วันหนึ่งในโลกที่หมุนเข้าใกล้ยุคสังคมไร้กระดาษ ข้อมูลหลั่งไหลสู่รูปแบบออนไลน์ และ ‘สิ่งพิมพ์ตายแล้ว’ กลายเป็นประเด็นถกเถียงหนาหู ฉันได้นั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่รอบตัวเต็มไปด้วยกระดาษนานาชนิด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu) คือกรรมการผู้จัดการสาขาประเทศไทยของ TAKEO บริษัทกระดาษญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1899 กิจการอายุนับร้อยนับพันปีอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ทาเคโอะพิเศษ คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนวัสดุที่กำลังทยอยสูญหายจากชีวิตผู้คน

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ยังอยู่รอด โองิทสึบอกฉันว่า ยอดขายของทาเคโอะไม่ตกลงเสียด้วย

ฉันพิจารณา Fine Paper หรือ ‘กระดาษชนิดพิเศษ’ หลากแบรนด์หลายลักษณะที่เป็นสินค้าหลักของทาเคโอะด้วยสายตาและปลายนิ้ว ก่อนเงยหน้าขึ้นถามถึงวิธีการแล่นเรือฝ่าคลื่นลมของบริษัทกระดาษเก่าแก่

ด้านล่างนี้คือคำตอบจากทาเคโอะผู้นิยามตนเองว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษ

ยืนหยัดเพราะไม่มีใครแทนที่ได้

หนึ่งในเหตุผลการอยู่รอดของทาเคโอะคือ ประเภทสินค้า

จริงอยู่ว่า กระดาษปกติซึ่งเอาไว้ขีดเขียนหรือพิมพ์เอกสารจำเป็นน้อยลงทุกที แต่ Fine Paper หรือกระดาษแบบพิเศษที่ทาเคโอะจำหน่ายคือกระดาษที่คนอาจไม่ค่อยรู้จักและหยิบใช้

แต่เพราะความพิเศษนั้นทำให้ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

Fine Paper เกิดขึ้นเพื่อรองรับการสร้างสรรค์ผลงานพิเศษหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หน้าปกหนังสือ ชุดเครื่องเขียนของโรงแรม จนถึงหีบห่อขวดสาเก ผู้ใช้กระดาษพิเศษเหล่านี้คือ นักสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มองกระดาษในฐานะสิ่งบันทึกข้อมูล แต่มองมันเป็นวัสดุซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นรูปธรรม

Fine Paper จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการมาถึงของโลกออนไลน์ เพราะสีสัน ผิวสัมผัสอันเป็นเสน่ห์จับต้องได้ของกระดาษ ย่อมต้องมาจากของจริง

“เราเปลี่ยนความต้องการบริโภคสื่อของคนไม่ได้ แต่มันก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะกระดาษเราไม่ใช่กระดาษทั่วไป ยังไงนักสร้างสรรค์ก็ยังมองหาวัสดุที่ดี” โองิทสึกล่าว

สิ่งที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ ขณะที่โลกทุกวันนี้ใช้กระดาษธรรมดาน้อยลง หลายคนกลับหันมาหากระดาษชนิดพิเศษมากขึ้น เช่น สำนักพิมพ์ที่ยอดขายหนังสือเล่มตกลง ก็หันมาพิถีพิถันกับกระดาษหน้าปกเพื่อดึงดูดนักอ่าน ซึ่งคนรักหนังสือที่เติบโตทันยุคก่อนเว็บไซต์และ e-book ก็คงไม่กังขาถึงแรงดึงดูดของสิ่งพิมพ์กระดาษแสนประณีต

จะว่าไป ถ้ามองเทรนด์โดยรวม Fine Paper ก็ตอบโจทย์กระแสย้อนกลับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย คุณคงเห็นได้ว่าขณะเทคโนโลยีเดินไปข้างหน้าเร็วจี๋ สิ่งของจับต้องได้ที่ให้ความรู้สึกละเมียดละไมกลับกลายมีเสน่ห์จับใจ

ไม่น่าแปลกใจที่โองิทสึจะบอกว่าตลาดของทาเคโอะยังคงมีอยู่เสมอ

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงถาโถม การเป็นสิ่งที่ไม่อาจทดแทนและตอบโจทย์คือความได้เปรียบและเหตุผลในการอยู่รอดอย่างแท้จริง

กระดาษ กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

เป็นเพื่อนที่รับฟัง

แม้มีสินค้าที่มาถูกทาง แต่กระดาษพิเศษก็มีด้วยกันหลายแบบหลายแบรนด์

ทาเคโอะพบตัวเลือกที่ใช่ได้อย่างไร?

ถึงตรงนี้ คงต้องพูดถึงจุดเด่นหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ นั่นคือ ‘สายสัมพันธ์’

โองิทสึบอกเราว่า ทาเคโอะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตกระดาษของตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับโรงงานผลิตกระดาษฝีมือเยี่ยมทั้งในและนอกประเทศ ทำงานกับแต่ละแห่งมายาวนาน และอีกฟากหนึ่ง ก็สนิทสนมลึกซึ้งกับเหล่านักสร้างสรรค์ผู้ใช้งานจริง

เมื่อมีสายสัมพันธ์อันดี สิ่งที่ทาเคโอะทำก็คือถามและฟังให้มาก

คุณต้องการกระดาษแบบไหน? ลองใช้กระดาษแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร?

บริษัทรู้ข้อมูล ความถนัดเรื่องกระดาษจากโรงงาน จากนั้นก็หันมาถามคำถามเหล่านี้กับนักออกแบบ เมื่อพวกเขาบอกความต้องการ ทางบริษัทก็สรรหากระดาษมาให้ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วจากโรงงาน บางครั้งก็ผลิตขึ้นใหม่

นี่ยังไม่นับการที่ทาเคโอะมีสายสัมพันธ์อันดีกับโรงพิมพ์ ซึ่งทำให้การเลือกและสร้างสรรค์กระดาษเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น บางทีก็เป็นเทคโนโลยีล้ำๆ เช่น กระดาษ Pachica ที่มีการใช้เทคนิคทำให้โปร่งแสง หรือหมึกพิมพ์นำไฟฟ้า

กระดาษที่ดีคืออะไร? ระหว่างการสนทนา ฉันถามคำถามนี้กับโองิทสึ

กระดาษที่ดีคือกระดาษที่ดีสำหรับลูกค้า-เขาตอบ

กระดาษ TAKEO กระดาษ

แตกกิ่งก้านอย่างชาญฉลาด

ความเป็นเอกลักษณ์ทำให้ Fine Paper มีตลาดเฉพาะ แต่ปัญหาคือ ขนาดตลาดก็เล็กตามไปด้วย

นี่คือโจทย์ที่ทาเคโอะขบคิดและทดลองแก้อยู่เสมอ

วิธีแรก บริษัทค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ให้สินค้า

อย่างที่บอกว่าทาเคโอะมีมิตรภาพยาวนานกับนักสร้างสรรค์ ชนิดที่บางครั้งเจอกระดาษที่ไม่รู้จะนำไปใช้อย่างไร ก็หันไปถามพวกเขาได้ จากผู้ขายและผู้ซื้อ บริษัทจึงยื่นมือชวนลูกค้ามาร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หนึ่งในตัวอย่างน่าทึ่งคือ การร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อ Oki Sato และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการพิมพ์

จากกระดาษที่ใช้เพื่อตีพิมพ์ ถูกนำมาต่อยอดกลายเป็น ‘ไฟฉาย’ ด้วยหมึกพิมพ์นาโนชนิดพิเศษที่เรียกว่า Silver Nanoparticle Ink

ไม่ใช่แค่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ให้กระดาษแผ่นเก่า ทาเคโอะยังรู้ว่าอีกเหตุผลที่ตลาด Fine Paper เล็ก เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก เช่น เหล่านักศึกษาอาจต้องการใช้แต่ไม่เคยรู้ว่ามีกระดาษแบบนี้อยู่

การแนะนำตัวกระดาษแก่ลูกค้า จึงเป็นวิธีแก้โจทย์แบบที่ 2

ทาเคโอะเปิดโชว์รูมกระดาษขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดแสดงตัวอย่างกระดาษ นั่นคือ MIHONCHO HONTEN,  Aoyama MIHONCHO, TAKEO MIHONCHO Ginza at Itoya และ Osaka MIHONCHO นอกจากนั้น บริษัทยังตั้งโจทย์ท้าทายความเป็นไปได้ของกระดาษจนกลายเป็นนิทรรศการสนุก มีทั้งที่จัดขึ้นเองในธีมหมุนเวียน และการไปเป็นสปอนเซอร์ให้นิทรรศการเจ้าอื่น รวมถึงมีการเปิดคลาสเพื่อสอนวิธีใช้กระดาษแก่ผู้สนใจ

นี่ยังไม่รวมถึงการจัด TAKEO PAPER SHOW โชว์กระดาษหนึ่งเดียวของวงการกระดาษญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพและอนาคตของสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ เป็นงานที่คนมาเดินอัพเดตเทรนด์วัสดุชนิดนี้ได้สบายๆ

ฉะนั้น ถึงไม่ใช่นักสร้างสรรค์ แต่งานที่สอดรับความสนใจหลากหลายก็ย่อมทำให้ชื่อทาเคโอะคุ้นหูคนมากขึ้น และแม้แต่คนที่โตมากับโลกออนไลน์ก็อาจรักสิ่งจับต้องได้นี้ผ่านหีบห่อสนุกด้านบน

ทีนี้ก็มาถึงวิธีแก้โจทย์แบบสุดท้าย นั่นคือการบุกตลาดนอกประเทศ

ต้องย้อนเล่าก่อนว่า ทาเคโอะไม่ใช่ Fine Paper เจ้าเดียวในญี่ปุ่น หากที่บริษัทอยู่ได้และเติบโต แม้มีคู่แข่งซึ่งหลายเจ้าก็ทำงานกับนักออกแบบเหมือนกัน นั่นเพราะคู่แข่งในประเทศมีไม่เยอะและแม้มีสินค้าซ้ำกันบ้าง ต่างคนก็ต่างมีซิกเนเจอร์ โรงงานกระดาษบางที่ก็ผลิตกระดาษส่งให้ทาเคโอะเท่านั้น

แต่เมื่อก้าวออกไปสู่สนามใหญ่นอกบ้าน สถานการณ์ก็ต่างไป

TAKEO กระดาษพิเศษ TAKEO

โองิทสึเล่าว่า วัฒนธรรมกระดาษแต่ละประเทศเบ่งบานไม่เท่ากัน ถ้าไปประเทศที่รู้จักและใส่ใจกระดาษ การทำงานจะง่ายกว่าเพราะคนใช้กระดาษเป็น สนใจคุณภาพไม่ใช่ต้องการของถูกที่สุด แต่ปัญหาคือ ประเทศที่คุ้นเคยกับกระดาษชนิดพิเศษซึ่งมักเป็นแถบยุโรปมีโรงงานผลิตกระดาษเยอะ มีคนจัดจำหน่ายกระดาษพิเศษก็เยอะ หนำซ้ำบางโรงงานซึ่งถือเป็นซัพพลายเออร์ที่ดีของทาเคโอะยามอยู่ในญี่ปุ่น ก็กลายเป็นคู่แข่งที่ส่งกระดาษขายในพื้นที่อยู่แล้ว  

แต่ถ้ายังอยากออกไปข้างนอกล่ะ จะทำอย่างไร?

โองิทสึบอกว่า ทาเคโอะเลือกหันมาขยายตลาดแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง จีน มาเลเซีย และไทย ที่ถึงไม่ได้ใช้กระดาษพิเศษแพร่หลายเท่ายุโรป แต่ก็มีผู้ใช้ที่รู้จักสนใจ และกระดาษที่ขายให้ประเทศเหล่านี้จะต่างกันไปตามรสนิยมแต่ละพื้นที่ เหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เดียวกันในห้างแต่ละสาขาที่คัดสรรมาให้ตอบโจทย์คนแถวนั้น

ส่วนตลาดยุโรป บริษัทก็ยังโดดเข้าไปเล่น แต่เลือกชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนผู้เล่นในพื้นที่

“เรามีตัวเลือกกระดาษแบบญี่ปุ่นที่หลากหลาย มาจากโรงงานกระดาษญี่ปุ่นที่มีเทคนิคพิเศษคุณภาพสูง และกระดาษของเรามีเอกลักษณ์ เช่น เรื่องสีสัน ปกติตลาดยุโรป กระดาษสีแดงก็คือกระดาษสีแดง แต่สีแดงของกระดาษญี่ปุ่นเรานั้นมาจากสีแดงหลายชนิด หลายโทน บางเฉดมาจากดอกซากุระ เป็นสีของธรรมชาติ” ไดเรกเตอร์ของทาเคโอะสาขาเมืองไทยอธิบาย

ด้วยวิธีนำโจทย์มาแก้ในหลายระดับ ทาเคโอะจึงเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่แตกกิ่งก้านเติบโตต่อได้ไม่หยุด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

กระดาษ TAKEO

มองไกลกว่าแค่ตัวเรา

ถ้าลองเสิร์ชเทรนด์ผู้บริโภค หนึ่งในเทรนด์ยุคนี้คือการที่คนซื้ออย่างพวกเราเลือกจ่ายเงินให้แบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่ยังใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัว

หันมามองที่ทาเคโอะ โองิทสึหยิบตัวอย่างกระดาษชนิดหนึ่งของบริษัทมาให้ฉันดู

‘สิ่งแวดล้อม (Environment)’ คือชื่อของมัน

“การทำกระดาษสร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมไม่น้อย ซึ่งถ้าเราสร้างผลกระทบต่อป่ามากเกินไป ก็จะไม่ดีต่อมนุษย์ เราเลยต้องผลิตกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ไดเรกเตอร์หนุ่มอธิบายตรรกะเรียบง่าย

ในคอลเลกชันกระดาษพิเศษของทาเคโอะประเทศไทยจึงมีกระดาษรีไซเคิลหลากชนิด บ้างเป็นกระดาษรีไซเคิลแบบผสม บ้างเป็นรีไซเคิลร้อยเปอร์เซนต์อย่างเจ้ากระดาษสิ่งแวดล้อมในมือโองิทสึ อ้อ นอกจากรีไซเคิลเยื่อกระดาษมาใช้ใหม่ ทาเคโอะยังร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิตกระดาษปลูกป่าทดแทนด้วย

ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบที่แสดงตัวอยู่ในแผ่นกระดาษของทาเคโอะ

แน่นอน สิ่งนี้สร้างความประทับใจให้คนซื้อได้ไม่ยากเลย

กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

ไม่หยุดนิ่งตลอด 100 ปีและจากนี้ไป  

พวกคุณทำยังไงให้บริษัทอยู่มาเป็นร้อยปี-ฉันถามโองิทสึเอาดื้อๆ ในท้ายบทสนทนา

เราพยายามตามความต้องการตลาดให้ทันและสร้างตลาดใหม่ คือคำตอบของเขา

เราจึงเห็นบริษัทเก่าแก่นี้ปรับตัวสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ฟังว่าลูกค้าต้องการกระดาษแบบไหน แต่กระดาษที่ผู้ใช้ยุคนี้ไม่ต้องการแล้ว ก็ย่อมต้องจากไป ต่อให้เป็นกระดาษที่เคยขายดีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นอกจากนี้ ก็ยังมีการนำกระดาษเก่ามาปรับโฉมก่อนนำออกขายอีกครั้ง สำหรับในเมืองไทย ทาเคโอะเริ่มขายกระดาษรุ่น VENT NOUVEAU V และสร้างตลาดให้กับ Rough and Gloss ซึ่งเป็นกระดาษชนิดใหม่สำหรับประเทศไทย อีกทั้งยังมีกระดาษแบบปั๊มนูนชื่อ TS ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นความท้าทายในการสร้างค่านิยมใหม่ๆ

มากกว่า 100 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ใช่การยืนนิ่งท้าคลื่นลม แต่คือการไปข้างหน้าพร้อมปรับตัวกับคลื่นแต่ละลูกที่ซัดสาดมา

แล้วต่อจากนี้มีเป้าหมายอย่างไร-ฉันถามต่อ

“เราวางแผนอยากจะขยายตลาดสู่ประเทศอื่นมากขึ้น และถ้าในทุกตลาด ทุกสถานที่บนโลก ผมเจอกระดาษของทาเคโอะได้ ผมจะรู้สึกดีมาก เพราะรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ของสังคม เป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของเราช่วยสนับสนุนพวกเขาได้” ชายหนุ่มผู้มาร่วมงานกับทาเคโอะเพราะตกหลุมรักกระดาษของบริษัทนี้บอกฉัน

นี่คือเรื่องราวของบริษัทกระดาษจากแดนอาทิตย์อุทัยที่อยู่กับคนรักกระดาษมาเกินศตวรรษ

และจะอยู่ต่อไป ด้วยความไม่บังเอิญ

TAKEO

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load