ชีวิตของ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แห่ง ‘ฮอนโมโน ซูชิ’ น่าเอาไปทำหนัง

‘ฮอนโมโน’ แปลว่า ของจริง หรือของแท้ 

เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขา ต้องยอมรับว่า ไม่น่าจะมีชื่อไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้แต้มต่อในชีวิตทั้งหมดจะติดลบ ทั้งพื้นฐานครอบครัว เงินทุน การศึกษา และเส้นสาย แต่สิ่งที่เด็กชายตัวเล็กๆ จากครอบครัวยากจนในจังหวัดอุบลราชธานีมีมากกว่าคนอื่นๆ คือหัวใจนักสู้

เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ใช้เวลาสร้างเนื้อสร้างตัวราว 20 กว่าปี จนได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นของประเทศไทย เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอาหารญี่ปุ่นและจัดจำหน่ายวัตถุดิบ รายได้ระดับพันล้านบาท ตั้งแต่อายุเพียง 40 กว่าปีเท่านั้น

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ลักษณะอย่างหนึ่งของเชฟบุญธรรม คือเขาเป็นคนมองหาโอกาสและความรู้ใหม่ๆ ให้ชีวิตตลอดเวลา หลักคิดเมื่อจะเปลี่ยนงานของเขาคือ ต้องหาวิชาใส่ตัวให้มากที่สุด เป็นที่มาของการเปรียบตัวเองเป็น ‘ซามูไรร้อยสำนัก’ ทำงานมาแล้วมากกว่า 10 ร้าน ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานจะต้องมีเหตุผล บางครั้งถูกลดเงินเดือน แต่ยอมไปเพราะอยากเรียนรู้

แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจลงแข่งรายการ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย ทางช่อง 7HD ก็เป็นช่วงที่เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว จึงมีผู้หวังดีช่วยกันห้ามไม่ให้เขาเข้าแข่งขัน เพราะถ้าแพ้ปุ๊บ เสียชื่อแน่นอน

แต่เขาหรือจะกลัว เขากลับคิดว่า การแข่งขันย่อมมีแพ้ชนะ จึงตัดสินใจสู้ดูสักตั้ง 

ผลคือเขาชนะ ได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่น ดังระเบิดกว่าเดิม 

“สิ่งที่ติดตัวผมมาตลอดตั้งแต่เด็ก คือไม่ว่าจะทำอะไร ผมมักทำทุกอย่างสุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ พยายามเรียนรู้และหาช่องทางให้ตัวเองอยู่เสมอ” เชฟบุญธรรมกล่าว

คำว่า “สุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ” ที่เขาว่านั้น ไม่ธรรมดาจริงๆ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

กว่าจะได้เข้ากรุงเทพฯ

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ที่ห่างไกลความเจริญ เดินทางไปกลับโรงเรียนวันละหกกิโลเมตร เรามองว่าแรงผลักดันคือเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น สักวันหนึ่งเราอยากอิสระ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องเงิน กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน” เชฟบุญธรรมเล่า

เชื่อหรือไม่ว่าเขามีปมในใจกับเงาะ เพราะความยากจนทำให้ไม่เคยได้กินเงาะเลย เห็นคนข้างบ้านกินกันก็อยากกินบ้าง แต่เขาไม่ชวน เด็กชายบุญธรรมได้เพียงรอเก็บเปลือกเงาะที่หล่นเกลื่อนพื้นมาแทะเนื้อที่เหลือติดเปลือก จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ยังชอบกินเงาะ ชอบนั่งกินคนเดียวเพื่อนึกถึงความหลัง กินไปน้ำตาซึมไป

นอกจากไม่มีเงินแล้ว ยังขาดทั้งพ่อและแม่ พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยแม่ไปมีครอบครัวใหม่ เขาโตมากับตาและยาย แม้จะคิดถึงแม่ แต่ทำได้เพียงเอาเสื้อเก่าของแม่มาดมและกอดไว้

เด็กชายบุญธรรมเดินไปโรงเรียน กลับถึงบ้านช่วยตาและยายทำงานทุกอย่าง ดังที่เขาเล่าว่า “เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามประสา ตกเย็นก็หาอะไรกินตามมีตามเกิด”

พอจบ ป.6 ไม่ได้เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน เขาเล่าไว้ว่า “ถ้าไม่ได้เรียนต่อ ผมต้องทำนา เลี้ยงควาย มีชีวิตยากจนเหมือนปู่ย่าตายายไปจนตาย ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น แม้ผมยังไม่มีตังค์ ผมฝันไว้เสมอว่าสักวันผมต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

ด้วยความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เด็กชายบุญธรรมตัดสินใจขอบวช เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ

สามเณรบุญธรรมมุมานะท่องหนังสือจนสอบได้นักธรรมตรี โท ได้เปรียญธรรม 1 – 2 ประโยค เป็นที่เอ็นดูของหลวงพ่อ แต่เป็นที่หมั่นไส้ของสามเณรรุ่นพี่ จนถูกขู่ทำร้ายกลางดึก

ด้วยความกลัวว่าจะอยู่วัดต่อไม่ได้และไม่ได้เรียนหนังสือ สามเณรบุญธรรมมุมานะยิ่งกว่าเก่า เพื่อสอบเปรียญธรรม 3 ประโยคให้ได้ ทุกวันเขาตื่นแต่เช้ามาท่องหนังสือก่อนไปบิณฑบาต ทำวัตรเช้าเสร็จอ่านหนังสือต่อ ในขณะที่เณรรูปอื่นๆ คุยเล่นกันสนุกสนาน

วันประกาศผลสอบเปรียญธรรม 3 ประโยค ไม่มีชื่อสามเณรบุญธรรมบนบอร์ด

เขาผิดหวังอย่างหนัก ตัดสินใจกลับบ้าน เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยเวทีมวยตามงานวัด เอาหมัดแลกเงิน ชีวิตหักเหไปลองทำงานก่อสร้างที่หัวหินตามที่มีคนชวน และยังคงซ้อมมวยไปด้วย แต่งานกรรมกรก่อสร้างที่หนักเกินแรงเด็กจะรับไหว ทำให้บุญธรรมตัดสินใจกลับบ้านไปทำนาอีกครั้ง

เขากล่าวว่า “ในตอนนั้น ชีวิตผมดูเหมือนมีไว้เพื่อล้มเหลวจริงๆ” เพราะไปทางพระก็ไม่สำเร็จ ชกมวยก็ไม่รุ่ง ทำก่อสร้างก็เกินแรง และยังมองไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปในชีวิต

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จทั้งทางพระ มวย และก่อสร้าง แต่ในที่สุด โอกาสที่บุญธรรมจะได้ไปกรุงเทพฯ ก็มาถึงจนได้ เมื่อพ่อเลี้ยงฝากฝังเขาให้ญาติคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ตอนนั้นเขาเองก็นึกไม่ถึง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จาก ‘นายบุญธรรม’ สู่ ‘เชฟบุญธรรม’

จากวันที่นั่งรถ บขส. จากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ จนได้เป็นเชฟบุญธรรมที่ทุกคนรู้จัก ผ่านระยะเวลามายี่สิบกว่าปี

บุญธรรมในวัยยังไม่ถึง 20 เริ่มทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นย่านสีลม ตื่นตาตื่นใจกับตู้โชว์ของสดและร้านสวยๆ ตื่นเต้นแม้กระทั่งกับเตาแก๊ส เพราะเคยใช้แต่เตาถ่าน

หน้าที่ของเขาคือล้างจาน ล้างห้องน้ำ เตรียมของไว้ให้ลูกพี่หยิบใช้ งานหนักแสนสาหัส เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 8 เพื่อนที่มาด้วยกันถอดใจกลับบ้าน

แต่บุญธรรมยังสู้ต่อ เพราะกว่าจะได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ง่ายเลย

บุญธรรมเริ่มค่อยๆ ได้ทำอย่างอื่นนอกจากล้างจานเตรียมของ คือการต้มน้ำมันไว้ทอดเทมปุระ และได้เรียนรู้สไตล์การทำงานของเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นชื่อซาโจ้ ทั้งความเข้มงวดและเอาจริงเอาจัง และการไม่สอนใครง่ายๆ

 “ตอนนั้นผมอาศัยลูกขยันเป็นจุดขาย ถ้าอยากเรียนรู้ต้องพร้อมตลอดเวลา” เชฟบุญธรรมกล่าว

เขาทำงานไป เรียนรู้ทุกอย่างจากทุกคน จนเมื่อรุ่นพี่ลาหยุด เขาต้องรับหน้าเสื่อทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า และทำได้ดีจนซาโจ้แปลกใจ ว่าทำได้อย่างไร

เมื่อพนักงานประจำที่ซูชิบาร์ลาออก ซาโจ้จึงเลือกให้บุญธรรมขึ้นมาแทนที่ ทำให้รุ่นพี่รวมทั้งซาโจ้เริ่มสอนวิชาอื่นๆ เช่น การทำหัวไชเท้า หุงข้าวซูชิ แล่ปลา การปั้นข้าวซูชิ หั่นผัก ทำไข่หวาน ของเหล่านี้ไม่ใช่ของง่ายเลยสำหรับคนไม่เคยทำ และต้องเผชิญอุปสรรคทั้งทางกายและกำลังใจ บุญธรรมทั้งโดนมีดบาดเป็นแผลเหวอะ โดนซาโจ้ด่าที่แล่ปลาแหว่ง ไปจนถึงถูกซาโจ้ด่าว่าอย่างรุนแรงต่อหน้าลูกค้า จนต้องแอบไปยืนร้องไห้แล้วรีบกลับมาทำงานต่อ

“แต่ก่อนคนญี่ปุ่นเขาไม่มีสูตร เขียนแต่ว่าใส่อะไรบ้าง แต่ไม่บอกอัตราส่วน เขาหวงมาก อาจารย์เชฟบางคนก็จะแบบคุณต้องชิมจนรู้เอง สมมติว่าพรุ่งนี้จะปรุงอะไรสักอย่างที่สำคัญ คืนนี้ต้องห้ามกินเหล้า ห้ามอมลูกอม ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อเตรียมตัวทำอาหารหม้อสำคัญหม้อนั้น เขาจะบอกแค่ว่าใส่อะไรบ้าง ชิมก็ต้องใช้ลิ้นอย่างเดียว” เชฟบุญธรรมเล่าถึงความยากของการทำงาน

แม้เขาจะกล่าวถึงงานว่า “ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยสายตัวแทบขาด” การเข้างาน 10 โมงเช้า และยืนยาวถึง 3 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เขาได้มาคือประสบการณ์ ได้ทำซูชิเพิ่มมากขึ้น ได้ขึ้นปลา (ภาษาคนครัวหมายถึงแล่ปลา) ราคาแพงมากขึ้น

บุญธรรมเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะเป็นมือหนึ่งให้ได้ เมื่อเปลี่ยนร้านอีกครั้ง มาทำร้านโคบูเนะ เขาตั้งใจว่าต้องพยายามทำทุกอย่างที่เชฟหมายเลขหนึ่งของร้านในตอนนั้นทำได้ ให้ได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ทำได้จริงๆ

เมื่อทั้งงานและเงินลงตัว เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าต้องการอะไร คำตอบที่ได้คือ อยากได้วิชา หรือความลึกซึ้งทางด้านอาหาร ดังนั้น การย้ายร้านครั้งต่อไป ต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องความรู้ที่ได้และเรื่องเงินเดือน

“ส่วนมากคนเขาจะมองว่าฉันเป็นกุ๊กนะ มีหน้าที่ทำอาหาร แต่ผมมองว่าเราต้องรู้เรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ หรือเรื่องหน้าร้าน หลังบ้าน ก็คือระบบบัญชี ถึงแม้เราจะเป็นกุ๊ก แต่ถ้าฝึกแค่เรื่องการทำอาหาร เราก็ขยับขึ้นไปเป็นหัวหน้าเชฟได้อย่างเดียว” นี่คือมุมมองของเขา

“นี่คือสักยี่สิบปีที่แล้ว พ.ศ. 2543 ช่วงนั้นได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ผมยังคิดว่าเราเป็นหัวหน้าในที่เล็ก หมายถึงเป็นร้านเล็ก มีแต่คนไทยเข้าไปทาน ตอนนั้นรู้สึกว่า เอ๊ะ ความรู้เราแค่นี้ แต่เราได้เป็นหัวหน้าแล้ว มันไม่น่าจะดีมั้ง ตอนนั้นร้านญี่ปุ่นที่ใหญ่หน่อย ก็มีซึคิจิ โชกุน ที่โรงแรมดุสิต นิปปอนเต อาโออิ เขามีลูกค้าญี่ปุ่นมาทาน 

“เป้าหมายตอนนั้น ผมมองว่าถ้าจะเติบโตมากกว่านี้ ต้องไปเรียนรู้วัตถุดิบญี่ปุ่น เพราะ ณ เวลานั้นโคบูเนะก็มีพวกแซลมอน ปูอัด ปลาหมึกยักษ์ ปลาช่อนทะเล อะไรพวกนี้ เรามองว่าก็รู้อยู่แค่นี้ บางทีแขกถามถึงวัตถุดิบอย่างอื่น เราไม่รู้เรื่องเลย พอเขาถามว่า เป็นหัวหน้ากี่ปีแล้ว เราก็ตอบไม่เต็มคำ ตอนนั้นอายุสักยี่สิบหก ยี่สิบเจ็ดได้ พอแขกถามแล้วตอบไม่ได้ ไม่ชอบความรู้สึกนั้น ก็รู้สึกว่างั้นไปหาร้านที่เขามีวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นดีกว่า ไปเรียนรู้ อยากไปต่อ” เชฟบุญธรรมเล่า

ร้านถัดไปที่เขาย้ายไปทำงาน บุญธรรมยอมลดเงินเดือนจากเดิมที่ได้ 12,000 เหลือ 9,000 บาท เพราะคิดว่าจะดีต่อการเรียนรู้ เนื่องจากร้านใหม่นี้เลือกใช้วัตถุดิบสดๆ เป็นๆ ตามฤดูกาล อันเป็นสิ่งที่เขาสนใจ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

“ตอนนั้น วิธีเดียวที่จะเรียนรู้ได้ คือไปทำงานที่ร้าน เพราะไม่มีหนังสือจะอ่าน หนังสืออาหารญี่ปุ่น เวลานั้นก็พอหาซื้อได้ ที่อิเซตันชั้นบน แต่มันแพงครับ เราก็ไม่มีปัญญาซื้อ เล่มหนึ่งเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยบาท” เชฟบุญธรรมยิ้ม “ถึงมีเงินซื้อ เราก็อ่านไม่ออกด้วย ว่าวิธีการทำเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไง เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย”

ที่ร้านใหม่ คือซูชิ ซึกิจิ บุญธรรมยังได้พบ ‘อาจารย์’ ที่เขานับถือมาก คือ คุโรซากิซัง ที่ถือเป็นอาจารย์ใหญ่ของร้าน เขากล่าวว่า พยายามอย่างเต็มที่ให้คุโรซากิซังเห็นว่าเขาอยากเรียนรู้ในทุกเรื่อง ตั้งใจทำงานมาก ไม่สาย ไม่ลา ไม่ขาด จนกระทั่งคุโรซากิซังไว้ใจให้ ‘ลับมีด’ อันเป็นสิ่งที่บุญธรรมภูมิใจมาก เพราะเชฟญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องหวงมีด ไม่ค่อยให้ใครแตะมีดถ้าไม่จำเป็น

ปัญหาอีกเรื่องคือ คุโรซากิซังพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น บุญธรรมคิดว่า ถ้าจะเอาดีทางนี้ คงหนีไม่พ้นต้องทำงานกับคนญี่ปุ่น เขาจึงลงทุนลงแรงไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม โดยใช้เวลาช่วงพัก บ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็น นั่งรถเมล์ไปเรียนสัปดาห์ละ 5 วันอยู่นานกว่า 2 ปี อีกทั้งยังมีสนามฝึกชั้นดีคือลูกค้าชาวญี่ปุ่นของร้าน

สำหรับคนครัวที่งานหนักอยู่แล้ว การไปเรียนภาษาเพิ่มเติมไม่ใช่ของง่ายเลย แต่เชฟบุญธรรมมีต้นทุนอย่างเดียวที่มากกว่าใคร คือความขยันและมุ่งมั่น เขาคิดการณ์ไกลไปว่าภาษาญี่ปุ่นจะช่วยให้เติบโตในหน้าที่การงานได้

“คือตอนนั้นผมมองว่า ผมอยู่สายอาหารญี่ปุ่น นอกจากทำอาหารญี่ปุ่นได้ เราก็จะยังสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้ เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเองมากขึ้น” เชฟบุญธรรมกล่าว เขาจึงอดทนนั่งรถไปเรียนในขณะที่เพื่อนร่วมงานนอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทำงานช่วงเย็น คุโรซากิซังนั่นเองที่ช่วยบอกช่วยสอนเมื่อเห็นเขาพูดภาษาญี่ปุ่นผิด

“ผมอยู่กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นราวห้าคน ทุกคนเก่งหมด มาจากโอซาก้า ฮอกไกโด แตกต่างกันไป แต่คนที่ประทับใจคือคุโรซากิซัง ท่านอาจจะดุหน่อย แต่สอนและแนะนำการขึ้นปลาไหล การลับมีด คือดุแต่สอน ผมไม่เคยเห็นอาจารย์ญี่ปุ่นท่านไหนที่จับมือเราสอน ไม่รู้เขาประทับใจอะไรเรา ก็ทำงานตามปกติ แต่วันหนึ่งเขาก็สอนเรา เป็นห่วงเรา อันนี้คือรู้สึกเอาเองนะครับ เขาไม่เคยพูด แต่รู้สึกได้ ตอนที่ผมเข้าไปใหม่ๆ หรือขออนุญาตไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เขาก็ถาม บุญธรรมไหวไหม เขากลัวเราพักผ่อนไม่พอ จะทำงานได้หรือเปล่า เรื่องวัตถุดิบเขาก็จะมา ‘ซ่อม’ ทุกวัน ซ่อมหมายถึงว่าผมจดชื่อวัตถุดิบไว้ท่อง เขาจะมาถามทุกวัน จำได้กี่ชื่อแล้ว อันนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรอร่อย” เชฟบุญธรรมเล่าถึงบรรยากาศการทำงาน

ทำที่นี่ได้ 4 ปี เชฟบุญธรรมถูกคุโรซากิซังเลือกให้ไปร่วมทีมเปิดร้านใหม่ในเครือ โดยวางตัวให้เป็นคนบริหารจัดการเรื่องวัตถุดิบ ที่นี่ เขาเป็นมือสอง โดยมือหนึ่งในตอนนั้นคือ เชฟคำมูล บุตรแสน

เมื่อเชฟคำมูลลาออกไป เชฟบุญธรรมจึงได้ขึ้นมาเป็นมือหนึ่งแทน

เชฟบุญธรรมยังดำเนินนโยบาย ‘เปลี่ยนร้านเพื่อความก้าวหน้า’ ไปเรื่อยๆ มีทั้งเปลี่ยนร้านเพราะได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า เปลี่ยนเพราะร้านเก่าต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะเจอทีมที่ไม่ค่อยดี

จนในที่สุดเขาได้มาทำร้านโซโก้ โรงแรมเอราวัณ ที่นี่เขาได้พบบุคคลที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างมากมายคือ เชฟบรรณฑูร ชูผลา หัวหน้าเชฟของร้านโซโก้หรือผู้เป็นหัวหน้างาน และกลายมาเป็นพี่ชาย เพื่อนร่วมงาน และหุ้นส่วนในภายหลัง

ทำร้านนี้ในฐานะมือสองของเชฟบรรณฑูรได้ราว 1 ปี ร้านโซโก้ต้องปิดเพื่อปรับปรุง ทำให้เชฟบุญธรรมและพนักงานคนอื่นๆ ถูกย้ายไปทำงานในโรงแรมต่างๆ ในเครือเพื่อรอให้ร้านใหม่เปิด เชฟบุญธรรมถูกย้ายไปโรงแรมแกรนด์ไฮแอท และถูกดึงตัวไว้ให้ทำงานต่อ แต่ในที่สุด เขาเลือกที่จะกลับไปทำงานกับเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า

ทำได้สักพักก็มีข้อเสนอจากลูกค้าที่อยากให้ไปช่วยเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ ‘เทนซุย’ โดยเสนอค่าตัวที่สูงเป็นพิเศษ

เขาต้องคิดหนัก แต่สุดท้ายก็เลือกคว้าโอกาสไว้ คราวนี้เขาได้เป็นมือหนึ่งอย่างเต็มตัว เป็นหัวหน้าทีมดูแลพนักงานคนไทยทั้งหมด เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าร่วมประชุมกับทีมผู้บริหารและเชฟคนอื่นๆ ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นล้วน สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบนี้ทำให้เขาได้เห็นความมีวินัยและความเป็นมืออาชีพของคนญี่ปุ่น เป็นต้นว่า แม้จะถึงเวลาพัก แต่ถ้างานยังไม่เสร็จ ก็จะไม่มีใครไปพัก หรือถ้าไม่มีคนล้างจาน หัวหน้าเชฟจะลงมือทำเอง

ที่ร้านเทนซุย เชฟบุญธรรมได้งัดวิชาเรียกลูกค้าที่ได้เห็นเชฟบรรณฑูรปฏิบัติมา คือโทรเชิญลูกค้าเก่ามาลองรับประทานอาหารที่ร้านใหม่ จนทำให้ช่วงแรกๆ ของร้านมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าประจำของเชฟบุญธรรมนี่เอง และผู้จัดการร้านชาวญี่ปุ่นกล่าวขอบคุณเขากลางที่ประชุม ที่ทำให้พนักงานมีเงินเดือนในเดือนนั้น

เชฟบุญธรรมกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นว่า “คำพูดนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งที่ผมทุ่มเทเรียนรู้มานั้นไม่สูญเปล่า”

เมื่อถามว่า ควรใช้เกณฑ์อะไรร่วมตัดสินใจเมื่อคิดจะเปลี่ยนงาน เชฟบุญธรรมตอบว่า

“จะประสบความสำเร็จได้ต้องอดทน ผมไม่ได้หมายถึงอดทนในเรื่องการลุยงานอย่างเดียว แต่ต้องอดทนกับคำพูดของคน อดทนต่อสิ่งรอบข้าง เพราะมันจะมีเข้ามาตลอดเวลา สิ่งที่จะพิสูจน์เรา เมื่อไรที่เราคิดว่า พอมีสิ่งเข้ามากระทบกระทั่ง แล้วเราหมดความอดทน เราก็ไม่พอใจ จะเปลี่ยนร้าน ย้ายงานใหม่ อันนี้อาจจะไม่ควร คือไม่ได้มีความคิดที่จะดัดแปลงตรงโน้นตรงนี้ เพื่อหาจุดที่มันจะเปลี่ยนให้ถึงจุดหมายให้ได้

“ในเรื่องการเปลี่ยนงาน ผมคิดว่าช่วงอายุสักยี่สิบห้าถึงสามสิบเอ็ด สามสิบสอง มองว่าเป็นช่วงที่เราต้องเรียนรู้ อาจจะอยู่ที่ละสองปีก็ได้ แต่ควรจะเป็นร้านในสายเดิม คือทำญี่ปุ่นมา จะข้ามไปครัวยุโรป แบบนี้ผมไม่แนะนำนะ อาจไปเรียนรู้ได้ประปราย แต่สุดท้ายแล้วผมมองว่าเราต้องเรียนรู้ไปในทางใดทางหนึ่ง 

“การเรียนรู้อาหารหลายๆ สัญชาติอาจจะฟังดูดีสำหรับคนเป็นเชฟ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางที่สะเปะสะปะ เราไม่มีอะไรที่แน่วแน่ ถ้าแน่วแน่ในเส้นทางอะไรสักอย่าง เราก็ไปให้มันสุดเลย หลังจากนั้นจะเปิดร้านหรือทำอะไรก็ได้ เพียงแต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็อยู่ไปเลย จะย้ายร้านก็ได้ถ้ามีอะไรที่ดีขึ้น ในแง่การเรียนรู้หรือเงิน”

แม้ไม่สำเร็จ แต่เป็นบทเรียน

เชฟบุญธรรมยอมรับว่า เขามีช่วง ‘เหลวไหล’ บ้างเหมือนกันตามประสาคนหนุ่ม ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา เริ่มกินดื่มเที่ยว จากเด็กขยันที่ไม่เคยหยุดงาน เริ่มมีเที่ยวดึกจนลุกไปทำงานไม่ไหว โดนหักเงินเดือน ที่หนักที่สุดคืออยากได้ไอ้โน่นไอ้นี่เต็มไปหมด จนเป็นหนี้บัตรเครดิตหัวโต แต่ยังดีที่กลับตัวกลับใจได้ ค่อยๆ ทำงานใช้หนี้ สิ่งนี้เขาถือเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต

เชฟบุญธรรมเคยทำธุรกิจของตัวเองและเจ๊งคามือ คือทำร้านลาบ โดยตอนนั้นเขาคิดว่าอยากได้รายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ แต่ด้วยความที่เป็นคนเพื่อนฝูงเยอะ ร้านของเขาจึงกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนยามไม่มีเงิน ลูกค้ากินแล้วขอจ่ายตอนสิ้นเดือน หลายรายทำเป็นลืมไม่ยอมจ่าย พอมีแบบนี้มากๆ เข้าจึงไม่มีผลลัพธ์อื่นนอกจากร้านต้องปิดตัว

นี่เป็นการทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิตของเชฟบุญธรรม เป็นสิ่งที่เขาบอกว่า “เข็ดเขี้ยวมาจนทุกวันนี้” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตลอดชีวิตการทำงาน เขาใฝ่ฝันถึงการมีกิจการเป็นของตนเอง ไม่อยากเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน เพราะคิดว่า เงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มี ‘อิสระทางการเงิน’ ได้

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

เขาจึงคิดจะกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารญี่ปุ่น เพื่อนำมาขายต่อ แต่เมื่อติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร กลับไม่เป็นผล เมื่อเปิดร้านคาราโอเกะกึ่งผับ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องกระแสเงินสดและการเปิดเกินเวลา จนต้องปิดตัวไป 

เมื่องานประจำเริ่มดีขึ้นขณะร้านเทนซุย เขาเริ่มอยากทำกิจการของตัวเองอีก ดูลู่ทางแล้ว เชฟบุญธรรมจึงตัดสินใจทาบทามเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า ซึ่งตอนนั้นทำงานอยู่คนละร้าน ให้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนร้านคาราโอเกะ

ร้านนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เนื่องจากถูกหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งโกง

อย่างไรก็ตาม การ “ทำงานไปวันๆ รอให้เงินเดือนออก” เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ไม่ใช่สไตล์ผม”

แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ขณะอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง เขาเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ถึงขั้นตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเดินได้อีกหรือไม่ แต่เขาโกรธตัวเองมากที่ประมาท ยิ่งพอเห็นหน้าลูกและภรรยาก็ยิ่งน้ำตาไหล เขาพยายามทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อพอยืนได้ ก็ตัดสินใจหารายได้ด้วยการซื้อรถเข็นพร้อมอุปกรณ์ ยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขาย ได้กำไรราววันละ 700 บาทเท่านั้น

ที่จำเป็นต้องทำ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะกลับไปยืนทำซูชิได้อีกหรือไม่ เขาเล่าว่า ขายก๋วยเตี๋ยวในสภาพทั้งเจ็บทั้งจนแบบนั้นอยู่เป็นปี บางครั้งลูกค้าเห็นแล้วสงสารถึงกับเข้ามาช่วยลวก

ในที่สุด เมื่อกลับไปทำงานที่ร้านเทนซุยอีกครั้ง เขาเริ่มคิดถึงการมีกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง เพราะคิดว่า หากวันหนึ่งเขาเป็นอะไรไป ยืนปั้นซูชิไม่ได้ คนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นช่องทางการ ‘ซื้อมาขายไป’ จึงเริ่มค่อยๆ ไปปรึกษาซัพพลายเออร์ที่เขาติดต่อด้วยขณะทำงานอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง ว่าถ้าจะเปิดบริษัทขายส่ง ซื้อของจากซัพพลายเออร์มาเอง ต้องทำอย่างไรบ้าง

ในเรื่องหุ้นส่วน เขาหาใครมาร่วมหุ้นไม่ได้เลย นอกจากคนเดียว คือเชฟบรรณฑูร ซึ่งก็ต้องทาบทามอยู่ถึง 2 ครั้ง

คนเราไม่มีใครล้มเหลวไปตลอด บริษัทขายส่งวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่น ชื่อ ‘ฮอนโมโน ช็อป’ ที่เชฟบุญธรรมกับเชฟบรรณฑูรร่วมกันทำ จึงค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง

เชฟทั้งสองแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยเชฟบุญธรรมเป็นคนหาลูกค้า เชฟบรรณฑูรเป็นคนส่งของ โดยลูกค้าในช่วงแรกๆ ก็คือบรรดาเพื่อนหรือลูกน้องเก่าที่เติบโตไปเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ร้านอื่นๆ นั่นเอง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จุดเปลี่ยนมาถึงอีกครั้ง เมื่อได้ออร์เดอร์ใหญ่มา แต่ไม่มีเงินพอจะไปซื้อวัตถุดิบมากขนาดนั้นมาขาย สองเชฟแห่งฮอนโมโน ช็อป ลองเสี่ยงอีกครั้ง ด้วยการเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายของเชฟบรรณฑูร คือรถยนต์ ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงิน

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นว่า ธุรกิจขายส่งฮอนโมโน ช็อป มีลู่ทางไปได้ดี จึงตัดสินใจลาออกมาทำอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อบอกลูกค้า ลูกค้ากลับบ่นว่า “แล้วผมจะกินซูชิกับใครล่ะ”

ทำให้เขาคิดการใหญ่อีกครั้ง คือต้องเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย เป็นที่มาของ ฮอนโมโน ซูชิ ที่เปิดสาขาแรกที่ซอยทองหล่อ 23 ใน พ.ศ. 2552

เท่ากับว่าร้านนี้เป็นการผนึกกำลังกันของสองเชฟอาหารญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

ในฐานะคนทำงานที่มองหาลู่ทางทำอาชีพเสริมมาโดยตลอด เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ผมมองว่า ตอนเราทำงาน ก็ทำอาชีพที่สองได้ ไม่งั้นเราไม่โต ทำงานแล้วมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าเราคิดว่า เก็บไว้ก่อน ลาออกจากงานแล้วค่อยไปทำ โอกาสที่จะพลาดเนี่ยมันเยอะ แต่ถ้าทำอาชีพอื่นระหว่างทำงาน อย่างน้อยๆ ถ้าเจ๊งหรือขาดทุนมา เราก็ยังมีอาชีพหลักรองรับ ก็คือทำได้ แต่ระมัดระวัง ผมเปิดร้านลาบ มันไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิด ทำงานอยู่โรงแรม ไปเปิดร้านคาราโอเกะ ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิดอีก แต่ก็เป็นการเก็บประสบการณ์”

“ผมมองว่า ถ้าไม่ได้เจ๊งกับสองร้านนั้นมาก่อน ก็คงไม่แกร่งเท่านี้” เขาย้ำ

การเลือกหุ้นส่วนมาทำงานด้วยกัน เขากล่าวว่า

“ผมมองว่า ต้องรู้จักกันมาก่อน รู้พื้นเพ รู้นิสัยกัน เป็นคนยังไง อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้จักที่มาที่ไป ยิ่งถ้าเคยร่วมงานกันมาก่อนก็ยิ่งดี จะได้รู้นิสัยใจคอกันว่าเขาเป็นคนยังไง วันที่มาหุ้นกัน ต่างคนก็จะต่างยอมรับสิ่งที่คนนั้นเป็น คนนั้นรู้อันนี้เยอะกว่า คนนี้รู้อันนี้เยอะกว่า แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน

แต่เมื่อไรที่เราเลือกหุ้นส่วนเพียงเพราะเขามีเงินเยอะกว่า เรามีความสามารถ วันหนึ่งเขาอาจเดินมาหาแล้วบอก หุ้นกันไหม ถ้าเราคิดว่า หยิบเงินไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้มองในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาคงตามมาแน่นอน”

สำหรับเขาเอง คงไม่มีหุ้นส่วนคนไหนจะรู้ใจกันดีไปกว่าเชฟบรรณฑูร ชูผลา ผู้เป็นหัวหน้าเก่าและพี่ชาย แม้สไตล์การทำงานจะต่างกันมาก แต่กลับลงตัวเหมือนหยินกับหยาง

“เวลาทำงาน ผมจะเป็นคนลุยๆ คิดแล้วทำไปเลย แต่อาจารย์บรรณฑูรเป็นคนละเอียดอ่อน คิดแล้วคอยเก็บข้างหลังบ้าน อาจารย์จะบอกว่า เฮ้ย บุญธรรม ดีหรือเปล่า คือจะไม่ห้าม แต่จะบอกว่าคิดดีๆ นะ คอยเตือน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนตอนที่ครบรอบหนึ่งปี ตอนเปิดฮอนโมโน ผมก็จะไปละ ฟรึ้บบบบ บอกอาจารย์เลยว่า ผมอยากเอาบลูฟินทูน่าตัวละสองร้อยห้าสิบกิโลครับอาจารย์ อยากเอามาครบรอบหนึ่งปี คืออาจารย์บรรณฑูรยังไม่คิด แต่ผมคิดไปแล้ว ผมอยากมีทีวีมาถ่าย” เขาหัวเราะ 

“อาจารย์มองว่า บุญธรรม เอ็งจะเอาทีวีมาจากไหนฮะ พวกเราก็อยู่กันแค่นี้ แกจะบอกว่า บุญธรรมคิดดีๆ นะ ตัวหนึ่งมันเป็นล้านนะ ถ้าไม่มีแขกมากินจะทำยังไง จะทำยังไง คิดดีแล้วยัง”

แล้วเชฟทำอย่างไร เชฟบรรณฑูรถึงยอม

“ผมก็จะยกแม่น้ำทั้งห้ามาพูดให้ฟัง ก็จะบอกว่า อาจารย์ครับ อย่างนี้นะครับ ก็อธิบายให้ฟังว่าถ้าทำแบบนี้ จะเกิดผลแบบนี้ คือผมก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน ว่าถ้าถูกถามก็จะตอบแบบนี้ ต้องพูดแบบมั่นใจ” เชฟบุญธรรมหัวเราะ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งศตวรรษ

ในวัยเพียง 49 ปี พร้อมความสำเร็จทั้งในแง่ชื่อเสียงและเงินทอง เชฟบุญธรรมยังไม่หยุดคิดอะไรใหม่ๆ

ราว 3 ปีก่อนหน้านี้ เขาตั้ง ‘ค่ายมวยศิษย์เชฟบุญธรรม’ ที่ซอยอ่อนนุช 88 จากความชอบมวยของตนเอง และอยากให้โอกาสเด็กต่างจังหวัด ที่ตอนนี้มีมาฝึกราว 25 คน อายุระหว่าง 14 – 28 ปี

“ผมชอบมวย ชอบต่อยมวย ตอนเด็กๆ เราดูทีวีก็คิดว่ามันเป็นรายได้ที่ดีสำหรับเด็กต่างจังหวัด เห็นนักมวยดังๆ ค่าตัวสองสามแสน เราก็อยากเป็นบ้าง แต่เราไม่มีคนสนับสนุน แล้วพอวันนี้เราทำธุรกิจอยู่ตัวแล้ว ก็มองว่า มันมีเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดอีกเยอะ ที่ไม่มีคนคอยสนับสนุน ผมก็เลยเป็นผู้สนับสนุน ให้โอกาสเขา”

เชฟบุญธรรมตั้งข้อสังเกตเรื่องความมุ่งมั่นและขยันของเด็กรุ่นใหม่ไว้ว่า “ผมคิดว่าเด็กสมัยก่อนความมุ่งมั่นเยอะกว่า ด้วยสิ่งแวดล้อม ด้วยมูลค่าของเงิน ปัจจุบันความอดทนจะลดลง นี่พูดถึงนักมวยนะครับ พอเจอเอ็ดเข้าหน่อยก็ไม่อยากต่อยแล้ว อยากไปทำอย่างอื่น เหมือนเขามีทางเลือกเยอะขึ้น คือออกจากค่ายไปทำอย่างอื่น”

ว่ากันตามตรง ในยุคที่หนุ่มน้อยบุญธรรมเริ่มทำงาน เขาก็มีทางเลือกเหมือนกัน คือสู้ต่อทั้งที่เหนื่อยแสนสาหัส หรือถอดใจ กลับบ้านไปทำนา

เขาเลือกอย่างแรก

เมื่อถามถึงเป้าหมายชีวิตในวัย 49 ปี เขาตอบว่า “ก็อยากทำธุรกิจให้โตขึ้นไปอีกครับ (หัวเราะ) แตกธุรกิจไปอีก เพราะจริงๆ ผมมองว่าอายุสี่สิบเก้า ก็ยังเกษียณไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา ถ้าเมื่อไรที่เราคิดว่าเกษียณ ความมุ่งมั่นเราจะลดลง ผมเองก็ยังมีทีมงานที่ยังต้องดูแล พวกเขาก็ยังต้องมีอนาคตต่อไป”

ชีวิตและเส้นทางการทำงานของเชฟบุญธรรมเต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนงาน ที่หลายคนอาจจะมองว่า ตัวเขามีโอกาสดีๆ วิ่งเข้ามาชนอยู่ตลอด ได้รับข้อเสนอจากร้านโน้นร้านนี้ ลูกค้ารายใหญ่ชวนไปเปิดร้านอาหารด้วยกัน มาทำร้านขายส่งก็ได้ออเดอร์ใหญ่ที่ทำให้ร้านโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโอกาสต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาหาเขา จะไม่วิ่งเข้าหาคนที่ ‘ไม่เก่ง’ และ ‘ไม่กล้า’ หากเขาไม่มุ่งมั่นฝึกปรือฝีมือตั้งแต่หนุ่ม มีหรือจะเก่งจนนายทุนอยากชวนมาเปิดร้าน

ภาษาญี่ปุ่นนั่นก็อีก ทุกวันนี้เขาคุยกับซัพพลายเออร์ชาวญี่ปุ่นได้ เป็นอานิสงส์จากการพากเพียรเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงพักนั่นเอง

“ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงนะครับ แต่เชื่อในความมุ่งมั่นและกล้าตัดสินใจ เมื่อมีโอกาสมา ผมไม่รู้หรอกว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจะคว้าไว้ก่อน ทำไว้ก่อน แม้จะไม่สำเร็จ แต่ถือเป็นบทเรียนที่มีมูลค่ามากๆ”

“ทำสิบอย่าง อาจจะโดนสักอย่าง ผมมองว่านั่นคือกำไรของเราแล้ว ปัญหามา ปัญญามี ชีวิตจะไม่มีทางตัน” เชฟบุญธรรมปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

หนังสืออ้างอิง พีรภัทร โพธิสารัตนะ. ป.6 พันล้าน กว่าจะเป็นตัวจริง (2559). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์มหานิยม 33

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ขออนุญาตเริ่มบทความด้วยเรื่องส่วนตัว,

เมื่อทราบว่า The Cloud ชวนผมไปสัมภาษณ์ ปอ-ภราดล พรอำนวย อีกครั้ง ผมไม่ลังเลที่จะตอบปฏิเสธ – เป็นการดีกว่าถ้า The Cloud จะไปชวนนักเขียนท่านอื่น

ไม่ใช่เพราะไม่สะดวกใจ หรือผมไม่ได้ชอบอะไรชายผู้นี้ เหตุผลจริงคือตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา ผมสนทนากับเขาทั้งอย่างเป็นและไม่เป็นทางการนับครั้งไม่ถ้วน จนแทบไม่เหลือเรื่องอะไรให้คุยกันอีกแล้ว 

หลายคนทราบดี นอกจากการเป็นนักดนตรีและเจ้าของบาร์แจ๊ส North Gate Jazz Co-Op ชายหนุ่มชาวเชียงใหม่ผู้นี้ยังเป็นจิตรกร นักเขียน นักเดินทางแบบ Hitchhiking นักกิจกรรมด้านการศึกษา นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนเมืองเชียงใหม่ รวมถึงบทบาทล่าสุดซึ่งผมก็เพิ่งสัมภาษณ์เขาลง The Cloud ไปหมาด ๆ อย่างนักธุรกิจเพื่อสังคม เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มจากเมล็ดข้าว YoRice Amazake 

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

เมื่อลองไล่เรียง โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปในยุคที่ประเทศนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่านิตยสาร ผมสนทนากับปอต่างกรรมต่างวาระลงสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับเรื่อยมาจนถึงสื่อออนไลน์ ครอบคลุมบทบาทที่ว่ามาเกือบหมด

แต่ก็นั่นล่ะ เมื่อได้ฟังโจทย์ที่ The Cloud ต้องการ และลองไล่เรียงกับตัวเองดี ๆ อีกที ก็พบว่าท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่เคยสนทนา ผมกลับไม่เคยคุยถึงบทบาทที่เป็นพื้นฐานจริง ๆ ของเขา อย่างการเป็นนักดนตรีและเจ้าของบาร์แจ๊ส ซึ่งนอกจากการรับรู้ว่าปอเป็นมือเป่าแซกโซโฟนและเจ้าของบาร์แจ๊สที่ผมมองว่าเป็นหนึ่งในที่ที่เจ๋งที่สุดของเมือง ผมก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปอในมุมนี้

เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปอร่วมหุ้นกับเพื่อนนักดนตรี 2 คน พัน-พันธวัจน์ นาวิก และน้อยหน่า-พชร ตั้นวัฒนา รีโนเวตตึกแถวเก่าบนถนนพระปกเกล้า ใจกลางย่านเมืองเก่า ไม่ไกลจากสี่แยกกลางเวียง และไม่ไกลจากที่ตั้งของนอร์ทเกท เขาตั้งชื่อว่า มโหรี ซิตี้ ออฟ มิวสิก (Mahoree City of Music) 

ทราบข่าวจากเจ้าตัวมาสักพักแล้ว หากก่อนหน้านี้ ผมเข้าใจมาตลอดว่านั่นคือบาร์แจ๊สแห่งใหม่ของปอ ก็แน่ล่ะ เขาเป็นนักดนตรีแจ๊สนี่นะ แต่ผิดถนัด บาร์แห่งนี้เล่นดนตรีสดประเภทเวิลด์มิวสิก (World Music) ครอบคลุมตั้งแต่ดนตรีพื้นเมืองล้านนา บทเพลงชนเผ่า หมอลำ อีสานฟิวชัน ยิปซีแจ๊ส เปียโนบาโรก ไปจนถึงเพลงคลาสสิก ซึ่งสร้างความแปลกใจไม่น้อยว่าปอไปหาศิลปินหลากหลายขนาดนี้จากไหน 

“คงจะดี ถ้าได้ฟังเพลงซอล้านนาในร้านเหล้า ไม่ใช่แค่จากในงานบุญหรือในวัดเท่านั้น” ผมนึกถึงคำพูดของปอเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่คาดคิดมาก่อนว่ารูปธรรมของสิ่งที่เขากล่าว เกิดขึ้น ณ บาร์แห่งนี้

และใช่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม สุดท้ายผมก็ตกปากรับคำ The Cloud กลับมาสนทนากับปออีกครั้ง เป็นบทสัมภาษณ์ครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยถึงตัวตนแรกของเขา – เส้นทางของการเป็นนักดนตรี เจ้าของร้านเหล้า และหนึ่งในผู้บุกเบิกพื้นที่ทางดนตรีใหม่ ๆ ให้กับค่ำคืนของเมืองเชียงใหม่

ตอนที่ 1
ความทรงจำของนักดนตรีที่มีเพื่อนเป็นคนหูหนวก

คุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า คุณฝันอยากเดินทางท่องเที่ยว ดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้คุณไปถึงความฝันนั้น คิดอย่างไรว่าในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ในทุกวันนี้ คุณกลายเป็นเจ้าของร้านเหล้าที่มีพื้นที่ให้คุณและเพื่อน ๆ ได้เล่นดนตรี แทนที่จะเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่ทัวร์สักแห่ง

ย้อนกลับไปสมัยเป็นวัยรุ่น ผมไม่มีความคิดที่จะทำธุรกิจเลย ขอแค่ได้เล่นดนตรีและได้เดินทางเพื่อให้ได้เห็นโลก ผมเปิดนอร์ทเกทเมื่อ 15 ปีก่อน เพราะอยากมีพื้นที่เล่นดนตรีประจำของตัวเอง และมันก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้ผมจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องเปิดบริษัททัวร์ไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อน

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

เพราะคุณชอบเดินทางคนเดียว

เพราะผมไม่ค่อยมีตังค์น่ะ อย่างที่รู้ ผมเดินทางและเล่นดนตรีเปิดหมวกเพื่อหาเงินมาเดินทางต่อ ในหลาย ๆ ทริปก็ค่อนข้างลำบาก จึงไม่คิดจะชวนใครมาเดินทางด้วยกันเท่าไหร่ อีกอย่างคือ ตอนเด็ก ๆ ผมโตมากับแม่และน้าที่เช่าบ้านเปิดร้านซักอบรีด อยู่ติดกับโรงเรียนคนหูหนวกในย่านสันติธรรม (โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร) เพื่อนในวัยเด็กของผมจึงมีแต่คนหูหนวก เราดีดลูกแก้วด้วยกัน ตีปิงปอง และอื่น ๆ แต่เราไม่เคยสนทนากันเลย เป็นกิจกรรมไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด ซึ่งเป็นความทรงจำที่แปลกดี ประสบการณ์นี้ทำให้ผมมาคิดว่า การเดินทางเนี่ย นอกจากไปเพียงลำพังได้ เรายังสื่อสารกับคนแปลกหน้าโดยไม่ต้องพูดก็ได้ ต่อให้เดินทางไปประเทศที่เขาไม่พูดภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ค่อยกังวล เพราะผมเคยมีเพื่อนที่ไม่เคยพูดกันเลย แต่กลับเล่นด้วยกันได้ และเข้าใจกันได้

มีเพื่อนเป็นคนหูหนวก แล้วคุณเริ่มสนใจเล่นดนตรีได้อย่างไร

น้าผมเป็นนักดนตรีกลางคืน เขาเล่นโฟล์กประจำอยู่ที่ริเวอร์ไซด์ (The Riverside Bar & Restaurant) ความที่ผมอยู่กับแม่และน้า บางคืนแม่ไม่ว่าง ผมก็ตามน้าไปร้านที่น้าเล่นดนตรี บางคืนน้าไปเล่นที่บาร์ของโรงแรม ผมก็ไปนอนรอตามล็อบบี้ ตั้งแต่เป็นนักเรียนอนุบาลจนถึงประถม ผมโตมาแบบนี้ ฟังเพลงที่น้าเล่น มีกีตาร์ของน้าวางอยู่ที่บ้าน ว่าง ๆ ผมก็หยิบมาหัดเล่น

น้าเล่นเพลงอะไร

เพลงสากลที่ฮิต ๆ สมัยนั้น Bee Gees, The Carpenters, Eagles ประมาณนี้

ไม่มีแจ๊สเลย

ไม่เลย แจ๊สมาตอนผมโตมาก ๆ แล้ว ตอนเด็ก ๆ ก็หัดเล่นเพลงที่น้าเล่นนี่แหละ

ให้น้าสอน

เขาไม่สอนน่ะสิ (หัวเราะ) แม่เป็นคนส่งผมไปเรียนที่ยามาฮ่า แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หาเช้ากินค่ำ แต่ถ้าผมสนใจอยากเรียนอะไร แกพร้อมจะสนับสนุนทุกอย่าง อย่างช่วงหนึ่งเพื่อน ๆ ฮิตเรียนเทควันโดกัน แม่ก็ส่งผมไปเรียน ซื้อชุดให้ด้วย ผมเล่นแค่ 2 ครั้ง แล้วเบื่อ เลยเลิก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดหรอกว่าแม่ลำบาก แต่มาเรียนดนตรีนี่แหละที่ผมอยู่กับมันได้นาน

อะไรที่ทำให้คุณอยู่กับดนตรีได้นาน

ตอนนั้นน่าจะอายุ 13 ผมเรียนกีตาร์กับ อาจารย์มนูญ​ พลอยประดับ มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ที่กระทบใจมาก เขาบอกว่า ดนตรีที่เราเล่นเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญนะ ทำให้คนที่โกรธอยู่หายโกรธ คนที่เศร้าอยู่หายเศร้า ตอนนั้นเป็นเด็ก ผมไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่ก็ทำให้ตระหนักว่าตัวโน้ตที่เราเล่นมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตคนได้ ดนตรีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมตั้งแต่วันนั้น

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

แต่พอจบมัธยม คุณเลือกเรียนต่อทางสถาปัตยกรรม ไม่ใช่ดนตรี

ผมไม่คิดที่จะเป็นศิลปินน่ะ แค่ชอบเล่นดนตรี ไม่คิดอยากเป็นศิลปินออกอัลบั้มเลย

ทำไมล่ะ

ไม่รู้สิ แค่เล่นดนตรีแล้วสนุกมั้ง ได้แจมกับเพื่อน เป็นการเล่นอย่างหนึ่ง จนป่านนี้ผมก็ยังไม่เคยทำเพลงหรือออกซิงเกิลของตัวเอง ขอแค่ให้ได้เล่นสนุกกับเพื่อนก็พอ

แล้วทำไมเรียนด้านสถาปัตย์

จับพลัดจับผลูน่ะ ถ้านึกย้อนกลับไป ผมกำหนดขอบเขตอะไรในชีวิตไม่ได้เลยนะ พอพูดถึงอนาคตสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง เราต้องมี 2 สิ่ง คือทรัพยากรและเวลา ตอนนั้นผมตอบเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะแทบไม่มีทั้งสองอย่าง เงินก็ต้องกู้มาเรียน ถ้ามีเวลาว่าง ผมก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินมาใช้ เป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นคนล้างจาน คนงานแบกหาม ผมเป็นมาหมดแล้ว ตอนนั้นก็มาคิดว่าเราจะเรียนอะไรที่จบมามีรายได้มั่นคงเพื่อเอาไปใช้หนี้ ความที่ผมมีพื้นฐานทางการวาดเขียน และมีคนบอกกันว่าเรียนสถาปัตย์มีงานทำ ก็เลยเลือกสอบเข้า ปวช. สาขานี้ก่อน

แต่จนแล้วจนรอด คุณก็ไม่เคยทำงานสถาปนิก

ใช่ ช่วงเรียน ปวช. นี่แหละที่ทำให้ผมฝันอยากเป็นนักเดินทาง ผมบังเอิญชนะการประกวดวาดรูปรายการหนึ่ง และได้ทุนไปทัศนศึกษาที่เกียวโต 10 วัน ผมเรียนด้านสถาปัตย์ ที่ผ่านมามีโอกาสได้เห็นรูปถ่ายสถาปัตยกรรมระดับโลกมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นของจริงสักที จนมาเห็นจากวัดวาอารามในเกียวโต เหมือนเรียนหนังสือจากตำรามาทั้งเทอม ยังได้ไม่เท่าการได้ไปเห็นของจริงตรงหน้าแค่วันเดียว

ก็เลยเริ่มตั้งธงว่า ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในการเป็นสถาปนิก เราควรต้องเห็นโลกมากกว่านี้ แต่ขณะเดียวกัน ความที่ต้นทุนผมมีจำกัด ถึงจบมา ผมก็อาจทำได้แค่ดราฟต์แมนเขียนแบบในออฟฟิศ ก็เลยตั้งธงใหม่ไว้ว่า ต้องให้เวลาเพื่อค้นหาตัวเอง การเดินทางทำให้ผมได้เรียนรู้และรู้จักตัวเอง ก็เลยฝันว่าจะต้องเดินทางรอบโลกให้ได้

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

คุณเพิ่งบอกไปว่ามีต้นทุนจำกัด แต่การเดินทางรอบโลกนี่ต้องอาศัยต้นทุนอย่างไม่จำกัดเลยนะ

ตลกดี แต่เรื่องนี้ทำให้ผมหันเหสู่การเล่นดนตรีเต็มตัว หลังจากกลับจากญี่ปุ่นมา มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งรถแดงไปทำธุระสักที่ แล้วคนขับรถแดงเขาเปิดวิทยุ ผู้ดำเนินรายการบอกว่าเดี๋ยวจะมีคอนเสิร์ตนักแซกโซโฟนมาเล่นที่เชียงใหม่ ผมจำไม่ได้แล้วว่าศิลปินคนนั้นชื่ออะไร แต่ผู้ดำเนินการเขาบอกว่าคนนี้เก่งมาก เดินสายเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วรอบโลก เท่านั้นเลย ผมคิดว่าเออ ถ้าเราเล่นดนตรี เราก็อาจมีโอกาสเดินทางไปรอบโลกแบบเขาได้

ต้องเป็นนักแซกโซโฟนด้วย

ใช่ ตอนนั้นผมไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สเลย ก็ถามตัวเองว่า กูอ่านการ์ตูนมากไปหรือเปล่าวะ หลังจากนั้นผมก็เอาเงินเก็บจากการทำงานพิเศษมาซื้อแซกโซโฟนมือสอง ตัวละ 7,000 บาท ซื้อมาโดยไม่รู้ว่าจะเป่ามันยังไง

ก่อนหน้านี้ไม่เคยฟังแจ๊สเลย

ไม่เชิง ผมเคยมีวงดนตรีกับเพื่อน ก็เล่นป๊อป เล่นร็อก ตามสมัยนิยม แต่แจ๊สนี่ห่างไกลจากชีวิต อาจมีเพลงฮิตที่เคยได้ฟังบ้างอย่าง Just the Two of Us ที่ Bill Withers ร้อง แต่พวกแจ๊สลึก ๆ ที่เขาบรรเลงอย่างเดียวนี่เหมือนอยู่คนละโลก

ถ้าตอนนั้นในวิทยุบอกว่าเป็นนักดนตรีโปงลาง คุณก็จะซื้อโปงลางมาหัดเล่นใช่ไหม

ก็น่าจะอย่างนั้น  

ตอนที่ 2
การเดินทางของมือแซกโซโฟนสมัครเล่นที่โคตรเอาจริงเอาจัง

คุณแทบไม่เคยฟังแจ๊สมาก่อน และไม่เคยมีแพสชันเกี่ยวกับมัน ไม่คิดว่าเป็นการฝืนเกินไปหรือที่หันมาเป่าแซกโซโฟน

ผมชอบเล่นดนตรีและมีความรู้เรื่องโน้ตอยู่แล้ว เลยเริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่ที่ยากจริง ๆ คือตอนซ้อม ผมได้ อาจารย์ป้อม-ดร.ภัทร ชมภูมิ่ง เป็นคนสอนเป่าแซกโซโฟน อาจารย์บอกว่าพื้นฐานต้องแน่น ถ้าเป่าแล้วเสียงไม่ดี ก็ไม่มีประโยชน์จะเล่นโน้ตอื่น เขาให้ผมฝึกลองโทนอยู่โน้ตเดียวเป็นครึ่งปี คือตลอดช่วงเวลานั้นผมเป่าอยู่เสียงเดียวเลยนะ เจออาจารย์ 3 เดือนครั้ง แกมาดูพัฒนาการ แล้วก็ให้กลับไปซ้อมมาใหม่ ระหว่างนั้นผมก็หาเทป หาซีดีของศิลปินแจ๊สมาฟังว่าเขาเล่นกันยังไง ศึกษาไปเรื่อย ๆ

เป่าโน้ตเดียวอยู่ครึ่งปี ไม่ท้อบ้างหรอ

โคตรท้อเลย ตอนนั้นอายุประมาณ 18 ปี ผมซ้อมเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง ซ้อมจนไม่ค่อยได้เรียน ไม่ค่อยได้เที่ยวกับเพื่อน ซ้อมจนแฟนบอกเลิก บ่อยครั้งที่กลับมาถามตัวเองว่าจะเป่าแซกไปทำไม แต่มันเริ่มต้นไปแล้วน่ะ ช่วงเวลานั้นแหละที่ทำให้ผมตระหนักว่า ไม่ว่าจะทำอะไร พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพื้นฐานคุณไม่แน่น ก็ไม่มีทางสำเร็จ จากนั้นก็เริ่มเล่นโน้ตอื่น ๆ จนประกอบเป็นเพลงได้ และมาเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ มช. ผมก็ยังซ้อมให้อาจารย์ป้อมดูอยู่ จนเขาเห็นว่าเราน่าจะไปต่อได้ ทีนี้เขาก็หาทุนให้ไปเวิร์กชอปดนตรีที่โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เฉยเลย

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

เป่าแซกโซโฟนจนได้เดินทางสมใจ

เออ เหมือนถูกหวย ผมได้ไปเรียนที่ Ohio State University เป็นเวิร์กชอปนักศึกษาดนตรีต่างชาติระยะเวลา 2 สัปดาห์ พอจบโครงการ ผมก็หาเรื่องอยู่อเมริกายาว 6 เดือนจนครบวีซ่า 

ไปทำอะไรนานขนาดนั้น

หางานทำและไปเรียนดนตรีเพิ่มด้วย พอจบจากโอไฮโอ จำได้ว่าตอนนั้นมีเงินติดตัวอยู่ 97 เหรียญฯ มีตั๋วไปนิวยอร์กแล้วแต่ไม่มีตั๋วกลับ แต่พอดีรู้จักคนไทยที่ย่านควีนส์ เขาทำงานก่อสร้างและกำลังรีโนเวตบ้านหลังหนึ่ง ผมก็ไปของานเขาทำ ช่วยเขาก่อสร้างบ้านหลังนั้น ตกกลางคืนก็นอนที่ไซต์ก่อสร้างนั่นเลย

เอางั้นเลย

ใช่ ขออภัย… แต่เหี้ยมาก คุณนึกออกไหม ไซต์ก่อสร้างมันเป็นฝุ่นทั้งหมด เตียงนอนก็เป็นฝุ่น เลยต้องหาผ้ามาคลุมไว้ พอจะนอนก็เอาผ้าที่คลุมฝุ่นออก ห้องน้ำก็ไม่มี ต้องไปใช้น้ำก๊อกในสวนสาธารณะ ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปอีก 2 บล็อก ลำบากชะมัด

ที่ทำทั้งหมดเพราะจะได้อยู่อเมริกาได้นานขึ้นอย่างนั้นหรอ

ไม่ ผมเรียนดนตรีด้วย ไปรู้จักกับนักดนตรีแจ๊สคนหนึ่งชื่อ Jason Gillenwater กำลังเรียนปริญญาโทที่ Manhattan School of Music เขาแนะนำให้ผมมาที่นิวยอร์กเพื่อเรียนดนตรีต่อกับเพื่อนของเขา วันไหนไม่ได้ไปเรียนก็ทำงานก่อสร้าง แล้วพออยู่ไปสักพักก็ได้ทำงานที่ร้านสัก ไปทำความสะอาดเครื่องมือ ล้างห้องน้ำ จนเจ้าของร้านเห็นว่าผมวาดรูปได้ ก็จ้างให้วาดรูปสำหรับทำรอยสัก ได้มาชั่วโมงละ 7.5 เหรียญฯ ก็เก็บเป็นค่าเรียน และอีกส่วนเป็นค่าตั๋วเครื่องบินกลับ

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการไปอเมริกาครั้งนั้น

รู้ว่าจะเอาตัวรอดยังไง ทำยังไงก็ได้ให้ไม่ป่วยและไม่ตาย อันนี้สำคัญ ความที่เราไม่มีต้นทุน อยู่เชียงใหม่ว่าลำบากแล้ว อยู่ที่นิวยอร์กลำบากกว่าหลายเท่า แต่มันทำให้ผมเข้มแข็งขึ้นเยอะ ขณะเดียวกัน นอกจากได้พัฒนาฝีมือทางดนตรี ผมยังได้รู้อีกว่านักดนตรีที่นี่โคตรเก่ง พวกเขาเอาจริงเอาจัง เป็นมืออาชีพมาก ๆ และนั่นทำให้ผมตระหนักอยู่เสมอว่าเราแม่งกระจอก เราต้องซ้อมให้หนักกว่านี้ เล่นให้เก่งกว่านี้

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

หลังจากกลับจากอเมริกา คุณทำอะไรต่อ

กลับมาเรียนจนจบ แล้วก็รับจ้างทั่วไป ใครจ้างให้วาดรูปอะไรก็วาด ตกกลางคืนก็เล่นดนตรี ผมมีวงอยู่สุดสะแนน และเล่นกับวงแจ๊สที่ริเวอร์ไซด์ทุกวันอาทิตย์ แต่เล่นที่หลังได้ประมาณ 2 – 3 ครั้ง เขาก็ไล่ผมออก บอกให้ผมไปซ้อมมาก่อน

นี่ขนาดไปซ้อมจากนิวยอร์กมาแล้วเนี่ยนะ

ใช่ คุณคิดว่ากลับมาจากอเมริกาแล้วคุณจะเก่งเลย ไม่ได้! ซึ่งผมก็ยอมรับสภาพนะ เหมือนชั่วโมงบินยังน้อย ก็ซ้อมหนักเข้าไปอีก แล้วระหว่างนั้นพอทำงานเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ก็ไปโบกรถเดินทาง เล่นดนตรีเปิดหมวกหาเงิน จบทริปก็กลับมาก็หางานทำวนเวียนอยู่อย่างนี้ 

ช่วงนั้นคุณเดินทางไปไหนมาบ้าง

เริ่มจากใกล้ ๆ ก่อน จากเชียงใหม่ลงกรุงเทพฯ โบกไปทั่วประเทศ จากนั้นก็ไปลาว เวียดนาม กัมพูชา อีกทริป กลับมาทำงานได้อีกสักพักก็ไปจีน ไปญี่ปุ่น จนตอนหลังมาทำนอร์ทเกท ก็ไปทรานไซบีเรีย รัสเซีย และยุโรป ค่อย ๆ ไกลออกไปเรื่อย ๆ ว่าไปก็เหมือนการซ้อมเป่าแซกนะ คุณเริ่มจากโน้ตง่าย ๆ แล้วก็ค่อยพัฒนาไปโน้ตยาก ๆ จนพื้นฐานแน่น คุณก็จะอิมโพรไวซ์ต่อได้เอง

แล้วความคิดที่จะเปิดนอร์ทเกทนี่มาตอนไหน

ตอนอยู่ญี่ปุ่น ปีนั้นคือปี 2007 ผมกลับไปที่เกียวโตอีกครั้ง และเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ที่นั่นประมาณ 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ซ้อมไปด้วย ช่วงนั้นผมซ้อมจนรู้สึกตกผลึก รู้สึกพร้อมที่จะเล่นดนตรีจริงจังแล้ว แต่จะให้เล่นที่ไหนล่ะ ก็เลยคิดกลับมาทำแจ๊สบาร์ที่เชียงใหม่   

ปอ ภราดล กับ 15 ปีธุรกิจบาร์แจ๊ส North Gate และบาร์เวิลด์มิวสิกแห่งใหม่ของเชียงใหม่

ตอนที่ 3
บาร์แจ๊สแห่งแรกของนักดนตรีผู้ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจ

พอตัดสินใจเปิดนอร์ทเกท ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องอยู่กับร้านเพื่อคอยบริหารและบริการลูกค้า สิ่งนี้ไม่ขัดแย้งกับชีวิตของคุณที่ชอบการเดินทางไปเรื่อย ๆ บ้างหรือ

แน่นอน แต่ผมคิดว่าชีวิตเราก็ควรมีหลักแหล่ง มีความมั่นคงในระดับหนึ่งได้แล้ว ตอนนั้นผมก็มีแฟน และคิดว่าถ้าเราทำแบบเดิมต่อไป ก็คงไปไม่รอด หนี้สินจากการกู้มาเรียนก็ยังใช้ไม่หมด ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีเหี้ยอะไรเลย (หัวเราะ) ผมเริ่มธุรกิจแรกของตัวเองจากศูนย์

แล้วเริ่มได้ยังไง

ยืมเงินยายมา 7,000 บาท ที่เหลือใช้การลงขันกับเพื่อน ความที่มีเพื่อนนักดนตรีอยู่หลายคน ลงกันคนละหมื่น สองหมื่น ขายไอเดียให้ว่ามาหุ้นกัน มาเล่นดนตรีด้วยกัน และขายเครื่องดื่ม พอร้านมีกำไร ก็แบ่งเงินกัน โชคดีที่ไปเจอตึกให้เช่าตรงประตูช้างเผือก ทุกคนก็เอาเครื่องดนตรีมารวมกัน ซ้อมกันสักพัก แล้วก็เปิดร้าน จำได้ว่าเปิดวันแรกยังไม่มีโต๊ะเก้าอี้ คนดูยืนกันไปก่อน แต่วันเปิดคนมาเยอะมาก เราขายเครื่องดื่มได้ประมาณ 26,000 บาท ก็เอาเงินมาทำร้าน ซื้อโต๊ะ ซื้อเก้าอี้ จากนั้นพอขายได้อีก ก็เอามาซื้อเครื่องดนตรี

นอร์ทเกทเป็นบาร์แจ๊สแห่งแรกในเชียงใหม่ที่มีวงเล่นสดเลยไหม

ไม่ใช่ ผมไม่รู้ว่าบาร์แจ๊สแห่งแรกคือที่ไหน แต่ก่อนผมเปิดนอร์ทเกทมีบาร์ชื่อบาริโทน ของ อาจารย์เต๊ะ-อิทธินันท์ อินทรนันท์ แต่ปิดตัวไปได้สักพักใหญ่แล้ว ตอนนอร์ทเกทเปิดนี่ เชียงใหม่ยังไม่ค่อยมีบาร์ที่มีไลฟ์แจ๊สอย่างเดียว นักดนตรีแจ๊สส่วนหนึ่งเขาไปเล่นเปิดหมวกที่ถนนคนเดินวันอาทิตย์ ผมก็ไปเล่นด้วย เลยรู้จักเพื่อนนักดนตรีเยอะ จึงมั่นใจว่าอย่างน้อยเรามีวงดนตรีมาเล่นที่ร้านแล้ว

แล้วกับลูกค้าล่ะ ตอนนั้นมั่นใจว่าจะมีไหม 

ไม่เลย ไม่มั่นใจ แค่คิดว่าต้องทำก่อน จำได้ว่าก่อนเปิดร้านมีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งเอาเงินมาหุ้นด้วย แต่พอร้านจะเปิดแล้ว เขามาขอถอนหุ้นคืน บอกว่าน่าจะไม่เวิร์ก ตึกเราอยู่ใกล้หัวมุมในคูเมือง ที่จอดรถไม่มี และย่านนั้นเมื่อ 15 ปีก่อน ก็มืด ๆ ไม่พลุกพล่านเหมือนทุกวันนี้ ในฐานะผู้ประกอบการก็ล้มลุกคลุกคลานหนักอยู่ แต่ก็ผ่านมาได้

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

จำได้ว่าพอนอร์ทเกทเปิด คนก็มาฟังเพลงที่พวกคุณเล่นกันแน่นทุกคืน ล้มลุกคลุกคลานยังไง

ผมไม่เคยทำธุรกิจเลย ทำบัญชีก็ไม่เป็น พอขายเครื่องดื่มได้ ก็ให้พนักงานเอาเงินใส่ถุงพลาสติก ร้านปิดก็แบ่งเงินให้นักดนตรี แบ่งให้หุ้นส่วน แล้วก็เอาไปซื้อเครื่องดื่มมาขายต่อ สิบปีแรกนี่เราขายดี แต่ผมไม่ได้กำไร มีแค่พอใช้ และมารู้ทีหลังอีกว่าโดนพนักงานโกงเงินไปเป็นล้าน เขาโกงเรามาหลายปีแล้ว ตอนนั้นโคตรเฟลเลยนะ โดนโกงก็เรื่องหนึ่ง แต่เราไว้ใจเขา มองเขาเป็นน้องเป็นเพื่อนน่ะ คุณเคยดูคลิปรายการโคตรเฟลไหม อยากให้ผู้จัดมาเชิญผมไปออกรายการที

นี่ขนาดคุณบริหารร้านเอง

อย่าเรียกว่าบริหาร เรียกว่าปล่อยปละละเลยดีกว่า

ไม่ได้กำไรจริง ๆ หรอ

จนมาจัดการใหม่ ทำบัญชีเอง จดสต็อกสินค้าเป็นแล้ว ก็พบว่ากำไรโคตรเยอะ อันนี้ฝากกับผู้อ่านทางบ้านเลยนะครับ ถ้าใครจะทำธุรกิจ คุณจำเป็นต้องไปเรียนรู้เรื่องบัญชี รู้จักออร์แกไนซ์ แล้วเรื่องการจัดการความสัมพันธ์กับทีมงานก็สำคัญ

ผมว่าผู้อ่านทางบ้านเขาตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้วนะ

เออก็จริง อาจเพราะผมเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง เจ็บเองมาก่อน เลยเพิ่งตระหนัก  

แล้วนอกจากเรื่องรายได้ กับการมีพื้นที่ให้คุณเล่นดนตรีของตัวเอง คุณคิดว่ามีจุดไหนอีกที่บ่งชี้ว่า การที่คุณเลือกเปิดนอร์ทเกทมันประสบความสำเร็จ 

นอร์ทเกทมีส่วนก่อรูปคลื่นสังคมคนเล่นดนตรีในเชียงใหม่ขึ้นมา เรามีนักดนตรีทั้งคนไทยและต่างชาติมาเล่นให้ และมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราได้เล่นด้วยกัน ได้ฝึกซ้อม ได้พัฒนาทักษะทุกวัน ผมมองว่านอร์ทเกทคือหมุดหมายเล็ก ๆ หมุดหนึ่ง เหมือน พี่ตุ๊ก (วัชร เจริญพร) เคยทำที่ร้าน Brasserie หรืออาจารย์ของผม อย่างอาจารย์มนูญและอาจารย์ป้อมพยายามผลักดัน เหมือนผมปลูกต้นไม้ในที่ดินที่ใหญ่พอ อย่างน้อยในสังคมดนตรีเชียงใหม่ก็มีของเราตรงนี้อีกหนึ่งต้น ซึ่งขึ้นพร้อมกับอีกหลาย ๆ ต้นที่มีคนปลูกมาก่อน ไม่ได้มีแค่เรา 

อีกเรื่อง ซึ่งสำคัญมาก คือการได้เล่นดนตรีให้คนฟัง ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์มนูญเสมอที่บอกว่าดนตรีเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกคนได้ ถ้าเรามีที่เล่นประจำ เล่นดนตรีในแบบที่เราอยากเล่น และคนดูเอ็นจอยกับมัน มีคนจากทั่วโลกเดินทางมาเชียงใหม่ และมาดูเราเล่นดนตรี แค่นี้เลย ความสำเร็จ

แล้วในเชิงรูปแบบร้าน เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกไหม

ตั้งใจไว้แต่แรกคือมีที่ให้ผมและเพื่อนได้เล่นดนตรีและหารายได้ แต่นอร์ทเกทตอนนี้ผมมองว่าไม่ใช่แค่พื้นที่ดนตรีแจ๊ส พูดให้ดูดีหน่อยคือ มันเป็น World Community จุดพักของนักเดินทางที่มาในเชียงใหม่ คล้ายกับ Twitter ในพื้นที่จริงที่มีคนจากทั่วโลกมา Tweet ข้อความในเชิงบวกน่ะ สมัยก่อนร้านเราจะมีวัน Jam Session เปิดให้ใครก็ได้มาแจมบนเวที นอกจากนักดนตรีแล้ว ยังมีคนมาเล่นมายากล เดี่ยวไมโครโฟน บางคนเล่นกายกรรมถึงกับเอาเชือกมาขึงกลางร้านและเดินไต่โชว์ แม่งโคตรหลอนเลย (หัวเราะ)

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

เพราะบรรยากาศแบบนี้ด้วยไหม เมื่อคุณทำนอร์ทเกทจนอยู่ตัวแล้วคุณร่วมกับเพื่อนเปิดบาร์ท่าแพอีสต์ (Thapae East) ต่อที่เวิ้งเหล็กแดง

ส่วนหนึ่งก็ใช่ นอร์ทเกทถูกจดจำในฐานะพื้นที่ดนตรีแจ๊สไปแล้ว แล้วสิ่งที่หลุดไปจากนั้นมันไม่ค่อยทำงานเลย อย่างที่บอกว่าเราเคยทำ Jam Session และมีคนเอาสิ่งต่าง ๆ มาแจมเยอะไปหมด แต่เอาเข้าจริง อาจด้วยบรรยากาศ สถาปัตยกรรม และ Circulation ภายใน นอร์ทเกทไม่ตอบโจทย์กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แจ๊สโชว์ ก็เลยคุยกับเพื่อนว่าน่าจะทำอีกที่ให้เป็น Free Improvisation เรามีดนตรีสดยืนพื้น แต่คุณจะมาโชว์ มาทอล์กอะไรก็เปิดหมด เราเลยตั้งชื่อให้เป็น Thapae East – Venue for Creative Arts เพราะตั้งใจให้ฟังก์ชันเป็นอย่างนั้น ปีนี้ท่าแพอีสต์เปิดมา 7 ปี และผมก็เพิ่งขายหุ้นไปแล้ว

ทำไมล่ะ

สุดท้ายผมคิดว่าผมถนัดกับการทำโชว์ดนตรีมากกว่า ท่าแพอีสต์ผลตอบรับดีมากเลยนะ แต่ส่วนตัวผมเอง ผมมองว่าตัวเองทำได้ไม่สุด เหมือนมีเชลโลอยู่ แต่ว่าผมเล่นไม่เป็น ไม่รู้จะจัดการกับ String Quartet นี้ยังไง เลยคิดว่าให้คนอื่นที่เขาถนัดมาทำต่อดีกว่า แล้วก็พอดีกับที่จะเปิดมโหรี เราก็ต้องแบ่งเวลามาบริหาร จึงเพิ่งตัดสินใจก่อนเปิดร้านนี้ไม่นาน 

ตอนที่ 4
มโหรี เวิลด์มิวสิก ผลผลิตจากการเดินทาง

คุณเป็นนักดนตรีแจ๊สที่เปิดบาร์แจ๊ส คิดยังไงถึงหันมาเปิดบาร์ที่เล่นเวิลด์มิวสิก

ผมมองในภาพรวมของเมืองน่ะ อย่างที่รู้กันเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันเมืองก็มีรากทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานมาก ทั้งวัฒนธรรมล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะเดียวกัน ความที่ผมเคยโบกรถเดินทางไปที่ต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้ฟังดนตรีพื้นถิ่นของที่นั่น และเมื่อต้องไปเล่นดนตรีเปิดหมวก และไปแจมกับนักดนตรีตามเมืองนั้น ๆ ด้วย ผมจึงต้องพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Harmony และ Rhythm ที่หล่อหลอมพวกเขาไว้ จากความผูกพันตรงนี้ ทำให้ผมพบว่าดนตรีของโลกเป็นเรื่องใหญ่ เป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรม และเชียงใหม่ควรมีพื้นที่นำเสนอดนตรีเหล่านี้ออกมา

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

เหมือนรวบรวมดนตรีพื้นถิ่นที่เมืองเรามีมาเล่นในที่เดียว

อีกเรื่องคือ ผมมองว่ามันคือการทำให้เท่าเทียมด้วย ก่อนหน้านี้ไม่นาน คุณได้ข่าวดราม่าวงคลีโพ (Klee Bho) ไหม วงดนตรีชาวปกาเกอะญอที่ไปเล่นในเทศกาลดนตรีชนเผ่างานหนึ่ง แล้วผู้จัดงานเขาก็พูดจาแบบไม่ให้เกียรติ แถมยังประกาศชื่อวงเขาออกเวทีแบบขำ ๆ ว่า ‘คลีโพพัตรา’ อีกน่ะ

มันเป็นเพนพอยต์หนึ่งของสังคมเหมือนกันนะ แม้ช่วงหลัง ๆ เราพยายามเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลาย โดยเฉพาะกับพื้นที่ทางวัฒนธรรมชนเผ่า แต่ในขณะเดียวกัน ทัศนคติของผู้จัดงานด้านศิลปวัฒนธรรมบางส่วนยังมองพี่น้องชนเผ่าว่าอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่า ไม่มีความศิวิไลซ์ ไม่ถูกยอมรับให้เป็นศิลปะในระดับสากล ผมเลยตั้งใจชวนกลุ่มคนเหล่านี้มาเล่นดนตรีในแบบของพวกเขาที่ร้านเรา วงดนตรีทุกวงไม่ว่าจะเล่นดนตรีแนวไหนย่อมมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม รวมถึงคนเล่นและผู้ฟังก็เท่าเทียมกัน 

เห็นว่าคุณทำเทศกาล Chiang Mai Street Jazz Festival และพยายามนำดนตรีพื้นถิ่นมาผสานกับแจ๊ส คุณเปิดมโหรีเพราะอยากมีพื้นที่แสดงประจำให้ดนตรีเหล่านี้หรือ

อย่างที่บอก Chiang Mai Street Jazz คือความพยายาม สถานที่จัดแสดงในเทศกาลก็ไม่ใช่ที่ทางของเวิลด์มิวสิกจริง ๆ เหมือนแนวคิดทางสถาปัตยกรรม ถ้าพยายามเอาทุกอย่างมายัดรวมกันไม่เวิร์กหรอก

ด้วยเหตุนั้น คุณจำเป็นต้องออกแบบพื้นที่ใหม่ให้มัน ผมเชื่อเรื่องการออกแบบพื้นที่เฉพาะเพื่อรองรับจิตวิญญาณเฉพาะ ให้เขามีชีวิตของเขาเอง ซึ่งในที่นี้หมายถึงพื้นที่เพื่อการแสดงและรับฟังเวิลด์มิวสิก ก็เลยคุยกับทีมงานอยู่ 6 เดือน หาที่ตั้งร้าน การตบแต่งภายใน คัดสรรศิลปินที่มาเล่น และออกแบบเครื่องดื่มที่รับกับบรรยากาศ

และอีกแรงบันดาลใจสำคัญก็คือเทพบาร์ในซอยนานาที่กรุงเทพฯ ผมชื่นชมเขามาก เขานำดนตรีไทยเดิมมาแสดง พร้อมกับออกแบบสถาปัตย์ อาหาร และเครื่องดื่ม ให้มีความเป็นไทยร่วมสมัย ทำให้สิ่งที่คนมองว่ามันพ้นยุคไปแล้วกลับมามีชีวิตชีวา ผมก็หยิบโมเดลนี้มาใส่กับความเป็นเมืองเชียงใหม่ด้วย

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

แล้วนักดนตรีล่ะ คุณไปหาศิลปินจากไหนมาเล่นกับคุณได้หลากหลายแนวขนาดนี้

เชียงใหม่เรามีศิลปินหลากหลายมากนะ ทั้งคนเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนต่างถิ่นและต่างชาติที่มาอยู่ แป้ง-รัสมี เวระนะ ที่เอาดนตรีโซลมาร้องด้วยสำเนียงอีสาน ก็เริ่มต้นที่เชียงใหม่ ขณะเดียวกันดนตรีพื้นถิ่นก็มีคนเล่นเยอะ แต่ส่วนใหญ่เขาจะเล่นในงานบวช ดนตรีเหล่านี้คือความบันเทิง เป็นศิลปะ และมันควรเผยแพร่ให้กว้างกว่าพื้นที่ทางพิธีกรรมหรือความเชื่อ นอกจากนี้ พัน (พันธวัจน์ นาวิก) หุ้นส่วนร้านเราก็เป็นอาจารย์สอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยพายัพ เลยได้เจอลูกศิษย์เก่ง ๆ ที่เล่นดนตรีในกรอบของเวิลด์มิวสิกหลากหลายอยู่ไม่น้อย เรื่องวงดนตรีเลยไม่มีปัญหา

มีวงดนตรีเล่นให้ร้านคุณกี่วง

ตอนนี้มี 24 วง เล่นคืนละ 3 วง บางวันก็มีดีเจมาเปิดเพลงด้วย

แม้หลายคนจะรู้ว่าเวิลด์มิวสิกคืออะไร แต่กับลูกค้าบาร์ของคุณล่ะ เขาเข้าใจในสิ่งที่คุณนำเสนอไหม เพราะในคืนคืนหนึ่งคุณอาจมีทั้งวงที่เล่นระนาด อีกวงมาเล่นสะล้อ ซอ ซึง หรือมีคนมาฟ้อนรำ ก่อนจะมีอีกวงมาเล่นบลูส์ แจ๊ส หรือเดี่ยวเปียโนไปเลย 

ผมแทบไม่กังวล มโหรีคือร้านที่ต้องอยู่ที่เชียงใหม่ ถ้าไปอยู่เมืองอื่นอาจไม่รอด ธรรมชาติของคนเชียงใหม่ หรือคนที่มาเชียงใหม่เขาพร้อมเปิดรับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วนะ เมืองเรามีคนฟังเพลงที่หลากหลาย และถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ นอร์ทเกทก็อยู่มาได้ไม่นานขนาดนี้หรอก

ผมตั้งใจให้มโหรีมีความ Chaotic ประมาณหนึ่ง มีความอิมโพรไวซ์แบบแจ๊ส อย่างวงของเพื่อนผมชื่อ Gypsy Lanna ที่เล่นแนวยิปซีแจ๊ส เล่น ๆ อยู่ คนที่ฟังเพลงอีสานเขาก็อาจมี Perception ว่าเฮ้ย จริง ๆ ดนตรีอีสานเอามาทำแนวยิปซีก็ได้นี่ เพราะท่วงทำนองเชื่อมกันได้ เหมือนที่ผมเดินทางไปเล่นเปิดหมวกที่ต่างประเทศมา หลาย ๆ คนที่ผมแจมกับเขา เราก็พูดกันคนละภาษา คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่พอเล่นดนตรี เรากลับเชื่อมโยงกันได้ มันก็สัมพันธ์กับเรื่องบรรยากาศของเมืองเชียงใหม่ด้วย เราเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและพื้นฐานความเชื่ออันหลากหลาย แต่มันก็อยู่มาได้อย่างกลมกล่อมมาหลายร้อยปี

เหมือนมาดื่มเหล้าพร้อมกับเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ทางดนตรี

การออกแบบพื้นที่ก็สำคัญ ที่บอกไปว่าเราใช้เวลาเตรียมร้านนี้ถึงครึ่งปี หลัก ๆ คือการออกแบบสถานที่ เรารีโนเวตร้านจากตึกเก่าความสูง 2 ชั้นที่เคยเป็นเนอร์สเซอรี่ เป็นความโชคดีที่ผมบังเอิญมาเจอตอนที่เขาติดป้ายประกาศให้เช่า และเป็นโชคดีอีกที่ตึกหลังนี้มีพื้นที่สวนยาวด้านหลัง ผมก็เลยขอให้ เม (วรวิทย์ นนทิกรนารีรัตน์) เพื่อนที่เป็นสถาปนิกช่วยคุมงานรีโนเวตร้านนี้ ให้ช่างคว้านผนังด้านหลังให้ทะลุไปถึงสวนด้านหลัง 

เราไม่ได้อยากให้ที่นี่เป็นแค่บาร์ให้คนมาฟังเพลง แต่ยังมาคุยกันที่สวนหลังร้าน หรือในขณะเดียวกัน ถ้าคุณไม่เข้าใจดนตรีของวงที่กำลังเล่นบนเวที หรือไม่อยากปะทะกับมันมากไป คุณก็เลือกมานั่งคุยกันข้างหลังได้ เหมือนพื้นที่ให้ได้พัก

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

วงคุณเล่นที่นี่ด้วยไหม

ไม่ได้เล่นประจำ จะมาแจมบ้าง แต่หลัก ๆ ก็เล่นที่นอร์ทเกท ผมว่าเล่นที่นี่ยากกว่านอร์ทเกทนะ เพราะมันใกล้กับผู้ชมมากกว่า ถ้าเล่นผิดนี่คนดูจับได้ทันทีเลย นอร์ทเกทเป็นบาร์เปิดที่อยู่ริมถนน มี Noise เข้ามาเยอะ มันดูดิบกว่า แต่ในเชิงคนเล่นก็ดูผ่อนคลายมากกว่า

นอกจากสถาปัตยกรรมและบรรยากาศ ทำเลของร้านมีส่วนกับสิ่งที่คุณอยากนำเสนอไหม

โคตรสำคัญ ร้านเราอยู่ในสี่เหลี่ยมคูเมือง ผมชอบย่านคูเมืองนะ ใจเราอยู่ที่ไหน ก็อยากทำร้านตรงนั้น ตอนทำท่าแพอีสต์ซึ่งอยู่ท่าแพ ซึ่งห่างจากคูเมืองไม่เท่าไหร่ ผมยังรู้สึกว่าไกลไปด้วยซ้ำ ผมชอบบรรยากาศที่นี่ ตึกเก่า วัดเก่า ผู้คนหลากเชื้อชาติที่ใช้ชีวิตร่วมกับคนพื้นถิ่น และพื้นที่ของร้านก็โอเค ทั้งเล็กพอดี และใหญ่มากพอทำให้ดนตรีสร้างความสัมพันธ์ 

เห็นว่าคุณเป็นตัวตั้งตัวตี ชวนผู้ประกอบการแถวนี้จัดเทศกาลด้วย

ใช่ ต้องบอกอย่างนี้ ร้านผมอยู่ย่านกลางเวียง บนถนนพระปกเกล้าตัดกับถนนราชดำเนิน ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของย่านเมืองเก่า มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยอะมาก ทีนี้พอมีโควิด-19 ธุรกิจแถวนี้ก็ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมด แล้วพอโควิดเริ่มซา ก็มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่เห็นศักยภาพของย่าน เลยเข้ามาเช่าทำธุรกิจกันใหม่ รวมถึงร้านของผมด้วย

ผมมองว่าไหน ๆ แล้ว เราน่าจะรวมกลุ่มคุยกัน ปรึกษาหารือกัน เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันดีกว่า คุณนึกออกไหม เราไม่อยากเห็นบรรยากาศที่คุณไปนั่งร้านอาหารตามสั่งกับเพื่อน แต่อยากกินก๋วยเตี๋ยวอีกร้าน ปรากฏว่าสั่งมาไม่ได้เพราะเจ้าของร้านเขาไม่ถูกกัน ก็เลยชวนผู้ประกอบการในย่านมาทำความรู้จักกัน พูดคุยกันในสวนหลังร้านนี้ และชวนทำกิจกรรมด้วยกันเสียเลย

ผมเพิ่งจัดเทศกาล ‘เข้าซอย’ (Khao Soi Art & Music Festival) ไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลเชิงครีเอทีฟเล็ก ๆ ที่ให้ผู้ประกอบการมาร่วมกับคนในย่านและผู้มาเยือน มี Walking Tour มินิคอนเสิร์ต ฉายหนัง แสดงงานศิลปะ และอื่น ๆ คล้ายชวนคนในย่านเปิดบ้านให้ผู้มาเยือนได้ร่วมกิจกรรมกัน นอกจากได้รู้ว่าใครทำอะไร มีอะไรสวย ๆ งาม ๆ และสนุก ๆ ให้ชม คนในย่านก็ยังได้สานสัมพันธ์กัน เป็นงานเล็ก ๆ แต่เสียงตอบรับค่อนข้างดี และคิดว่าจะจัดกันทุกปีหลังจากนี้

เหมือนเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ของย่านที่คุณอยู่ด้วย    

ผมมองว่าโลกยุคใหม่เขาไม่ได้พูดถึงประเทศ แต่เขาพูดถึงเมือง ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องย่าน หลายคนมาประเทศไทย เขาอาจไม่ได้มองว่ามาเที่ยวเมืองไทย แต่เขาคิดว่าจะมาเที่ยวเชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต หรือเมืองอะไรก็ว่าไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาอาจมีย่านที่เขาอยากไปพักหรืออยากไปเที่ยว 

ไอ้โลกยุคหลังโควิดเนี่ย มันโหดตรงที่ว่าเมืองไหนออร์แกไนซ์เมืองหรือย่านของตัวเองไม่ได้ มันก็จะฟื้นตัวยาก และย่านมันเป็น Collective Minds บางทีคุณอาจอยากไปเที่ยวเมืองใดเมืองหนึ่ง เพียงเพราะเห็นว่าย่านนี้ช่างมีเสน่ห์ก็เป็นได้ หรือในทางกลับกัน อย่างโศกนาฏกรรมจากปาร์ตี้ฮาโลวีนที่อิแทวอนในโซลก็ส่งผลกระทบโดยรวมกับย่านทั้งย่าน รวมถึงเมืองทั้งเมืองด้วยเช่นกัน

การมีโอกาสได้โบกรถเดินทางมีส่วนต่อโลกทัศน์ของผมอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งเดินทางมาก ก็ยิ่งเห็นว่าโลกนี้คือหนึ่งเดียวกัน แน่นอน คุณไม่มีทางทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้ทั้งหมดหรอก แต่ถ้าเราทำชุมชน ทำย่านของเราให้ดี อย่างน้อยที่สุด โลกของคุณก็อาจน่าอยู่ขึ้นมาได้

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

โอเค คำถามสุดท้าย กลับมาเรื่องธุรกิจบาร์ คุณทำนอร์ทเกทมาแล้ว 15 ปี ท่าแพอีสต์อีก 7 ปี และมโหรีที่เพิ่งเริ่มนี้ ความท้าทายที่สุดของธุรกิจประเภทนี้คืออะไร

(นั่งคิดสักพัก) การเข้าใจจิตวิญญาณของศิลปินน่ะ หัวใจของธุรกิจคือการแสดงสด ซึ่งมีฟันเฟืองหลักคือนักดนตรี และคุณเข้าใจใช่ไหมว่าอาร์ติสต์ เขาติสต์กันจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นคนเรื่องมากหรือเอาใจยาก แต่ในฐานะผู้ประกอบการ คุณต้องมองเห็นคุณค่าแบบเดียวกับที่ศิลปินที่มาเล่นให้คุณเห็น ถ้ามองคุณค่าไม่ตรงกันก็ไปกันไม่รอด เหมือนต้องซื้อใจเขานั่นแหละ แต่จะซื้อด้วยอะไรก็ไปคิดเอาเอง

หลายปีก่อน มีผู้ประกอบการรายหนึ่งหันมาเปิดบาร์แจ๊สแถวนิมมานเหมินท์ เขาทำทุกอย่างเหมือนที่เราทำกับนอร์ทเกทเป๊ะ กระทั่งจ้างวงดนตรีที่เล่นประจำให้เรามาเล่นให้เขาด้วย ไลน์อัปเดียวกันเลย ปรากฏว่าอยู่ได้ไม่นานก็ปิดตัวไป ผมไม่รู้เรื่องภายในของเขาหรอก แต่คิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้บาร์แห่งนี้ไม่ยั่งยืน อาจเป็นเพราะเขาซื้อใจนักดนตรีที่เล่นให้เขาไม่ได้

กลับมาเรื่องเดิม เพราะเขาอาจไม่ได้ออกแบบพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่เป็นของเขาเอง จิตวิญญาณในที่นี้หมายรวมทั้งนักดนตรีและเสียงดนตรี มันต้องการพื้นที่สิงสถิต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสิงที่ไหนก็ได้ เราสิงในพื้นที่ที่มันใช่ ขณะเดียวกันพื้นที่ก็ต้องยอมให้จิตวิญญาณสิงด้วยนะ ต้องมาคู่กันในเวลาที่เหมาะสม เหมือนเป็นพิธีกรรม หลายวงที่เล่นให้นอร์ทเกทก็เล่นมาตั้งแต่เปิดร้าน บางวงแยกตัวไปแล้ว แต่สมาชิกบางส่วนก็วนเวียนมาแจมกับเราอยู่ เรื่อยมาจนถึงมโหรี ก็มีศิลปินจากนอร์ทเกทไปเล่นด้วยเช่นกัน

แล้วอะไรที่ทำให้คุณซื้อใจนักดนตรีได้นานขนาดนี้

ไหนคุณบอกเมื่อกี้คำถามสุดท้ายแล้วไง

เออ ไม่รู้สิ… ผมเป็นนักดนตรีด้วยมั้ง เราเล่นดนตรีด้วยกัน เข้าใจกัน และเป็นเพื่อนกัน แค่นั้นเลย  

Mahoree City of Music (มโหรี) จ.เชียงใหม่

Mahoree City of Music (มโหรี)

ที่ตั้ง : 208 1 ถ.พระปกเกล้า ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เยื้องกับโชว์รูมบริษัทเจริญมอเตอร์ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดทุกวัน 18.30 น. – เที่ยงคืน

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load