ผมเชื่อว่าถ้าผมพูดชื่อวัดนี้เป็นภาษาเมียนมาหลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่เชื่อเถอะครับว่าหลุดชื่อที่คนไทยนิยมเรียก ผมเชื่อว่าใครๆ ก็รู้จัก เพราะที่นี่คือวัดที่ใครก็ตามที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเมืองย่างกุ้งจะต้องไป ไม่ว่าคุณจะไป 3 วัน หรือแม้แต่ One-day Trip ก็ตาม ก็จะต้องมีชื่อของวัดนี้อยู่ในรายชื่อแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าคำตอบในใจบางท่านอาจจะเป็นเจดีย์ชเวดากอง แต่ผิดครับ ผมจะไปชมวัดโบตะทาวน์ (Botataung Pagoda) (เมียนมานิยมใช้คำว่า Pagoda แทนคำว่า วัด มากกว่าคำว่า Temple) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า ‘วัดเทพทันใจ’ ครับผม

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

โบ แปลว่า ทหาร ตะทาวน์ แปลว่า หนึ่งพัน ดังนั้น ชื่อ โบตะทาวน์ จึงมีความหมายว่า วัดทหารพันนาย ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากตำนานการสร้างวัดซึ่งมี 2 เวอร์ชัน 

เวอร์ชันแรกเล่าว่า เมื่อครั้งตปุสสะและภัลลิกะ สองพ่อค้า ได้รับพระเกศาธาตุและพระอัฐิธาตุจากอินเดีย (ชาวเมียนมาเชื่อว่าทั้งสองเป็นชาวเมียนมา) ทั้งสองได้อัญเชิญมายังเมืองมอญ พระเจ้าสีหะทิปะ กษัตริย์มอญในสมัยนั้น มีพระราชโองการให้ทหาร 1,000 นาย มาคอยรอรับพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว ก่อนที่จะอัญเชิญข้ามแม่น้ำไปประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง และได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนแล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุเอาไว้ 

ส่วนตำนานเวอร์ชันที่ 2 เล่าว่า ในสมัยของพระเจ้าโอกกะละปะ กษัตริย์มอญแห่งเมืองตะโก่ง (ย่างกุ้ง) มีพระสงฆ์ 8 รูป อัญเชิญพระเกศาธาตุมาจากอินเดีย พระองค์จึงมีพระราชโองการให้ทหาร 1,000 นาย ไปตั้งแถวสักการะ พร้อมสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุนั้น แม้ตำนานจะมี 2 เวอร์ชัน แต่รายละเอียดใกล้เคียงกันมาก และจะมีสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ ทหาร 1,000 นาย ที่เป็นที่มาของชื่อวัดครับผม 

แต่ต่อมาได้เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นกับวัดแห่งนี้ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดมาโจมตีเมืองย่างกุ้งที่ในเวลานั้นยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การทิ้งระเบิดครั้งนั้นได้ทำลายเจดีย์โบตะทาวน์จนพังทลาย แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะในครั้งนั้นชาวบ้านได้พบสถูปจำลองที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ ตลอดจนข้าวของมีค่าต่างๆ มากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็จัดแสดงภายในวัด ส่วนที่เหลือถูกนำไปเก็บในสถานที่ปลอดภัย

โบตะทาวน์มีเจดีย์เป็นประธานของวัด โดยบริเวณทางเข้าด้านหน้าจะเป็นทางเดินที่มีภาพประวัติของเจดีย์องค์นี้พร้อมคำบรรยายภาษาเมียนมาและภาษาอังกฤษ พร้อมกับมีส่วนที่จัดแสดงผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในตู้กระจกและข้าวของมีค่าจากเจดีย์ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ พระพุทธรูปขนาดเล็กหลายวัสดุซึ่งบางชิ้นเก่าแก่ถึงสมัยพุกามเลยก็มี อ้อ ตามช่องประตูจะมีธนบัตรนานาชาติจากทั้งชาวเมียนมาและชาวต่างชาติ ธนบัตรสกุลเงินบาทของเราก็มีนะครับ ลองหากันดู

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน
หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน
หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

พออกมาเราก็จะเจอเจดีย์ประธานของวัดแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเจดีย์แบบมอญ เพราะพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมาปัจจุบันเดิมเป็นรัฐของมอญมาก่อน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองย่างกุ้ง เมืองพะโค เมืองพะสิม ล้วนแต่เต็มไปด้วยเจดีย์มอญทั้งสิ้น 

แต่เจดีย์องค์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเป็นองค์ที่สร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2486 แทนที่องค์เดิมที่ถูกทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมก็ไม่แน่ใจว่าดั้งเดิมแล้วเจดีย์องค์นี้หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันน่าจะมีรูปแบบใกล้เคียงสภาพก่อนพังทลาย (แม้จะไม่เคยเห็นภาพถ่ายเก่าเจดีย์องค์นี้ก็ตาม) ซึ่งถ้าดูเผินๆ เจดีย์องค์นี้จะคล้ายกับเจดีย์ชเวมอดอหรือพระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพะโค อยู่หลายส่วนเลยทีเดียว

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้ก็คือพระพุทธรูปนันอูครับ พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ในวิหารทางทิศเหนือ หรือทางขวามือของเจดีย์นั่นเอง พระพุทธรูปสำริดองค์นี้พระเจ้ามินดงโปรดให้หล่อขึ้นแล้วนำไปประดิษฐานในพระตำหนักแก้วภายในพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับประกอบศาสนกิจภายในพระราชวัง 

ต่อมาในสมัยพระเจ้าสีป่อ หลังจากที่อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ได้แล้ว ใน พ.ศ. 2428 ได้นำพระพุทธรูปองค์นี้พร้อมสิ่งของมากมายไปจากพระราชวัง แล้วจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เมืองโกลกาตา ก่อนจะย้ายไปยัง Victoria and Albert Museum ใน พ.ศ. 2488 ซึ่งเรื่องนี้แม้จะฟังดูแย่ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะทำให้พระพุทธรูปองค์นี้รอดจากการถูกทำลายไปพร้อมกับพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่ใน พ.ศ. 2494 จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้กลับมายังประเทศเมียนมาอีกครั้งในวิหารที่สร้างจากเงินบริจาคของชาวเมียนมา

หาคำตอบเรื่องโบโบจีนัตแห่ง วัดโบตะทาวน์ ย่างกุ้ง ผู้ไม่เคยเป็นเทพทันใจ ว่าชี้นิ้วไปที่ไหน

พระพุทธรูปองค์นี้ยังถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดของเมียนมา ซึ่งคำยกย่องนี้ผมเองก็เห็นด้วยอย่างไร้ข้อกังขา เพราะไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์ พระวรกาย อิริยาบถ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างงดงามลงตัวและหล่อด้วยเทคนิคชั้นสูง 

พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนสีหาสนบัลลังก์จำลอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในพระพุทธรูปศิลปะพม่าที่สร้างตั้งแต่สมัยมัณฑะเลย์มาถึงปัจจุบัน แม้แต่วัดพม่าในประเทศไทยหลายวัดก็ทำเช่นกัน ทีนี้ สีหาสนบัลลังก์คืออะไร สีหาสนบัลลังก์คือราชบัลลังก์ที่พระมหากษัตริย์ประทับเวลาออกว่าราชการ และถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รอดจากการถูกทำลายไปได้ เพราะอังกฤษนำไปไว้ที่เมืองโกลกาตาเช่นเดียวกับพระพุทธรูปนันอู ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมียนมา เมืองย่างกุ้ง

พระพุทธรูปนันอู
พระพุทธรูปนันอู

นอกจากเจดีย์และพระพุทธรูปแล้ว วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของนัตถึง 2 องค์ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองถือเป็นนัตซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยที่ไปวัดนี้ บางทีอาจจะมากกว่าพระพุทธรูปนันอูด้วยซ้ำ แถมยังเป็นนัตที่คนไทยเข้าใจเรื่องราวของท่านแบบผิดๆ มากที่สุดองค์หนึ่งอีกด้วย

แต่ก่อนจะไปกันถึงเรื่องของนัตทั้งสอง เรามารู้จัก ‘นัต’ กันก่อนครับ นัตถือเป็นเรื่องความเชื่อพื้นเมืองของเมียนมาที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา นัตคือวิญญาณ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งวิญญาณบรรพบุรุษ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพยดา นัตนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนัตหลวง 37 ตน หรือนัตพื้นเมืองอื่นๆ แต่หนึ่งในนัตที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่คนไทยก็คือ โบโบจีนัต หรือเทพทันใจที่คนไทยชอบเรียกกันนั่นล่ะครับ

โบโบจี หรือโบโบยี มีความหมายว่า พ่อปู่ หรือพ่อใหญ่ ท่านถือเป็นนัตสำคัญ เพราะเป็นผู้ชี้สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุที่สองพ่อค้าอัญเชิญมา ซึ่งก็คือ ‘เขาสิงคุตตระ’ สถานที่ประดิษฐานพระธาตุของพระอดีตพุทธเจ้ามาก่อน และต่อมาได้กลายเป็นสถานที่สร้างเจดีย์ชเวดากอง 

ว่าง่ายๆ ก็คือ นิ้วท่านที่ชี้ไปนั้นคือการชี้เพื่อบอกสถานที่สร้างเจดีย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการดลบันดาลให้สิ่งที่เราขอเป็นจริงแต่อย่างใด แถมจริงๆ แล้วโบโบจีนัตยังมีศาลอยู่หลายแห่งในเมืองย่างกุ้ง และศาลที่คนเมียนมานิยมไปไหว้จริงๆ ก็คือศาลที่เจดีย์สุเล ไม่ใช่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการบูชาโดยนำธนบัตรใส่ในมือของท่าน 2 ใบ หลังจากไหว้ก็นำกลับมา 1 ใบ หยอดบริจาค 1 ใบ แล้วเอาหน้าผากสัมผัสกับนิ้วของท่านที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้นั้นเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยคนไทยเราเองนี่แหละ เพราะชาวเมียนมาแต่เดิมบูชานัตด้วยเครื่องบูชา ประกอบไปด้วยกล้วย มะพร้าว หมาก เมี่ยง ดอกไม้ ใบหว้า แต่เราทำกันจนแม้แต่คนเมียนมาทุกวันนี้ก็เริ่มเอาอย่างเราแล้ว

(ในหอนี้ยังมีนัตอีก 2 องค์นะครับ คือตะจามิน หรือนัตพระอินทร์ และถุระถะดี หรือนัตพระสรัสวดี อยู่ด้วย แต่คนไทยไม่ค่อยได้ไปไหว้เท่าไหร่)

โบโบจีนัต

อีกหนึ่งนัตที่ถูกเข้าใจผิดก็คือ เมียะนางนเว หรือเทพกระซิบ ที่คนไทยจะต้องไปกระซิบข้างหูขอพร ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจว่าท่านเป็นนางนาคที่ถือศีลไม่กินเนื้อจนตาย แต่จริงๆ แล้วท่านเป็นนัตเจ้าหญิงเชื้อสายไทใหญ่ที่ทรงศรัทธาพุทธศาสนาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และโปรดการสวดมนต์นั่งสมาธิ ต่อมาโบโบจีนัตได้ไปเข้าฝันให้พระองค์เสด็จมายังเมืองย่างกุ้งและดูแลเจดีย์โบตะทาวน์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงทำต่อเนื่องเรื่อยมา หลังจากสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2499 พระญาติของพระองค์ก็สร้างศาลให้ที่วัดแห่งนี้ 

การบูชาก็ใช้เครื่องบูชาแต่ดั้งเดิมของท่าน เช่นเดียวกับโบโบจีนัต ไม่ได้มีการกระซิบแต่อย่างใด การกระซิบนี้เกิดจากความเข้าใจผิดว่าท่านไม่ชอบถูกรบกวน 

โบโบจีนัต

อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้บอกว่าการที่ท่านจะเชื่อหรือศรัทธานัตทั้งสองหรือวิธีการขอพรที่นิยมทำกันในปัจจุบันเป็นเรื่องผิดนะครับ ผมไม่ได้มีจุดประสงค์จะหักล้างทำลายความเชื่อนี้แต่อย่างใด แม้จะเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยหลังก็ตาม เพียงแต่ผมอยากนำเสนอข้อมูลอีกมุมหนึ่งที่อาจทำให้การไปชมวัดแห่งนี้น่าสนใจมากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นกว่าที่จะเดินเข้าไปในวัดแห่งนี้เพื่อบูชานัตเพียงอย่างเดียว

ป.ล. หากผมออกเสียงภาษาเมียนมาคำใดผิดไปก็ต้องขออภัยด้วยครับ ผมพยายามเลือกคำที่น่าจะคุ้นหาคนไทยมากสักหน่อย เลยอาจจะไม่ได้ถูกต้องตามหลักภาษาจริงๆ ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. โบตะทาวน์ถือเป็นหนึ่งในวัดไม่กี่แห่งในเมืองย่างกุ้งที่เสียค่าเข้า 5 USD หรือ 6,000 MMK ครับ ที่นี่เสียค่าเข้าโดยไม่มีค่ากล้องครับ ตัววัดตั้งอยู่ทางใต้ของเมือง การเดินทางถ้าไปเองจะปั่นจักรยาน เหมารถ หรือจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ครับ เอาที่แต่ละท่านสะดวกกันเลยครับ
  2. ของไหว้นัตทั้งสองของวัดนี้ตามมาตรฐานเมียนมาหาซื้อได้ในวัดเลยครับ แต่ถ้าจะเตรียมมาเองก็ได้เช่นกัน
  3. ถ้าชอบเจดีย์ เมืองย่างกุ้งยังมีเจดีย์ที่น่าสนใจอีกหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ชเวดากองที่ถือเป็นไฮไลต์ของเมือง เจดีย์สุเลที่อยู่กลางวงเวียนก็ถือว่างาม ทั้งสององค์นี้ถือเป็นเจดีย์แบบมอญมาตรฐานที่กลายเป็นต้นแบบของเจดีย์มอญในเมืองไทยหลายองค์เลย และทั้งสองวัดเสียค่าเข้าทั้งคู่ครับ (ชเวดากอง 10,000 MMK สุเล 3,000 MMK)

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load