ชีวิตของ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แห่ง ‘ฮอนโมโน ซูชิ’ น่าเอาไปทำหนัง

‘ฮอนโมโน’ แปลว่า ของจริง หรือของแท้ 

เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขา ต้องยอมรับว่า ไม่น่าจะมีชื่อไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้แต้มต่อในชีวิตทั้งหมดจะติดลบ ทั้งพื้นฐานครอบครัว เงินทุน การศึกษา และเส้นสาย แต่สิ่งที่เด็กชายตัวเล็กๆ จากครอบครัวยากจนในจังหวัดอุบลราชธานีมีมากกว่าคนอื่นๆ คือหัวใจนักสู้

เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ใช้เวลาสร้างเนื้อสร้างตัวราว 20 กว่าปี จนได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นของประเทศไทย เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอาหารญี่ปุ่นและจัดจำหน่ายวัตถุดิบ รายได้ระดับพันล้านบาท ตั้งแต่อายุเพียง 40 กว่าปีเท่านั้น

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ลักษณะอย่างหนึ่งของเชฟบุญธรรม คือเขาเป็นคนมองหาโอกาสและความรู้ใหม่ๆ ให้ชีวิตตลอดเวลา หลักคิดเมื่อจะเปลี่ยนงานของเขาคือ ต้องหาวิชาใส่ตัวให้มากที่สุด เป็นที่มาของการเปรียบตัวเองเป็น ‘ซามูไรร้อยสำนัก’ ทำงานมาแล้วมากกว่า 10 ร้าน ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานจะต้องมีเหตุผล บางครั้งถูกลดเงินเดือน แต่ยอมไปเพราะอยากเรียนรู้

แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจลงแข่งรายการ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย ทางช่อง 7HD ก็เป็นช่วงที่เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว จึงมีผู้หวังดีช่วยกันห้ามไม่ให้เขาเข้าแข่งขัน เพราะถ้าแพ้ปุ๊บ เสียชื่อแน่นอน

แต่เขาหรือจะกลัว เขากลับคิดว่า การแข่งขันย่อมมีแพ้ชนะ จึงตัดสินใจสู้ดูสักตั้ง 

ผลคือเขาชนะ ได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่น ดังระเบิดกว่าเดิม 

“สิ่งที่ติดตัวผมมาตลอดตั้งแต่เด็ก คือไม่ว่าจะทำอะไร ผมมักทำทุกอย่างสุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ พยายามเรียนรู้และหาช่องทางให้ตัวเองอยู่เสมอ” เชฟบุญธรรมกล่าว

คำว่า “สุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ” ที่เขาว่านั้น ไม่ธรรมดาจริงๆ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

กว่าจะได้เข้ากรุงเทพฯ

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ที่ห่างไกลความเจริญ เดินทางไปกลับโรงเรียนวันละหกกิโลเมตร เรามองว่าแรงผลักดันคือเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น สักวันหนึ่งเราอยากอิสระ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องเงิน กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน” เชฟบุญธรรมเล่า

เชื่อหรือไม่ว่าเขามีปมในใจกับเงาะ เพราะความยากจนทำให้ไม่เคยได้กินเงาะเลย เห็นคนข้างบ้านกินกันก็อยากกินบ้าง แต่เขาไม่ชวน เด็กชายบุญธรรมได้เพียงรอเก็บเปลือกเงาะที่หล่นเกลื่อนพื้นมาแทะเนื้อที่เหลือติดเปลือก จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ยังชอบกินเงาะ ชอบนั่งกินคนเดียวเพื่อนึกถึงความหลัง กินไปน้ำตาซึมไป

นอกจากไม่มีเงินแล้ว ยังขาดทั้งพ่อและแม่ พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยแม่ไปมีครอบครัวใหม่ เขาโตมากับตาและยาย แม้จะคิดถึงแม่ แต่ทำได้เพียงเอาเสื้อเก่าของแม่มาดมและกอดไว้

เด็กชายบุญธรรมเดินไปโรงเรียน กลับถึงบ้านช่วยตาและยายทำงานทุกอย่าง ดังที่เขาเล่าว่า “เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามประสา ตกเย็นก็หาอะไรกินตามมีตามเกิด”

พอจบ ป.6 ไม่ได้เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน เขาเล่าไว้ว่า “ถ้าไม่ได้เรียนต่อ ผมต้องทำนา เลี้ยงควาย มีชีวิตยากจนเหมือนปู่ย่าตายายไปจนตาย ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น แม้ผมยังไม่มีตังค์ ผมฝันไว้เสมอว่าสักวันผมต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

ด้วยความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เด็กชายบุญธรรมตัดสินใจขอบวช เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ

สามเณรบุญธรรมมุมานะท่องหนังสือจนสอบได้นักธรรมตรี โท ได้เปรียญธรรม 1 – 2 ประโยค เป็นที่เอ็นดูของหลวงพ่อ แต่เป็นที่หมั่นไส้ของสามเณรรุ่นพี่ จนถูกขู่ทำร้ายกลางดึก

ด้วยความกลัวว่าจะอยู่วัดต่อไม่ได้และไม่ได้เรียนหนังสือ สามเณรบุญธรรมมุมานะยิ่งกว่าเก่า เพื่อสอบเปรียญธรรม 3 ประโยคให้ได้ ทุกวันเขาตื่นแต่เช้ามาท่องหนังสือก่อนไปบิณฑบาต ทำวัตรเช้าเสร็จอ่านหนังสือต่อ ในขณะที่เณรรูปอื่นๆ คุยเล่นกันสนุกสนาน

วันประกาศผลสอบเปรียญธรรม 3 ประโยค ไม่มีชื่อสามเณรบุญธรรมบนบอร์ด

เขาผิดหวังอย่างหนัก ตัดสินใจกลับบ้าน เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยเวทีมวยตามงานวัด เอาหมัดแลกเงิน ชีวิตหักเหไปลองทำงานก่อสร้างที่หัวหินตามที่มีคนชวน และยังคงซ้อมมวยไปด้วย แต่งานกรรมกรก่อสร้างที่หนักเกินแรงเด็กจะรับไหว ทำให้บุญธรรมตัดสินใจกลับบ้านไปทำนาอีกครั้ง

เขากล่าวว่า “ในตอนนั้น ชีวิตผมดูเหมือนมีไว้เพื่อล้มเหลวจริงๆ” เพราะไปทางพระก็ไม่สำเร็จ ชกมวยก็ไม่รุ่ง ทำก่อสร้างก็เกินแรง และยังมองไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปในชีวิต

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จทั้งทางพระ มวย และก่อสร้าง แต่ในที่สุด โอกาสที่บุญธรรมจะได้ไปกรุงเทพฯ ก็มาถึงจนได้ เมื่อพ่อเลี้ยงฝากฝังเขาให้ญาติคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ตอนนั้นเขาเองก็นึกไม่ถึง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จาก ‘นายบุญธรรม’ สู่ ‘เชฟบุญธรรม’

จากวันที่นั่งรถ บขส. จากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ จนได้เป็นเชฟบุญธรรมที่ทุกคนรู้จัก ผ่านระยะเวลามายี่สิบกว่าปี

บุญธรรมในวัยยังไม่ถึง 20 เริ่มทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นย่านสีลม ตื่นตาตื่นใจกับตู้โชว์ของสดและร้านสวยๆ ตื่นเต้นแม้กระทั่งกับเตาแก๊ส เพราะเคยใช้แต่เตาถ่าน

หน้าที่ของเขาคือล้างจาน ล้างห้องน้ำ เตรียมของไว้ให้ลูกพี่หยิบใช้ งานหนักแสนสาหัส เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 8 เพื่อนที่มาด้วยกันถอดใจกลับบ้าน

แต่บุญธรรมยังสู้ต่อ เพราะกว่าจะได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ง่ายเลย

บุญธรรมเริ่มค่อยๆ ได้ทำอย่างอื่นนอกจากล้างจานเตรียมของ คือการต้มน้ำมันไว้ทอดเทมปุระ และได้เรียนรู้สไตล์การทำงานของเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นชื่อซาโจ้ ทั้งความเข้มงวดและเอาจริงเอาจัง และการไม่สอนใครง่ายๆ

 “ตอนนั้นผมอาศัยลูกขยันเป็นจุดขาย ถ้าอยากเรียนรู้ต้องพร้อมตลอดเวลา” เชฟบุญธรรมกล่าว

เขาทำงานไป เรียนรู้ทุกอย่างจากทุกคน จนเมื่อรุ่นพี่ลาหยุด เขาต้องรับหน้าเสื่อทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า และทำได้ดีจนซาโจ้แปลกใจ ว่าทำได้อย่างไร

เมื่อพนักงานประจำที่ซูชิบาร์ลาออก ซาโจ้จึงเลือกให้บุญธรรมขึ้นมาแทนที่ ทำให้รุ่นพี่รวมทั้งซาโจ้เริ่มสอนวิชาอื่นๆ เช่น การทำหัวไชเท้า หุงข้าวซูชิ แล่ปลา การปั้นข้าวซูชิ หั่นผัก ทำไข่หวาน ของเหล่านี้ไม่ใช่ของง่ายเลยสำหรับคนไม่เคยทำ และต้องเผชิญอุปสรรคทั้งทางกายและกำลังใจ บุญธรรมทั้งโดนมีดบาดเป็นแผลเหวอะ โดนซาโจ้ด่าที่แล่ปลาแหว่ง ไปจนถึงถูกซาโจ้ด่าว่าอย่างรุนแรงต่อหน้าลูกค้า จนต้องแอบไปยืนร้องไห้แล้วรีบกลับมาทำงานต่อ

“แต่ก่อนคนญี่ปุ่นเขาไม่มีสูตร เขียนแต่ว่าใส่อะไรบ้าง แต่ไม่บอกอัตราส่วน เขาหวงมาก อาจารย์เชฟบางคนก็จะแบบคุณต้องชิมจนรู้เอง สมมติว่าพรุ่งนี้จะปรุงอะไรสักอย่างที่สำคัญ คืนนี้ต้องห้ามกินเหล้า ห้ามอมลูกอม ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อเตรียมตัวทำอาหารหม้อสำคัญหม้อนั้น เขาจะบอกแค่ว่าใส่อะไรบ้าง ชิมก็ต้องใช้ลิ้นอย่างเดียว” เชฟบุญธรรมเล่าถึงความยากของการทำงาน

แม้เขาจะกล่าวถึงงานว่า “ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยสายตัวแทบขาด” การเข้างาน 10 โมงเช้า และยืนยาวถึง 3 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เขาได้มาคือประสบการณ์ ได้ทำซูชิเพิ่มมากขึ้น ได้ขึ้นปลา (ภาษาคนครัวหมายถึงแล่ปลา) ราคาแพงมากขึ้น

บุญธรรมเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะเป็นมือหนึ่งให้ได้ เมื่อเปลี่ยนร้านอีกครั้ง มาทำร้านโคบูเนะ เขาตั้งใจว่าต้องพยายามทำทุกอย่างที่เชฟหมายเลขหนึ่งของร้านในตอนนั้นทำได้ ให้ได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ทำได้จริงๆ

เมื่อทั้งงานและเงินลงตัว เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าต้องการอะไร คำตอบที่ได้คือ อยากได้วิชา หรือความลึกซึ้งทางด้านอาหาร ดังนั้น การย้ายร้านครั้งต่อไป ต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องความรู้ที่ได้และเรื่องเงินเดือน

“ส่วนมากคนเขาจะมองว่าฉันเป็นกุ๊กนะ มีหน้าที่ทำอาหาร แต่ผมมองว่าเราต้องรู้เรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ หรือเรื่องหน้าร้าน หลังบ้าน ก็คือระบบบัญชี ถึงแม้เราจะเป็นกุ๊ก แต่ถ้าฝึกแค่เรื่องการทำอาหาร เราก็ขยับขึ้นไปเป็นหัวหน้าเชฟได้อย่างเดียว” นี่คือมุมมองของเขา

“นี่คือสักยี่สิบปีที่แล้ว พ.ศ. 2543 ช่วงนั้นได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ผมยังคิดว่าเราเป็นหัวหน้าในที่เล็ก หมายถึงเป็นร้านเล็ก มีแต่คนไทยเข้าไปทาน ตอนนั้นรู้สึกว่า เอ๊ะ ความรู้เราแค่นี้ แต่เราได้เป็นหัวหน้าแล้ว มันไม่น่าจะดีมั้ง ตอนนั้นร้านญี่ปุ่นที่ใหญ่หน่อย ก็มีซึคิจิ โชกุน ที่โรงแรมดุสิต นิปปอนเต อาโออิ เขามีลูกค้าญี่ปุ่นมาทาน 

“เป้าหมายตอนนั้น ผมมองว่าถ้าจะเติบโตมากกว่านี้ ต้องไปเรียนรู้วัตถุดิบญี่ปุ่น เพราะ ณ เวลานั้นโคบูเนะก็มีพวกแซลมอน ปูอัด ปลาหมึกยักษ์ ปลาช่อนทะเล อะไรพวกนี้ เรามองว่าก็รู้อยู่แค่นี้ บางทีแขกถามถึงวัตถุดิบอย่างอื่น เราไม่รู้เรื่องเลย พอเขาถามว่า เป็นหัวหน้ากี่ปีแล้ว เราก็ตอบไม่เต็มคำ ตอนนั้นอายุสักยี่สิบหก ยี่สิบเจ็ดได้ พอแขกถามแล้วตอบไม่ได้ ไม่ชอบความรู้สึกนั้น ก็รู้สึกว่างั้นไปหาร้านที่เขามีวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นดีกว่า ไปเรียนรู้ อยากไปต่อ” เชฟบุญธรรมเล่า

ร้านถัดไปที่เขาย้ายไปทำงาน บุญธรรมยอมลดเงินเดือนจากเดิมที่ได้ 12,000 เหลือ 9,000 บาท เพราะคิดว่าจะดีต่อการเรียนรู้ เนื่องจากร้านใหม่นี้เลือกใช้วัตถุดิบสดๆ เป็นๆ ตามฤดูกาล อันเป็นสิ่งที่เขาสนใจ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

“ตอนนั้น วิธีเดียวที่จะเรียนรู้ได้ คือไปทำงานที่ร้าน เพราะไม่มีหนังสือจะอ่าน หนังสืออาหารญี่ปุ่น เวลานั้นก็พอหาซื้อได้ ที่อิเซตันชั้นบน แต่มันแพงครับ เราก็ไม่มีปัญญาซื้อ เล่มหนึ่งเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยบาท” เชฟบุญธรรมยิ้ม “ถึงมีเงินซื้อ เราก็อ่านไม่ออกด้วย ว่าวิธีการทำเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไง เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย”

ที่ร้านใหม่ คือซูชิ ซึกิจิ บุญธรรมยังได้พบ ‘อาจารย์’ ที่เขานับถือมาก คือ คุโรซากิซัง ที่ถือเป็นอาจารย์ใหญ่ของร้าน เขากล่าวว่า พยายามอย่างเต็มที่ให้คุโรซากิซังเห็นว่าเขาอยากเรียนรู้ในทุกเรื่อง ตั้งใจทำงานมาก ไม่สาย ไม่ลา ไม่ขาด จนกระทั่งคุโรซากิซังไว้ใจให้ ‘ลับมีด’ อันเป็นสิ่งที่บุญธรรมภูมิใจมาก เพราะเชฟญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องหวงมีด ไม่ค่อยให้ใครแตะมีดถ้าไม่จำเป็น

ปัญหาอีกเรื่องคือ คุโรซากิซังพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น บุญธรรมคิดว่า ถ้าจะเอาดีทางนี้ คงหนีไม่พ้นต้องทำงานกับคนญี่ปุ่น เขาจึงลงทุนลงแรงไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม โดยใช้เวลาช่วงพัก บ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็น นั่งรถเมล์ไปเรียนสัปดาห์ละ 5 วันอยู่นานกว่า 2 ปี อีกทั้งยังมีสนามฝึกชั้นดีคือลูกค้าชาวญี่ปุ่นของร้าน

สำหรับคนครัวที่งานหนักอยู่แล้ว การไปเรียนภาษาเพิ่มเติมไม่ใช่ของง่ายเลย แต่เชฟบุญธรรมมีต้นทุนอย่างเดียวที่มากกว่าใคร คือความขยันและมุ่งมั่น เขาคิดการณ์ไกลไปว่าภาษาญี่ปุ่นจะช่วยให้เติบโตในหน้าที่การงานได้

“คือตอนนั้นผมมองว่า ผมอยู่สายอาหารญี่ปุ่น นอกจากทำอาหารญี่ปุ่นได้ เราก็จะยังสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้ เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเองมากขึ้น” เชฟบุญธรรมกล่าว เขาจึงอดทนนั่งรถไปเรียนในขณะที่เพื่อนร่วมงานนอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทำงานช่วงเย็น คุโรซากิซังนั่นเองที่ช่วยบอกช่วยสอนเมื่อเห็นเขาพูดภาษาญี่ปุ่นผิด

“ผมอยู่กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นราวห้าคน ทุกคนเก่งหมด มาจากโอซาก้า ฮอกไกโด แตกต่างกันไป แต่คนที่ประทับใจคือคุโรซากิซัง ท่านอาจจะดุหน่อย แต่สอนและแนะนำการขึ้นปลาไหล การลับมีด คือดุแต่สอน ผมไม่เคยเห็นอาจารย์ญี่ปุ่นท่านไหนที่จับมือเราสอน ไม่รู้เขาประทับใจอะไรเรา ก็ทำงานตามปกติ แต่วันหนึ่งเขาก็สอนเรา เป็นห่วงเรา อันนี้คือรู้สึกเอาเองนะครับ เขาไม่เคยพูด แต่รู้สึกได้ ตอนที่ผมเข้าไปใหม่ๆ หรือขออนุญาตไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เขาก็ถาม บุญธรรมไหวไหม เขากลัวเราพักผ่อนไม่พอ จะทำงานได้หรือเปล่า เรื่องวัตถุดิบเขาก็จะมา ‘ซ่อม’ ทุกวัน ซ่อมหมายถึงว่าผมจดชื่อวัตถุดิบไว้ท่อง เขาจะมาถามทุกวัน จำได้กี่ชื่อแล้ว อันนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรอร่อย” เชฟบุญธรรมเล่าถึงบรรยากาศการทำงาน

ทำที่นี่ได้ 4 ปี เชฟบุญธรรมถูกคุโรซากิซังเลือกให้ไปร่วมทีมเปิดร้านใหม่ในเครือ โดยวางตัวให้เป็นคนบริหารจัดการเรื่องวัตถุดิบ ที่นี่ เขาเป็นมือสอง โดยมือหนึ่งในตอนนั้นคือ เชฟคำมูล บุตรแสน

เมื่อเชฟคำมูลลาออกไป เชฟบุญธรรมจึงได้ขึ้นมาเป็นมือหนึ่งแทน

เชฟบุญธรรมยังดำเนินนโยบาย ‘เปลี่ยนร้านเพื่อความก้าวหน้า’ ไปเรื่อยๆ มีทั้งเปลี่ยนร้านเพราะได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า เปลี่ยนเพราะร้านเก่าต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะเจอทีมที่ไม่ค่อยดี

จนในที่สุดเขาได้มาทำร้านโซโก้ โรงแรมเอราวัณ ที่นี่เขาได้พบบุคคลที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างมากมายคือ เชฟบรรณฑูร ชูผลา หัวหน้าเชฟของร้านโซโก้หรือผู้เป็นหัวหน้างาน และกลายมาเป็นพี่ชาย เพื่อนร่วมงาน และหุ้นส่วนในภายหลัง

ทำร้านนี้ในฐานะมือสองของเชฟบรรณฑูรได้ราว 1 ปี ร้านโซโก้ต้องปิดเพื่อปรับปรุง ทำให้เชฟบุญธรรมและพนักงานคนอื่นๆ ถูกย้ายไปทำงานในโรงแรมต่างๆ ในเครือเพื่อรอให้ร้านใหม่เปิด เชฟบุญธรรมถูกย้ายไปโรงแรมแกรนด์ไฮแอท และถูกดึงตัวไว้ให้ทำงานต่อ แต่ในที่สุด เขาเลือกที่จะกลับไปทำงานกับเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า

ทำได้สักพักก็มีข้อเสนอจากลูกค้าที่อยากให้ไปช่วยเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ ‘เทนซุย’ โดยเสนอค่าตัวที่สูงเป็นพิเศษ

เขาต้องคิดหนัก แต่สุดท้ายก็เลือกคว้าโอกาสไว้ คราวนี้เขาได้เป็นมือหนึ่งอย่างเต็มตัว เป็นหัวหน้าทีมดูแลพนักงานคนไทยทั้งหมด เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าร่วมประชุมกับทีมผู้บริหารและเชฟคนอื่นๆ ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นล้วน สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบนี้ทำให้เขาได้เห็นความมีวินัยและความเป็นมืออาชีพของคนญี่ปุ่น เป็นต้นว่า แม้จะถึงเวลาพัก แต่ถ้างานยังไม่เสร็จ ก็จะไม่มีใครไปพัก หรือถ้าไม่มีคนล้างจาน หัวหน้าเชฟจะลงมือทำเอง

ที่ร้านเทนซุย เชฟบุญธรรมได้งัดวิชาเรียกลูกค้าที่ได้เห็นเชฟบรรณฑูรปฏิบัติมา คือโทรเชิญลูกค้าเก่ามาลองรับประทานอาหารที่ร้านใหม่ จนทำให้ช่วงแรกๆ ของร้านมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าประจำของเชฟบุญธรรมนี่เอง และผู้จัดการร้านชาวญี่ปุ่นกล่าวขอบคุณเขากลางที่ประชุม ที่ทำให้พนักงานมีเงินเดือนในเดือนนั้น

เชฟบุญธรรมกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นว่า “คำพูดนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งที่ผมทุ่มเทเรียนรู้มานั้นไม่สูญเปล่า”

เมื่อถามว่า ควรใช้เกณฑ์อะไรร่วมตัดสินใจเมื่อคิดจะเปลี่ยนงาน เชฟบุญธรรมตอบว่า

“จะประสบความสำเร็จได้ต้องอดทน ผมไม่ได้หมายถึงอดทนในเรื่องการลุยงานอย่างเดียว แต่ต้องอดทนกับคำพูดของคน อดทนต่อสิ่งรอบข้าง เพราะมันจะมีเข้ามาตลอดเวลา สิ่งที่จะพิสูจน์เรา เมื่อไรที่เราคิดว่า พอมีสิ่งเข้ามากระทบกระทั่ง แล้วเราหมดความอดทน เราก็ไม่พอใจ จะเปลี่ยนร้าน ย้ายงานใหม่ อันนี้อาจจะไม่ควร คือไม่ได้มีความคิดที่จะดัดแปลงตรงโน้นตรงนี้ เพื่อหาจุดที่มันจะเปลี่ยนให้ถึงจุดหมายให้ได้

“ในเรื่องการเปลี่ยนงาน ผมคิดว่าช่วงอายุสักยี่สิบห้าถึงสามสิบเอ็ด สามสิบสอง มองว่าเป็นช่วงที่เราต้องเรียนรู้ อาจจะอยู่ที่ละสองปีก็ได้ แต่ควรจะเป็นร้านในสายเดิม คือทำญี่ปุ่นมา จะข้ามไปครัวยุโรป แบบนี้ผมไม่แนะนำนะ อาจไปเรียนรู้ได้ประปราย แต่สุดท้ายแล้วผมมองว่าเราต้องเรียนรู้ไปในทางใดทางหนึ่ง 

“การเรียนรู้อาหารหลายๆ สัญชาติอาจจะฟังดูดีสำหรับคนเป็นเชฟ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางที่สะเปะสะปะ เราไม่มีอะไรที่แน่วแน่ ถ้าแน่วแน่ในเส้นทางอะไรสักอย่าง เราก็ไปให้มันสุดเลย หลังจากนั้นจะเปิดร้านหรือทำอะไรก็ได้ เพียงแต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็อยู่ไปเลย จะย้ายร้านก็ได้ถ้ามีอะไรที่ดีขึ้น ในแง่การเรียนรู้หรือเงิน”

แม้ไม่สำเร็จ แต่เป็นบทเรียน

เชฟบุญธรรมยอมรับว่า เขามีช่วง ‘เหลวไหล’ บ้างเหมือนกันตามประสาคนหนุ่ม ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา เริ่มกินดื่มเที่ยว จากเด็กขยันที่ไม่เคยหยุดงาน เริ่มมีเที่ยวดึกจนลุกไปทำงานไม่ไหว โดนหักเงินเดือน ที่หนักที่สุดคืออยากได้ไอ้โน่นไอ้นี่เต็มไปหมด จนเป็นหนี้บัตรเครดิตหัวโต แต่ยังดีที่กลับตัวกลับใจได้ ค่อยๆ ทำงานใช้หนี้ สิ่งนี้เขาถือเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต

เชฟบุญธรรมเคยทำธุรกิจของตัวเองและเจ๊งคามือ คือทำร้านลาบ โดยตอนนั้นเขาคิดว่าอยากได้รายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ แต่ด้วยความที่เป็นคนเพื่อนฝูงเยอะ ร้านของเขาจึงกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนยามไม่มีเงิน ลูกค้ากินแล้วขอจ่ายตอนสิ้นเดือน หลายรายทำเป็นลืมไม่ยอมจ่าย พอมีแบบนี้มากๆ เข้าจึงไม่มีผลลัพธ์อื่นนอกจากร้านต้องปิดตัว

นี่เป็นการทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิตของเชฟบุญธรรม เป็นสิ่งที่เขาบอกว่า “เข็ดเขี้ยวมาจนทุกวันนี้” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตลอดชีวิตการทำงาน เขาใฝ่ฝันถึงการมีกิจการเป็นของตนเอง ไม่อยากเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน เพราะคิดว่า เงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มี ‘อิสระทางการเงิน’ ได้

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

เขาจึงคิดจะกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารญี่ปุ่น เพื่อนำมาขายต่อ แต่เมื่อติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร กลับไม่เป็นผล เมื่อเปิดร้านคาราโอเกะกึ่งผับ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องกระแสเงินสดและการเปิดเกินเวลา จนต้องปิดตัวไป 

เมื่องานประจำเริ่มดีขึ้นขณะร้านเทนซุย เขาเริ่มอยากทำกิจการของตัวเองอีก ดูลู่ทางแล้ว เชฟบุญธรรมจึงตัดสินใจทาบทามเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า ซึ่งตอนนั้นทำงานอยู่คนละร้าน ให้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนร้านคาราโอเกะ

ร้านนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เนื่องจากถูกหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งโกง

อย่างไรก็ตาม การ “ทำงานไปวันๆ รอให้เงินเดือนออก” เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ไม่ใช่สไตล์ผม”

แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ขณะอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง เขาเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ถึงขั้นตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเดินได้อีกหรือไม่ แต่เขาโกรธตัวเองมากที่ประมาท ยิ่งพอเห็นหน้าลูกและภรรยาก็ยิ่งน้ำตาไหล เขาพยายามทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อพอยืนได้ ก็ตัดสินใจหารายได้ด้วยการซื้อรถเข็นพร้อมอุปกรณ์ ยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขาย ได้กำไรราววันละ 700 บาทเท่านั้น

ที่จำเป็นต้องทำ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะกลับไปยืนทำซูชิได้อีกหรือไม่ เขาเล่าว่า ขายก๋วยเตี๋ยวในสภาพทั้งเจ็บทั้งจนแบบนั้นอยู่เป็นปี บางครั้งลูกค้าเห็นแล้วสงสารถึงกับเข้ามาช่วยลวก

ในที่สุด เมื่อกลับไปทำงานที่ร้านเทนซุยอีกครั้ง เขาเริ่มคิดถึงการมีกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง เพราะคิดว่า หากวันหนึ่งเขาเป็นอะไรไป ยืนปั้นซูชิไม่ได้ คนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นช่องทางการ ‘ซื้อมาขายไป’ จึงเริ่มค่อยๆ ไปปรึกษาซัพพลายเออร์ที่เขาติดต่อด้วยขณะทำงานอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง ว่าถ้าจะเปิดบริษัทขายส่ง ซื้อของจากซัพพลายเออร์มาเอง ต้องทำอย่างไรบ้าง

ในเรื่องหุ้นส่วน เขาหาใครมาร่วมหุ้นไม่ได้เลย นอกจากคนเดียว คือเชฟบรรณฑูร ซึ่งก็ต้องทาบทามอยู่ถึง 2 ครั้ง

คนเราไม่มีใครล้มเหลวไปตลอด บริษัทขายส่งวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่น ชื่อ ‘ฮอนโมโน ช็อป’ ที่เชฟบุญธรรมกับเชฟบรรณฑูรร่วมกันทำ จึงค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง

เชฟทั้งสองแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยเชฟบุญธรรมเป็นคนหาลูกค้า เชฟบรรณฑูรเป็นคนส่งของ โดยลูกค้าในช่วงแรกๆ ก็คือบรรดาเพื่อนหรือลูกน้องเก่าที่เติบโตไปเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ร้านอื่นๆ นั่นเอง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จุดเปลี่ยนมาถึงอีกครั้ง เมื่อได้ออร์เดอร์ใหญ่มา แต่ไม่มีเงินพอจะไปซื้อวัตถุดิบมากขนาดนั้นมาขาย สองเชฟแห่งฮอนโมโน ช็อป ลองเสี่ยงอีกครั้ง ด้วยการเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายของเชฟบรรณฑูร คือรถยนต์ ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงิน

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นว่า ธุรกิจขายส่งฮอนโมโน ช็อป มีลู่ทางไปได้ดี จึงตัดสินใจลาออกมาทำอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อบอกลูกค้า ลูกค้ากลับบ่นว่า “แล้วผมจะกินซูชิกับใครล่ะ”

ทำให้เขาคิดการใหญ่อีกครั้ง คือต้องเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย เป็นที่มาของ ฮอนโมโน ซูชิ ที่เปิดสาขาแรกที่ซอยทองหล่อ 23 ใน พ.ศ. 2552

เท่ากับว่าร้านนี้เป็นการผนึกกำลังกันของสองเชฟอาหารญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

ในฐานะคนทำงานที่มองหาลู่ทางทำอาชีพเสริมมาโดยตลอด เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ผมมองว่า ตอนเราทำงาน ก็ทำอาชีพที่สองได้ ไม่งั้นเราไม่โต ทำงานแล้วมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าเราคิดว่า เก็บไว้ก่อน ลาออกจากงานแล้วค่อยไปทำ โอกาสที่จะพลาดเนี่ยมันเยอะ แต่ถ้าทำอาชีพอื่นระหว่างทำงาน อย่างน้อยๆ ถ้าเจ๊งหรือขาดทุนมา เราก็ยังมีอาชีพหลักรองรับ ก็คือทำได้ แต่ระมัดระวัง ผมเปิดร้านลาบ มันไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิด ทำงานอยู่โรงแรม ไปเปิดร้านคาราโอเกะ ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิดอีก แต่ก็เป็นการเก็บประสบการณ์”

“ผมมองว่า ถ้าไม่ได้เจ๊งกับสองร้านนั้นมาก่อน ก็คงไม่แกร่งเท่านี้” เขาย้ำ

การเลือกหุ้นส่วนมาทำงานด้วยกัน เขากล่าวว่า

“ผมมองว่า ต้องรู้จักกันมาก่อน รู้พื้นเพ รู้นิสัยกัน เป็นคนยังไง อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้จักที่มาที่ไป ยิ่งถ้าเคยร่วมงานกันมาก่อนก็ยิ่งดี จะได้รู้นิสัยใจคอกันว่าเขาเป็นคนยังไง วันที่มาหุ้นกัน ต่างคนก็จะต่างยอมรับสิ่งที่คนนั้นเป็น คนนั้นรู้อันนี้เยอะกว่า คนนี้รู้อันนี้เยอะกว่า แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน

แต่เมื่อไรที่เราเลือกหุ้นส่วนเพียงเพราะเขามีเงินเยอะกว่า เรามีความสามารถ วันหนึ่งเขาอาจเดินมาหาแล้วบอก หุ้นกันไหม ถ้าเราคิดว่า หยิบเงินไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้มองในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาคงตามมาแน่นอน”

สำหรับเขาเอง คงไม่มีหุ้นส่วนคนไหนจะรู้ใจกันดีไปกว่าเชฟบรรณฑูร ชูผลา ผู้เป็นหัวหน้าเก่าและพี่ชาย แม้สไตล์การทำงานจะต่างกันมาก แต่กลับลงตัวเหมือนหยินกับหยาง

“เวลาทำงาน ผมจะเป็นคนลุยๆ คิดแล้วทำไปเลย แต่อาจารย์บรรณฑูรเป็นคนละเอียดอ่อน คิดแล้วคอยเก็บข้างหลังบ้าน อาจารย์จะบอกว่า เฮ้ย บุญธรรม ดีหรือเปล่า คือจะไม่ห้าม แต่จะบอกว่าคิดดีๆ นะ คอยเตือน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนตอนที่ครบรอบหนึ่งปี ตอนเปิดฮอนโมโน ผมก็จะไปละ ฟรึ้บบบบ บอกอาจารย์เลยว่า ผมอยากเอาบลูฟินทูน่าตัวละสองร้อยห้าสิบกิโลครับอาจารย์ อยากเอามาครบรอบหนึ่งปี คืออาจารย์บรรณฑูรยังไม่คิด แต่ผมคิดไปแล้ว ผมอยากมีทีวีมาถ่าย” เขาหัวเราะ 

“อาจารย์มองว่า บุญธรรม เอ็งจะเอาทีวีมาจากไหนฮะ พวกเราก็อยู่กันแค่นี้ แกจะบอกว่า บุญธรรมคิดดีๆ นะ ตัวหนึ่งมันเป็นล้านนะ ถ้าไม่มีแขกมากินจะทำยังไง จะทำยังไง คิดดีแล้วยัง”

แล้วเชฟทำอย่างไร เชฟบรรณฑูรถึงยอม

“ผมก็จะยกแม่น้ำทั้งห้ามาพูดให้ฟัง ก็จะบอกว่า อาจารย์ครับ อย่างนี้นะครับ ก็อธิบายให้ฟังว่าถ้าทำแบบนี้ จะเกิดผลแบบนี้ คือผมก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน ว่าถ้าถูกถามก็จะตอบแบบนี้ ต้องพูดแบบมั่นใจ” เชฟบุญธรรมหัวเราะ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งศตวรรษ

ในวัยเพียง 49 ปี พร้อมความสำเร็จทั้งในแง่ชื่อเสียงและเงินทอง เชฟบุญธรรมยังไม่หยุดคิดอะไรใหม่ๆ

ราว 3 ปีก่อนหน้านี้ เขาตั้ง ‘ค่ายมวยศิษย์เชฟบุญธรรม’ ที่ซอยอ่อนนุช 88 จากความชอบมวยของตนเอง และอยากให้โอกาสเด็กต่างจังหวัด ที่ตอนนี้มีมาฝึกราว 25 คน อายุระหว่าง 14 – 28 ปี

“ผมชอบมวย ชอบต่อยมวย ตอนเด็กๆ เราดูทีวีก็คิดว่ามันเป็นรายได้ที่ดีสำหรับเด็กต่างจังหวัด เห็นนักมวยดังๆ ค่าตัวสองสามแสน เราก็อยากเป็นบ้าง แต่เราไม่มีคนสนับสนุน แล้วพอวันนี้เราทำธุรกิจอยู่ตัวแล้ว ก็มองว่า มันมีเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดอีกเยอะ ที่ไม่มีคนคอยสนับสนุน ผมก็เลยเป็นผู้สนับสนุน ให้โอกาสเขา”

เชฟบุญธรรมตั้งข้อสังเกตเรื่องความมุ่งมั่นและขยันของเด็กรุ่นใหม่ไว้ว่า “ผมคิดว่าเด็กสมัยก่อนความมุ่งมั่นเยอะกว่า ด้วยสิ่งแวดล้อม ด้วยมูลค่าของเงิน ปัจจุบันความอดทนจะลดลง นี่พูดถึงนักมวยนะครับ พอเจอเอ็ดเข้าหน่อยก็ไม่อยากต่อยแล้ว อยากไปทำอย่างอื่น เหมือนเขามีทางเลือกเยอะขึ้น คือออกจากค่ายไปทำอย่างอื่น”

ว่ากันตามตรง ในยุคที่หนุ่มน้อยบุญธรรมเริ่มทำงาน เขาก็มีทางเลือกเหมือนกัน คือสู้ต่อทั้งที่เหนื่อยแสนสาหัส หรือถอดใจ กลับบ้านไปทำนา

เขาเลือกอย่างแรก

เมื่อถามถึงเป้าหมายชีวิตในวัย 49 ปี เขาตอบว่า “ก็อยากทำธุรกิจให้โตขึ้นไปอีกครับ (หัวเราะ) แตกธุรกิจไปอีก เพราะจริงๆ ผมมองว่าอายุสี่สิบเก้า ก็ยังเกษียณไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา ถ้าเมื่อไรที่เราคิดว่าเกษียณ ความมุ่งมั่นเราจะลดลง ผมเองก็ยังมีทีมงานที่ยังต้องดูแล พวกเขาก็ยังต้องมีอนาคตต่อไป”

ชีวิตและเส้นทางการทำงานของเชฟบุญธรรมเต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนงาน ที่หลายคนอาจจะมองว่า ตัวเขามีโอกาสดีๆ วิ่งเข้ามาชนอยู่ตลอด ได้รับข้อเสนอจากร้านโน้นร้านนี้ ลูกค้ารายใหญ่ชวนไปเปิดร้านอาหารด้วยกัน มาทำร้านขายส่งก็ได้ออเดอร์ใหญ่ที่ทำให้ร้านโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโอกาสต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาหาเขา จะไม่วิ่งเข้าหาคนที่ ‘ไม่เก่ง’ และ ‘ไม่กล้า’ หากเขาไม่มุ่งมั่นฝึกปรือฝีมือตั้งแต่หนุ่ม มีหรือจะเก่งจนนายทุนอยากชวนมาเปิดร้าน

ภาษาญี่ปุ่นนั่นก็อีก ทุกวันนี้เขาคุยกับซัพพลายเออร์ชาวญี่ปุ่นได้ เป็นอานิสงส์จากการพากเพียรเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงพักนั่นเอง

“ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงนะครับ แต่เชื่อในความมุ่งมั่นและกล้าตัดสินใจ เมื่อมีโอกาสมา ผมไม่รู้หรอกว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจะคว้าไว้ก่อน ทำไว้ก่อน แม้จะไม่สำเร็จ แต่ถือเป็นบทเรียนที่มีมูลค่ามากๆ”

“ทำสิบอย่าง อาจจะโดนสักอย่าง ผมมองว่านั่นคือกำไรของเราแล้ว ปัญหามา ปัญญามี ชีวิตจะไม่มีทางตัน” เชฟบุญธรรมปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

หนังสืออ้างอิง พีรภัทร โพธิสารัตนะ. ป.6 พันล้าน กว่าจะเป็นตัวจริง (2559). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์มหานิยม 33

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

หากคุณเป็นหนึ่งในสามล้านห้าที่ติดตามเพจข่าวอาชญากรรมที่ชื่อ ‘อีจัน’ คุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นใคร

หรือคุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมอีจันจึงพาตัวเองไปอยู่ในคดีฆาตกรรมต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

ผมเองเก็บกุมความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เบาะแสถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘อีจัน’ จากการแนะนำของนักข่าวรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง และพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ จนในที่สุดเราก็นัดหมายกันบ่ายวันหนึ่งในฤดูฝน

สิ่งที่ดึงดูดให้ผมอยากคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามคือ ผลงานของเขา (หรือเธอ) ปฏิเสธได้ยากว่า ข่าวที่อีจันนำเสนอมีอิทธิพลต่อโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย ยอดตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีบ่งบอกอะไรได้มากมายในยุคที่เราก้มๆ เงยๆ อยู่ในโลกออนไลน์แทบทั้งวัน-ทุกวัน

นอกจากความหวือหวาแบบสื่อยุคใหม่ อีจันยังมีความเจาะลึก กัดไม่ปล่อย แบบนักข่าวยุคเก่า ซึ่งหาได้ยากบนโลกออนไลน์

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางไปสัมภาษณ์โดยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์ ไม่รู้ชื่อนามสกุล ไม่รู้รูปพรรณสัณฐาน ไม่รู้เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ไม่รู้นิสัยใจคอ ข้อมูลเดียวที่ผมรู้มาจากข้อความที่อยู่ในช่อง ‘Info’ เพจเฟซบุ๊กอีจัน

เพจอีจันเกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักข่าวอาชญากรรม ที่มีประสบการณ์ทำข่าวคดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเห็นความอยุติธรรมที่มีในสังคมอย่างมากมายในทุกระดับ และทุกชนชั้น

พวกเราอีจันจึงเชื่อว่า การทำข่าวเผยแพร่ ตีแผ่ความจริง และยืนข้างความเป็นธรรม โดยปราศจากผลประโยชน์มืด คือ ความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สังคมต้องการ

ดังนั้น อีจันจึงจะเป็นเพจที่ประกาศ แต่เรื่องจริง และมุ่งมั่นในการสร้างความรู้ทันต่อทุกกลโกง และความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบของสังคม

เมื่อรถโดยสารของผมถึงที่หมาย ผมเดินลัดเลาะตามคำอธิบายของเสียงจากปลายสาย จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสำนักงานแห่งหนึ่ง เท่าที่สังเกตภายในห้องทำงานขนาดราว 35 ตารางเมตร บรรจุนักข่าวและทีมงานกว่าสิบชีวิต

หญิงสาวซึ่งเป็นเลขาฯ ของแหล่งข่าวเดินนำผมไปยังห้องประชุม

พี่จัน คนที่นัดมาแล้วค่ะ” ผู้เป็นเลขาฯ บอก ก่อนจะกวักมือเรียกผมเข้าไปในห้องนั้น

อีจัน หรือ พี่จัน ของน้องๆ ในทีม นั่งอยู่ตรงหน้าผม

ตรงหน้าของเธอ-ใช่ อีจันเป็นผู้หญิง มีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง กระดาษเอสี่หนึ่งแผ่น และกล่องปากกาหลากหลายสีแบบที่นักเรียนใช้จดเลกเชอร์วางอยู่ข้างๆ พร้อมที่จะทำงานทันทีหากมีสายโทรศัพท์เข้าจากนักข่าวที่ลงพื้นที่

และเมื่อเธอให้สัญญาณของการเริ่มต้นสนทนา คำถามต่างๆ ที่ค้างคาก็พรั่งพรูออกมาราวห่าฝนที่เพิ่งหยุดลงไปเมื่อเช้า

อีจัน

ขอถามสิ่งที่ทุกคนคงอยากรู้ก่อน อีจันเป็นใคร

เราเป็นนักข่าว เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวเสมอ ต่อให้ไม่อยู่องค์กรก็เถอะ เพราะว่างานเราเป็นงานข่าว แต่มันเป็นงานข่าวที่เรารับจ้างผลิตข่าวที่เป็นรายการ ฉะนั้นหมวกที่เราใส่อยู่ตลอดเวลาก็คือการทำข่าวอาชญากรรมเชิงซับซ้อน

เราเริ่มชีวิตนักข่าวอาชญากรรมที่ไอทีวี ตอนแรกเราเป็นนักข่าวสายการเมืองมาก่อนที่เนชั่น แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอาชญากรรม เพราะว่าวันหนึ่งเราจะรู้ว่าความจริงคืออะไร ข่าวการเมืองมันเป็นข่าวนามธรรม แตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นคำพูด แต่ถ้าเป็นอาชญากรรม เวลาตายตายจริง ความจริงมันอยู่ตรงหน้า เกิดความรู้สึกขึ้นจริงๆ ไม่ต้องโกหก หรือถ้าโกหกมึงก็โกหกจริงๆ แล้วเราชอบสิ่งนี้ เราชอบความจริง ข่าวอาชญากรรมคือของจริง ถ้าเขาสูญเสียก็คือเขาสูญเสียจริงๆ ไม่มีเรื่องที่เราต้องคิดซับซ้อน แต่สิ่งที่คิดซับซ้อนจะไปอยู่ที่กลโกง ความชั่วร้ายของมนุษย์

เราทำสิ่งนี้มาตลอด 10 ปี ทำรายการอาชญากรรมตั้งแต่รายการ ทำผิดอย่าเผลอ, ห้องสืบสวนหมายเลข 9, อาชญากรรมหน้า 1 จนมาถึงตอนนี้รายการ แฟ้มสืบสวน รูปแบบคือการนำเสนอคดีที่มีความสลับซับซ้อน ดูยาก เอามาย่อยให้ดูง่ายและมีความเป็นดราม่า เหมือนหนังอาชญากรรมหนึ่งเรื่อง นี่คือสไตล์เราที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน แต่เราไม่ใช่นักข่าวเปิดหน้าเนาะ ฉะนั้นจะรู้เฉพาะคนที่อยู่ในวงการ แต่จะไม่รู้ในวงกว้าง เพราะเราเป็นคนไม่เปิดตัว

มีความจำเป็นอะไรหรือเปล่าที่ต้องปิดว่าตัวเองเป็นใคร

ไม่ เราขี้เกียจ (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่ชอบสังคมวงกว้าง เราไม่ไปสมาคมนักข่าว ถ้าเราต้องการจะอยู่ในวงการแบบนั้น เราก็อยู่องค์กรไปแล้วล่ะ นึกออกไหม เรามาจากไอทีวี เราผ่านองค์กรใหญ่มา เราเรียนรู้งาน เรียนรู้สังคม เรียนรู้ความชอบของตัวเอง ในที่สุดเรารู้ว่าเราไม่ได้ชอบสังคมแบบนั้น แต่เราชอบทำข่าว เราก็เลยมาสร้างบริษัทของเราเล็กๆ อยู่ในองค์กรที่เรามีความคิดแบบหนึ่ง สร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง และเป็นองค์กรที่อยากทำอะไรก็ได้ คล่องแคล่ว ไม่มีตัวตน ไร้ร่องรอย ไม่มีอีโก้ ไม่มีหมวก ไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวเอง แล้วก็เคารพตัวเอง เคารพงานมากๆ เคารพความจริงมากๆ เคารพทุกสิ่งที่เราทำ

คือเราจะบอกเด็กๆ ในทีมเสมอว่า พวกเราไม่มีอะไรเลยเนาะ บริษัทเราก็แทบจะอยู่ในรู ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง แต่ก็มีคนเรียกเราไปทำงานตลอด งานไม่เคยขาด เราไม่มีอะไรเลย ถ้าเราจะอยู่ได้เราต้องเจ๋ง เราถึงจะทำสิ่งนี้ได้และยืนระยะมาถึง 10 ปีโดยที่คุณไม่ต้องโฆษณาตัวเอง

ทำยังไงถึงมีงานตลอด 10 ปีทั้งที่คุณไม่โปรโมตตัวเอง

คุณต้องเคารพงาน งานของเราต้องเดอะเบสต์ แหล่งข่าวจะต้องรักเรา อยากได้อะไรเราต้องได้ เอ็กซ์คลูซีฟแค่ไหนถ้าเราจะเอาเราต้องได้ ถามว่าเขาจะให้เราเพราะอะไร เพราะเขาเคารพเรา เคารพในงานเรา เขาชอบงานเรา สมมติมีแหล่งข่าวสักคน เราเชื่อว่าคนคนนั้นจะจำเราจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครได้คุยกับเราจะจำกันจนถึงวันนี้

เพราะอะไรแหล่งข่าวจึงจดจำคุณได้

เพราะว่าเราเคารพงานของเราทุกชิ้น เราไม่เคยมั่ว เราไม่บิด ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรขึ้นมาเราจะทำความเข้าใจมันอย่างจริงใจ แล้วเราก็จะไม่ทำอะไรละเมิด อะไรที่เขาไม่สบายใจแล้วเราได้ประโยชน์ก็ไม่ทำ อีกอันที่ตั้งไว้เป็นปณิธานก็คือ ช่วยอะไรได้จะช่วย ต่อให้เราองค์กรเราเล็กกระจิ๋วหลิว บางทีเราก็ปิดคดีให้แหล่งข่าวได้ บางทีเราจับคนร้ายให้เขาได้ บางทีเขาได้เงินคืนจากการถูกโกง สำหรับเราแค่นี้พอแล้ว เราแค่ต้องการให้งานของเราเป็นประโยชน์จริงๆ

แล้วสิ่งหนึ่งที่เราทำ และเราเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครทำก็คือการติดตามเคส ทีมเราจะทำตั้งแต่ทำไมจึงเกิด แล้วหลังจากเกิด มีผลอะไร แล้วมีอะไรที่เราต้องตามต่อ ส่วนใหญ่คนจะไม่ตามแล้ว พอหมดกระแสทุกคนจะลืมแหล่งข่าวคนนี้ไป แต่สำหรับทีมเรา บางคนยังโทรหากันอยู่เลย บางคนก็คบกันมาเป็นเพื่อนจนถึงบัดนี้ จบแล้วก็ยังคุยกัน คือเราไม่ได้ทำงานแบบผ่าน ความสัมพันธ์เราจึงไม่ผ่านด้วย บางคนก็ยังเจอกัน บางคนก็ยังเอาของมาให้ เหมือนเป็นเพื่อนกันไป คือเราเจอกันในช่วงชีวิตยากลำบาก คนจะมาเจอเราได้คือช่วงชีวิตยากลำบากนะ ฉะนั้นจึงบอกว่า อย่าเจอจันเลย (หัวเราะ)

คือเราไม่ได้ทำงานเพื่อนำเสนอข่าวออกไปเท่านั้น แต่เราต้องการผลมากกว่านั้น เราต้องการความคอมพลีตของบางคดีเท่าที่เราทำได้นะ ไม่ใช่ว่าปิดได้ทุกคดี ทำอีจันนี่คดีเข้ามาเยอะมาก

อีจัน

สิ่งที่คุณทำไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเหรอ

เราว่ามันเป็นหน้าที่สื่อนะ (นิ่งคิด) ใช่มั้ย สื่อคือใคร สื่อคือคนที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสังคม แล้วก็มีหน้าที่เฝ้าระวัง คอยบอกสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น คอยให้สังคมรู้เท่าทันว่าตอนนี้กลโกงมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ในขณะเดียวกัน เราสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ถ้าเพียงแต่สังคมรู้จักตระหนักและช่วยเหลือกัน ฉะนั้นการแจ้งเบาะแสโดยใช้สื่อเป็นเรื่องสำคัญ หรือการใช้สื่อเป็นคนกลางประสานกับตำรวจก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำไม่ได้ ชาวบ้านไปพูดให้ตำรวจเข้าใจคดีไม่ได้ เราเป็นข้อต่อที่ดีได้ เราจะไปนั่งฟังชาวบ้าน เราชอบฟังคน เราเป็นนักสรุป เราก็สกัดเป็นประเด็นแล้วก็ประสานตำรวจ คดีนี้มันเป็นแบบนี้ มีเบาะแสประมาณนี้ ถ้าประเด็นมาชัด แนวสืบจะชัด พอแนวสืบชัด และตำรวจมีศักยภาพ มันจะไปต่อได้

เราตอบไม่ได้ว่าคือหน้าที่สื่อมั้ย แต่เราทำได้น่ะ แล้วเรารู้สึกว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่หายไปในบางเคส จิ๊กซอว์ตรงนี้มันหายไป จิ๊กซอว์ที่เชื่อมระหว่างแหล่งข่าวกับคนที่มีศักยภาพในการจัดการ ฉะนั้น เวลาเราเห็นปัญหา เราสามารถบอกได้ว่า มันขาดจิ๊กซอว์นี้อยู่ แล้วแค่ต่อจิ๊กซอว์นี้เข้าไปคดีมันอาจจะคลี่คลายได้ ซึ่งเราทำได้เพราะว่าเรารู้จักคนเยอะ เราทำได้เพราะเป็นนักข่าว เราทำได้เพราะเราทำงานกับตำรวจมาเยอะ แล้วเราไม่ได้ทำงานกับตำรวจแบบคนขอข่าวนะ เราไม่ใช่คนขอข่าว แต่เราเป็นคนแลกข่าว เราร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ไปขอตำรวจว่า พี่คะมีอะไรบ้างคะ

ทำไมถึงเลือกที่จะแลกข่าว

เพราะเราทำงานไง เราเป็นคนทำข่าว ไม่ใช่คนขอข่าว คือเขาพูดอะไรเราก็อยากรู้แหละ แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวข่าวหนึ่งมันไม่ได้เกิดจากการที่เราไปนั่งฟังคนคนหนึ่งพูดแล้วเป็นข่าว แต่มันเกิดจากการทำข่าว เพราะข่าวหนึ่งข่าวมันคือสถานการณ์ที่ไม่ใช่คนคนเดียวจะตอบอะไรได้ทั้งหมด มันต้องกี่คนล่ะ ก็แล้วแต่กระบวนการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นอัยการก็คืออัยการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นศาลก็คือขั้นศาล เราต้องตามไปจนจบ แล้วเราจะเห็นภาพรวมของเรื่องเรื่องหนึ่ง ของคดีหนึ่งคดี

กับแหล่งข่าวบางคน ถ้าพูดความจริงแล้วตัวเองจะเดือดร้อน เขายอมพูดกับคุณไหม

ก็เห็นยอมเล่ากันนะ เชื่อมั้ยว่าตอนที่เรายังลงสนาม ถ้าเจอผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจะอยากคุยกับเรา เราเป็นนักข่าวนี่แหละ ตำรวจก็จะอยากคุยกับเรา โจรก็อยากคุยกับเรา แปลกมาก

โจรเขารู้จักคุณมาก่อนมั้ย

โจรบางคนเป็นแฟนคลับเรานะ (หัวเราะ) มีอยู่เคสหนึ่งยังจำได้จนถึงวันนี้ ตอนนั้นเราทำรายการ ทำผิดอย่าเผลอ แล้วมีคนร้องเรียนเคสนึงมา เราก็ไล่จับ แล้วจับไม่ได้ ก็ออนแอร์ไปว่าพลาด จับไม่ได้ โดนมันหลอก แล้วเราก็บอกในรายการไว้ว่า “แล้วเจอกัน”

เราเป็นคนทำแฟ้มคดี เราจะมีแฟ้ม บางคดีปิดแล้วก็เก็บ คดีที่ยังไม่ปิดมันจะยังอยู่บนโต๊ะเราเสมอ แล้วมีจังหวะต่อได้เราจะต่อ เคสนั้นผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ มันต่อได้ โจรเขาใช้โทรศัพท์หรืออะไรสักอย่าง เขาปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เอาทีมลงไปกับตำรวจ เตรียมกล้องเตรียมอะไรพร้อม ก็คุยกับพนักงานโรงแรมว่าเราเป็นใคร เคสนี้เป็นแบบนี้ เราขอความร่วมมือหน่อย ก็ถามเขาว่า “คนที่มาพักเป็นใคร” เขาก็เปิดให้ดูว่าเป็นคนนี้ “แล้วไปไหน” เพิ่งออกไปประมาณ 2 ทุ่ม ปกติเขาจะเข้ามาเวลานี้ “โอเค ขอบคุณมาก แล้วเขาเข้าประตูไหน” พอรู้แล้วเราก็เดินสำรวจ เราเป็นคนต้องเซอร์เวย์สถานที่ทุกครั้ง เช็กว่ามีทางเข้ากี่ทาง แล้วจังหวะนั้นเดินสวนกับโจรพอดี เราดูทะเบียนราษฎร์ก็รู้ว่าใช่ เราหันหลังเดินตามทันที แล้วเราก็เรียก “เฮ้ย” คือตั้งใจให้หยุด แต่เขาวิ่งเลย เราก็วิ่งไล่จับ กระชากเสื้อเลย แล้วทีมก็มา เราก็ถามว่า แค่เฮ้ยทำไมต้องวิ่ง เขาบอกว่า “แค่เฮ้ยผมก็รู้แล้วว่าเสียงพี่ ผมดูรายการพี่ทุกตอน” ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรปิดหน้า แต่เราลงเสียง เขาบอกว่า “แล้วผมรู้ด้วยว่าวันนึงผมจะเจอพี่ ผมจะเกม เพราะพี่บอกว่า แล้วเจอกัน”

ถ้าให้วิเคราะห์ คุณคิดว่าทำไมผู้ต้องหาจึงอยากคุยกับคุณ

เพราะเราคุยง่าย คือพอถึงเวลานึงเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เราก็อยากทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าซิ ไปทำอีท่าไหน คิดอะไร แล้วรู้ไหมว่าจะเจออะไร แล้วมีปัญหามั้ย แล้วจะให้ช่วยอะไรมั้ย คำถามเรามีไม่เยอะหรอกเวลาคุยกับโจร เราแค่อยากรู้ว่าแผนประทุษกรรมตรงกับที่เราคิดมั้ย เราจะมีข้อมูลอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง บางอันที่เรายังต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้เราก็ถาม ถามเสร็จก็จบ ที่เหลือก็ถามว่าแล้วเป็นยังไง ติดต่อทางบ้านได้หรือยัง ให้โทรให้มั้ย เอาขนมมั้ย กินข้าวผัดมั้ย คือเราดูแลทั้งโจรทั้งผู้เสียหาย เราเป็นคนตรงกลาง เราก็คุยหมด คุณเคยเห็นเวลานักข่าวเลือกข้างมั้ย เขาจะคุยกับข้างนึง ไม่คุยกับอีกข้างนึง แต่เราไม่เป็น เราคุยกับทุกคน

ทำไมคุณคุยกับทุกคน เพราะบางคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องไปคุยกับคนร้าย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนเลว

แล้วทำไมต้องไม่คุยล่ะ มีเหตุผลมั้ย เกลียดเขาเหรอ ไม่เกี่ยว เราไม่เกี่ยวกับเขา เขาเลวก็ฟังเขา อยากรู้ว่าทำไมเขาจึงเลว จริงไหม เลวก็เลว เราต้องฟัง คำถามคือฟังแล้วโง่หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วโดนเขาใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่าล่ะ เวลาฟังแล้วต้องไม่โง่ บางทีเจอเคสบางเคสก็ต้องบอกเขาว่ามึงเลวจริงๆ ว่ะ รู้สึกผิดบ้างมั้ย คือเราต้องดูให้ชัดว่าเส้นถูกเส้นผิดคือเส้นไหน ถ้ากลัวคนเลียนแบบ ก็ต้องบอกให้ชัดว่าสิ่งที่เขากระทำมันมีผล ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจผิด เหมือนกับเคสเปรี้ยวที่บางสื่อเล่นเยอะเกินไป บางทีมันอยู่ที่วิธีเล่า ความจริงมันคือความจริงอยู่แล้ว แต่บางครั้งเวลาเล่าทำให้ความจริงมันเปลี่ยน ต้องระวัง

นักข่าวสามารถมีน้ำเสียง มีความเห็นได้ไหม

ของเรามีน้ำเสียง กัด ด่า มีหมด

คุณไม่คิดว่านักข่าวมีหน้าที่เพียงเสนอข้อเท็จจริงเหรอ

ก็เราเป็นแค่คนคนหนึ่ง เพจอีจันเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่สำนักไหนนี่

นี่คือข้อดีของการที่อีจันเป็นเพจใช่ไหม

อิสระ เผอิญว่าเพจอีจันมันคือนวัตกรรมใหม่สำหรับเรา มันคือการทำข่าวอีกแบบหนึ่ง จากที่เป็นรายการทีวีแล้วมาทำออนไลน์ เราคิดเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสื่อมันคนละชนิด คนเสพมีวิธีคิดแตกต่างกัน เราต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าคนในนี้ (นิ้วเคาะที่โน้ตบุ๊กตรงหน้า) เขาเป็นยังไง กับคนในทีวีเป็นยังไง มันต่างกัน

อีจัน อีจัน

แล้วพบหรือยังว่าแตกต่างกันยังไง ระหว่างการทำรายการทีวีกีบทำเพจอีจัน

เราค้นพบว่าคนในนี้มีอิสระมากกว่า เราไม่มีข้อจำกัดของทีวี ไม่มีข้อจำกัดของอะไรเลยที่มันเคยเป็นข้อจำกัด เราไม่มีเซนเซอร์เว้ย (ยิ้ม) เราไม่มีเวลาที่บอกว่าต้อง 40 นาทีเว้ย แล้วเราก็รู้สึกว่าเพจเราเป็นมนุษย์ได้ ถ้าเราอ่านเพจสำนักข่าว เราไม่รู้ว่าสำนักข่าวเป็นใครใช่มั้ย แต่อีจันไม่ใช่ อีจันต้องมีความรู้สึก

ทำไมต้องมีความรู้สึก มันสำคัญยังไง

เพราะมนุษย์มันทัชมนุษย์ ถ้าคุณต้องการสื่อสารกับมนุษย์คุณต้องทัชมนุษย์ คุณไม่ได้ทัชกราฟิก คุณไม่ได้ทัชแบรนด์ ในความรู้สึกของเรานะ แล้วเราเชื่อว่าวิธีนี้มันสื่อสารกับมนุษย์ได้ดีที่สุด สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องหากลุ่มเป้าหมายให้ชัดว่าใครฟัง แล้วเขาจะฟังแบบไหน เราสื่อเหมือนกัน แต่จะสื่อยังไงให้เขาได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เราเล่าแบบเดิมแล้วเขาจะได้ คอนเทนต์ดีก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้ผล ถ้าคุณไม่ทำแพ็กเกจจิ้งหรือรูปแบบที่มันถูกต้องกับคนเสพ รูมันกลม เราเป็นสี่เหลี่ยมยัดเข้าไปมันไม่เข้านะ แล้วทำยังไงให้มันเข้า

เราเป็นคนที่เขียนหนังสือดีนะ และเราเขียนหนังสือยาวได้ด้วย คนที่ชอบอ่านจะชอบมาก แต่มันไม่ได้ผลกับออนไลน์ เราเคยลองแล้ว ในวันที่เพจอีจันเกิดใหม่เราก็เขียน มีคนอ่านนะ สามคน (หัวเราะ) คือคนไม่อ่าน เด็กในออฟฟิศยังไม่อ่าน เด็กรุ่นใหม่เขาไม่อ่านหนังสือแล้ว แล้วตอนที่อีจันเกิดอย่าลืมว่าเราเริ่มจากศูนย์ วันที่ทำเรายังโพสต์ไม่เป็นเลย

ปกติคุณใช้เฟซบุ๊กอยู่แล้วหรือเปล่า

เราก็เล่นเฟซบุ๊กเหมือนคนธรมดา แล้วพอมีความคิดว่าจะทำออนไลน์ก็เรียกประชุมเด็กในออฟฟิศว่าพี่จันจะทำออนไลน์

ทำไมอยู่ดีๆ คิดจะทำออนไลน์

เราคิดมานานแล้ว เรารู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มันจะต้องมูฟแล้ว แต่เราหาทางมูฟไม่เจอ เพราะว่าเราไม่ใช่คนถนัดเรื่องนี้ แต่จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ออฟฟิศมีเด็กเข้ามาใหม่ ใครจะเชื่อว่าคนที่สร้างเพจอีจันคือเด็กฝึกงาน

โชคดีองค์กรเราเล็ก เราเป็นพี่ใหญ่ ก็บอกทุกคนว่าตอนนี้จะเกิดโปรเจกต์ตัวนี้ขึ้นมา ขอให้ทุกคนหันหน้ามาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แต่ตอนที่เริ่มต้นเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า ก็ประชุมทั้งวันเลย ประชุมกันบ่อยมาก เด็กๆ ก็นั่งสอน พี่จันครับเฟซบุ๊กเป็นแบบนี้ ยูทูบเป็นแบบนี้ เขาสอนออนไลน์เรา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เริ่มตั้งแต่เปิดเพจเฟซบุ๊กก่อน จุดแรกคือทำให้มีอีจันขึ้นมาก่อนในโลกใบนี้ แล้วจะทำคอนเทนต์อะไรเราเป็นคนกำหนด พอกำหนดก็จะมีเด็กๆ คอยบอก ภาษามันไม่ได้พี่จัน มันยาวไป (หัวเราะ) อ้าวเหรอ ก็นั่งแลกกัน ต้องแชร์หมด

คุณดูเป็นนักข่าวที่ไม่ค่อยยึดติดกับโลกเดิม

เราไม่มีอีโก้ ช่วงนั้นเราทำงานเยอะมาก ตีสองตีสามยังนั่งเล่นเฟซบุ๊กอยู่เลย เพื่อให้ได้ภาษา เราเป็นคนที่มีภาษาหนังสือ เพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือ ฉะนั้นจะเห็นว่าภาษาของอีจันจะค่อนข้างเป๊ะ แต่บางอันก็มีลูกเล่น เราเอาสองอันมาผสมกัน คือเราต้องการความน่าเชื่อถือ แต่เราก็ต้องการความหวือหวา ฉะนั้นเราจะมีพาดหัวที่หวือหวา พอส่วนของเนื้อหาเราจะมีโครงสร้าง แต่เราจะไม่เขียนข่าวแบบโบราณ เราจะจับแต่ประเด็นที่เราต้องการแล้วมันทัชที่สุดเอามาใส่ รูปแบบพวกนี้เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูก ลองโพสต์ดู แล้วก็สรุปกันว่า อ่อ แบบนี้ไม่ใช่ แบบนี้ใช่ เราลองทุกวัน มีของใหม่ไว้เล่นทุกวัน

อีจันมีหลายรูปแบบการนำเสนอมาก มันไม่มีแพตเทิร์น เราหมุนตามคอนเทนต์ วิดีโอก็มีหลายแบบ บางอันแค่แถลงข่าวแล้วใส่ซับไตเติล ซึ่งอันนี้ง่ายสุด หรือบางอันเล่าเป็นเรื่องก็มีการตัดคลิป หรือบางอันวิเคราะห์ หรือบางอันเป็นคลิปใหญ่ คือถ้าคุณเคารพคอนเทนต์คุณจะต้องบิดการเล่าให้เข้ากับคอนเทนต์ คุณไปดูสิ เราเล่าไม่เหมือนกันสักข่าวนึง เพราะแต่ละวิธีมันส่งอารมณ์ไม่เหมือนกัน

คุณเลือกยังไงว่าจะทำข่าวไหน

เราต้องเดาทางให้ออก ถ้าไปสู้กันในวันที่นักข่าวส่วนกลางมาทำข่าวนั้นกันหมด เราแพ้ หนึ่งคือ อุปกรณ์ไม่พร้อม เข้าไม่ถึงแหล่งข่าวเพราะคนไปเป็นร้อย ข่าวแบบนี้เราไม่สู้เพราะรู้ว่าเราแพ้ เราต้องดึงเกมให้ได้ ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี คู่แข่งน้อย ถ้าเราไหวตัวทัน ส่งทีมไปก่อน ถ้ามีสื่อใหญ่แชร์เราก็จบแล้ว เราถือว่าเราชนะ แล้วถามว่าทำไมเขาจึงแชร์ ก็เพราะมันไม่มีสื่ออื่นไป แล้วทำยังไงเราถึงชนะได้ เราก็ต้องอ่านเกมขาด พอมีข่าวอย่างนี้เยอะขึ้นคนก็เริ่มรู้จักอีจันมากขึ้น

ที่คุณว่า “ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี” ข่าวที่ดีเป็นยังไง

ข่าวที่มีความอินกับมนุษย์ สำหรับเรานะ ไม่ใช่ทุกคนตายจะเป็นข่าวใหญ่ การอ่านเกมตรงนี้สำคัญมากว่าคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่หรือคดีไม่ใหญ่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดปกติ อย่างคดีเณรปลื้มเราไปก่อนเลย วันที่ขุดศพเณรปลื้มเราไลฟ์เฟซบุ๊กยอดแตะ 1 แสน ตอนแรกเราเห็นข่าวปุ๊บ เช็กข่าวกับผู้การฯ เราสั่งจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนั้นเลย คือเห็นแล้วมันรู้เลย

อีจัน

ทำไมชื่อเพจถึงเป็นอีจัน ไม่เป็นคุณจัน หรือพี่จัน

อันนี้ไม่ตอบได้มั้ย ขอเก็บไว้ก่อน แต่มันมีที่มา เราตั้งชื่อกันนานพอสมควร มีหลายชื่อ แล้วก็มาจบที่ชื่อนี้ เอาเป็นว่าวันที่เกิดคำนี้ขึ้นมา สิ่งแรกที่เราต้องทำเลยคือเราต้องถอดความเป็นตัวเราออกไปให้ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำทั้งหมดกับสิ่งที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมันคือตัวเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ ดังนั้นถ้าเราถอดออกไม่หมด เราจะเอางานเดิมไปยัดในออนไลน์

ในชีวิตไม่เคยมีใครเรียกอี (หัวเราะ) สองสามอาทิตย์นะที่ไม่มีใครยอมเอ่ยชื่อเพจในออฟฟิศ จนทุกคนเริ่มชิน เพราะมันคือแบรนด์ มันไม่ใช่เรียกตามความหมายนั้น

ตั้งแต่ทำเพจอีจันมา มันเคยทำคุณเดือดร้อนบ้างหรือยัง

เราทำข่าวอาชญากรรมมา 20 ปี เชื่อไหมว่าเรายังไม่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทเลยสักครั้ง มันเป็นหน้าที่เรานะที่ต้องเล่าความจริงให้ได้โดยไม่ละเมิด บางคนเลือกที่จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกฟ้อง แต่เราจะเล่า ถ้ามันเหี้ยเราจะเล่า เราจะถามตัวเองเสมอนะเวลาจะเล่าอะไรบางอย่างซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องรู้ เราจะเขียนบนความจริง เราเชื่อในกฎหมาย ถ้าเราเขียนความจริงแล้วเราถูกฟ้อง เราจะมีข้อต่อสู้ ดังนั้นด้วยความที่เราเชื่อในสิ่งนี้ ทุกครั้งที่เราเขียนแล้วเกิดความคิดว่าจริงหรือไม่จริง เราจะตรวจสอบทันที เช็กให้ชัวร์ก่อนที่งานจะออกไป บางครั้งเที่ยงคืนเรายังให้น้องโทรถามแหล่งข่าวอยู่เลย ถ้าเราคั้นเอาความจริงออกมาได้ เราเชื่อว่าความจริงจะคุ้มครองเรา

ส่วนอันไหนไม่มีหลักฐานเราก็ต้องบิดวิธีเล่า ด้วยเหตุนี้จึงมีนิทานอีจัน นิทานอีจันไม่สามารถเล่าเป็นข่าวได้ แต่เราต้องเล่า เพราะว่าบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่สังคมต้องรู้ แต่เราต้องเล่าเป็นนิทาน นี่คือวิธีระวังของเรา ถ้าทุกคนกลัวจะถูกฟ้องมันจะทำให้งานเราถูกตัดหน้างานไปครึ่งนึง ทำอะไรก็ฟ้องได้หมดแหละ

ปกติคุณดูซีรีส์สืบสวนสอบสวนบ้างไหม

ชอบ เราชอบดู CSI ชอบดูหนังสืบสวน เราชอบรายการข่าว เราชอบ 60 Minutes แต่ซีรีส์เกาหลีเราก็ดู ซีรีส์เกาหลีมีวิธีเล่าเรื่องที่สนุกมาก เวลาเราดูหนังเราดูวิธีเล่าเรื่อง ถ้าหนังไม่ดีดูแป๊บเดียวก็เลิก

บางคนบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง คุณคิดอย่างนั้นไหม

เราพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า มนุษย์มีชีวิตไม่เหมือนกัน ที่เรื่องเรื่องหนึ่งมาเป็นหนังได้เพราะมันมีไดนามิก มีขึ้นมีลง มีพีก มีเปลี่ยน มีคาดไม่ถึง แล้วก็มีทางแยก ชีวิตคนก็เป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าความเข้มข้นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างเราอาจจะใช้ชีวิตเรียบง่าย เราไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่อย่างคดีน้องจูนที่โดนสามีทุบหน้า อย่างนี้มีไดนามิกมาก เรื่องเขายิ่งกว่าหนัง เรื่องเขาควรจะเอามาทำหนังด้วยซ้ำ

ถามว่าถ้าให้เราดูชีวิตคน เราก็จะดูในเรื่องของเหตุและผล ความเป็นมา ก็เขาคิดได้เท่านั้นเลยทำแบบนี้ ความเลวของมนุษย์มันไปได้แค่ไหน อย่างบังฟัต คดีฆ่า 8 ศพ อาจจะไม่ใช่คนที่เราอยากคุยด้วยเลยก็ได้ คนที่ยิงเด็กได้ อย่างนี้เราจะไม่ค่อยอยากคุย เพราะว่ามันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ

ถ้าต้องคุยคุยได้มั้ย

เขาจะทนได้มั้ยล่ะ คำแรกที่เราจะต้องถาม “ทำไมมึงเหี้ยจังวะ มึงยิงเด็กได้” นี่ไม่ใช่คนที่เราอยากคุย แต่ถ้าเป็นเปรี้ยว เราอยากคุย เปรี้ยวมีวิธีคิดบางอย่าง เปรี้ยวมีที่มาที่ไป เปรี้ยวมีวิธีสั่งสมความเป็นอาชญากร เขาเป็นอาชญากรในวิธีคิดเขา เขาเกิดมาแล้วถูกกระทำบางอย่าง แล้วก็นำมาสู่สิ่งนี้ คนอย่างนี้มีอยู่ในสังคมมากมาย ซึ่งเราควรจะต้องเรียนรู้แล้วตั้งรับด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นคนข้างๆ คุณก็ได้ ชีวิตคุณไม่มีทางหลีกหนีอาชญากร คนพวกนี้อยู่ใกล้ตัวคุณมาก คนอย่างเปรี้ยว คนอย่างหมูหยอง ที่พูดเรื่องฆ่าคนเหมือนมด คุณจำไว้เลยนะ แผนประทุษกรรมของคนพวกนี้มันใกล้เราเข้ามาทุกทีๆ มันเดินปะปนอยู่แบบนี้ตลอด นี่คือความจริงที่คุณจะต้องเรียนรู้

คุณห้ามพูดว่า “ในโลกใบนี้มีความโหดร้ายอยู่จริง แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเราจะไม่เจอ” นี่เป็นความคิดที่ผิด คุณต้องรู้ว่าในโลกใบนี้มันปะปนไปด้วยความดีและความเลวเสมอ คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ คุณกำลังเป็นสีเทา ก่อนที่มันจะดำ ถ้าคุณไม่รู้ พอมันดำคุณจะทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นก่อนที่ไฟมันจะร้อน คุณต้องรู้ว่าอุณหภูมิเปลี่ยนแล้ว

อีจัน

แล้วเพจอีจันทำหน้าที่ให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งนี้หรือเปล่า

เราไม่พูดตรงๆ เราไม่สอน เพราะว่าคนในออนไลน์สอนไม่ได้ เป็นธรรมชาติ คนในออนไลน์รู้มากกว่าเรา เราต้องยอมเขา ลูกเพจจะไม่ได้เรียนรู้โดยตรง แต่เรียนรู้ผ่านวิธีเล่า ผ่านอะไรบางอย่างที่จะกระตุ้นเตือนบ่อยๆ เช่น เราเล่าในนิทานอีจันเรื่อง พ่อข่มขืนลูก แล้ววันนึงลูกเติบโตมามีลูก แล้วเขาก็ฆ่าลูกตัวเอง

เราเล่าเรื่องนี้ทำไม เราไม่ได้เล่าให้สังคมรุนแรงมากขึ้น แต่เราบอกเขาว่า เรื่องมันเศร้ามากนะ ฉะนั้นจำไว้หน่อย ถ้าคุณได้ยินเด็กมาร้องบอกคุณว่าเขาโดนกระทำ คุณต้องช่วยเขา ก่อนที่วันนึงเขาจะกลายเป็นอาชญากร แล้ววันนึงเขาอาจจะไม่ได้ฆ่าลูกตัวเองนะ แต่เขาฆ่าคุณด้วย แสดงว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราคือเมื่อได้ยินความทุกข์ยาก คุณต้องรีบช่วย แจ้งมาที่เราก็ได้ แจ้งตำรวจก็ได้ คุณต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กโตมาแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

คุณว่าในโลกที่อาชญากรอยู่ปะปนกับเรา เราควรจะใช้ชีวิตยังไง

วิธีอยู่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอยู่บนความจริง เราต้องรู้ก่อนว่าโลกมันเป็นอย่างนี้แหละ ต้องยอมรับมันก่อน สองคือ อย่าพาตัวไปอยู่ในจุดจุดนั้น ถ้าเรารู้ว่ามันเสี่ยง สมมติว่าเราจะต้องเดินทางไปในที่เปลี่ยว คุณก็ต้องระวัง คุณก็ต้องเอาเพื่อนไป คุณก็ต้องมีโทรศัพท์ที่ชาร์จเต็ม แต่ส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกจะมีลักษณะของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น เชื่อคนง่าย ขี้กลัว คิดไปเอง ฟุ้งซ่าน ทำให้เขาเกิดภาวะที่ว่าคนพูดอะไรก็เชื่อ เขาใช้ความเชื่อมากกว่าการพิสูจน์ ฉะนั้นคนแบบนี้จะตกเป็นเหยื่อง่าย เตือนคนพวกนี้ก็เตือนไม่ได้ ต้องให้เขาเรียนรู้ เดี๋ยวก็ฉลาดขึ้น คนจะฉลาดขึ้นทุกครั้งที่มีปัญหา

คุณอยู่กับข่าวฆาตกรรม เห็นคนฆ่าแกงกันมาทั้งชีวิตการทำข่าว มันทำให้คุณสูญสิ้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์มั้ย

มันก็คือเรื่องที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าทุกอย่างมีเหตุกับมีผล เมื่อมีเหตุ ผลย่อมเกิด ดับเหตุ ก็ดับผล เท่านั้นเอง เรื่องมันมีแค่นี้ มันไม่ได้ตีรวม เรื่องบางเรื่องทำให้เราหดหู่ใจ แต่มันก็เป็นเรื่องเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นเอง เราไม่เอาเรื่องทุกเรื่องมาปนกัน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นเหมือนกันไปหมด เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามผล แปลกไหม เราใช้อารมณ์ในการทำงานแต่เราไม่ใช้อารมณ์ในการใช้ชีวิต เราไม่ใช้อารมณ์กับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะนั่งคุยกับผู้ต้องหาได้ ถ้ามันไม่เกินเส้นเกินไป มันมีอยู่ไม่กี่ข้อที่เราจะไม่เคารพคนพวกนั้น อย่างฆ่าเด็ก ฆ่าข่มขืน เราไม่เคารพ เจอก็ไม่อยากคุยกับคนพวกนี้

จำวันแรกที่เพจแตะหลักล้านได้มั้ย

เราทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ เพราะเวลายอดในเพจขึ้นคือเวลาที่เรายุ่ง ระหว่างที่มันขึ้นช่วงนั้นจะมีข่าวพีกทุกครั้ง ข่าวจะทำให้เราลอยขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วเราจะไม่เคยรู้ว่าเรากำลังก้าวกระโดด จนกระทั่งเราทำงานเสร็จหรือข่าวซา เราถึงได้มาดูว่า อ้าว ยอดขึ้นแล้วเหรอ

วันที่ยอดไลก์เพจขึ้น 3 ล้านไม่มีใครรู้ตัวเลยนะ เพราะกำลังตามข่าวเปรี้ยว ซึ่งเรื่องเยอะมาก เราปั่นข่าวกันแทบไม่ทัน เราจำได้เลยว่ากราฟิกฉลอง 3 ล้านเป็นกราฟิกที่ง่อยมาก (หัวเราะ) มีพี่ที่คอยมอนิเตอร์บอกว่า 3 ล้านแล้ว เราก็ยังถามว่าแล้วไงล่ะ คือคลิปเรายังคาอยู่ที่คอมทุกเครื่องเลย ก็มีคนถามว่า อ้าว ไม่มีกราฟิกฉลอง 3 ล้านเหรอ เราก็คิด ยังจะเอากราฟิกอีกเหรอ อารมณ์นั้นคืองานกูไม่เสร็จ ลูกเพจรอกูอยู่

มีฉลองกันมั้ย

มีสัญญากันว่าถ้าครบล้านเราจะพาเด็กไปเที่ยว ตอนนั้นที่สัญญาน่าจะมียอดสักประมาณ 5 แสน ซึ่งเราคิดว่าคงปีหน้าถึงครบล้าน หันมาอีกที 3 ล้านแล้วเราก็ยังไม่ได้พาเด็กไปไหน (หัวเราะ) เพิ่งจะได้พาไปเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งมันเลย 3 ล้านมาตั้งเยอะแล้ว

ตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายใน 6 เดือนบอกอะไรคุณบ้าง

มันบอกว่าคนชอบเสพข่าวนะ ใครว่าข่าวเป็นเรื่องยาก คนชอบข่าว คนชอบข้อมูลตรง คนชอบไดนามิก หมายความว่าอะไรที่ไม่เป็นแพตเทิร์นมากเกินไป เราว่าสิ่งที่เราตีโจทย์มาทั้งหมดมันตอบโจทย์ ทุกอย่างอยู่ที่คอนเทนต์และวิธีเล่า แล้วนี่คือคำตอบที่ทำให้รู้ว่าคนต้องการอะไร พอรู้ว่าคนต้องการอะไร จุดแข็งของเราอีกข้อนึงก็คือ เราตอบทุกครั้งที่มันมีความต้องการ

คุณเป็นคนที่ให้ค่ากับตัวเลขคนไลก์ไหม

ให้ค่ากับความฉลาดของเรา แปลว่าเราเข้าใจคนดู ถ้าเราทำได้ดีไม่ได้แปลว่าเราเก่งนะ แต่แปลว่าเราตีโจทย์แตก มีเท่านั้นเอง ข่าวข่าวหนึ่งจะนำเสนอด้วยวิธีไหนอ่านให้ออก ถ้าเราอ่านออกก็จบ ทุกอย่างแข่งกันแค่นี้เอง เราไม่ได้แข่งกับใครเลยนะ เราแข่งกับคอนเทนต์ เราถึงบอกว่าเราต้องเคารพคอนเทนต์มากๆ

เราถามเด็กว่า ทำงาน 1 ชิ้นเหนื่อยมั้ย 3 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ถ้าเหนื่อย ก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ฝากผลงานไว้ แล้วก็จบ หน้าที่เราทำแค่นี้ แต่ถ้าคุณใช้ 3 ชั่วโมงนี้ห่วย คุณก็เสียเวลา 3 ชั่วโมงนี้ไป แล้วคุณจะทำไปทำไม คุณนั่งทำเพราะต้องมีงานออกเหรอ ไม่ใช่ แต่สิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่ากับคนดู มันมีคุณค่ากับสังคม คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันคืออะไร

อีจัน

เหมือนทุกคนในทีมเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่มีคุณค่ากันอยู่

มันไม่ใช่ความเชื่อนะ มันคือความจริง เช่นจับโจรได้ เช่นผู้เสียหายได้เงินคืน เช่นประกาศเบาะแสเจอเด็ก เช่นเราช่วยคนได้ทัน นี่คือความจริง

ความสุขของคนทำข่าวอาชญากรรมคือตอนไหน

สำหรับเราการปิดคดีคือเรื่องที่ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอยู่ในหัว คุณไขคดีไม่ออก มันคิดตลอดนะ คุณจะโล่งเมื่อคดีนั้นมันตอบคำถามคุณได้ พอคุณได้ตัวคนร้ายมามันจะกระจ่างทุกข้อ จริงๆ แล้วคนที่เป็นนักสืบทุกคนก็เป็นแบบนี้นะ เราเข้าใจเลยว่าทำไมนักสืบใหญ่ๆ ก่อนจะรับคดีเขาจะคิดเยอะ เพราะพอรับปุ๊บมันเลิกไม่ได้ มันจะคิด คิด คิด จนจบคดี ฉะนั้นวันที่ปิดคดีได้เราเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงกินเบียร์กัน เวลาเราร่วมสืบกับตำรวจ ซีนที่ดีที่สุดคือซีนกินเบียร์ ตำรวจเปิดเบียร์เมื่อไหร่แสดงว่าคดีจบแล้ว

คัฟเวอร์เฟซบุ๊กคุณเขียนว่า ‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ

‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ เป็นชิพชิพหนึ่งที่เราใส่เข้าไปในสังคม คือมีจริงหรือไม่จริงไม่ต้องสนใจ แต่สนใจเถอะว่าในสังคมเราต้องมีความยุติธรรม เพราะในความเป็นจริงเราต้องการสิ่งนี้ เราจะมานั่งบอกทำไมว่ากูไม่เชื่อหรอกว่าในสังคมมีความยุติธรรม เราไม่ได้มีหน้าที่นั่งด่าความมืด แต่เรามีหน้าที่เปิดแสงสว่างให้ความมืดมันหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ เราต้องแกะคดี เราต้องดิ้นรนหาความยุติธรรมต่อไป

เราไม่ได้โกหกนะ ประโยคที่ว่า ‘อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ ไม่มีคำไหนโกหกเลย ถ้าคุณเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คุณก็ต้องไป อย่าสิ้นหวัง สักวันมันจะเจอ

อีจัน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load