ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

Avatar

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

กว่า 8 เดือนที่ Reviv (รีไวฟ์) องค์กรส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่ ค่อย ๆ สร้างทางเลือกและโน้มน้าวพฤติกรรมของผู้บริโภคในวงการแฟชั่นให้หันมาซ่อมและวนใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะได้ดีไซน์การซ่อมที่เก๋ไก๋แล้ว ผู้บริโภคยังช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่เป็นธรรมให้กับแรงงานนอกระบบอีกด้วย 

ทว่าวันนี้ Reviv ได้พบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ พวกเขายืนอยู่บนปากทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะไปต่อในรูปแบบองค์กรธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือควรไปสายองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแบบ 100% ดี ในเมื่อการทำธุรกิจการซ่อมในสังคมไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเจอบททดสอบทั้งในแง่ของ ‘คำแนะนำ’ จากภายนอก และ ‘ความต้องการ’ จากภายใน จนนำมาสู่การปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อทบทวนจุดยืนอีกครั้ง

วันนี้เรามีโอกาสพิเศษสุด ๆ ที่ได้มานั่งคุยกับกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่าง ภูมิ-ภาคภูมิ โกเมศโสภา, ฝ้าย-ฐนิตา เขตกิตติคุณ และพั้นซ์-พิมพ์นารา สินทวีวงศ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังปิดให้บริการไป เพื่ออัปเดตว่าอนาคตของ Reviv จะเป็นอย่างไร รวมถึงอะไรคือความตั้งใจและเจตจำนงหลังการจำศีลของพวกเขา

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
01

ปฐมบท

ในฐานะผู้บริโภค เราต่างเห็นมาตลอดว่าปัญหาขยะล้นในอุตสาหกรรมนี้เรื้อรังมานานขนาดไหน ซึ่งทางออกที่พอจะทำได้ก็แค่พยายามซื้อให้น้อยลง ทำใจแข็งสู้เคมเปญของ Fast Fashion แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางออกเดียวของแฟชั่นยั่งยืน

Reviv เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 โดยความตั้งใจคือการสร้างสังคมแห่งการซ่อมให้เกิดขึ้นจริง พวกเขาพยายามส่งเสริมพฤติกรรมการซ่อมและการใช้ซ้ำให้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยการตั้งร้านออนไลน์รับซ่อมเสื้อผ้าและผลิตสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งการใช้บริการก็ยังได้ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรมด้วย

ปัจจุบันเรามักเห็นว่าหลาย ๆ บริษัทในวงการธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่น พยายามพูดเรื่องการรีไซเคิลเสื้อผ้าหรือการใช้วัตถุดิบรักษ์โลกบ่อยขึ้น 

“แต่จริง ๆ แล้วขั้นกว่าที่ยังไม่เกิดขึ้นและยังขาดหายไป คือการหยุดซื้อเสื้อผ้าใหม่และหันกลับมาซ่อมเสื้อผ้ามากขึ้น เรามองว่ายังไม่มีใครทำตรงนี้ในไทยสักที” ภูมิกล่าว 

ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมา องค์กรขนาดย่อมแห่งนี้ค่อย ๆ เริ่มสร้างผลงานจนเป็นที่จดจำในสังคม อาทิ โปรเจกต์ร่วมกับรองเท้าแบรนด์ Maddy Hopper ที่ให้แม่ ๆ ผู้ลี้ภัยชาวม้งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ฯ ช่วยซ่อมงานรองเท้าที่มีตำหนิจากการผลิต นำมาติดลายให้สวยงาม เพื่อจะได้นำกลับไปขายในมูลค่าที่มากยิ่งขึ้น โปรเจกต์ที่คั่นหนังสือจากเศษผ้าที่มีชิ้นเดียวในโลกและปักเย็บด้วยลวดลายชาวม้งซึ่งโด่งดังชั่วข้ามคืน และโปรเจกต์ Seamless World คิดค้นเครื่องดื่มค็อกเทลร่วมกับ The Key Room No.72 บวกที่รองแก้วฝีมือปักมือ สื่อถึงการแบ่งแยกชนชั้นในสังคม เสิร์ฟคู่กับข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

“คนอาจจะมองว่า Reviv ทำซ่อมเสื้อผ้าอย่างเดียว แต่จริง ๆ เราไม่ได้ทำแค่ซ่อมเสื้อผ้า” 

ภูมิอธิบายว่าความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง คือการได้ช่วยเหลือชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้มีงานทำ ได้รับเงินเดือนอย่างเป็นธรรม และที่สำคัญ ได้สร้างโอกาสให้พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะแรงงานมากฝีมือ เนื่องจากการเย็บปักเสื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพวกเขา อย่างแม่ชัว หนึ่งในช่างฝีมือที่เย็บงานช้าแต่คุณภาพคับแก้ว ก็ได้เครดิตชื่อตัวเองไปใส่ในแบรนด์ว่าเป็นลวดลาย Slow but Chua

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

“ตอนที่เราทำโปรเจกต์ Seamless World ก่อนเปิดตัว เราพาแม่ ๆ ไปทานข้าว ไปบาร์ที่พวกเขาทำที่รองแก้วให้ มีแม่คนหนึ่งบอกกับบาร์เทนเดอร์ว่า ขอบคุณที่พาพวกเรามา ขอบคุณที่เห็นเรานะ คืนนั้นบาร์เทนเดอร์น้ำตาซึม แม่ ๆ ก็น้ำตาซึมกันหมด”  

สมาชิก Reviv ล้วนเป็นอาสาสมัคร เพราะแต่ละคนมีงานประจำทำอยู่แล้ว ภูมิเป็น Freelance Consulting ฝ้ายทำงาน Marketing พั้นซ์เองก็ยังเรียนอยู่ องค์กรจึงตัดสินใจปันผลกำไรให้กับคนที่ต้องการมากกว่า คือบรรดาช่างทั้งหลาย โดยเฉพาะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอย่าง โรส หัวหน้าช่างชาวม้งวัย 20 ปี แม่ลูก 2 ซึ่งคอยเป็นกำลังสำคัญในการสื่อสารกับชุมชน 

จากกลุ่มผู้ก่อตั้ง 5 คน เมื่อต้องแบกภาระความรับผิดชอบมากขึ้น การเปิดรับอาสาสมัครเข้ามาร่วมทีมจึงเริ่มต้นสู่ 38 ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจแฟชั่นยั่งยืน ทีมผู้ก่อตั้งจึงเริ่มสร้างระบบการทำงานที่เป็นธรรมให้กับอาสาสมัคร แบ่งหน้าที่ให้เหมาะสม คอยเก็บสัมภาษณ์และดูแลทางด้านจิตใจ 

“เราออกแบบ Culture ที่เขามาทำงานแล้วเราไม่กินแรงหรือเอาเปรียบเขา แล้วเราก็ให้อะไรเขากลับไปได้ เช่น จัด Session ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ซึ่งภูมิก็เอาประสบการณ์ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีตลอด 7 – 8 ปีที่ผ่านมามาสอนน้อง ๆ”  

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
02

บทเรียน

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ปัญหาที่ Reviv พบหลังเปิดให้บริการซ่อมเสื้อผ้าไปกว่า 8 เดือน คือความจริงที่ว่าการทำธุรกิจการซ่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้อยู่ในเป้าประสงค์ของ GDP ที่ทุกหน่วยงานต้องการส่งเสริม ไม่มีใครมาคอยบอกว่า ‘อย่าซื้อ’ ถ้าไม่จำเป็น หรือซื้อไปก็ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจการซ่อมไม่ใช่ธุรกิจที่โตไว ไม่ใช่การขายในแบบที่ใคร ๆ ก็กดเอฟ ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมซ่อมเสื้อผ้าไม่ใช่พฤติกรรมหลักของผู้บริโภค 

“จริง ๆ สเกลแบบธุรกิจค่อนข้างขัดกับโมเดลของเราอยู่แล้ว คำว่าโตเร็วเป็น Mindset ของเศรษฐกิจเดิม แต่เราอยากเติบโตแบบช้า ๆ อยู่กับคนในชุมชนของเรา พื้นที่ของเรา ผมว่านี่คือหน้าตาของ Repair Model หรือธุรกิจการซ่อมในอนาคต คือเราไม่ต้องรีบโต แค่ต้องมีสวัสดิการที่ดี โตแบบพอมีเงินเก็บ สร้างอิมแพ็คกับคนในพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขัดกับระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน” 

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

 ในแง่ของการขายผลิตภัณฑ์ หลังผ่านโปรเจกต์มาหลายครั้ง Reviv ได้เรียนรู้ว่าการขายสินค้าปริมาณมากและรับโปรเจกต์ใหญ่นั้นทำให้องค์กรโตไวขึ้นก็จริง แต่ถ้าเส้นทางนั้นขัดกับความสนใจของสมาชิกในองค์กรและพันธกิจหลัก พวกเขาก็เลือกถอยดีกว่า เพราะไม่ได้อยากผันตัวเป็นโรงงานผลิตสินค้าอีกแห่ง

“มีคนติดต่อเราเข้ามาเยอะว่า ทำอันนี้ให้หน่อย 1,000 ใบได้มั้ย ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นโรงงาน Service เย็บผ้าแล้ว ถามว่าตรงนี้มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับเรา ให้กับแม่ ๆ ช่างเย็บผ้ามากขึ้นไหม มี แต่เนื้องานต้องใช้เวลาเยอะมาก เราต้องไปหาช่างมากกว่านี้ จากที่เรามีช่างอยู่แค่ 6 คน ต้องไปหาช่างเพิ่ม หาที่เก็บโกดังเพิ่ม ทุกคนก็ต้องเริ่มมาดูแลแม่ ๆ มากขึ้น ต้องมานั่งคุยกับลูกค้า” 

“อีกอย่าง Reviv ไม่มีใครมีประสบการณ์เกี่ยวกับโรงงานผ้า ถ้าทำจริง ๆ ต้องลงทุนเยอะ เราคุยกันแล้วตัดสินใจว่า เราไม่ได้อยากไปทิศทางนั้น เราเข้า Incubation มา 3 รอบ มีแต่คนบอกว่า เข้าตลาดนี้ตลาดนั้นสิ ต้องรีบโต แต่เรามีประสบการณ์เยอะด้านอื่น เราอยากตั้ง Consultancy เพื่อให้โอกาสคนอื่นได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนในแบบฉบับที่เราเรียนมา แล้วเราก็เห็นอิมแพ็คด้านอื่น ๆ ที่เราดูแลได้มากกว่าโรงงานเย็บผ้า”

ดังนั้น ก็ควรถึงเวลาที่จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองใหม่อีกครั้งว่า องค์กรแบบธุรกิจหรือสตาร์ทอัพ เป็นหนทางที่พวกเขาอยากจะเดินไปจริง ๆ หรือเปล่า และ Reviv ในบทต่อไปที่พวกเขาอยากเห็นและอยากให้เป็นคืออะไร  

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
03

เดินหน้าต่อไป (แบบช้า ๆ)

หลักจากตัดสินใจปิดตัวชั่วคราวเพื่อตรึกตรองจุดยืนใหม่ วันนี้พวกเขาพร้อมกลับมาอีกครั้งในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่นิยามตัวเองว่าเป็น Community หรือกลุ่มคนที่ส่งเสริมเรื่องการซ่อมและการใช้ซ้ำในไทย ซึ่งจะค่อย ๆ เติบโตไปแบบไม่รีบร้อน 

“เราทำเพื่อตอบโจทย์สังคมที่ไม่มีการซ่อม แต่เราทำงานแบบ Slow Fashion ใช้เวลาในการผลิต เติบโตทีละนิด ไม่รีบ ถ้าคนเข้ามาจากหลายแห่ง มาซื้อ แรงงานก็ต้องทำงานเยอะ ทำไม่ทัน มันก็จะออกจาก Slow Fashion ไป เราก็เลยตั้งใจค่อย ๆ โตไปทีละขั้น”

Reviv โฉมใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้ง นอกจากมีบริการซ่อมและขายผลิตภัณฑ์แบบที่เราคุ้นตา ยังมีโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่น่าติดตามเกี่ยวกับการกระจายความรู้และการสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมการซ่อมและการใช้ซ้ำในสังคมอีกมากมาย

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

โปรเจกต์ที่ 1 คือ การสร้างแบบประเมินความซ่อมง่าย (Repairability Index) เครื่องมือที่จะช่วยผู้บริโภคประเมินความซ่อมง่ายของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ แก้ว ฯลฯ เพื่อใช้ข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลทำรีวิวความซ่อมง่ายของแต่ละผลิตภัณฑ์ และเพื่อให้ภาครัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ นำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนานโบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ต่อไป 

โปรเจกต์ที่ 2 คือ การสร้างสังคมแห่งการซ่อม (Repair Community) เพื่อสนับสนุนช่างซ่อมตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ออนไลน์รวบรวมช่างซ่อมจากทุกพื้นที่ โดยทั้งผู้บริโภคและผู้ให้บริการนำข้อมูลของร้านซ่อมต่าง ๆ เข้าไปใส่ไว้ในแพลตฟอร์มได้อย่างเสรี เพื่อให้ข้อมูลของร้าน อาทิ ที่อยู่ เวลาเปิด-ปิด รวมถึงรีวิวการบริการ เป็นพื้นที่รวบรวมคุณลุงคุณป้าร้านซ่อมที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี และในทางกลับกัน ก็เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการของพวกเขาได้ 

โปรเจกต์ที่ 3 คือ การสร้างเครือข่ายการซ่อม (Repair Cafe Network) ซึ่งจะจัดขึ้นเดือนละครั้ง เพื่อให้คนในชุมชนได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการซ่อมกัน เช่น คนนั้นซ่อมคอมพิวเตอร์ได้ คนนี้ซ่อมรองเท้าได้ โดยที่คนในชุมชนนำของมาส่งซ่อมกันเองได้ 

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

โปรเจกต์ที่ 4 คือการบอกเล่าความสัมพันธ์ของผู้คนกับเสื้อผ้าในเพจใหม่ชื่อ Clothversation ซึ่งนอกจากการใส่ซ้ำและการซ่อมแซม Reviv อยากกระตุ้นให้เห็นคนเห็นคุณค่าของเสื้อผ้ามากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ในด้านความทรงจำ และใช้จุดนี้เป็นกระบอกเสียงในการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

โปรเจกต์ที่ 5 คือ Repair Service (โฉมใหม่) จากแต่ก่อนที่เปิดบริการตลอด 24 ชม. Reviv จะสร้างวัฒนธรรมการซ่อมใหม่ชื่อ Repair Week ซึ่งเกิดขึ้นในทุก ๆ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พวกเขาจะเปิดรับคุยและให้บริการด้านการซ่อมเสื้อผ้า เพื่อทำหน้าที่ผลักดัน Repair Week ขึ้นมาในไทยจนเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักใหม่ 

ความพิเศษคือ Repair of the Month 2 ลายปักพิเศษที่แม่ ๆ ช่างเย็บดีไซน์ร่วมกับ Reviv จะเปลี่ยนไปทุก ๆ เดือน หากใครอยากได้ลายปักแบบลิมิเต็ดอิดิชัน ก็ขอคำปรึกษาจากกลุ่ม Reviv และส่งเสื้อผ้าเข้ามาซ่อมกันได้เลย

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม
04

เป้าหมาย

ฟื้นคืนชีพกลับมาในครั้งนี้ ฝ้ายบอกกับเราว่า 

“รู้สึกว่าที่เรามีจริงๆ คือกระบอกเสียง เพราะเราได้สร้างคอนเนกชันไว้เยอะมาก แล้วการที่มีอาสาสมัครมาทำงานกับเรา ก็เหมือนสร้างฐานเสียงได้ประมาณหนึ่ง เราอยากใช้กระบอกเสียงที่เรามีเรื่องการ Repair และ Reuse ให้คนเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วเราก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปเรื่อย ๆ” 

ภูมิเสริมต่อ “อะไรที่ยังขาดไปในสังคม นั่นคือสิ่งที่พวกเราอยากทำ อย่าง Repairability Index ที่เราเห็นว่ายังไม่มี ถ้าเราสร้างบทสนทนาจากการใช้เครื่องมือนี้ หรือมีประโยชน์ในเชิงของนโยบาย อีก 5 ปี Reviv อาจมีส่วนร่วมในเรื่องการออกแบบนโยบาย หรือสร้างนโยบายการซ่อมในสังคมมากขึ้น” 

ส่วนโครงสร้างองค์กร Reviv พยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้มากที่สุด เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนกันต่อไปในอนาคต 

Reviv มองว่าใจความหลักขององค์กรควรขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงและความต้องการของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ฉะนั้น การดูแลความรู้สึกของสมาชิกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาอาจจะเคยฝันอยากเป็นสตาร์ทอัพ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่บริบทของสมาชิกไม่เอื้ออำนวย พวกเขาก็จะไม่ทำ 

จังหวะนั้นเราเลยถามภูมิกลับไปว่า แล้วถ้าวันหนึ่งไม่มีกลุ่มผู้ก่อตั้ง ภูมิก็ตอบกลับอย่างมั่นใจว่า 

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

“ในอนาคตเราอยากให้ Reviv ดำเนินงานได้โดยไม่ต้องมีภูมิหรือกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่างเดียว เราอยากทำให้องค์กรผลัดวนสมาชิกในองค์กรที่อยากนำองค์กรให้ขึ้นมานำได้ ผลัดกันนั่งเบาะหน้า เบาะหลัง แต่การจะทำแบบนั้นได้ เราต้องสร้าง Sense of Ownership ก่อน 

“หลังบ้านเราทำกิจกรรมที่สร้าง Value ให้กับคนในองค์กรตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำ Knowledge Sharing ต่าง ๆ พยายามทำกิจกรรมแบ่งปันความรู้กับอาสาสมัคร ภูมิอยากให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านการอยู่ใน Community นี้ แล้วก็ได้เอาความรู้บางอย่างจากตรงนี้ไปต่อยอดเรียนรู้ในชีวิตของเขา สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้หลัก ๆ ตอนนี้เพราะเรามีโครงสร้างองค์กรแบบนี้ เราคอยดูแลกันแบบนี้” 

นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาก็ยังหวังว่าโปรเจกต์แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรวบรวมร้านที่ให้บริการการซ่อมนั้น ในอนาคตจะพัฒนาไปถึงจุดที่เปิดรับการระดมทุนได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงของการทดลองระบบ แต่ภูมิ ฝ้าย และพั้นซ์ มองว่า ถ้าในอนาคตมีการตอบรับที่ดีจากสังคม มีประโยชน์ พวกเขาก็จะทำระดมพลังดูแลเว็บไซต์นี้ต่อไป

 “ผมมองว่าถ้ามันเป็นประโยชน์ นอกจากตัวแบรนด์แฟชั่นที่อยากสนับสนุนเราแล้ว ทางภาครัฐ หรือ กทม. อาจจะอยากช่วยเราด้วยก็ได้ แต่เราก็สร้างขึ้นมาก่อน เพื่อทดลองดูว่าโอเคไหม สังคมจะชอบหรือไม่ชอบ จะมีประโยชน์ไหม ถ้าในอนาคตใครเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็สนับสนุนกันนะครับ” ภูมิกล่าวด้วยรอยยิ้ม

การ Revive ให้ Reviv กลับมาในครั้งนี้ เราเองก็อยากเห็นและมุ่งหวังสิ่งเดียวกับที่พวกเขาหวัง 

เราหวังที่จะเห็นการขับเคลื่อนทางแฟชั่นในรูปแบบใหม่ที่แฟชั่นจะหมายถึงการซ่อม การใช้ซ้ำได้ แฟชั่นในรูปแบบที่เราไม่ต้องซื้อของใหม่ตลอดเวลาตามฤดูกาลหรือคอลเลกชัน และแฟชั่นที่เรเอ็นจอยกับการที่ได้ซื้อของน้อยลง ใช้ของใหม่น้อยลง

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

ขอขอบคุณสถานที่ Wamp.co (แผนที่)

Writer

Avatar

ญาณินท์ ศรีอุดมพงษ์

อดีตนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการแฟชั่นผู้เชื่อว่าจังหวะชีวิตมีจริง และมีวง safeplanet เป็นเครื่องชุบชูใจ

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load