ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

‘เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง’ คือสิ่งที่วัยรุ่นผู้ยื่นขอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้อยากให้เด็กไทยทุกคนรู้

“ขอโทษที่ช้านะคะ หนูเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมเคส”

ญา-ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา กล่าวขอโทษทีมงาน ก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เราบอกน้องว่า “ไม่เป็นไรเลย” ก่อนน้องจะอธิบายเพิ่มเติมว่า “เคสนักเรียนซึมเศร้าที่กำลังดูแลติดต่อไม่ได้กะทันหัน” ญาเลยต้องรีบไปที่บ้านเคสเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ทำให้มาสัมภาษณ์สายในวันนี้

ระหว่างที่ฟังญาเล่า เรารู้สึกทึ่งกับ ‘เด็กอายุ 17’ คนนี้ เพราะไม่ใช่แค่น้องขอยื่นแก้กฎหมายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง แต่น้องยังมีชีวิตประจำวันแตกต่างจากเด็กทั่วไป ญาเรียนหนังสือระบบโฮมสคูลที่ออกแบบการเรียนรู้แต่ละวันได้ และการเรียนรู้ในแต่ละวันของเธอคือการดูแลเพจ Mental Me-Youth Mental Health Change Making Centre ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตวัยรุ่น การให้คำปรึกษาและออกไปเยี่ยมเคสผู้ป่วยทางใจ การจัดอบรมหลักสูตรจัดการอารมณ์ในโรงเรียนแก่นักเรียน-ครู-ผู้ปกครอง รวมถึงการขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ญาเป็นหนึ่งในวิทยากรขึ้นพูดเรื่องสุขภาพจิตเยาวชน ในงาน ‘วันสุขภาพจิตโลก – Better Mind, Better Bangkok’ จัดขึ้นครั้งแรก ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิ Sati App มูลนิธิรุกข์ กลุ่ม Understand และเครือข่าย Global Shapers Bangkok เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการดูแลสุขภาพจิตคนไทย ญาบอกว่าในงานนั้น สิ่งที่เธออยากให้วัยรุ่นไทยรับรู้ที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเองแล้วนะ

และนี่คือเรื่องราวการเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิตของเด็กไทยคนหนึ่ง ซึ่งผลักดันจนแก้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตฉบับนี้จนสำเร็จ เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดี

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาผลักดันกฎหมาย… เพราะเพื่อนประถมพยายามฆ่าตัวตาย

“ตอนนั้นญาอยู่ชั้นประถม เห็นเพื่อนกรีดข้อมือตัวเองซ้ำ ๆ ก็เลยไปหาข้อมูลในกูเกิล แล้วพบว่าสิ่งที่เพื่อนเป็นเรียกว่าโรคซึมเศร้า พอจะพาเพื่อนไปหาหมอ ก็พบว่ากฎหมายไทยตอนนั้นไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง”

จากการเห็นความทุกข์ใจของเพื่อนและเห็นช่องโหว่ของกฎหมายตอนนั้น ทำให้ญาเริ่มขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตตั้งแต่อายุ 14 ปี ขณะนั้นญาเป็นแกนนำเยาวชนเลิฟแคร์คลับ อีกทั้งยังเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตบางกะปิ จึงร่วมมือกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิตแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ารับการรักษาบำบัดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ครั้งแรกญาและทีมงานไปยื่นหนังสือกับกรมสุขภาพจิตและพิมพ์ใบยินยอมเป็นแผ่นใหญ่พร้อมโซ่คล้องไว้ เพื่อสื่อสารกับบรรดาผู้ใหญ่ว่า ‘ช่วยปลดโซ่ตรวนให้เด็ก ๆ พบจิตแพทย์ด้วยตนเอง’

“ตอนเราพาเพื่อนประถมไปหาหมอ หมอบอกให้กลับไปก่อนเพราะไม่มีผู้ปกครอง ทั้งที่เขาก็แย่มาก ๆ แล้วตอนนั้น พอกลับมาบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ พยายามคุยเรื่องนี้ให้พวกเขาเข้าใจ เขาก็บอกว่าห้ามมายุ่งกับลูกเขา มีเคสแบบนี้เยอะนะคะที่พ่อแม่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง พอหาข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการแก้กฎหมายฉบับนี้ เราพบว่ามีทั้งเด็กที่ไม่อยากให้พ่อแม่รับรู้ว่าเขาเป็นอะไรอยู่ และเด็กที่อยากให้เราบอกพ่อแม่ให้หน่อย เขาไม่กล้าจริง ๆ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าพ่อแม่จะปฏิบัติยังไง”

อย่างไรก็ตาม 1 ปีผ่านไป การแก้ไขกฎหมายยังไม่สำเร็จ ญาและทีมงานก็ยังผลักดันกฎหมายต่อโดยไปยื่นหนังสือให้กระทรวงสาธารณสุขซึ่งกำลังสนใจประเด็นดังกล่าวพอดี ในครั้งนั้นญาได้เข้าร่วมประชุมกับทีมร่างกฎหมายฉบับนี้ จน พ.ศ. 2563 ก็แก้ไขกฎหมายฉบับนี้สำเร็จ

“ตอนนี้มีการออกนโยบายเป็นแนวทางให้จิตแพทย์ ส่วนเด็กก็รับคำปรึกษาจากนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ได้ รวมถึงรับยาบางตัวได้ แค่ให้เด็กได้รับการปรึกษาจากหมอ ไม่ใช่แค่ได้เจอหมอนะคะ มันคือการทำให้เด็กและครอบครัวได้เจอนักสังคมสงเคราะห์ด้วย เพราะว่าบางเคสเป็นเรื่องหนักมาก ดังนั้น ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องรับการปรึกษา พ่อแม่ก็ต้องเข้ารับคำปรึกษาเช่นกัน การแก้กฎหมายฉบับนี้เลยเป็นการเปิดประตูการแก้ไขปัญหา”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่พยายามช่วยเหลือวัยรุ่นมากมายที่เจ็บปวด

หลังจากผลักดันกฎหมายสำเร็จ น้องญาก็มุ่งพัฒนาตัวเองด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านการให้คำปรึกษา ผ่านการเรียนคอร์สสุขภาพจิตจากกรมสุขภาพจิต องค์กรต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญมากมาย รวมถึงการฝึกฝนทักษะจากหน้างาน เพราะในขณะนั้นน้องญาได้รับตำแหน่งประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ทำให้มีโอกาสจัดอบรมเรื่องสุขภาพจิตและให้คำปรึกษาเคสนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่เป็นประจำ ก่อนจะตั้งเพจ Mental Me เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตเด็กไทยผ่านการให้องค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ การผลักดันกฎหมายสำคัญ การอบรมหลักสูตรการจัดการอารมณ์ในโรงเรียน และการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทางสุขภาพจิต

“จากการทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา ญาพบว่าความเจ็บปวดของวัยรุ่นไทยมาจาครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง เช่น ครอบครัวกดดัน คาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป เราได้ยินซ้ำ ๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นหมอ ข้าราชการ เด็กแต่ละคนมีสิ่งที่ชอบแตกต่างกัน อาจไม่ตรงสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้ 

“เราได้เห็นพ่อแม่ที่กดดัน ด่า ไปจนทุบตีลูก ความเจ็บปวดต่อมาคือมาจากโรงเรียน เป็นความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคุณครู และสุดท้ายคือความเจ็บปวดที่มาจากสื่อออนไลน์ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนโควิดเราว่าการกลั่นแล้งในโลกออนไลน์ก็หนักแล้วนะ แต่หลังจากโควิด เราพบว่าหนักขึ้นมาก ๆ คงเพราะเรียนออนไลน์ ต้องใช้โทรศัพท์ทั้งวัน มันจะมีตั้งแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไปจนการกลั่นแกล้งกัน โพสประจานกันในโลกออนไลน์”

“เวลาญาดูแลเคส ก็มีตั้งแต่รับฟัง ให้คำปรึกษา บางเคสเราก็พาไปพบจิตแพทย์ด้วย ซึ่งก็จะมีโมเมนต์ดี ๆ ที่เราจำไม่ลืม เช่นเคสหนึ่งที่ญาให้คำปรึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เขาได้รับความรุนแรงในครอบครัว เคสนี้คุณพ่อเขาเมาเหล้าแล้วทำร้ายร่างกายลูก แต่พอสร่างเมาก็จะขอโทษลูก เขาเหมือนมีอาการทางจิตด้วย เด็กเหมือนโดนทำร้ายและโดนเยียวยาสลับกันไป เคสนี้เราคุยกันบ่อยมาก ๆ เราพยายามให้เขาไปรักษาแต่คุณพ่อก็ไม่ยอมให้ไป สิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือช่วยพยุงเคสไปจนวันที่เขาไปพบจิตแพทย์ได้ จนหลังจากที่ปลดล็อกโควิดก็พาเขาไปพบจิตแพทย์ ตอนนั้นเขาก็กอดญาแล้วร้องไห้ เรารู้สึกกับโมเมนต์นั้นมาก ๆ บอกไม่ถูกเลย”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’

ในมุมมองของญา เธอเชื่อว่าการผลักดันกฎหมายอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ครอบคลุม แต่เป็นการขับเคลื่อนพร้อมกันในทุกมิติ ทั้งจากฝั่งพ่อแม่ โรงเรียน องค์กรต่าง ๆ และภาครัฐ ญาและทีมงานเชื่อว่าทุกคนควรมีทักษะการจัดการอารมณ์เพื่อดูแลจิตใจตนเองให้ดีที่สุด จึงสร้างหลักสูตรการจัดการทางอารมณ์สำหรับโรงเรียน เพื่อฝึกฝนทักษะการดูแลเยียวยาจิตใจสำหรับนักเรียน อีกทั้งยังมีการฝึกฝนทักษะการให้คำปรึกษาสำหรับครูอาจารย์และผู้ปกครองอีกด้วย

“มีครั้งหนึ่งที่ญาพยายามหาคำตอบจากการสอบถามว่า ‘พ่อแม่ที่เด็กต้องการคือพ่อแม่แบบไหน’ สรุปคือเด็กต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’ คือรับฟังและเข้าใจเขาได้แบบเพื่อน และพร้อมเป็นผู้นำเวลาเขามีปัญหา ช่วยแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่พ่อแม่ที่อยากเป็นแต่ผู้นำ ที่ใช้อำนาจมากดทับเด็ก ๆ เด็กหลายคนสะท้อนว่าความสัมพันธ์ในบ้านหลายครั้งก็เหมือนเจ้านายลูกน้อง พ่อแม่สั่งอะไรก็ต้องทำ เด็กก็จะรู้สึกว่าเขาไม่ถูกมองเห็น รับฟัง

“เราคิดว่าหลักการในการดูแลสุขภาพจิตทุกคนให้ดีไปด้วยกัน คือการรับฟัง ญาเคยคุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาเล่าว่าถ้าเปรียบความเครียดความทุกข์ใจเป็นน้ำเต็มแก้ว แค่มีคนฟัง น้ำก็ออกไปครึ่งแก้วแล้ว มันแบ่งเบาได้มากจริง ๆ 

ซึ่งการรับฟังอาจจะยาก หลายครั้งเราก็ฟังแบบผ่าน ๆ ไป เล่นโทรศัพท์ไปด้วย แต่การฟังจริง ๆ คือฟังแบบเข้าอกเข้าใจจริง ๆ ฟังผ่านสายตาท่าทาง แค่นั้นความทุกข์เขาก็ถูกแบ่งเบา ญาโชคดีที่โตมากับคุณแม่ที่รับฟังลูกมาก ๆ อนุญาตให้ตั้งคำถามและสงสัยได้ตลอดไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เวลาญามีเรื่องเครียด คุณแม่ก็จะพยายามเป็นที่ปรึกษาและรับฟัง ทำให้เราเห็นตัวอย่างการรับฟังที่ดี ช่วงแรก ๆ ที่ทำงาน ญาไม่มีความรู้เรื่องการให้คำปรึกษาเลยนะ แต่ญาคิดภาพที่แม่รับฟังเรา เลยพยายามถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกไป”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ครั้งหนึ่งเคสนักเรียนที่ญาให้คำปรึกษากระโดดสะพานฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นญาก็เกิดความเครียดมาก เธอยอมรับว่าการทำงานพวกนี้ที่ต้องรับอารมณ์และเรื่องราวหนัก ๆ ของผู้คนนั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิต จนในที่สุดญาได้พูดคุยกับพี่ ๆ นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางจัดการอารมณ์และเรียนรู้การจัดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะยังไงงานนี้ก็เป็นงานที่เธอรักที่สุดและอยากจะทำจริง ๆ

“แรงผลักดันในการทำงานของญาเวลานี้ น่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวที่เราสนใจด้านนี้อยู่แล้ว และเราก็มีภาพฝันว่าอยากให้สุขภาพจิตของเด็กไทยดีขึ้น ต้องไม่ถึงจุดที่มีเด็กฆ่าตัวตายทุกวัน ภาพฝันนี้ไม่ได้มีตั้งแต่แรกนะคะ แต่พอเราขับเคลื่อนการแก้ไข พ.ร.บ. สำเร็จ ก็คิดว่าน่าจะไปต่อได้มากกว่านั้น

“การทำงานนี้ทำให้เราเรียนรู้มาก ๆ ว่าเสียงของเด็กมีคุณค่า และเสียงของเด็กก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะก่อนหน้าที่เราจะผลักดันกฎหมาย เราปรึกษาพี่คนหนึ่งแล้วเขาบอกว่าเรื่องนี้มันยากนะ เด็กอายุ 14 ทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน ทั้งที่ตอนนั้นเราต้องการคำแนะนำ แต่ได้ยินว่าทำไม่ได้หรอก มันก็ลดความมั่นใจว่าเราจะทำได้มั้ยนะ แต่ก็คิดว่าทำไปก่อนจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง พอทำสำเร็จ เราก็พบว่า เสียงของเด็กและความสามารถของเด็กมีคุณค่า เด็กเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้ถ้าเข้าใจบริบทและวิธีการ”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load