แน่นอนว่าเรื่อง ‘เงิน’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนสมัยนี้ เราบางคนแอบฝันจะเก็บเงิน และเราบางคนแอบเก็บเงินไปตามฝัน ดังนั้น คงดีไม่น้อยถ้าเรามีแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ในกระเป๋า (สตางค์) ของเรา วันนี้เราจึงขอพาไปรีวิว ‘ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ที่นอกจากจะมีพื้นที่ห้องสมุดและ Co-working Space อันเก๋ไก๋ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะแกะกล่อง 2 นิทรรศการใหม่ที่พาผู้ชมย้อนไปดูอดีตของการเงินประเทศไทย และมองไปยังอนาคตการเงินของเราเองด้วย

นิทรรศการทั้งสองนี้อยู่ด้านในของศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันทำการของศูนย์ฯ สำหรับนิทรรศการแรกนั้นมีวิธีสังเกตหาได้ง่ายๆ คือ ตรงทางเข้าจะมีลายเซ็นสีทองขนาดใหญ่ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย จารึกอยู่บนผนังเห็นเด่นเป็นสง่า ว่าแต่ท่านคือใคร? ลายเซ็นนี้มีความสำคัญอย่างไร? เราได้รับเกียรติจาก คุณนวพร มหารักขกะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายวางแผนและงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย มาช่วยเล่าเรื่องราวเนื้อหาของนิทรรศการนี้อย่างลึกซึ้ง

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

“นิทรรศการพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นเรื่องราวที่มีบริบทร่วมสมัย พระองค์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และทรงเป็นต้นแบบของผู้มีความสามารถที่มีความวิริยะอุตสาหะ ยึดมั่นในหลักการ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานของพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยสืบมาจวบจนปัจจุบัน”

ในห้องจัดแสดง เราย่างก้าวกลับไปสู่สมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคที่อิทธิพลของชาติตะวันตกประชิดเข้ามาในรูปแบบของการล่าอาณานิคม รวมถึงการแทรกแซงและกุมอำนาจทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประพาสยุโรปพร้อมด้วยพระอนุชาคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (พระบิดาของพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย) ทรงเห็นความสำคัญว่าประเทศไทยจะต้องมีสถาบันทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของแนวคิดการตั้ง National Bank ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจทั้งด้านเศรษฐกิจการเงิน การเมืองระหว่างประเทศ และด้านอื่นๆ ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงส่งพระราชโอรสและพระราชนัดดา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยไปศึกษายังต่างประเทศ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศ

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

กระบวนการจัดตั้งธนาคารกลางได้ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย ทางญี่ปุ่นตั้งข้อเรียกร้องด้านการเงินกับไทย 3 ประการ ข้อแรกคือ ขอตั้งธนาคารกลาง โดยที่ธนาคารกลางนั้นจะบริหารจัดการโดยคนญี่ปุ่น ไม่มีคนไทย ข้อที่สองคือ ขอให้การค้าขายทั้งหมดที่ทำกับญี่ปุ่นชำระด้วยเงินเยน ซึ่งแปลว่าเมื่อขายของกับญี่ปุ่นก็จะได้เฉพาะเงินเยนมา และไม่สามารถนำไปค้าขายแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นๆ ได้ ถือเป็นการล็อกเศรษฐกิจของไทยให้ผูกอยู่กับญี่ปุ่น ข้อที่สามคือ ขอให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทต่อ 1 เยน เท่ากับเป็นการลดค่าเงินบาทไปถึง 30%

“พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยซึ่งในตอนนั้นเป็นที่ปรึกษารัฐบาลไทยตรัสว่า เรื่องที่ยอมไม่ได้เด็ดขาดคือเรื่องการให้ต่างชาติมาตั้งธนาคารกลางแล้วบริหารจัดการโดยคนต่างชาติ เพราะมันเท่ากับการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เลยตรัสว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะตั้งธนาคารกลางเอง มีคนของเราที่พร้อมจะบริหารกิจการของธนาคารกลางเอง และทรงต่อรองว่ายอมให้ทางญี่ปุ่นได้ 2 ข้อที่ขอมา” คุณนวพรอธิบาย

ที่เรียกว่าเป็นการรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพราะธนาคารกลางคือคนที่ดูแลควบคุมปริมาณเงินและการไหลเวียนของเงินทั้งระบบ ซึ่งเปรียบเสมือนสายเลือดทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การบริหารปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจของไทย และปริมาณเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่เพื่อรองรับการค้าขายระหว่างประเทศ ไปจนถึงการพิมพ์ธนบัตร และที่จะขาดไม่ได้คือ การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะปล่อยเงินและสูบเงินเข้าระบบ ทั้งหมดยังอยู่ในมือคนไทย เพราะธนาคารกลางมิได้ตั้งโดยต่างชาติ ซึ่งคนที่ได้เข้ามาชมนิทรรศการจะสามารถพลิกดูเอกสารหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ได้ในหน้าหนังสือแบบดิจิทัล มีไฮไลต์ส่วนเนื้อหาที่สำคัญๆ ไว้ให้อ่านอย่างสะดวก

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ประเทศไทยอยู่ฝั่งแพ้สงคราม แต่พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยสามารถนำพาให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และธนาคารโลกได้ ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่แรกทำให้ไทยมีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องการวางกรอบกติการะบบการเงินของโลก เรียกได้ว่าผลงานของท่านได้วางรากฐานที่สำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศอย่างแท้จริง

“สิ่งหนึ่งที่ทรงฝากไว้จริงๆ ก็คือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ตอนที่ทรงตั้งแบงก์ชาติ ทรงตั้งคำถามว่าใครคือคนที่จะมาทำงานให้แบงก์ชาติ มีคุณสมบัติมากมายที่สำคัญ แต่ข้อแรกที่ทรงเขียน และทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์คือ ความสุจริต เพราะว่าจะเป็นธนาคารกลางได้ต้องได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นจากคนไทย และจากชาวโลกด้วย”

นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงแสดงให้เห็นความมั่นคงในหลักคุณธรรมนั้นด้วยการยอมลาออกเพื่อรักษาหลักการของพระองค์ เมื่อเกิดประเด็นตอนแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อช่วงสงครามโลก ทรงเห็นว่านโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุน และถูกแรงกดดันให้ปฏิบัติตาม ทรงพยายามชี้แจงด้วยหลักการและชี้ให้เห็นถึงผลร้าย แต่ถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถโน้มน้าวให้ทิศทางของนโยบายเปลี่ยนได้ จึงทรงลาออก สะท้อนจิตใจที่ยึดถือหลักการและความถูกต้องมากกว่าตำแหน่งอีกด้วย

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

เรียกได้ว่านิทรรศการแรกนี้เน้นการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านวิสัยทัศน์และแนวคิดของ ‘วีรบุรุษ’ แห่งวงการการเงินแห่งประเทศไทย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการนำเสนอในนิทรรศการถัดมาที่ชื่อว่า ‘นิทรรศการความรู้ทางการเงิน BOT Money Terminal’ นิทรรศการชุดนี้จะเน้น Interactive ชวนให้ทุกคนมองไปในอนาคต โดยเปรียบการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลเป็นการเดินทางไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้

คุณชนาธิป จริยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เล่าถึงที่มาที่ไปให้เราฟังว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ว่า ประชาชน Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศระยะต่อไป มีปัญหาเรื่องหนี้สิน และมีจำนวนมากที่เป็นหนี้ตั้งแต่อายุก่อน 30 ปี แถมยังมีโอกาสที่จะชำระหนี้ไม่ได้ด้วย! เมื่อประกอบกับการที่ผู้มาใช้บริการจำนวนมากของแบงก์ชาติเป็นนักศึกษาซึ่งเป็น Gen Y ด้วยแล้ว จึงเหมาะมากที่จะทำนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ทางด้านการเงินที่เน้นจับคนกลุ่มนี้

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

โซนแรกของนิทรรศการก็คือ ‘Booking’ ซึ่งคล้ายกับการกรอกข้อมูลเพื่อจองตั๋วเครื่องบิน แต่สิ่งที่กรอกคือข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง รวมถึงพฤติกรรมด้านการเงินด้วย เช่น มีค่าใช้จ่ายหมวดอะไรบ้างในแต่ละเดือน มีรายได้ หนี้สิน เท่าไหร่ แล้วโปรแกรมก็จะให้ตั้งเป้าหมายด้านการเงิน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการเก็บเงินซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ ไปจนถึงการเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ จากนั้นโปรแกรมก็จะวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของแต่ละคน แล้วประเมินว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเก็บเงินได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ต่อไปยังโซนที่ 2 ‘Check-in’ พอมาถึง ก็จะให้เลือกรหัสเที่ยวบินในหน้าจอที่มีชื่อเราอยู่ จะมีข้อมูลที่ได้กรอกไว้ขึ้นมา จากนั้นจะเป็นการวัดความรู้ด้านทักษะทางการเงิน ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ หรือการบริหารจัดการหนี้และการระวังป้องกันภัยทางการเงินต่างๆ หากตอบผิดก็จะมีเฉลยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเงินเด้งขึ้นมา ซึ่งระดับทักษะทางการเงินนี้จะสะท้อนออกมาเป็นสถานการณ์ในโซนที่ 3 ต่อไป

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

โซนที่ 3 ‘Take Off’ จะมีรูปตัวเองที่ต้องถ่ายตอนกรอกข้อมูลที่โซน 1 มาขึ้นเป็นหน้าตัวละครอยู่ในเครื่องบินบน Kinetic Wall ซึ่งเป็นจอที่มีการขยับเคลื่อนไหวได้ตามการเคลื่อนไหวของภาพแอนิเมชันในสกรีน ประเภทของเครื่องบินและสถานการณ์จำลองต่างๆ ที่สัมพันธ์กับข้อมูลซึ่งกรอกมาตั้งแต่ต้น เช่น ประเภทของเครื่องและสมรรถนะที่เป็นไปตามสุขภาพทางการเงินของแต่ละคน และถ้ามีภาระหนี้สินเยอะ ก็จะมีลมต้านเยอะ แทนอุปสรรคที่ทำให้ออมเงินและลงทุนได้ช้า ความรู้ในสิทธิและหน้าที่ทางการเงินก็จะสะท้อนออกมาในระดับเพดานบินที่ต่างกัน ถ้าความรู้ดีก็จะบินได้สูง เป็นต้น ซึ่งการจำลองแบบนี้จะทำให้เห็นว่าตัวเองอยู่ในสภาพทางการเงินแบบไหนก่อนจะไปถึงจุดหมาย

“เราพบว่าคนไทยส่วนใหญ่คิดว่าอยากจะออมเงิน แต่จริงๆ แล้วไม่สามารถออมได้ตามที่ตัวเองคิดไว้เลยค่ะ น้อยมาก มีคนกว่า 1 ใน 3 ที่ไม่มีเงินออม ส่วนเงินออมฉุกเฉิน ถ้าเราไม่มีเก็บออมไว้เลย สมมติเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินปั๊บ เช่น โทรศัพท์เสีย เกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย เราก็อาจจะเป็นหนี้ทันที ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่ามีหรือมีไม่ถึง 3 เดือน จริงๆ แล้วหลักการที่ถูกต้อง ดีที่สุด ต้องมีเงินออมฉุกเฉิน 6 เดือนค่ะ”

นอกจากนี้ คุณชนาธิปยังย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพการเงินว่า ถ้าให้ดีควรทำทุกปี เหมือนกับการตรวจสุขภาพร่างกาย และนิทรรศการนี้ก็ออกแบบมาให้สามารถเล่นได้หลายครั้ง เช่น เมื่อค่าใช้จ่าย รายได้ หนี้สิน เปลี่ยนไป หรือมีเป้าหมายใหม่ๆ ก็สามารถกลับมากรอกข้อมูลเพื่อประเมินใหม่ได้อีก แถมยังมีแอพชื่อ ‘BOT Money Terminal’ ให้เล่นจากมือถือได้ด้วย

แม้ทั้งสองนิทรรศการจะแตกต่างกันมาก แต่ทั้งคุณนวพรและคุณชนาธิปต่างย้ำว่า พันธกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยคือการสร้างความรู้ทางการเงินและภูมิคุ้มกันทางการเงินที่มั่นคงให้กับคนไทย ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบเรียนรู้แบบไหน เราคิดว่าทั้งสองนิทรรศการนี้ก็อาจจะช่วยคุณคิดถึงเรื่องการบริหารเงินทั้งในระดับประเทศและระดับปัจเจกได้ไม่มากก็น้อย

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

เลขที่ 273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ 023567766
อีเมล [email protected]
เวลาทำการ 09.30 – 20.00 น. ทุกวันยกเว้นวันจันทร์
ไม่เสียค่าเข้าชม

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load