16 พฤษภาคม 2565
2.64 K

635 กิโลเมตร

9 ชั่วโมง 50 นาที

คือระยะทางและระยะเวลาโดยประมาณที่เรานำพาความตั้งใจแล่นไปพร้อมรถจากกรุงเทพมหานครสู่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพบกับ กำ-บุญนำ สาสุด ศิลปินผู้ถนัดการจุดสี เจ้าของกองฟางสีทองบนผืนผ้าใบและผลงานแสนซื่อสีสดใสอื่น ๆ ที่ไม่ว่าจะภาพใด ก็ล้วนแสดงถึงวิถีเกษตรกรรมอีสานอันภาคภูมิใจ

“ที่สำคัญ แทบทุกองค์ประกอบภาพของเขามีที่มาที่ไปทั้งหมด เช่น ชาวบ้านแห่ไปจับปลาตอนน้ำท่วม ต้นไม้ข้างบ้าน ฝูงสัตว์ที่เลี้ยง ลูกหลานเล่นบนกองฟาง ญาติพี่น้องเกี่ยวข้าว ทั้งหมดคือบันทึกความทรงจำของพี่กำ”

กัลยา แทบทาม คือรุ่นน้องที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ของบุญนำ คำบอกเล่าของเธอทำให้เราเกิดความสนใจในตัวศิลปินจนอยากสนทนาพูดคุย นอกเหนือจากนั้นคือความประทับใจที่มีต่อเทคนิคอันละเอียดอ่อน ซึ่งบุญนำใช้พู่กันหัวเล็กจุดสีน้ำมันทีละเลเยอร์ รอแห้งอย่างใจเย็น และกลับมาจุดเพิ่มเพื่อความมีมิติ ทำให้รู้สึกเหมือนภาพเหล่านั้นมีชีวิต

หลังเดินทางกันอย่างสมบุกสมบัน หลงทางบ้างพอเป็นสีสัน เราก็มาถึงสตูดิโอบ้านไม้ที่ดูภายนอกไม่มีใครรู้แน่นอนว่า นี่คือแหล่งปลดปล่อยจินตนาการแห่งท้องทุ่งที่คว้ารางวัลในการประกวด ‘ศิลปกรรมช้างเผือก’ ไปแล้วหลายครั้ง

“สวัสดีครับ เชิญเข้ามาเลยครับ” เจ้าบ้านเดินออกมาต้อนรับ เขาค่อนข้างสงวนถ้อยคำ แต่ส่งยิ้มให้เราตลอดเวลาที่เข้าไปรบกวน ระหว่างนั้น มีอีกครอบครัวที่เดินทางมาไกลเพื่อมาพบและชมสตูดิโอของบุญนำพร้อมกัน สำหรับเราแล้ว การเดินทางที่ไกลและไม่ได้สะดวกสบายเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ทุกคนที่มาล้วนชื่นชมศิลปินคนนี้จากใจ

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

01
จากรถสิบล้อบนลังกระดาษ สู่การประกวดวาดภาพครั้งแรก

พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าบ้านเพื่อรับแอร์ธรรมชาติ แล้วบุญนำก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง

“ญาติของผมทำงานอยู่อู่ซ่อมรถในกรุงเทพฯ เขาวาดรูปรถสิบล้อลงบนกระดาษลังให้ดู ถึงมันจะไม่สวยมาก แต่ผมกลับชอบและเริ่มวาดรถ วาดการ์ตูนเอง เส้นทางของผมก็เริ่มจากข้างอู่ซ่อมรถนี่แหละ”

เด็กชายวัยประถมศึกษาหยิบปากกาและดินสอขึ้นมาขีดเขียนบนกระดาษ เมื่อไปโรงเรียนเขาคลุกคลีอยู่กับคุณครูในชมรมศิลปะ โดยเริ่มวาดภาพจากการ์ตูนที่เคยดูในโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น เซนต์เซย์ย่า หรือ ดราก้อนบอล เขาเดินทางไปมาระหว่างบ้านเกิดในจังหวัดอำนาจเจริญและกรุงเทพมหานคร จนเรียนจบ ป.6 จึงกลับมาเรียนมัธยมที่บ้าน แต่ไม่ว่าตัวบุญนำจะอยู่ที่ไหน ความชอบในการวาดภาพก็ไม่เคยหายไป

“ทุกช่วงปิดเทอมจะมาอยู่ต่างจังหวัดตลอด ผมรอเวลาที่จะได้กลับบ้าน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับทุ่งนา พอต้องกลับกรุงเทพฯ ผมจะอาลัยอาวรณ์มาก เมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านนอกอีก บรรยากาศที่นี่สนุก มีอะไรให้เล่นเยอะ” เขาพูดปนยิ้มตามสไตล์เด็กผู้ชายที่ชอบความสนุกสนาน 

เมื่อขึ้นชั้นมัธยม เขาเริ่มเส้นทางนักหัดวาดรูปพอร์เทรต โดยศึกษาจากหนังสือ Drawing ที่ครูนำมาให้ กระทั่งเรียนจบ ม.6 จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านนาถาวร และเดินทางตามความชอบสู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาส่งงานเข้าประกวดเป็นครั้งแรกตอนปี 1 แต่ครั้งแรกมักจะยากเสมอ เขาไม่ได้แม้กระทั่งร่วมแสดงผลงาน จนถึง พ.ศ. 2548 บุญนำก็คว้ารางวัลดีเด่นการประกวดศิลปกรรม ปตท. ครั้งที่ 20 มาได้ และได้แสดงผลงานที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

“รางวัลเป็นผลตอบแทนความทุ่มเท การได้รางวัลทำให้เราดีใจ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันคือความชอบ ยังไงเราก็ทำต่อ จนถึงตอนนี้ผมก็แค่คนที่ชอบวาดรูปครับ”

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

02
ทำความรู้จักศิลปินและแผ่นดินอีสานผ่านภาพวาด

ผลงานของบุญนำเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและวิถีเกษตรกรรมของชาวอีสานเป็นหลัก ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อคือ ‘ผูกพัน’ และ ‘ชื่นชอบ’ โดยช่วงเวลาที่เขาชอบที่สุดคือ ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวและหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพราะนั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุขของชาวนา

ความเป็นชนบทอันเรียบง่ายและสุขสงบสะท้อนผ่านกิจวัตรประจำวันที่บุญนำและชาวบ้านทำ ไม่ว่าจะเป็นการดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว หาปู จับปลา วิ่งเล่นในท้องทุ่ง หรือนอนแผ่ผึ่งแดดบนกองฟาง แม้กระทั่งสถานที่ที่เรานั่งสนทนากันอยู่ตอนนี้ ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงลมที่พัดเอื่อยไปมา

“ที่นี่ไม่วุ่นวาย เราอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตามฤดูกาล พึ่งพาธรรมชาติ พึ่งพาตัวเอง พึ่งพากันและกัน สิ่งที่ผมวาดคือการส่งต่อวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ทำให้ชีวิตของพวกเราตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสาน ระหว่างผู้ใหญ่ทำงาน เด็ก ๆ ก็จะออกไปวิ่งเล่นจนเกิดเป็นความสนิทสนมคุ้นเคยแบบเครือญาติ และเกิดความรักความผูกพันในชุมชน”

เพื่อบันทึกความทรงจำและลมหายใจผ่านความถนัดด้านศิลปะ เมื่อเห็นความงามหรือเหตุการณ์ประทับใจ ชายคนนี้จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพเหล่านั้นไว้ ก่อนนำไปถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดที่ทุกภาพล้วน ‘มีที่มา’ และส่วนมากมี ‘ตัวตนอยู่จริง’

ตอนแรกเราขอให้เขาอธิบายถึงชีวิตและผลงานกันที่หน้าบ้าน แต่เมื่อมาถึงสตูดิโอแล้ว เราจึงเปลี่ยนใจขอให้เขานำชมภาพในบ้านแทน เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่า ทุกสิ่งบนผ้าใบล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรและเสริมจินตนาการมาอย่างเหมาะสมแล้ว นี่จึงกลายเป็นที่มาของนิยาม ‘นักจุดความทรงจำ’ ที่บันทึกและขยายความวิถีชีวิตผ่านงานศิลปะได้อย่างมีความหมาย

01 สามัคคีครอบครัว

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บรรยากาศการเกี่ยวข้าวที่บุญนำบันทึกภาพไว้

ระหว่างที่บุญนำกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ในนาของตัวเอง เขาเกี่ยวข้าวได้ไม่เยอะ เพราะมีคนช่วยกันแค่ประมาณ 2 – 3 คน พอดีกับที่มีญาติคนอื่นมาขุดปู แต่พวกเขาถือเคียวมาด้วย เมื่อเห็นว่าบุญนำเกี่ยวข้าวยังไม่เสร็จดี ทุกคนจึงมาช่วย โดยเจ้าตัวพูดติดตลกว่า “ถ้าเกี่ยวแล้วเหลือที่ว่างเยอะขึ้น เขาก็จะขุดปูนาได้มากขึ้นด้วย”

ปูในรูจึงหายไปจากนาของบุญนำเยอะขึ้นหน่อย

“การเกษตรและการดำรงชีวิตครอบครัวมีความสัมพันธ์กัน เพราะเราช่วย ๆ กันไป เกษตรกรรมที่เห็น ใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่เป็นงานหนัก ทุกวันนี้มีเครื่องจักรเข้ามาแต่ก็ยังมีวิถีเดิม ๆ ถ้าคนในครอบครัวมีสมาชิกไม่เยอะ พวกญาติ ๆ ก็จะมาช่วยกันให้เสร็จเร็วขึ้น ถ้าช้าข้าวจะแห้ง น้ำหนักมันจะลดลง เวลาขายก็จะได้ผลตอบแทนน้อยลง”

02 แบกสุขปนทุกข์บนบ่า

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

“คุณพ่อของผมอยู่ทุ่งนาเป็นส่วนใหญ่ มีสัตว์เลี้ยงเป็นเป็ด ไก่ อยู่รายล้อม ตอนนี้ก็กำลังเดินมานะได้ยินเสียงไหม” เราเงี่ยหูฟังและได้เสียงร้องของสัตว์ปีกเป็นโขยงนอกบ้าน

เจ้าของภาพเล่าต่อว่า ตรงไหนที่เห็นชาวนาแบกข้าวจะเป็นนาลุ่มที่รถลงไม่ได้หรือลงลำบาก ชาวนาจึงต้องแบกข้าวขึ้นหลังและลำเลียงมาไว้บนคันนา จากนั้นจึงใช้รถมาขนไปอีกที 

ภาพนี้ผสมผสานจินตนาการเป็นส่วนใหญ่ โดยนิยามว่า ข้าวบนบ่า คือการแบกความทุกข์และแบกความสุขไปด้วยกัน

“ภาพนี้ผมเน้นรูปทรงขึ้นมา และสร้างชีวิตชีวาด้วยสัตว์เลี้ยงของพ่อ วันนั้นไปแล้วเห็นพอดีเลยนำมาวาด คุณพ่อก็จะไม่ค่อยมีฟันหน่อย (หัวเราะ)”

แน่นอนว่าบันทึกความทรงจำภาพนี้ยังคงอยู่ในสตูดิโอของบุญนำมาตลอด เพราะเขาตั้งใจจะวาดเก็บเอาไว้ แม้ชีวิตที่อยู่รายล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

03 สุขซุก ๆ ในวัยเยาว์ของเราหลายคน

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
ความซุกซนของลูกหลานระหว่างผู้ใหญ่ทำงาน

ณ กองฟางของญาติที่ตั้งอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน บุญนำพาตัวเองไปช่วยญาติของเขาสีข้าว ระหว่างนั้นลมแห่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็พัดฟางไปติดบนปลายไผ่ เป็นความงามโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง

“เด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน บางทีผมก็ไปเล่นด้วย (หัวเราะ) สังเกตว่ากองฟางจะไม่ได้ตั้งตรง ด้วยแรงลมที่จะมาในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้มันเอียงโค้งไปข้างหนึ่ง เด็ก ๆ ก็เป็นหลานของผมเอง เขามาขนฟางก้อน ทุกวันนี้มีรถอัดเป็นแท่งเพื่อเก็บฟางใต้หลังคาไม่ให้โดนฝน แต่ก่อนจะขน เขาจะมาเล่นกองฟางกันก่อน กระโดดเล่น ปีนป่าย

“ผมนี่ก็เคยเล่นบนกองฟางนะ ไม่ใช่เล่นอย่างเดียว เคยนอนค้างคืนเลย หลังฤดูเก็บเกี่ยวจะมีกองฟาง พวกผมก็ไปหาหนูนากัน เจอกองฟางที่ไหนก็นอนที่นั่น ซุกตัวลงไป แล้วเอาฟางมากลบทั้งตัว เหลือไว้เฉพาะหน้า นอนทั้งคืนเลยครับ ช่วงวัยรุ่นก็ยังไปหาหนูกับเพื่อนอยู่ ค่ำไหนนอนนั่น”

04 ธรรมชาติบ้านนา

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

“พื้นที่ตรงนี้นาไม่ค่อยงาม มีพวกดอกหญ้า ดอกกระดุมเงินขึ้น ข้าวก็มีด้วย ปะปนกันไป แต่ผมมองว่ามันมีความงามของท้องทุ่ง เป็นหลังฤดูเก็บเกี่ยว ถ้ามองเข้าไปลึก ๆ จะเห็นเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกเขามากับพ่อแม่แต่ละบ้าน เจอกันเมื่อไหร่ก็มีการละเล่นกัน ฤดูเกี่ยวข้าวจะไม่ร้อน เป็นหน้าหนาว มีลม เหมาะที่เด็ก ๆ จะเล่นกัน มันคือภาพธรรมดาครับ ภาพธรรมดาที่เห็นด้วยตาได้ทั่วไปสำหรับผม”

เราชี้ไปที่ภาพแล้วถามเขาว่า นี่คือต้นอะไร และมีอยู่จริงไหม

“ต้นไม้ในภาพมีอยู่จริง เป็นต้นไม้ในพื้นที่ เช่น ต้นอะราง (นนทรีป่า) และดอกกระดุมเงิน เป็นดอกหญ้าที่จะมาพร้อมฤดูเกี่ยวข้าว หลังน้ำลดมันจะเกิด ลักษณะเป็นดอกสีขาว ผมดูแล้วจินตนาการว่าเหมือนหิมะตก เลยคิดสนุกเอามาทำให้สวยงามแบบชนบทในช่วงเช้า สถานที่จริงก็ไม่ไกลเลยครับ เป็นนาของญาติกัน”

หากมีความรู้ด้านพฤษศาสตร์บ้าง เราจะเห็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอยู่ในภาพของบุญนำมากมาย ทั้งต้นกระโดน ต้นหว้า ต้นก้ามปู กอไผ่ ต้นนุ่น ต้นทองกวาว ต้นสะแบง และต้นบก

05 ความงามที่สุ่มเกิด

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

เรามองไปที่ภาพกองฟางขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้โผล่ออกมา แต่ก็ต้องขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ อีกครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่า แสงรำไรที่อยู่บนกองฟางนั้นเป็นของจริงหรือเปล่า (เนื่องจากสตูดิโอของบุญนำแสงเข้าไม่มากและมีช่องลมบนกำแพง)

“ภาพนี้ยังไม่เสร็จครับ จริง ๆ บางภาพในสตูดิโอก็เหลืออีกนิด ๆ หน่อย ๆ นี่คือกองฟางของนาญาติ ช่วงนั้นประมาณเที่ยง ผมไปเจอแสงเงาที่ตกกระทบลงมาบนกองฟางพอดี สวยงามมาก ผมประทับใจจึงเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำภาพอื่น ๆ ต่อไป” 

ซึ่งอาจจะเป็นคอลเลกชันใหม่ในอนาคตอันใกล้ก็ได้ เราแซวด้วยรอยยิ้มปนความคาดหวัง

06 ภาพที่ได้จากไม้ไผ่

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

“ผมมองวิวนี้แล้ว คิดว่าถ้าได้เห็นในมุมที่สูงขึ้นน่าจะสวย ก็เลยขึ้นต้นไม้ไปถ่าย แต่ดันติดพวกยอดไม้ ผมก็เลยเอาโทรศัพท์มัดติดกับไม้ไผ่แล้วยกขึ้นไปสูง ๆ ตั้งเวลาให้มันถ่ายภาพเอง เลยได้มุมมองอีกแบบหนึ่งมา”

นอกจากภาพมุมสูงภาพนี้ บุญนำยังเคยวาดภาพอื่น ๆ ในแนวเดียวกัน และได้รับรางวัลในการประกวดศิลปกรรมช้างเผือกด้วย เช่น รางวัลชมเชย ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 1 ชื่อภาพ ‘แผ่นดินไทย พื้นที่แห่งความสุข’ รางวัลชมเชย ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 2 ชื่อภาพ ‘พื้นที่แห่งความสุขในฤดูฝน’ และรางวัลรองชนะเลิศ ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 3 ชื่อภาพ ‘บ้านหนอกดั่ง ตำจานลาน’ 

07 ลูกชายและดอกหญ้า

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต
เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

“หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ผมชอบดอกหญ้า แถวบ้านมันเป็นวัชพืชที่ต้องตัดทิ้ง แต่มันฟรุ้งฟริ้งดี ผมเลยชอบบรรยากาศที่ออกแนวแล้ง ๆ อุ่น ๆ มีเด็ก ๆ ไปรวมตัวกันทำว่าวเตรียมเล่น”

เรามองไปที่เด็กชายคนหนึ่งในภาพ แม้จะขนาดเล็กมาก แต่ก็แอบเห็นว่าในมือของเขาถือว่าวอยู่จริง ๆ

“ผมตั้งใจใส่ลูกชายและเพื่อน ๆ เข้าไปด้วยครับ คนเสื้อสีเหลืองคือลูกผมเอง ผมมองเข้าไปแล้วเห็นชีวิตเล็ก ๆ พร้อมที่จะเจริญเติบโตในสภาพวิถีชีวิตที่ผ่านกันมาหลายต่อหลายรุ่น เขาเหล่านี้ก็พร้อมจะทำงานต่อไปสืบเชื้อสายชาวนา”

เราถามศิลปินคนนี้ว่า ทำไมเกือบทุกภาพจึงเต็มไปด้วยเด็ก เขาตอบว่า

“เพราะเด็ก ๆ คือผู้ที่จะมาช่วยปรุงแต่งรสชาติของชีวิต เป็นความผูกพันที่เห็นกันทุกวัน และที่สำคัญ พวกเขามักจะมีอะไรน่าสนุกทำตลอดเวลา” 

08 พันธุ์ไม้ที่ไม่หายไป

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

ดอกจาน (ต้นทองกวาว) ต้นไม้แถวบ้านบุญนำที่ต้นจริง (ในภาพ) แก่และหมดอายุไปแล้วตามกาลเวลา เขาเสริมว่า สมัยก่อนต้นนี้มีเยอะ และมีหมู่บ้านชื่อ หมู่บ้านจานลาน แต่สมัยนี้กลับน้อยลงไปมากจนใกล้หมด เนื่องจากการขยายพื้นที่ทำการเกษตร ต้นไม้จึงถูกตัดโค่นออกไปอย่างน่าเสียดาย

จากวัวควายที่เลี้ยงเอาไว้ตามทุ่งนา ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเคยชิน ชายคนนี้กลับนำสิ่งธรรมดาเหล่านั้นมาใส่ในภาพวาดของตนเองอย่าง ‘ขาดไม่ได้’ เพราะถ้าไม่ใส่วัวควาย ก็เหมือนขาดอะไรบางอย่าง

“บางทีไม่ได้วาดวัวเราด้วยครับ ไปวาดวัวควายของคนอื่นตามสถานที่ที่เราไป หรือถ่ายภาพสิ่งที่เห็นจริง ๆ ไว้แล้วเอามาวาดต่อ อย่างชิ้นที่ได้รางวัลศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 7 ผลงานชื่อ ‘ลูกหลาน ชาวนา’ ผมเก็บข้อมูลเอง ไปสีข้าวด้วยจึงถ่ายรูปมา ภาพมันมีความเคลื่อนไหวของเส้นฟางข้าว มีชีวิต และวัฒนธรรม จึงเอามาวาด นั่นเป็นชิ้นแรกที่วาดเกี่ยวกับคนลงแขก ตรงนี้เลยครับ” เขาชี้ไปนอกบ้านเพื่อบอกสถานที่ต้นเรื่อง

03
ผู้ใดเห็นฟาง ผู้นั้นเห็นเรา

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

ตัวอย่าง ลมพัดฟางข้าวขึ้นบนกิ่งไม้ เป็นต้นแบบในการวาดภาพของบุญนำหลายภาพ

สิ่งที่เห็นและสัมผัสถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการต่อยอดความทรงจำสู่ผลงานที่พัฒนาขึ้นทุกวัน

บุญนำเคยลองวาดภาพอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่า ทำอะไรก็ไม่ถูกใจเท่าทุ่งนา ศิลปินหัวใจลูกทุ่งคนนี้จึงเริ่มศึกษาข้อมูลวิถีชีวิตให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเก่า 

“สรุปแล้ววาดไปวาดมา 10 กว่าปีก็ยังวาดแนวเดิม ทีนี้ผมไปทุ่งนาก็ไปเก็บข้อมูลการทำนา ดูพันธุ์ข้าว จากดูแค่ผิวเผินก็ทำจริงจังขึ้น คิดว่าจะจัดท่าตอนเกี่ยวข้าวยังไงให้สวยงาม เอาความรู้จากตอนเรียนองค์ประกอบศิลป์และทฤษฎีต่าง ๆ มาใช้ โดยมีความสุขมาเป็นตัวนำ”

นอกจากความลึกซึ้งของข้อมูล เทคนิคที่ใช้ก็พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา จากการสะบัดพู่กันอย่างเรียบง่าย บุญนำเริ่มนำเทคนิคการจุดสีมาใช้ เพื่อให้ได้เม็ดสีเพิ่มขึ้นทีละชั้น โดยเทคนิคนี้ได้รับอิทธิพลมาจากจิตรกรรมแบบผสานจุดสี (Pointillism) ที่นิยมในกระแสศิลปะยุค Neo-Impressionism ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของประเทศฝรั่งเศส

เราสังเกตพื้นผิวของภาพที่มีทั้งการจุดและการขีดอย่างลงตัว ลำต้นของดอกหญ้าและฟางข้าวโอนอ่อนไปมาราวกับเห็นลมพัดอยู่ในภาพ สีสันอันสดใสบ่งบอกถึงความใสซื่อในการถ่ายทอด ส่วนมากเป็นสีเหลือง สีฟ้า สีขาว สีเขียว และสีแดง แต่สีที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสีเหลืองทองของฟางข้าว ซึ่งโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดในบรรดาผลงานที่ผ่านตา

ตัวตนของจิตรกรชาวอำนาจเจริญคนนี้ซุกซ่อนอยู่ระหว่างท้องฟ้าและทุ่งนา ต้นไม้และกระท่อม เด็กเล็กและผู้ใหญ่ ฟางข้าวและสรรพชีวิตแห่งพื้นดินอีสาน เสน่ห์ของภาพบุญนำคือการถ่ายทอดชีวิตที่ไม่อาจหาได้ในเมืองหลวงและไม่เหมือนพื้นที่ไหน ๆ เพราะทั้งหมดคือ ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ ของเขาเอง

เราขอบคุณเจ้าบ้านที่เปิดพื้นที่ให้เราได้สำรวจ ก่อนจะรีบขึ้นรถหนีพายุกลับที่พักในจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างทาง ภาพกองฟางและทุ่งนาสีทองยังอยู่ในห้วงความคิด แม้นอกหน้าต่างจะเป็นทิวทัศน์สีหม่น ไม่มีทุ่งนาอย่างในภาพ แต่เรากลับจดจำความงามของอีสานได้แบบไม่ลืม พลางนึกถึงคำพูดของบุญนำท่อนหนึ่งว่า “ผู้ใดเห็นฟาง ผู้นั้นเห็นเรา”

ภาพ : กัลยา แทบทาม และ บุญนำ สาสุด

หากใครสนใจชมผลงานของบุญนำ สาสุด ตอนนี้ไม่ต้องเดินทางไปถึงจังหวัดอำนาจเจริญก็เข้าชมได้ที่นิทรรศการท้องทุ่งแห่งความสุข (Field of Happiness) ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2565 ณ ARDEL Gallery of Modern Art (ทองหล่อ ซอย 10) เปิดวันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.30 – 19.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 10.30 – 17.30 น. (ปิดวันจันทร์)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

15 มิถุนายน 2565
2.90 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“พบกันที่สตูดิโอบ้านอาจารย์บุญกว้างนะคะ”

เสียงของน้องทีมงาน The Cloud ส่งมาตามสาย เราตื่นเต้นที่จะได้เดินทางจากจังหวัดระยอง เข้ากรุงเทพฯ ไปเยือนบ้านเจ้าของรางวัลที่ 1 งานประกวดสีน้ำโลก ปี 2015 ณ ประเทศตุรกี

เราไปถึงช่วงบ่าย สตูดิโออยู่บนชั้นสองของตัวบ้านที่ร่มรื่นหลังแรกของหมู่บ้านต้นไม้ บนถนนเทิดราชัน ดอนเมือง

ที่นี่เป็นที่ทำงานและสตูดิโอสอนสีน้ำของ อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ศิลปินสีน้ำระดับโลกที่เก็บตัวอยู่อย่างสงบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง สายตาของเราก็ปะทะกับรางวัลมากมายบนชั้นหนังสือที่ศิลปินคนนี้ได้รับ นี่คือเครื่องการันตีผลงานชั้นครูของเขา และเราก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้มาเยี่ยมชมผลงาน รวมถึงทำความรู้จักศิลปินถึงบ้านด้วย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เด็กชาย คุณพ่อ และงานศิลปะ

“ตระกูลจริง ๆ ของผมอยู่ที่นนทบุรี แล้วก็ย้ายไปประจวบคีรีขันธ์ พอจบโรงเรียนบ้านไร่เก่าฯ ซึ่งจบ ป.7 สมัยก่อน ก็เข้ามาในเมือง มาเรียนต่อที่โยธินบูรณะ จบ ม.ศ.3 ก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป จากนั้นเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต” อาจารย์บุญกว้างเริ่มเล่าเส้นทางการศึกษาให้เราฟัง เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ชอบวาดรูปแล้ว

“แสดงว่าความชอบด้านนี้อยู่ในสายเลือด” เราเอ่ย

“ใช่ มันอยู่ในทุกลมหายใจ” อาจารย์บอกอย่างราบเรียบแต่เป็นความจริง

เรามองดูหนังสือการ์ตูนและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจตอนเด็กของเขา

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

“ตอนเด็ก ๆ วิ่งข้ามถนนไปดูทีวีบ้านหนึ่ง เราจำภาพการ์ตูนนั้นได้ ตอนเช้าก็มาเขียนใส่สมุด เขียนลงพื้นปูนหน้าบ้านด้วยชอล์ก เราทำอย่างนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจอการ์ตูนคอมิกส์ขายในตลาด ก็เริ่มเอามาเป็นแรงบันดาลใจ จากตรงนี้ก็ไปเจอโปสเตอร์หนัง เราฝึกจากตรงนั้น จนกระทั่งได้เรียนศิลปะจริง ๆ” เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ

“พ่อผมก็เป็นคนที่เห็นคุณค่าของศิลปะนะ ตอนผมเด็ก ๆ มีพวกปลัดอำเภอมาเที่ยวบ้าน พ่อเอาเก้าอี้นอนที่เป็นไม้ให้ท่านปลัดนอน เสร็จแล้วเขาก็พาผมไปหาท่านปลัด ผมก็ถือรูปไปให้ปลัดดู พอปลัดดูก็บอก โอ้ เก่งมาก! แสดงว่าพ่อเขาก็ภูมิใจในตัวผม ไม่งั้นเขาคงไม่เอาไปโชว์หรอก”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์บุญกว้าง คุณพ่อ และงานศิลปะ คือตอนที่อาจารย์เดินไปหยิบผ้าพันแผลม้วนใหญ่ ที่มีความยาวเท่าข้อศอกออกมาให้ชม

“มันเป็นผ้าพันแผลของพ่อผม” อาจารย์ว่าอย่างนั้น

“เขาเป็นหมอ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ผมสื่อสารในใจ เพราะว่าของอย่างอื่นของแกหายไปหมดแล้ว ผมเจอผ้าพันแผลอันนี้แล้วก็จำได้ว่าพ่อเคยใช้ ผมเก็บมาหลายปี พ่อตายตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ.2 ซึ่งนานมาก ย้ายไปไหนก็หิ้วไปด้วย จนกระทั่งได้ลองเอาผ้าพันแผลมาทำเป็นเท็กซ์เจอร์ของภาพ เลยมีอินไซต์บางอย่างที่ผูกพัน”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เราพิจารณาผ้าพันแผลม้วนนั้นอยู่สักพัก หากมองผ่าน ๆ คงจะเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าเก่าธรรมดา แต่เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป และผลลัพธ์หลังการใช้ เราก็รู้สึกทึ่งและประทับใจ เพราะหลายผลงานที่อยู่ในสตูดิโอที่เราเห็นวันนั้น ก็มี เท็กซ์เจอร์จากผ้าพันแผลของคุณพ่ออยู่ด้วย

ก่อนที่อาจารย์จะมาทำงานศิลปะแบบในปัจจุบัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเคยทำงานโฆษณามาก่อน

โดนเพื่อนหลอกมาสมัครงานโฆษณา

“ตอนที่เราจบมาใหม่ ๆ เรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จบมาเพื่อนเข้าทำงานออฟฟิศกันหมดเลย ผมโทรไปหาใคร เขาก็บอก ไม่ได้ว่ะ เอ้ย! ประชุมว่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน

“จนในที่สุด ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เกือบปีที่ไม่ทำงาน นั่งเขียนรูป เพราะสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเขียนรูปแล้วจะขายได้ ต้องผ่านสนามประกวด ไม่ง่ายนะ ศิลปินเยอะ การประกวดน้อย การซื้อรูปก็ยังไม่บูม

“จนผมโดนเพื่อนหลอกไป เพราะที่บริษัทเพื่อนขาด Visualizer ซึ่งมีหน้าที่คือ เวลาครีเอทีฟไปขายงาน สมมติเขาคิดหนัง 1 เรื่อง 12 ช่อง เขาต้องการคนมาเขียนว่า หนังมันเริ่มยังไง จบยังไง เพื่อนผมก็หลอกไปช่วยเขียนอันนี้แหละ ผมก็ไปบริษัท มันก็เอาใบสมัครงานมาให้เลย

“จำได้เลยว่าวันสมัครงาน เขาให้เขียนเงินเดือน ผมเขียนไป 4,000 แล้วเจ้านายเขาบอกว่า เฮ้ย! เขียนได้ไง 4,000! เราตกใจ เขียนแพงไปเหรอ เขาบอกว่า เขียนไปเลย 6,000! เราตกใจว่าทำไมไม่กี่นาที เงินขึ้นถึง 6,000 ทำไปทำมาก็เริ่มรู้ว่า งานโฆษณาบุคลากรน้อย แต่งานเยอะ สินค้าสารพัดสารเพต้องมีโฆษณา พวกบริษัทต่างชาติเข้ามาก็ต้องใช้เอเจนซี่ไทย ผมเลยโลดแล่นอยู่ในงานโฆษณาร่วม 30 ปี”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

แต่แน่นอนว่าหลังทำงานมาอย่างโชกโชน คนเราย่อมมีจุดอิ่มตัว

“ประมาณ 5 – 6 ปีหลัง ผมมีงานน้อยลง ตอนนั้นแพลตฟอร์มของโทรศัพท์กำลังมา ผมวางแผนว่าจะต้องมีอาชีพที่สอง จึงเริ่มพัฒนาด้านศิลปะ หนึ่ง เกิดจากความรัก สอง ถ้าผมวาดได้ขนาดนี้ ผมก็สอนคนได้ อาชีพสอนวาดรูปก็น่าจะไปได้เหมือนกัน ก็เดาเอา หลัก ๆ ผมพัฒนาตัวเองก่อน”

งานวาดรูปมาจากความรักส่วนตัว หลังจากนั้นจึงพัฒนาสู่การสอนวาดรูป เช่นเดียวกับสถานที่ที่เรากำลังพูดคุยกับอาจารย์บุญกว้าง ห้องกระจกที่มองลงไปเห็นถนนและรถราวิ่งว่อน ห้องนี้เคยเป็นสถานที่ต้อนรับลูกศิษย์มากมาย กระทั่งโควิด-19 มาเยือน คอร์สการสอนออนไซต์จึงกลายเป็นการสอนออนไลน์ไปโดยปริยาย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป
‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

พินิจพิจารณาจนค้นพบความต้องการ

ระหว่างสำรวจห้องของอาจารย์ เรามองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีแผนภูมิวงกลมวาดอยู่บนนั้น อาจารย์บุญกว้างจึงหยิบขึ้นมาอธิบายให้เราฟังว่า นั่นคือวิธีการมองชีวิตของเขา

“ผมแบ่งเป็น 2 เรื่อง ภายนอกและภายใน ผมมานั่งคิดดูว่า ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 50 ผมวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายนอก ทั้งตอนเรียน ทำงาน จนกระทั่งมีครอบครัว เรามีหน้าที่ทำงานให้ลูกค้า เลี้ยงดูครอบครัว และสร้างทุกอย่าง เรียกว่า 1 – 50 ปี เป็นเรื่องภายนอกหมดเลย แทบจะไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

“พอมาหลังอายุ 50 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลามันแค่ 8 ปี แต่ผมเริ่มมองเรื่องภายในมากขึ้น ผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราเป็นใคร อะไรเป็นความสุขของเรา และอะไรเป็นความทุกข์ พอหลังอายุ 50 เริ่มพิจารณาตัวเองมากขึ้น มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมทำ คืองานศิลปะและงานวาดรูป”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

ครั้งหนึ่งอาจารย์ไปร่วมงานเทศกาลสีน้ำที่ประเทศรัสเซีย ณ กรุงมอสโก ตอนนั้นได้รางวัลจึงได้รับเชิญไป หลังงานเสร็จ เขาแวะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเจอรูปปั้นของ เฮนรี มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชาวอังกฤษ สิ่งที่ผู้มาเยือนยืนจ้องอยู่นาน คือผลงานสลักก้อนหินรูปผู้หญิงนอน ทำให้เขาเริ่มสังเกตตัวเองว่า

เขาชอบความเรียบง่ายของงานเหล่านั้น รวมถึงความเป็นตัวเองในงาน

“เราชอบอะไรที่เป็นสัจจะ ชอบอะไรที่ไม่ค่อยปรุงแต่ง แล้วก็เชื่อว่า ศิลปะมันเป็นแค่การสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

  อาจารย์บุญกว้างบอกว่า การให้ความสนใจกับภายนอกมากเกินไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความเป็นตัวของตัวเอง

“เมื่อเรากลัวว่ารูปจะทันสมัยไหม จะเชยไหม นี่คือสนใจเรื่องภายนอก แต่พอเป็นเรื่องภายใน เรามีความมั่นใจ งานเราก็ไม่จำเป็นต้องมีสี แล้วถ้าไม่มีสี มันจะเหมือนเหรอ มันไม่เหมือนก็ได้ มันจะเหมือนไปเพื่ออะไร ความคิดของคนวัย 50 เริ่มมีความยูนีกขึ้นมา แล้วเราก็มั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ผลเสียอย่างหนึ่งที่มันจะเกิดแน่ ๆ เลยก็คือ เราแทบจะไม่สนใจสังคมแล้ว”

นัก (ชอบ) วาดรูปรุ่นใหญ่

เราเริ่มถามอาจารย์ถึงมุมมองที่มีต่องานแสดงในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

เขาบอกเราว่า เขารู้สึกเฉยกับการจัดงานแสดง

“ทำไมเราต้องแสดง มีน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาตินะ มันไม่ได้อยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมวาดรูปแล้วมีความสุขกับการวาดรูป เคยคิดว่าถ้าได้ไปตอนเรากำลังวาดรูปก็ดีนะ เวลาที่ผ่านอายุ 50 ขึ้นมา สำหรับผมมันคือคริสตัล เพราะผมมองอะไรทะลุปรุโปร่งมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ศิลปะที่ผมทำด้วยหรือเปล่า แต่มันเป็นการค่อย ๆ ละเมียดกับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากฟังการตกผลึกของอาจารย์บุญกว้าง เราถามเขาว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่ เขาตอบกลับมาว่า ความฝันคือแค่วาดรูป

“คำว่าศิลปิน มันคือคน คือตำแหน่ง สมมติ พี่เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เขาเป็นศิลปินเพราะการแสดงออกของเขา การพูดจา การพรีเซนต์งาน ภาพวาด ในภาพรวมผมดูแล้วก็ชื่นชมเขาเป็นศิลปิน แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแค่คนวาดรูป ไม่ถึงขนาดศิลปิน เหมือนตอนเด็กผมดูการ์ตูน ผมก็อยากเป็นจิตรกร

“จำได้ว่าไปยืนหน้าห้อง อาจารย์ถามว่า อยากเป็นอะไร คนนู้นก็เป็นหมอ คนนี้ก็เป็นทหาร คนนั้นก็เป็นตำรวจ มีผมคนเดียวเป็นจิตรกร เพื่อนฮาลั่นเลย แล้วก็โดนล้อว่าเป็นจิตรกรไส้แห้ง ภาพมันเป็นอย่างนั้นในสมัยนั้น เรื่องจริงนะ จิตรกรส่วนใหญ่จะไส้แห้ง เพราะมันทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่มีกำไร”

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์บุญกว้างก็ยังคงวาดรูปด้วยความชอบมาตลอด โดยภาพที่เขาเขียนมักเป็นทิวทัศน์และคน แต่ทิวทัศน์สื่อสารไม่ค่อยตรงใจในบางครั้ง เขาจึงเขียนภาพคนเพื่อแสดงออกในสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

โลกแห่งสีน้ำและผลงานที่ชื่นชอบ

เราเดินทัศนาผลงานอาจารย์ที่ได้รางวัลสีน้ำโลก ต้องบอกว่าเยอะมาก!

อาจารย์บุญกว้างกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่การประกวดที่ตุรกี ปี 2015 – ปัจจุบัน (แต่หลัง ๆ อาจารย์ไม่ค่อยส่งประกวด) เขายื่นหนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยผลงานรางวัลมาให้เราชม

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

อาจารย์บุญกว้างเล่าว่า การประกวดระดับโลกของเขาเกิดจากเพื่อนที่พบกันในเทศกาลสีน้ำโลก ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในประเทศไทย ในงานนั้นมีศิลปินทั่วโลกมาร่วมงาน ทำความรู้จักกันผ่านเวิร์กชอปต่าง ๆ เมื่อมิตรภาพเกิดขึ้น เพื่อนคนนั้นจึงชวนให้เขาส่งผลงานไปประกวด พร้อมทั้งหาที่พักให้ ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาคมขึ้นมา

หลากหลายผลงานภาพวาดที่อาจารย์บุญกว้างเลือกมาให้ชม สร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของอาจารย์บุญกว้างอย่างเรามาก เขาเปิดประตูพาเราเข้าไปชมห้องสะสมผลงาน

ภาพทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงได้อย่างล้ำเลิศและลุ่มลึก

01 The Master

Gold Medal, 4th International Watercolor Society “HOMER LOVE AND PEACE THROUGH ART”, Turkey 2015

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ที่งานประกวดสีน้ำโลก ณ ประเทศตุรกี

02 Feel The Breeze

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพนี้วาดจากคนใกล้ตัว ลูกสาวของอาจารย์

03 The Mother & Child

First Prize, 1ra. Bienal Internacional de la Acuarela KIPUS BOLIVIA, 2017

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“ผมชอบเขียนภาพคนชายขอบ ผมรู้สึกว่าพวกเขายังเป็นคนอยู่ มีความเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิต เลี้ยงดูลูก แล้วก็ตายอย่างสงบ แต่ว่าคนปัจจุบันหลายคน ดราม่ากันตั้งแต่มีลูก มีครอบครัว ไม่ค่อยจะรักษาโลก แต่ทำลายโลกมากกว่า

“ผมก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไปชอบคนเหล่านี้ คนที่ไม่ทำลายโลก”

04 The Lost People 

1st Taiwan World Watercolor Competition & Exhibition, Taiwan 2016

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“คนนี้เป็นคนพม่า ภาพนี้แสงตกมาสวยมาก ผมก็ไปขอคนที่ถ่ายภาพมาวาด พอเราวาดเล็ก ๆ มันก็แสดงออกไม่ชัด อยากโชว์ให้เห็นริ้วรอย โชว์ให้เห็นแสง ผมเลยวาดขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ประทับใจภาพหนึ่ง ผมตั้งชื่อภาพว่า ‘The Lost People’ คือคนที่กำลังจะจากเราไป

“ผมมีปมเรื่องนี้อยู่ แม่ผมเป็นคนโบราณ ในความคิดความอ่านของแม่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อน้ำขวดมากิน แม่ก็บอกว่า จะบ้าเหรอ ใครเขาขายน้ำกัน บาปตาย เขาเป็นคนในยุคที่น้ำขายไม่ได้ ใครมาขอ ต้องรีบให้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าบางอย่างในคนแต่ละรุ่น”

05 และ 06 ความทุกข์

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“อันนี้จริง ๆ มันสวยตั้งแต่เป็นภาพถ่ายแล้ว แต่ผมเอามาสร้างสีสัน เพราะภาพถ่ายออกทึม ๆ ออกไปแนว Dark Silhouette ด้วยซ้ำ ผมเลยเอามาเติมสีสันใหม่ พยายามเติมสีให้ความรู้สึกคล้าย ๆ เลือดและเนื้อ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนที่ไม่มีโอกาส เพราะคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสอย่างนั้น ผมมองว่าการปรับชั้นของสถานะมันยากมาก อย่างผมเกิดมาในครอบครัวร้านขายยา ก็ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ แม้ได้เรียนโรงเรียนดีระดับหนึ่ง แต่โตมาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตอะไร

“ผมมองว่าผู้คนที่อยู่ริมถนนจะขยับฐานะขึ้นมาเป็นเรื่องยากมาก เรามองแล้วก็เวทนานะ เลยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางรูปวาด การวาดรูปบางทีจุดเริ่มต้นมันก็เป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังให้คนมาเห็นเหมือนผมหรอก ผมก็ใช้เขาเป็นตัวแทน แล้วก็แสดงออกไป

“อาจจะเป็นความสุขก็ได้ เป็นความทุกข์ก็ได้ เป็นเรื่องของความไม่จีรังของสังขารชีวิต”

การเรียนรู้จากสีน้ำ

ตอนที่อาจารย์บุญกว้างออกจากงาน เขาตั้งใจไว้ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เขียนรูปซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก สอง ทำอะไรสักอย่างให้สังคมผ่านความถนัดของตนเอง

อาจารย์บุญกว้างเริ่มเปิดสอนวาดภาพฟรี แต่ปรากฏว่าคนเรียนไม่ให้ความสำคัญจนโดดเรียนบ่อยครั้ง เมื่อเขารู้ว่าการสอนฟรีไม่เวิร์ก จึงเริ่มเก็บเงินไม่แพงมาก และปรับราคาให้ถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย

ซึ่งผลลัพธ์ก็ดึงดูดลูกศิษย์หลากหลายอาชีพมาหา

“จริง ๆ สิ่งที่ผมไม่รู้ คือ มีคนที่ชอบวาดรูปเยอะมาก แล้วคนที่มาเรียนกับผม เป็นหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ พนักงานธนาคาร ผมแอบไปนั่งคุยว่าทำไมมาเรียนวาดรูป เขาบอก จริง ๆ งานเขาเครียด

“อีกส่วนหนึ่งบอกว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ตามใจพ่อแม่ที่อยากให้ไปเรียนหมอ เขาก็ไปเรียน คราวนี้พออายุมากแล้ว เริ่มเตรียมเกษียณ ก็เลยกลับมาหาผม พอผมสอน ผมก็เริ่มเห็นว่า จริง ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจแต่แรกว่า คนที่รักศิลปะเท่านั้นที่เป็นศิลปิน วาดรูปได้ มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าคนที่เป็นหมอก็วาดรูปได้ นอกจากผมจะสร้างงานของตัวเองแล้ว ผมก็ไปผลักดันคนที่อยากวาดรูปให้เขาได้วาดรูป ให้เขาได้สร้างผลงาน แล้วผมก็จัดนิทรรศการให้ เป็นการรวบรวมนักเรียนของผม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนผมก็จัดเป็นงานใหญ่เลย ให้เขามีตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือศิลปิน”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

อาจารย์บุญกว้างบอกเราว่า ความรักคือสิ่งสำคัญ ศิลปะเปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติให้แก่ผู้คน การเรียนสายวิทย์และสายศิลป์จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ต่างคนต่างไม่มีได้

“ไม่ใช่ทั้งประเทศมีแต่หมอ มันต้องมีศิลปะ ต้องมีครู มีนักวิจัย ประกอบกันเป็นสังคม”

ตลอดเวลา 12 ปี ที่อาจารย์บุญกว้างวาดสีน้ำอย่างจริงจัง เขาปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างคนที่มุ่งมั่นเรียนรู้เท่าที่เรียนไหว สอนลูกศิษย์ที่สนใจต่อไปด้วยคอมพิวเตอร์ที่เปรอะสีน้ำอยู่หลายจุด และกล้องที่บันทึกภาพการเรียนการสอนทุกวินาที แต่ถึงเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต อุปกรณ์วาดภาพอย่างแปรง กระดาษ และพู่กัน ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจารย์บุญกว้างเลือกใช้ มากกว่าปากกาที่จรดลงบนกระดาษดิจิทัล

“ตอนนี้อายุ 58 ตอน 60 คิดว่าก็ยังวาดภาพอยู่”

ทุกวันนี้ อาจารย์บุญกว้างใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน และรักษาความสุขเอาไว้อย่างเดิม

“ผมแค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาก็จะวาดรูป เพราะผมมีความสุขกับการวาดรูป”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

ทำร้านหนังสือเล็ก ๆ งานหลักคือเดินทาง ไม่แน่ใจว่ารักทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ชอบกินของอร่อย

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load