ผมเชื่อว่าถ้าผมพูดชื่อวัดนี้เป็นภาษาเมียนมาหลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่เชื่อเถอะครับว่าหลุดชื่อที่คนไทยนิยมเรียก ผมเชื่อว่าใครๆ ก็รู้จัก เพราะที่นี่คือวัดที่ใครก็ตามที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเมืองย่างกุ้งจะต้องไป ไม่ว่าคุณจะไป 3 วัน หรือแม้แต่ One-day Trip ก็ตาม ก็จะต้องมีชื่อของวัดนี้อยู่ในรายชื่อแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าคำตอบในใจบางท่านอาจจะเป็นเจดีย์ชเวดากอง แต่ผิดครับ ผมจะไปชมวัดโบตะทาวน์ (Botataung Pagoda) (เมียนมานิยมใช้คำว่า Pagoda แทนคำว่า วัด มากกว่าคำว่า Temple) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า ‘วัดเทพทันใจ’ ครับผม

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

โบ แปลว่า ทหาร ตะทาวน์ แปลว่า หนึ่งพัน ดังนั้น ชื่อ โบตะทาวน์ จึงมีความหมายว่า วัดทหารพันนาย ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากตำนานการสร้างวัดซึ่งมี 2 เวอร์ชัน 

เวอร์ชันแรกเล่าว่า เมื่อครั้งตปุสสะและภัลลิกะ สองพ่อค้า ได้รับพระเกศาธาตุและพระอัฐิธาตุจากอินเดีย (ชาวเมียนมาเชื่อว่าทั้งสองเป็นชาวเมียนมา) ทั้งสองได้อัญเชิญมายังเมืองมอญ พระเจ้าสีหะทิปะ กษัตริย์มอญในสมัยนั้น มีพระราชโองการให้ทหาร 1,000 นาย มาคอยรอรับพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว ก่อนที่จะอัญเชิญข้ามแม่น้ำไปประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง และได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนแล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุเอาไว้ 

ส่วนตำนานเวอร์ชันที่ 2 เล่าว่า ในสมัยของพระเจ้าโอกกะละปะ กษัตริย์มอญแห่งเมืองตะโก่ง (ย่างกุ้ง) มีพระสงฆ์ 8 รูป อัญเชิญพระเกศาธาตุมาจากอินเดีย พระองค์จึงมีพระราชโองการให้ทหาร 1,000 นาย ไปตั้งแถวสักการะ พร้อมสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุนั้น แม้ตำนานจะมี 2 เวอร์ชัน แต่รายละเอียดใกล้เคียงกันมาก และจะมีสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ ทหาร 1,000 นาย ที่เป็นที่มาของชื่อวัดครับผม 

แต่ต่อมาได้เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นกับวัดแห่งนี้ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดมาโจมตีเมืองย่างกุ้งที่ในเวลานั้นยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การทิ้งระเบิดครั้งนั้นได้ทำลายเจดีย์โบตะทาวน์จนพังทลาย แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะในครั้งนั้นชาวบ้านได้พบสถูปจำลองที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ ตลอดจนข้าวของมีค่าต่างๆ มากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็จัดแสดงภายในวัด ส่วนที่เหลือถูกนำไปเก็บในสถานที่ปลอดภัย

โบตะทาวน์มีเจดีย์เป็นประธานของวัด โดยบริเวณทางเข้าด้านหน้าจะเป็นทางเดินที่มีภาพประวัติของเจดีย์องค์นี้พร้อมคำบรรยายภาษาเมียนมาและภาษาอังกฤษ พร้อมกับมีส่วนที่จัดแสดงผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในตู้กระจกและข้าวของมีค่าจากเจดีย์ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ พระพุทธรูปขนาดเล็กหลายวัสดุซึ่งบางชิ้นเก่าแก่ถึงสมัยพุกามเลยก็มี อ้อ ตามช่องประตูจะมีธนบัตรนานาชาติจากทั้งชาวเมียนมาและชาวต่างชาติ ธนบัตรสกุลเงินบาทของเราก็มีนะครับ ลองหากันดู

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน
หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน
หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

พออกมาเราก็จะเจอเจดีย์ประธานของวัดแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเจดีย์แบบมอญ เพราะพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมาปัจจุบันเดิมเป็นรัฐของมอญมาก่อน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองย่างกุ้ง เมืองพะโค เมืองพะสิม ล้วนแต่เต็มไปด้วยเจดีย์มอญทั้งสิ้น 

แต่เจดีย์องค์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเป็นองค์ที่สร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2486 แทนที่องค์เดิมที่ถูกทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมก็ไม่แน่ใจว่าดั้งเดิมแล้วเจดีย์องค์นี้หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันน่าจะมีรูปแบบใกล้เคียงสภาพก่อนพังทลาย (แม้จะไม่เคยเห็นภาพถ่ายเก่าเจดีย์องค์นี้ก็ตาม) ซึ่งถ้าดูเผินๆ เจดีย์องค์นี้จะคล้ายกับเจดีย์ชเวมอดอหรือพระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพะโค อยู่หลายส่วนเลยทีเดียว

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้ก็คือพระพุทธรูปนันอูครับ พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ในวิหารทางทิศเหนือ หรือทางขวามือของเจดีย์นั่นเอง พระพุทธรูปสำริดองค์นี้พระเจ้ามินดงโปรดให้หล่อขึ้นแล้วนำไปประดิษฐานในพระตำหนักแก้วภายในพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับประกอบศาสนกิจภายในพระราชวัง 

ต่อมาในสมัยพระเจ้าสีป่อ หลังจากที่อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ได้แล้ว ใน พ.ศ. 2428 ได้นำพระพุทธรูปองค์นี้พร้อมสิ่งของมากมายไปจากพระราชวัง แล้วจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เมืองโกลกาตา ก่อนจะย้ายไปยัง Victoria and Albert Museum ใน พ.ศ. 2488 ซึ่งเรื่องนี้แม้จะฟังดูแย่ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะทำให้พระพุทธรูปองค์นี้รอดจากการถูกทำลายไปพร้อมกับพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่ใน พ.ศ. 2494 จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้กลับมายังประเทศเมียนมาอีกครั้งในวิหารที่สร้างจากเงินบริจาคของชาวเมียนมา

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

พระพุทธรูปองค์นี้ยังถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดของเมียนมา ซึ่งคำยกย่องนี้ผมเองก็เห็นด้วยอย่างไร้ข้อกังขา เพราะไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์ พระวรกาย อิริยาบถ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างงดงามลงตัวและหล่อด้วยเทคนิคชั้นสูง 

พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนสีหาสนบัลลังก์จำลอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในพระพุทธรูปศิลปะพม่าที่สร้างตั้งแต่สมัยมัณฑะเลย์มาถึงปัจจุบัน แม้แต่วัดพม่าในประเทศไทยหลายวัดก็ทำเช่นกัน ทีนี้ สีหาสนบัลลังก์คืออะไร สีหาสนบัลลังก์คือราชบัลลังก์ที่พระมหากษัตริย์ประทับเวลาออกว่าราชการ และถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รอดจากการถูกทำลายไปได้ เพราะอังกฤษนำไปไว้ที่เมืองโกลกาตาเช่นเดียวกับพระพุทธรูปนันอู ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมียนมา เมืองย่างกุ้ง

พระพุทธรูปนันอู
พระพุทธรูปนันอู

นอกจากเจดีย์และพระพุทธรูปแล้ว วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของนัตถึง 2 องค์ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองถือเป็นนัตซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยที่ไปวัดนี้ บางทีอาจจะมากกว่าพระพุทธรูปนันอูด้วยซ้ำ แถมยังเป็นนัตที่คนไทยเข้าใจเรื่องราวของท่านแบบผิดๆ มากที่สุดองค์หนึ่งอีกด้วย

แต่ก่อนจะไปกันถึงเรื่องของนัตทั้งสอง เรามารู้จัก ‘นัต’ กันก่อนครับ นัตถือเป็นเรื่องความเชื่อพื้นเมืองของเมียนมาที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา นัตคือวิญญาณ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งวิญญาณบรรพบุรุษ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพยดา นัตนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนัตหลวง 37 ตน หรือนัตพื้นเมืองอื่นๆ แต่หนึ่งในนัตที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่คนไทยก็คือ โบโบจีนัต หรือเทพทันใจที่คนไทยชอบเรียกกันนั่นล่ะครับ

โบโบจี หรือโบโบยี มีความหมายว่า พ่อปู่ หรือพ่อใหญ่ ท่านถือเป็นนัตสำคัญ เพราะเป็นผู้ชี้สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุที่สองพ่อค้าอัญเชิญมา ซึ่งก็คือ ‘เขาสิงคุตตระ’ สถานที่ประดิษฐานพระธาตุของพระอดีตพุทธเจ้ามาก่อน และต่อมาได้กลายเป็นสถานที่สร้างเจดีย์ชเวดากอง 

ว่าง่ายๆ ก็คือ นิ้วท่านที่ชี้ไปนั้นคือการชี้เพื่อบอกสถานที่สร้างเจดีย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการดลบันดาลให้สิ่งที่เราขอเป็นจริงแต่อย่างใด แถมจริงๆ แล้วโบโบจีนัตยังมีศาลอยู่หลายแห่งในเมืองย่างกุ้ง และศาลที่คนเมียนมานิยมไปไหว้จริงๆ ก็คือศาลที่เจดีย์สุเล ไม่ใช่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการบูชาโดยนำธนบัตรใส่ในมือของท่าน 2 ใบ หลังจากไหว้ก็นำกลับมา 1 ใบ หยอดบริจาค 1 ใบ แล้วเอาหน้าผากสัมผัสกับนิ้วของท่านที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้นั้นเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยคนไทยเราเองนี่แหละ เพราะชาวเมียนมาแต่เดิมบูชานัตด้วยเครื่องบูชา ประกอบไปด้วยกล้วย มะพร้าว หมาก เมี่ยง ดอกไม้ ใบหว้า แต่เราทำกันจนแม้แต่คนเมียนมาทุกวันนี้ก็เริ่มเอาอย่างเราแล้ว

(ในหอนี้ยังมีนัตอีก 2 องค์นะครับ คือตะจามิน หรือนัตพระอินทร์ และถุระถะดี หรือนัตพระสรัสวดี อยู่ด้วย แต่คนไทยไม่ค่อยได้ไปไหว้เท่าไหร่)

โบโบจีนัต

อีกหนึ่งนัตที่ถูกเข้าใจผิดก็คือ เมียะนางนเว หรือเทพกระซิบ ที่คนไทยจะต้องไปกระซิบข้างหูขอพร ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจว่าท่านเป็นนางนาคที่ถือศีลไม่กินเนื้อจนตาย แต่จริงๆ แล้วท่านเป็นนัตเจ้าหญิงเชื้อสายไทใหญ่ที่ทรงศรัทธาพุทธศาสนาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และโปรดการสวดมนต์นั่งสมาธิ ต่อมาโบโบจีนัตได้ไปเข้าฝันให้พระองค์เสด็จมายังเมืองย่างกุ้งและดูแลเจดีย์โบตะทาวน์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงทำต่อเนื่องเรื่อยมา หลังจากสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2499 พระญาติของพระองค์ก็สร้างศาลให้ที่วัดแห่งนี้ 

การบูชาก็ใช้เครื่องบูชาแต่ดั้งเดิมของท่าน เช่นเดียวกับโบโบจีนัต ไม่ได้มีการกระซิบแต่อย่างใด การกระซิบนี้เกิดจากความเข้าใจผิดว่าท่านไม่ชอบถูกรบกวน 

โบโบจีนัต

อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้บอกว่าการที่ท่านจะเชื่อหรือศรัทธานัตทั้งสองหรือวิธีการขอพรที่นิยมทำกันในปัจจุบันเป็นเรื่องผิดนะครับ ผมไม่ได้มีจุดประสงค์จะหักล้างทำลายความเชื่อนี้แต่อย่างใด แม้จะเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยหลังก็ตาม เพียงแต่ผมอยากนำเสนอข้อมูลอีกมุมหนึ่งที่อาจทำให้การไปชมวัดแห่งนี้น่าสนใจมากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นกว่าที่จะเดินเข้าไปในวัดแห่งนี้เพื่อบูชานัตเพียงอย่างเดียว

ป.ล. หากผมออกเสียงภาษาเมียนมาคำใดผิดไปก็ต้องขออภัยด้วยครับ ผมพยายามเลือกคำที่น่าจะคุ้นหาคนไทยมากสักหน่อย เลยอาจจะไม่ได้ถูกต้องตามหลักภาษาจริงๆ ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. โบตะทาวน์ถือเป็นหนึ่งในวัดไม่กี่แห่งในเมืองย่างกุ้งที่เสียค่าเข้า 5 USD หรือ 6,000 MMK ครับ ที่นี่เสียค่าเข้าโดยไม่มีค่ากล้องครับ ตัววัดตั้งอยู่ทางใต้ของเมือง การเดินทางถ้าไปเองจะปั่นจักรยาน เหมารถ หรือจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ครับ เอาที่แต่ละท่านสะดวกกันเลยครับ
  2. ของไหว้นัตทั้งสองของวัดนี้ตามมาตรฐานเมียนมาหาซื้อได้ในวัดเลยครับ แต่ถ้าจะเตรียมมาเองก็ได้เช่นกัน
  3. ถ้าชอบเจดีย์ เมืองย่างกุ้งยังมีเจดีย์ที่น่าสนใจอีกหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ชเวดากองที่ถือเป็นไฮไลต์ของเมือง เจดีย์สุเลที่อยู่กลางวงเวียนก็ถือว่างาม ทั้งสององค์นี้ถือเป็นเจดีย์แบบมอญมาตรฐานที่กลายเป็นต้นแบบของเจดีย์มอญในเมืองไทยหลายองค์เลย และทั้งสองวัดเสียค่าเข้าทั้งคู่ครับ (ชเวดากอง 10,000 MMK สุเล 3,000 MMK)

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load