกมาหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ สินค้าจากแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นชั้นนำไปจนถึงสินค้า outdoor และ sport หรือข้ามวงการ ไปร่วมกับอย่าง Starbuck, ANA(Airline) และ Panasonic นี่เป็นแค่ตัวอย่าง

“ความสามารถในการสร้าง collaboration ให้ตรงความต้องการของบุคคลและของตลาดโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำเป็นกุญแจสำคัญ เราพยายามที่จะทำทุกอย่างล้ำหน้าก่อนคนอื่น

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่เราทำโปรเจค collaboration มา เรารวบรวมไว้ในหนังสือ “BEAMS Beyond Tokyo” หนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเราและวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของการ collaboration ซึ่งจัดพิมพ์โดย Rizzoli เมื่อปีก่อน” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าว

สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.beams.co.jp

รองเท้า Ura- VANS

BEAMS JAPAN, TEAM JAPAN

BEAMS JAPAN

BEAMS JAPAN เป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ BEAMS เริ่มเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี โดยทีมญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลายโดยมีจุดร่วมคือ “Japan”

“ที่ผ่านมา เรานำของเข้าจากต่างประเทศมามากมาย โดยลืมของที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดทั้งๆ ที่เรามีสิ่งที่ดีในประเทศจำนวนไม่น้อย พวกเราคนญี่ปุ่น ถ้าไม่คิดว่าของญี่ปุ่นเองก็เจ๋ง เราก็จะไม่สามารถส่งออกของเราได้เลย เราจึงริเริ่มโปรเจกต์ BEAMS JAPAN ขึ้นมา” ตัวแทนจากญี่ปุ่นเล่า

ที่ BEAMS JAPAN คุณจะพบกับสิ่งของที่สวยงามมากมายที่ได้รับการคัดสรรจากสายตาที่แหลมคมของ BEAMS ซึ่งแต่ละชั้นก็มี theme ของตัวเองทั้ง 6 ชั้น ; อาหาร, ผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, สินค้าแฟชั่น, การ collaboration,   วัฒนธรรมศิลปะและงานฝีมือ

ถือเป็นการนำเสนอความเจ๋งของญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้นอีก

BEAMS BEAMS

BEAMS BEAMS

หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น ก็ลองไปแวะหยิบจับของจาก BEAMS JAPAN รับรองว่าเพลินชนิดว่าอยู่ได้ทั้งวัน เพราะมีทั้งร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคัดสรรพิเศษและสินค้าของดีพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นและเสื้อผ้าที่ผลิตจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 เป็นโปรเจค collaboration ที่มีกลิ่นไอแบบของ BEAMS ชั้นที่ 4 มีการผสมผสานงานศิลปะ การออกแบบสินค้า และหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ชั้น 5 เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ และสุดท้ายชั้นใต้ดินเป็นร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้วัตุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น

BEAMS

ท่านผู้นำแฟชั่น

สินค้าจาก BEAMS ชิ้นแรกของผู้เขียนคือ รองเท้าแตะผู้ชาย สีดำ ไซส์เล็กที่สุด จากร้านที่ญี่ปุ่น

รองเท้าสีดำเรียบ ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่เรียกร้องความสนใจใดๆ คู่นี้ ตรงกับภาพรองเท้าที่ตามหามานาน 3 เดือนหลังจากนั้น รองเท้าทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านเรา

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าตัวนั้นเป็นแฟชั่นนิสต้า และคำว่าแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วเกินไป ผิดจากงบประมาณที่มี และวิสัยที่ชอบมองหาสิ่งของที่ถูกใจจริงๆ เพื่อใช้ในระยะยาว

สไตล์ สำคัญที่การมองหา เปิดรับความหลากหลาย จนไม่ได้มีคาแรกเตอร์ใดๆ มากำหนดอย่างชัดเจนว่า BEAMS เป็นแบรนด์แบบไหน เป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิต มีความจริงจัง มีความลำลอง มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสิ่งสำคัญอื่นๆ เติมเต็มตัวตน

หลายคนรู้จัก BEAMS จากการร่วมมือกันทำเพราะสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง เคารพตัวตนที่อาจจะแตกต่าง มองหาจุดที่จะลงตัวทั้งสองฝ่าย เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างตั้งใจ

ขออภัยที่อาจจะไม่มีคำแนะนำให้คุณว่าควรเลือกทดลองกับสิ่งไหน หรือบอกให้คุณจับตาว่าอะไรจะกลายเป็นเทรนด์ต่อไป เพราะเรื่องราวของ BEAMS แบรนด์ผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นี้ ไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณแฟชั่นที่เรียกร้องให้ใครทำตาม แต่เป็นผู้นำแฟชั่น ที่นำพาแฟชั่นมาหาเรา และหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกอะไรที่เหมาะสม ทำให้คุณเปล่งประกาย และ Let it BEAMS

www.beams.co.jp
Facebook | BEAMS Thailand Official

Writers

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Photographer

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load