ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

Avatar

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

หนังไทยนอกกระแสและหนังนอกฮอลลีวู้ดไม่ใช่ความบันเทิงนอกบ้านที่หาดูได้ง่าย แม้อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีเพียงโรงหนังอิสระเล็กๆ และสมาคมไม่กี่แห่งที่จัดฉาย หรือไม่หนังก็จะลาโรงไปในเวลาอันสั้น ยิ่งในจังหวัดอื่นๆ ที่ประชากรน้อยกว่า โรงหนังส่วนใหญ่ก็มีตัวเลือกไม่มากนัก หากเปรียบเป็นอาหาร ก็เป็นจานที่คัดมาแล้วว่าอร่อยถูกปาก แต่มีอยู่ไม่กี่เมนู

โจ้-ชลัท ศิริวาณิชย์ นักตัดต่อภาพเคลื่อนไหวชาวโคราชชอบดูหนังหลายประเภท คลังความชอบของเขาหลากหลายเกินโรงหนังท้องถิ่น เมื่อได้ดูหนังทางเลือกดีๆ ในกรุงเทพฯ แล้วอยากแบ่งปันอรรถรสแปลกใหม่ให้คนบ้านเดียวกัน สิ่งที่โจ้ทำคือคัดเลือกรสชาติที่ดีที่สุดกลับไปบ้าน แล้วจัดฉายหนังในนาม Homeflick ให้ชาวนครราชสีมาได้ดูหนังร่วมกัน ตั้งแต่ในร้านกาแฟ โรงหนัง ไปจนถึงดาดฟ้า โดยกระบวนการเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นจากคนคนเดียว

Homeflick

โคราชพร้อมแล้ว

จากเด็กชายคลั่งไคล้ภาพยนตร์ที่ถ่อมาดูหนังดูคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ เข้าร้านแว่นวิดีโอตั้งแต่วัยมัธยม ชลัทสะสมความประทับใจต่อความเคลื่อนไหวด้านศิลปะของเมืองหลวงไว้ในใจ ยิ่งดูหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เขาค้นพบว่าการดูหนังไม่ใช่แค่เรื่องสนุกผ่อนคลาย แต่ยังเปิดประสบการณ์ความคิดความรู้ใหม่ๆ ได้เห็นโลกหลายใบที่ต่างออกไป การมีพื้นที่ฉายหนังหลากหลายในบ้านเกิดจึงก่อตัวขึ้นเป็นความฝันเล็กๆ

โจ้เข้ามาเรียนหนังที่กรุงเทพฯ จบแล้วก็ทำงานตัดต่อที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเมื่อกลับบ้านไปเห็นความเปลี่ยนแปลง เขามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะภาพยนตร์จะเติบโตที่โคราช

“คนที่อยู่โคราชเป็นเด็กๆ ซะเยอะมาก แล้วข้ามไปผู้ใหญ่เลย คนหนุ่มสาวจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเท่าไหร่ เพราะมักจะมาเรียนแล้วก็ทำงานที่กรุงเทพฯ พอกลับบ้านเราก็เลยอยากรู้จักกับคนโคราชไว้บ้างว่าใครทำอะไรยังไง หลังจากหายไปเรียน 4 ปี กลับมาสภาพสังคมเปลี่ยนไป เมืองเปลี่ยนไปหมดเลย แล้วมันมีซีนหนึ่งที่จุดประกายเราคือซีนดนตรีอินดี้ โคราชมีร้านเหล้า มีคนชอบดนตรี ชอบฟังเพลงอินดี้เหมือนกัน แล้วเขาก็อยากทำให้อะไรเกิดขึ้น ช่วงแรกๆ เราตื่นเต้นมากว่าแบบ โห เอา Panda Records มาเล่นทั้งค่ายเลย นี่เป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับโคราช เรากระตือรือร้นมากที่จะรู้จักกับชาวโคราชยุคใหม่

“บางทีเวลากลับโคราชเราก็อยากหาอะไรทำ อยากจะไปงานที่คนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ จัดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องเอาคนจากกรุงเทพฯ มาจัดให้ เราเห็นพี่คนนึงที่ทำงานวิทยุเอา ‘แต่เพียงผู้เดียว’ มาลงในโรง EGV โคราช มีคนดูเต็มเลย เราก็แบบ เฮ้ย คืออะไรวะ มันเกิดขึ้นได้เหรอ มันถึงเวลาแล้วเหรอ พร้อมแล้วเหรอโคราช ที่เคยคิดไว้ว่าอยากจัดฉายหนังมันวิ่งกลับมาหมดเลย”

ในปี 2013 โจ้จับมือกับ ‘เฟื่องนคร’ ร้านหนังสืออิสระกึ่งคาเฟ่เพื่อจัดฉายหนังสั้นเล็กๆ ในร้าน เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสัปดาห์หนังสืออิสระแห่งชาติ ผลปรากฏว่ามีผู้ชมมาดูอย่างอบอุ่น ชายหนุ่มจึงตัดสินใจอุทิศเวลาเพื่อจัดงานฉายหนังให้สม่ำเสมอ เคียงคู่กับความเคลื่อนไหวฝั่งดนตรี

Homeflick Homeflick Homeflick

พาหนังเข้าโรงใหญ่

“ภาพแรกสุดที่คิดคือจัดฉายหนังในร้านไปเรื่อยๆ เพราะเรารู้สึกว่าตัวเราเล็กจ้อย จะให้ไปฉายในโรงหนังได้ยังไง”

โจ้ทบทวนความจำ ในวันที่ Homeflick ฉายหนังในโรงใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ทั้งในโรงเครือ EGV และโรงหนังท้องถิ่น Five Stars Multiplex จุดเปลี่ยนของนักฉายหนังให้คนดูหลักสิบมาเป็นโรงหนังที่นั่งหลักร้อย คือหนังเรื่อง ตั้งวง ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

“พอ ตั้งวง เข้าที่กรุงเทพฯ เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้คนโคราชได้ประสบการณ์เดียวกับคนกรุงเทพฯ ที่ได้ดูเรื่องนี้ในจอใหญ่ และได้ดูในช่วงเวลาที่ไม่เลยช่วงเข้าโรงของที่นี่มากเกินไป เลยเริ่มคิดเรื่องเอาเรื่องนี้ไปฉายโรง พอคุยกับผู้จัดการโรงก็เกิดปัญหาถัดมาต้องลงทุนเงินเยอะ เราลองคิดดูว่าถ้าแย่ที่สุดคือไม่มีคนมาดูเลย แล้วเราขาดทุนเท่านี้ เรายินดีไหมที่จะลงเงินก้อนนี้ ซึ่งตอนนั้นบ้ามาก เรายินดี (หัวเราะ)”

นักตัดต่อลงมือโปรโมตอีเวนต์ใหญ่ของตัวเองด้วยการควบทุกตำแหน่งในฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทั้งออกแบบโปสเตอร์ ผูกงานกับอีเวนต์ดนตรี และจัดโปรโมชันสารพัด งานแรกผ่านไปโดยมีผู้ชมพอสมควร ตามด้วย Marry is Happy, Marry is Happy ที่โจ้ไปหามิตรสหายมาช่วยวาดโปสเตอร์บนแผ่นไม้เหมือนหนังสมัยก่อน ตามด้วยขอใช้พื้นที่สื่อตามป้ายดิจิทัลในห้าง ผลปรากฏว่ากระแสหนังของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เฟื่องฟูสะพัดในโคราชจนต้องจัดฉายในโรงใหญ่ถึง 2 รอบ

“ตอนนั้น DVD ออกแล้วนะ มีขายเสื้อซึ่งเสื้อก็หมดเกลี้ยงไปแล้ว ก็มีคนใส่เสื้อมาดู มีคนถือ DVD มาถ่ายรูปกับโปสเตอร์ที่แปะหน้าโต๊ะขายตั๋ว ฟีเวอร์มาก มันพิสูจน์ให้เราเห็นว่าของพวกนี้มันเชื่อมต่อกันหมดด้วยโลกโซเชียล ไม่ขาดตอนแบบที่เรารู้สึกตอน ม.ปลาย ถึงไม่มีหนังฉายในจังหวัด เขาก็ยังรู้จักแมรี่อยู่ดีจากการติดตามเพจพี่เต๋อ หรือเพจส่วนกลางอะไรของกรุงเทพฯ ก็ตาม ทำให้เรารู้สึกว่าต่อไปการฉายหนังก็เป็นไปได้ ไม่ยากอีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้มันเหมือนตัดริบบิ้น เฮ เริ่มได้แล้ว”

Homeflick Homeflick Homeflick

สร้างระบบนิเวศภาพยนตร์

หลังจากฉายหนังได้สักระยะ Homeflick เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมหนังกระแสรองในโคราช นักตัดต่ออธิบายว่าวิธีการฉายหนังในโรงใหญ่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือติดต่อโรงหนังเพื่อแจ้งเรื่องความต้องการฉาย ทางโรงหนังจะติดต่อค่ายหนังและสายหนังเพื่อตกลงสัญญาก่อนส่งหนังมาให้ และกรณีที่เป็นหนังค่ายเล็กๆ อย่าง ภวังค์รัก (Concrete Clouds) โรงหนังให้เช่าโรงเปล่า ชายหนุ่มเดินทางไปรับไฟล์ที่กรุงเทพฯ ด้วยตนเอง แล้วนั่งประคองกระเป๋าใส่ไฟล์อย่างทะนุถนอมไปตลอดทางกลับนครราชสีมา ส่วนหนังต่างชาติมักได้มาจากพันธมิตรอย่าง Documentary Club จัดฉายตามสถานที่ต่างๆ อย่างร้านเฟื่องนคร, ฉายเรื่อง Oasis ให้ได้อารมณ์ยุคเก่าในโรงภาพยนตร์ Five Stars Multiplex, หรือหนังเรื่อง Hommeless ที่เล่าเรื่องชายที่ใช้ชีวิตจรจัดบนดาดฟ้า Homeflick ก็จัดฉายบนดาดฟ้าเพื่อให้ได้อรรถรสเต็มเปี่ยม

“ตอนแรกเรามีใจที่จะอยากให้คนโคราชทุกคนดูหนังมาก มากจนเราลดราคาตั๋วสุดๆ เลย มันไม่มีทางถอนทุนได้ เอาจริงๆ ก็โง่นะ ใจเราอยากฉายให้คนดูจริงๆ เลยทำไปด้วยความรู้น้อย หลังจากนั้นก็เพิ่มเพดานราคาให้มากขึ้น ตอนฉายหนังในโรงใหญ่ มีพี่โปรดิวเซอร์หนังโทรมาคุย แกบอกว่า ‘โจ้ ทำแบบนี้มันไม่ดีหรอก’ เราก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่ทุกครั้งที่ฉายต้องเจ็บตัว ขาดทุนตลอด ดังนั้นจะมีเกณฑ์ว่าเราจะไม่ทำให้มันเหนื่อยเกินไป ไม่ให้มันเกินแรงเรา หรือต้องไม่เสียอะไรมากเกินไป มันถึงเป็นสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆ ได้โดยไม่หยุด”

Homeflick Homeflick

ชลัทแก้ไขปัญหาด้วยการขอสปอนเซอร์จากชาวโคราช ทั้งในรูปแบบเงินทุนและสื่อจอภาพทั่วเมือง ขั้นตอนนี้เป็นอีกหมุดสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นกระบวนการฉายหนังทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เลือกกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดงานเล็กๆ สม่ำเสมอ ความทุ่มเทฉายหนังครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เกิดคลื่นความสนใจหนังนอกกระแสในโคราช มีการจัดฉายหนังนอกกระแสในมหาวิทยาลัย และกลุ่ม Korat Indie Weekend ที่ร่วมเผยแพร่กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมทางเลือกให้ชาวย่าโม ตามความตั้งใจของ Homeflick ว่า ‘บ้านเดียวกัน ดูด้วยกัน’

“เราเริ่มจากจุดที่เราขาดแคลน แต่ตอนนี้โลกมันไร้พรมแดน โซเชียลมันเชื่อมต่อเราเข้าด้วยกัน แล้วทำไมเราจะไม่ใช้โอกาสนี้เชื่อมต่อเข้าหาคนที่สนใจอะไรร่วมกัน ถ้าเราจัดงานครั้งเดียวแล้วจบไปเลยมันก็เท่านั้น มาแล้วก็หายไป แต่ถ้ามันเกิดเรื่อยๆ ซ้ำๆ กันจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเราแล้วก็น่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ ให้คนโคราชมีทางเลือกเสพศิลปะความบันเทิงที่หลากหลายกว่าเดิม”

ผู้ก่อตั้ง Homeflick ตบท้าย ก่อนเอี้ยวตัวหันหลังให้เราเห็นภาพด้านหลังของเสื้อยืด รายชื่อหนังทั้งหมดที่โจ้เคยทุ่มเทแรงกายแรงใจปรากฏเป็นแถวยาว นอกจากชื่นชมความทุ่มเทของคนรักหนังและรักบ้านเกิด เราเอาใจช่วยให้รสชาติศิลปะใหม่ๆ ที่ Homeflick ตั้งใจนำเสนอ ส่งต่อไปถึงผู้ชมหลากหลายในเมืองใหญ่ของอีสาน

Homeflick

วันที่ 26-27 สิงหาคม 2560 นี้ Homeflick จะจัดฉายหนังเรื่อง Motel Mist โรงแรมต่างดาว และ ดาวคะนอง 2 เรื่องควบ ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Homeflick

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load