15 มิถุนายน 2565
4 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“พบกันที่สตูดิโอบ้านอาจารย์บุญกว้างนะคะ”

เสียงของน้องทีมงาน The Cloud ส่งมาตามสาย เราตื่นเต้นที่จะได้เดินทางจากจังหวัดระยอง เข้ากรุงเทพฯ ไปเยือนบ้านเจ้าของรางวัลที่ 1 งานประกวดสีน้ำโลก ปี 2015 ณ ประเทศตุรกี

เราไปถึงช่วงบ่าย สตูดิโออยู่บนชั้นสองของตัวบ้านที่ร่มรื่นหลังแรกของหมู่บ้านต้นไม้ บนถนนเทิดราชัน ดอนเมือง

ที่นี่เป็นที่ทำงานและสตูดิโอสอนสีน้ำของ อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ศิลปินสีน้ำระดับโลกที่เก็บตัวอยู่อย่างสงบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง สายตาของเราก็ปะทะกับรางวัลมากมายบนชั้นหนังสือที่ศิลปินคนนี้ได้รับ นี่คือเครื่องการันตีผลงานชั้นครูของเขา และเราก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้มาเยี่ยมชมผลงาน รวมถึงทำความรู้จักศิลปินถึงบ้านด้วย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เด็กชาย คุณพ่อ และงานศิลปะ

“ตระกูลจริง ๆ ของผมอยู่ที่นนทบุรี แล้วก็ย้ายไปประจวบคีรีขันธ์ พอจบโรงเรียนบ้านไร่เก่าฯ ซึ่งจบ ป.7 สมัยก่อน ก็เข้ามาในเมือง มาเรียนต่อที่โยธินบูรณะ จบ ม.ศ.3 ก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป จากนั้นเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต” อาจารย์บุญกว้างเริ่มเล่าเส้นทางการศึกษาให้เราฟัง เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ชอบวาดรูปแล้ว

“แสดงว่าความชอบด้านนี้อยู่ในสายเลือด” เราเอ่ย

“ใช่ มันอยู่ในทุกลมหายใจ” อาจารย์บอกอย่างราบเรียบแต่เป็นความจริง

เรามองดูหนังสือการ์ตูนและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจตอนเด็กของเขา

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

“ตอนเด็ก ๆ วิ่งข้ามถนนไปดูทีวีบ้านหนึ่ง เราจำภาพการ์ตูนนั้นได้ ตอนเช้าก็มาเขียนใส่สมุด เขียนลงพื้นปูนหน้าบ้านด้วยชอล์ก เราทำอย่างนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจอการ์ตูนคอมิกส์ขายในตลาด ก็เริ่มเอามาเป็นแรงบันดาลใจ จากตรงนี้ก็ไปเจอโปสเตอร์หนัง เราฝึกจากตรงนั้น จนกระทั่งได้เรียนศิลปะจริง ๆ” เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ

“พ่อผมก็เป็นคนที่เห็นคุณค่าของศิลปะนะ ตอนผมเด็ก ๆ มีพวกปลัดอำเภอมาเที่ยวบ้าน พ่อเอาเก้าอี้นอนที่เป็นไม้ให้ท่านปลัดนอน เสร็จแล้วเขาก็พาผมไปหาท่านปลัด ผมก็ถือรูปไปให้ปลัดดู พอปลัดดูก็บอก โอ้ เก่งมาก! แสดงว่าพ่อเขาก็ภูมิใจในตัวผม ไม่งั้นเขาคงไม่เอาไปโชว์หรอก”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์บุญกว้าง คุณพ่อ และงานศิลปะ คือตอนที่อาจารย์เดินไปหยิบผ้าพันแผลม้วนใหญ่ ที่มีความยาวเท่าข้อศอกออกมาให้ชม

“มันเป็นผ้าพันแผลของพ่อผม” อาจารย์ว่าอย่างนั้น

“เขาเป็นหมอ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ผมสื่อสารในใจ เพราะว่าของอย่างอื่นของแกหายไปหมดแล้ว ผมเจอผ้าพันแผลอันนี้แล้วก็จำได้ว่าพ่อเคยใช้ ผมเก็บมาหลายปี พ่อตายตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ.2 ซึ่งนานมาก ย้ายไปไหนก็หิ้วไปด้วย จนกระทั่งได้ลองเอาผ้าพันแผลมาทำเป็นเท็กซ์เจอร์ของภาพ เลยมีอินไซต์บางอย่างที่ผูกพัน”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เราพิจารณาผ้าพันแผลม้วนนั้นอยู่สักพัก หากมองผ่าน ๆ คงจะเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าเก่าธรรมดา แต่เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป และผลลัพธ์หลังการใช้ เราก็รู้สึกทึ่งและประทับใจ เพราะหลายผลงานที่อยู่ในสตูดิโอที่เราเห็นวันนั้น ก็มี เท็กซ์เจอร์จากผ้าพันแผลของคุณพ่ออยู่ด้วย

ก่อนที่อาจารย์จะมาทำงานศิลปะแบบในปัจจุบัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเคยทำงานโฆษณามาก่อน

โดนเพื่อนหลอกมาสมัครงานโฆษณา

“ตอนที่เราจบมาใหม่ ๆ เรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จบมาเพื่อนเข้าทำงานออฟฟิศกันหมดเลย ผมโทรไปหาใคร เขาก็บอก ไม่ได้ว่ะ เอ้ย! ประชุมว่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน

“จนในที่สุด ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เกือบปีที่ไม่ทำงาน นั่งเขียนรูป เพราะสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเขียนรูปแล้วจะขายได้ ต้องผ่านสนามประกวด ไม่ง่ายนะ ศิลปินเยอะ การประกวดน้อย การซื้อรูปก็ยังไม่บูม

“จนผมโดนเพื่อนหลอกไป เพราะที่บริษัทเพื่อนขาด Visualizer ซึ่งมีหน้าที่คือ เวลาครีเอทีฟไปขายงาน สมมติเขาคิดหนัง 1 เรื่อง 12 ช่อง เขาต้องการคนมาเขียนว่า หนังมันเริ่มยังไง จบยังไง เพื่อนผมก็หลอกไปช่วยเขียนอันนี้แหละ ผมก็ไปบริษัท มันก็เอาใบสมัครงานมาให้เลย

“จำได้เลยว่าวันสมัครงาน เขาให้เขียนเงินเดือน ผมเขียนไป 4,000 แล้วเจ้านายเขาบอกว่า เฮ้ย! เขียนได้ไง 4,000! เราตกใจ เขียนแพงไปเหรอ เขาบอกว่า เขียนไปเลย 6,000! เราตกใจว่าทำไมไม่กี่นาที เงินขึ้นถึง 6,000 ทำไปทำมาก็เริ่มรู้ว่า งานโฆษณาบุคลากรน้อย แต่งานเยอะ สินค้าสารพัดสารเพต้องมีโฆษณา พวกบริษัทต่างชาติเข้ามาก็ต้องใช้เอเจนซี่ไทย ผมเลยโลดแล่นอยู่ในงานโฆษณาร่วม 30 ปี”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

แต่แน่นอนว่าหลังทำงานมาอย่างโชกโชน คนเราย่อมมีจุดอิ่มตัว

“ประมาณ 5 – 6 ปีหลัง ผมมีงานน้อยลง ตอนนั้นแพลตฟอร์มของโทรศัพท์กำลังมา ผมวางแผนว่าจะต้องมีอาชีพที่สอง จึงเริ่มพัฒนาด้านศิลปะ หนึ่ง เกิดจากความรัก สอง ถ้าผมวาดได้ขนาดนี้ ผมก็สอนคนได้ อาชีพสอนวาดรูปก็น่าจะไปได้เหมือนกัน ก็เดาเอา หลัก ๆ ผมพัฒนาตัวเองก่อน”

งานวาดรูปมาจากความรักส่วนตัว หลังจากนั้นจึงพัฒนาสู่การสอนวาดรูป เช่นเดียวกับสถานที่ที่เรากำลังพูดคุยกับอาจารย์บุญกว้าง ห้องกระจกที่มองลงไปเห็นถนนและรถราวิ่งว่อน ห้องนี้เคยเป็นสถานที่ต้อนรับลูกศิษย์มากมาย กระทั่งโควิด-19 มาเยือน คอร์สการสอนออนไซต์จึงกลายเป็นการสอนออนไลน์ไปโดยปริยาย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป
‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

พินิจพิจารณาจนค้นพบความต้องการ

ระหว่างสำรวจห้องของอาจารย์ เรามองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีแผนภูมิวงกลมวาดอยู่บนนั้น อาจารย์บุญกว้างจึงหยิบขึ้นมาอธิบายให้เราฟังว่า นั่นคือวิธีการมองชีวิตของเขา

“ผมแบ่งเป็น 2 เรื่อง ภายนอกและภายใน ผมมานั่งคิดดูว่า ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 50 ผมวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายนอก ทั้งตอนเรียน ทำงาน จนกระทั่งมีครอบครัว เรามีหน้าที่ทำงานให้ลูกค้า เลี้ยงดูครอบครัว และสร้างทุกอย่าง เรียกว่า 1 – 50 ปี เป็นเรื่องภายนอกหมดเลย แทบจะไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

“พอมาหลังอายุ 50 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลามันแค่ 8 ปี แต่ผมเริ่มมองเรื่องภายในมากขึ้น ผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราเป็นใคร อะไรเป็นความสุขของเรา และอะไรเป็นความทุกข์ พอหลังอายุ 50 เริ่มพิจารณาตัวเองมากขึ้น มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมทำ คืองานศิลปะและงานวาดรูป”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

ครั้งหนึ่งอาจารย์ไปร่วมงานเทศกาลสีน้ำที่ประเทศรัสเซีย ณ กรุงมอสโก ตอนนั้นได้รางวัลจึงได้รับเชิญไป หลังงานเสร็จ เขาแวะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเจอรูปปั้นของ เฮนรี มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชาวอังกฤษ สิ่งที่ผู้มาเยือนยืนจ้องอยู่นาน คือผลงานสลักก้อนหินรูปผู้หญิงนอน ทำให้เขาเริ่มสังเกตตัวเองว่า

เขาชอบความเรียบง่ายของงานเหล่านั้น รวมถึงความเป็นตัวเองในงาน

“เราชอบอะไรที่เป็นสัจจะ ชอบอะไรที่ไม่ค่อยปรุงแต่ง แล้วก็เชื่อว่า ศิลปะมันเป็นแค่การสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

  อาจารย์บุญกว้างบอกว่า การให้ความสนใจกับภายนอกมากเกินไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความเป็นตัวของตัวเอง

“เมื่อเรากลัวว่ารูปจะทันสมัยไหม จะเชยไหม นี่คือสนใจเรื่องภายนอก แต่พอเป็นเรื่องภายใน เรามีความมั่นใจ งานเราก็ไม่จำเป็นต้องมีสี แล้วถ้าไม่มีสี มันจะเหมือนเหรอ มันไม่เหมือนก็ได้ มันจะเหมือนไปเพื่ออะไร ความคิดของคนวัย 50 เริ่มมีความยูนีกขึ้นมา แล้วเราก็มั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ผลเสียอย่างหนึ่งที่มันจะเกิดแน่ ๆ เลยก็คือ เราแทบจะไม่สนใจสังคมแล้ว”

นัก (ชอบ) วาดรูปรุ่นใหญ่

เราเริ่มถามอาจารย์ถึงมุมมองที่มีต่องานแสดงในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

เขาบอกเราว่า เขารู้สึกเฉยกับการจัดงานแสดง

“ทำไมเราต้องแสดง มีน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาตินะ มันไม่ได้อยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมวาดรูปแล้วมีความสุขกับการวาดรูป เคยคิดว่าถ้าได้ไปตอนเรากำลังวาดรูปก็ดีนะ เวลาที่ผ่านอายุ 50 ขึ้นมา สำหรับผมมันคือคริสตัล เพราะผมมองอะไรทะลุปรุโปร่งมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ศิลปะที่ผมทำด้วยหรือเปล่า แต่มันเป็นการค่อย ๆ ละเมียดกับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากฟังการตกผลึกของอาจารย์บุญกว้าง เราถามเขาว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่ เขาตอบกลับมาว่า ความฝันคือแค่วาดรูป

“คำว่าศิลปิน มันคือคน คือตำแหน่ง สมมติ พี่เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เขาเป็นศิลปินเพราะการแสดงออกของเขา การพูดจา การพรีเซนต์งาน ภาพวาด ในภาพรวมผมดูแล้วก็ชื่นชมเขาเป็นศิลปิน แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแค่คนวาดรูป ไม่ถึงขนาดศิลปิน เหมือนตอนเด็กผมดูการ์ตูน ผมก็อยากเป็นจิตรกร

“จำได้ว่าไปยืนหน้าห้อง อาจารย์ถามว่า อยากเป็นอะไร คนนู้นก็เป็นหมอ คนนี้ก็เป็นทหาร คนนั้นก็เป็นตำรวจ มีผมคนเดียวเป็นจิตรกร เพื่อนฮาลั่นเลย แล้วก็โดนล้อว่าเป็นจิตรกรไส้แห้ง ภาพมันเป็นอย่างนั้นในสมัยนั้น เรื่องจริงนะ จิตรกรส่วนใหญ่จะไส้แห้ง เพราะมันทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่มีกำไร”

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์บุญกว้างก็ยังคงวาดรูปด้วยความชอบมาตลอด โดยภาพที่เขาเขียนมักเป็นทิวทัศน์และคน แต่ทิวทัศน์สื่อสารไม่ค่อยตรงใจในบางครั้ง เขาจึงเขียนภาพคนเพื่อแสดงออกในสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

โลกแห่งสีน้ำและผลงานที่ชื่นชอบ

เราเดินทัศนาผลงานอาจารย์ที่ได้รางวัลสีน้ำโลก ต้องบอกว่าเยอะมาก!

อาจารย์บุญกว้างกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่การประกวดที่ตุรกี ปี 2015 – ปัจจุบัน (แต่หลัง ๆ อาจารย์ไม่ค่อยส่งประกวด) เขายื่นหนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยผลงานรางวัลมาให้เราชม

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

อาจารย์บุญกว้างเล่าว่า การประกวดระดับโลกของเขาเกิดจากเพื่อนที่พบกันในเทศกาลสีน้ำโลก ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในประเทศไทย ในงานนั้นมีศิลปินทั่วโลกมาร่วมงาน ทำความรู้จักกันผ่านเวิร์กชอปต่าง ๆ เมื่อมิตรภาพเกิดขึ้น เพื่อนคนนั้นจึงชวนให้เขาส่งผลงานไปประกวด พร้อมทั้งหาที่พักให้ ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาคมขึ้นมา

หลากหลายผลงานภาพวาดที่อาจารย์บุญกว้างเลือกมาให้ชม สร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของอาจารย์บุญกว้างอย่างเรามาก เขาเปิดประตูพาเราเข้าไปชมห้องสะสมผลงาน

ภาพทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงได้อย่างล้ำเลิศและลุ่มลึก

01 The Master

Gold Medal, 4th International Watercolor Society “HOMER LOVE AND PEACE THROUGH ART”, Turkey 2015

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ที่งานประกวดสีน้ำโลก ณ ประเทศตุรกี

02 Feel The Breeze

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพนี้วาดจากคนใกล้ตัว ลูกสาวของอาจารย์

03 The Mother & Child

First Prize, 1ra. Bienal Internacional de la Acuarela KIPUS BOLIVIA, 2017

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“ผมชอบเขียนภาพคนชายขอบ ผมรู้สึกว่าพวกเขายังเป็นคนอยู่ มีความเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิต เลี้ยงดูลูก แล้วก็ตายอย่างสงบ แต่ว่าคนปัจจุบันหลายคน ดราม่ากันตั้งแต่มีลูก มีครอบครัว ไม่ค่อยจะรักษาโลก แต่ทำลายโลกมากกว่า

“ผมก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไปชอบคนเหล่านี้ คนที่ไม่ทำลายโลก”

04 The Lost People 

1st Taiwan World Watercolor Competition & Exhibition, Taiwan 2016

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“คนนี้เป็นคนพม่า ภาพนี้แสงตกมาสวยมาก ผมก็ไปขอคนที่ถ่ายภาพมาวาด พอเราวาดเล็ก ๆ มันก็แสดงออกไม่ชัด อยากโชว์ให้เห็นริ้วรอย โชว์ให้เห็นแสง ผมเลยวาดขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ประทับใจภาพหนึ่ง ผมตั้งชื่อภาพว่า ‘The Lost People’ คือคนที่กำลังจะจากเราไป

“ผมมีปมเรื่องนี้อยู่ แม่ผมเป็นคนโบราณ ในความคิดความอ่านของแม่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อน้ำขวดมากิน แม่ก็บอกว่า จะบ้าเหรอ ใครเขาขายน้ำกัน บาปตาย เขาเป็นคนในยุคที่น้ำขายไม่ได้ ใครมาขอ ต้องรีบให้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าบางอย่างในคนแต่ละรุ่น”

05 และ 06 ความทุกข์

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“อันนี้จริง ๆ มันสวยตั้งแต่เป็นภาพถ่ายแล้ว แต่ผมเอามาสร้างสีสัน เพราะภาพถ่ายออกทึม ๆ ออกไปแนว Dark Silhouette ด้วยซ้ำ ผมเลยเอามาเติมสีสันใหม่ พยายามเติมสีให้ความรู้สึกคล้าย ๆ เลือดและเนื้อ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนที่ไม่มีโอกาส เพราะคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสอย่างนั้น ผมมองว่าการปรับชั้นของสถานะมันยากมาก อย่างผมเกิดมาในครอบครัวร้านขายยา ก็ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ แม้ได้เรียนโรงเรียนดีระดับหนึ่ง แต่โตมาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตอะไร

“ผมมองว่าผู้คนที่อยู่ริมถนนจะขยับฐานะขึ้นมาเป็นเรื่องยากมาก เรามองแล้วก็เวทนานะ เลยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางรูปวาด การวาดรูปบางทีจุดเริ่มต้นมันก็เป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังให้คนมาเห็นเหมือนผมหรอก ผมก็ใช้เขาเป็นตัวแทน แล้วก็แสดงออกไป

“อาจจะเป็นความสุขก็ได้ เป็นความทุกข์ก็ได้ เป็นเรื่องของความไม่จีรังของสังขารชีวิต”

การเรียนรู้จากสีน้ำ

ตอนที่อาจารย์บุญกว้างออกจากงาน เขาตั้งใจไว้ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เขียนรูปซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก สอง ทำอะไรสักอย่างให้สังคมผ่านความถนัดของตนเอง

อาจารย์บุญกว้างเริ่มเปิดสอนวาดภาพฟรี แต่ปรากฏว่าคนเรียนไม่ให้ความสำคัญจนโดดเรียนบ่อยครั้ง เมื่อเขารู้ว่าการสอนฟรีไม่เวิร์ก จึงเริ่มเก็บเงินไม่แพงมาก และปรับราคาให้ถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย

ซึ่งผลลัพธ์ก็ดึงดูดลูกศิษย์หลากหลายอาชีพมาหา

“จริง ๆ สิ่งที่ผมไม่รู้ คือ มีคนที่ชอบวาดรูปเยอะมาก แล้วคนที่มาเรียนกับผม เป็นหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ พนักงานธนาคาร ผมแอบไปนั่งคุยว่าทำไมมาเรียนวาดรูป เขาบอก จริง ๆ งานเขาเครียด

“อีกส่วนหนึ่งบอกว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ตามใจพ่อแม่ที่อยากให้ไปเรียนหมอ เขาก็ไปเรียน คราวนี้พออายุมากแล้ว เริ่มเตรียมเกษียณ ก็เลยกลับมาหาผม พอผมสอน ผมก็เริ่มเห็นว่า จริง ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจแต่แรกว่า คนที่รักศิลปะเท่านั้นที่เป็นศิลปิน วาดรูปได้ มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าคนที่เป็นหมอก็วาดรูปได้ นอกจากผมจะสร้างงานของตัวเองแล้ว ผมก็ไปผลักดันคนที่อยากวาดรูปให้เขาได้วาดรูป ให้เขาได้สร้างผลงาน แล้วผมก็จัดนิทรรศการให้ เป็นการรวบรวมนักเรียนของผม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนผมก็จัดเป็นงานใหญ่เลย ให้เขามีตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือศิลปิน”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

อาจารย์บุญกว้างบอกเราว่า ความรักคือสิ่งสำคัญ ศิลปะเปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติให้แก่ผู้คน การเรียนสายวิทย์และสายศิลป์จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ต่างคนต่างไม่มีได้

“ไม่ใช่ทั้งประเทศมีแต่หมอ มันต้องมีศิลปะ ต้องมีครู มีนักวิจัย ประกอบกันเป็นสังคม”

ตลอดเวลา 12 ปี ที่อาจารย์บุญกว้างวาดสีน้ำอย่างจริงจัง เขาปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างคนที่มุ่งมั่นเรียนรู้เท่าที่เรียนไหว สอนลูกศิษย์ที่สนใจต่อไปด้วยคอมพิวเตอร์ที่เปรอะสีน้ำอยู่หลายจุด และกล้องที่บันทึกภาพการเรียนการสอนทุกวินาที แต่ถึงเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต อุปกรณ์วาดภาพอย่างแปรง กระดาษ และพู่กัน ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจารย์บุญกว้างเลือกใช้ มากกว่าปากกาที่จรดลงบนกระดาษดิจิทัล

“ตอนนี้อายุ 58 ตอน 60 คิดว่าก็ยังวาดภาพอยู่”

ทุกวันนี้ อาจารย์บุญกว้างใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน และรักษาความสุขเอาไว้อย่างเดิม

“ผมแค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาก็จะวาดรูป เพราะผมมีความสุขกับการวาดรูป”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

Avatar

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

ทำร้านหนังสือเล็ก ๆ งานหลักคือเดินทาง ไม่แน่ใจว่ารักทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ชอบกินของอร่อย

Photographer

Avatar

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

รถดับเครื่องยนต์บริเวณด้านหน้า Cimitero degli Allori สุสานเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางในฟลอเรนซ์ที่กำลังมุ่งหน้า เขาเดินอ้อมตัวอาคารเก่าแก่ เลาะเลี้ยวลงเนินสู่ทางเดินที่เรียงรายไปด้วยหลุมศพของเหล่านักเขียน กวี และศิลปินเรืองนาม ครู่เดียวก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพที่สลักรูปองค์พระเยซูเจ้าแล้ววางช่อดอกไม้ไว้เคียงนาม Corrado Feroci ชื่อเดิมของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พลางน้อมจิตบอกกล่าวกับครู ว่าวันพรุ่งนี้ศิษย์จะขอทำเต็มที่เพื่อให้ผู้คนในอิตาลีได้รับรู้ถึงเกียรติและคุณูปการที่ท่านได้สรรค์สร้างแก่ประเทศไทย

“จากกรีซผมต่อเรือเฟอร์รี่เข้ามาทางดินแดนตอนใต้ของอิตาลี ก็เป็นอันสิ้นสุดภารกิจด้วยระยะเวลาราว 1 ปี 6 เดือน หลังจากนั้นจึงนัดหมายกับ ดำรง วงศ์อุปราช เพื่อนและลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ ซึ่งขณะกำลังจัดแสดงงานศิลปะอยู่ที่ฝรั่งเศสมาพบกันยังฟลอเรนซ์ เราออกตระเวนนำเสนอผลงานไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ จนกระทั่งแกลเลอรี่ Numéro ได้หยิบยื่นโอกาสให้จัดแสดงงานศิลปะในบ้านเกิดของอาจารย์สมดังความตั้งใจ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม พักเรื่องราวชวนตื่นเต้นจากการเดินทางไกล ก่อนเผยว่าศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี คือผู้อยู่เบื้องหลังแรงบันดาลใจให้เขาออกท่องโลกด้วยสกูตเตอร์แลมเบรตต้าจากไทยสู่อิตาลี ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่จุดประกายองค์ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ในเมืองไทยให้กว้างขวาง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประกอบกับการนำตำราของสถาบันแห่งนี้มาแปลเป็นฉบับภาษาไทยให้ลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวแนวคิดศิลปวิทยาในยุคต่างๆ ซึ่งนับเป็นการปูรากฐานอันเข้มแข็งให้ศิลปินไทยหลายท่านที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน รวมถึงตัวเขาที่ได้รับแบบฝึกหัดอันเข้มงวดจากอาจารย์ จนทำให้สามารถพัฒนาตัวตนและผลงานด้วยจิตวิญญาณอิสระเสมอมา

อินสนธิ์ วงศ์สาม

บรรยากาศเงียบสงบในห้องบรรยายถูกทำลายด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง ก่อนที่ทุกคนในห้องจะทยอยกันออกไปชื่นชมผลงานศิลปะร่วม 40 ชิ้น ที่เขานำมาจัดแสดงในวาระนี้ด้วยความสนใจเท่าทวีเมื่อได้ฟังเรื่องราวของมัน

ในปี 2559 สายลมฤดูร้อนพัดมาพร้อมการเดินทางมาเยือนของ Pier Luigi Tazzi ภัณฑารักษ์ชาวอิตาลี ตามนัดหมาย อินสนธิ์พาเขาเยี่ยมชมผลงานศิลปะส่วนตัวที่จัดแสดงไว้ตามเรือนโบราณรอบอุทยานธรรมะและหอศิลป์ ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ถึงไฟชีวิตของศิลปินบนผลงานภาพพิมพ์แกะไม้และประติมากรรมใต้ท้องทะเล จึงมีความยินดียิ่งหากอินสนธิ์จะนำผลงานชุดนี้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี ของสถาบัน Accadamia di belle Arti di Firenze เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พร้อมเชิญชวนให้เป็นวิทยากรพิเศษในเวทีบรรยายรำลึกประสบการณ์และความคิด ผ่านสายตาลูกศิษย์ของหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้สร้างชื่อแก่เสียงสถาบันแห่งนี้

วัยหนุ่ม

ซิมโฟนีของบีโธเฟนคลอมาตั้งแต่ต้นคาบ หรือบางวันอาจได้รื่นรมย์กับโซนาตาของโมสาร์ท เพราะก่อนเริ่มเรียนทุกชั่วโมง อาจารย์ศิลป์มักเปิดดนตรีคลาสสิกสร้างสมาธิให้กับนักศึกษา จนลูกศิษย์ลูกหาหลายคนประทับใจมาถึงทุกวันนี้ อินสนธิ์ก็เช่นกันที่กลายมาเป็นคนหลงใหลท่วงทำนองดนตรีคลาสสิก ทั้งยังเคารพชื่นชมในการเรียนการสอนของอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก กระทั่งไม่ยอมรับในตัวอาจารย์ท่านอื่นๆ

“อาจารย์ศิลป์ท่านจะคอยชี้แนะผมทุกครั้งเวลาทำคอมโพซิชันและส่งเสริมให้ทำศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ผมได้ความรู้จากท่านมามาก อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ เกร็ดความรู้เรื่องดนตรี อีกทั้งยังพาวิทยากรเก่งๆ มาให้ความรู้นักศึกษา เช่น พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรที่มาสอนวิชาภาษาอังกฤษ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร สอนภาษาฝรั่งเศส หรือพระยาอนุมานราชธนสอนอ่านเขียนบทกวี ซึ่งในตอนนั้นผมไม่สนใจเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นเลย เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาสอนเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว โดยเฉพาะทักษะเชิงช่างสิบหมู่ที่เคยช่วยคุณพ่อทำมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเขียนลายไทยศาลพระภูมิ เชื่อมเครื่องประดับ ติดสอยห้อยตามไปทำงานปิดทอง งานปูนปั้น และติดกระจกประดับลวดลายที่วัดตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ”

วีรกรรมขวางหูขวางตาที่เข้าขั้นรั้นและด่าทออาจารย์ของอินสนธิ์ ทำให้เขาเกือบโดนตัดสิทธิ์ขาดจากการเป็นนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ทว่าด้วยทักษะฝีมือที่ไม่กระด้างกระเดื่องเหมือนพฤติกรรม อาจารย์ศิลป์จึงอนุญาตให้หยุดพักการเรียน 1 เดือน ไม่ได้ผิดหวังแต่ยังไม่หายฟุ้งซ่าน อินสนธิ์จึงเดินทางกลับบ้านมาครองชายผ้าเหลืองและจำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำวิปัสสนาและปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ จนครบกำหนดก็ลาสิกขาแล้วกลับมาเข้าชั้นเรียน

“พอกลับมาผมก็ไม่ค่อยพูดจากับใคร พวกอาจารย์บอกว่า ไอ้นี่มันหายบ้าแล้ว แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หาย ไม่ได้เปลี่ยน ผมยังเป็นคนเดิม แค่การปฏิบัติธรรมช่วยเยียวยาให้ผมสงบขึ้นเท่านั้น”

การเรียนราบรื่นสะดุดหยุดลงอีกครั้งตอนอยู่ชั้นปีที่ 3 เมื่อเขาตัดสนใจพับเก็บตำราแล้วสมัครใจเกณฑ์ทหารด้วยหวังนำเบี้ยหวัด (ในสมัยนั้นทหารจะได้รับเบี้ยหวัดหรือเงินตอบแทนราวๆ 370 บาททุกเดือนกระทั่งอายุครบ 40 ปี) มาใช้เป็นทุนศึกษาต่อให้จบชั้นปริญญาตรี

ความกล้าได้กล้าเสียและมีพ่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตบ่มเพาะตัวตนของอินสนธิ์มาตั้งแต่เล็ก ในวัยเด็กเขาเคยฝันอยากเป็นนักมวยเช่นปู่ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เส้นทาง เขาวางมันทันทีและไม่เคยคิดผิดหวัง แล้วหันมาเอาจริงเอาจังกับงานหัตถศิลป์ในฐานะลูกมือและลูกไม้ใต้ต้นของช่างสล่าและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความทะเยอทะยานเป็นอีกสมบัติ เพราะแม้ไม่ใช่เด็กหัวดีและมีเกเรอยู่บ้างจนในทุกเสาร์-อาทิตย์ต้องถูกผูกติดเตียงนอนฟังพ่ออบรมสั่งสอนธรรมมะ แต่ถึงคราวโดนสบประมาทเขาก็มุ่งมั่นเด็ดขาดจนสามารถสอบติด 1 ใน 2 ที่นั่งโควต้าโรงเรียนประจำจังหวัด ก่อนเปิดภาคเรียนมายืนเคารพเพลงชาติกับเสาธงใหม่เอี่ยมที่พ่ออาสาเปลี่ยนให้โรงเรียนด้วยตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่า ครั้นจบ ม.7 จึงเบนเข็มสู่โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร

“คุณพ่ออยากให้ผมเป็นช่างเหมือนท่าน และอยากให้ได้รับปริญญา ท่านจึงไปปรึกษา อาจารย์ทวี นันทขว้าง ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำว่าให้ลองส่งไปเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรดู ปี 2496 ผมนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตอนนั้นคุณพ่อฝากฝังให้ไปอาศัยอยู่กับพระอาจารย์ที่รู้จักกันที่วัดสุทัศน์ พักฟรี กินฟรี จะไปโรงเรียนก็เดินไปเพราะไม่ไกลกันมาก จบเตรียมก็ต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม เข้าเรียนในรุ่นที่ 10 แต่จบช้ากว่าเพื่อนไป 1 ปี เพราะขอพักเรียนไปเป็นทหารจะได้ไม่ต้องรบกวนเงินส่งเสียจากทางบ้านแล้วเอาเบี้ยหวัดมาเรียนต่อ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

สู่การเดินทาง

“อ่านหนังสือหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางพันลี้” สายตาคนจะเฉียบแหลมหากรู้จักออกไปแสวงหาความรู้ อินสนธิ์เชื่อเช่นนี้ ทำให้หลังเรียนจบเมื่อพบว่าเส้นทางศิลปินที่ใฝ่ฝันยังพร่องประสบการณ์ เขาจึงขอทุนสนับสนุนจาก Bangkok Art Center แล้วออกเดินทางทั่วประเทศไทย

“ผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี เดินทางไปทุกจังหวัดเพื่อเรียนรู้และพัฒนามุมมองในการทำงานศิลปะ โดยประทับใจในภูมิทัศน์และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของภาคตะวันออกมาก จนทำให้เขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะเป็นพิเศษ พอจบทริปผมคัดเลือกภาพไปจัดแสดงนิทรรศการพร้อมเปิดประมูลได้เงินมาราว 30,000 บาท ซึ่งต่อมาเงินก้อนนี้ก็ได้กลายเป็นทุนสำหรับการเดินทางไกล”

ในการจัดแสดงศิลปะครั้งนั้นอินสนธิ์ได้พบกับ สุภาพ กาฬสินธุ์ ผู้เอ่ยปากชวนเดินทางไปอิตาลี ประจวบเหมาะกับความตั้งใจเดิมที่อยากเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้โดยไม่ลังเล แต่แล้วรถยนต์ที่ทั้งคู่หวังใจว่าจะใช้เป็นพาหนะท่องโลกส่อปัญหาอิดออด อินสนธิ์จึงหาทางออกด้วยการเขียนโครงการขอสปอนเซอร์เสนอ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทางบริษัทก็ตอบรับและสนับสนุนความฝันด้วยสกูตเตอร์ Lambretta TV175 Serie II 1 คัน แถมจำหน่ายอีกคันให้ในราคาหั่นครึ่ง 8,000 บาท นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำมันระหว่างทางจากบริษัท Esso

“ตอนนั้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อยู่แถวสี่แยกปทุมวัน ผมเข้าไปรับรถที่นั่นแล้วเข็นออกมาจนถึงสวนลุม เพราะยังขี่ไม่เป็น ฝึกขี่ตั้งแต่เช้ายันเย็นวันเดียวก็คล่อง จากนั้นจึงติดต่อราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยและกรมตำรวจเพื่อขอออกใบขับขี่สากล หนังสือรับรอง แล้วก็เอกสารผ่านแดน”

ผลงานศิลปะภาพพิมพ์กว่า 200 ชิ้นถูกจัดแจงม้วนเก็บใส่กล่องสังกะสีแน่นหนา พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดภาพ เครื่องไม้เครื่องมือช่าง และสัมภาระส่วนตัว ที่บรรจุลงในกระเป๋าหนังพ่วงข้างอย่างดี แต่ก่อนที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ครูผู้จุดไฟในการเดินทางครั้งนี้ก็จำจากไกล

“4 พฤษภาคม 2505 เป็นวันที่ผมได้คุยกับอาจารย์ศิลป์เป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นผมเข้าไปรับเอกสารรับรองการเป็นนักศึกษาศิลปะ ซึ่งท่านอยากให้ผมนำติดตัวไปด้วยเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางหากต้องการขอจัดแสดงงานตามแกลเลอรี่ต่างๆ หลังจากนั้น 10 วันท่านก็เสียชีวิต ผมเคารพศพท่านและบอกกล่าวร่ำลาว่า ผมจะไปแล้วนะอาจารย์ จะไปให้ถึงบ้านอาจารย์ให้ได้ แล้วสัปดาห์ถัดมาผมก็เริ่มการเดินทาง”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ถนนศิลปิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ฟลอเรนซ์ อินสนธิ์ไม่จำเป็นต้องพกแผนที่นำทาง เพราะเขาอาศัยวิ่งตามถนนสายหลักที่รถบรรทุกขับผ่าน บ้างแวะถามไถ่ข้อมูลจากเจ้าถิ่น หรือตัดสินเลือกเส้นทางยามอับจนในบางสถานการณ์ด้วยการโยนเหรียญเสี่ยงทาย วิธีการนี้พาเขาและสุภาพข้ามถึงปีนังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ก่อนขยับขึ้นฝั่งเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ประเทศที่ทั้งคู่ต้องจ่ายค่าน้ำชาไปหลายรูปี ความตื่นเต้นสนุกสนานที่วาดภาพไว้เริ่มกลับกลายเป็นยากลำบากเมื่อทุนรอนที่นำติดตัวมาเหลือเพียง 1,200 บาท สุภาพจึงขอถอนตัวกลับบ้าน ส่วนอินสนธิ์เลือกเดินทางไปตั้งหลักอยู่อาศัยกับวัดพุทธในโอลด์เดลี เขียนรูปหาเลี้ยงชีพและหาทุนคืนร่วม 3 เดือน แล้วมุ่งหน้าสู่ปากีสถาน แวะจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่เมืองละฮอร์ เสร็จสรรพลุยต่อไปยังอัฟกานิสถาน หยุดพักชมความงดงามของกรุงเตหะราน เมืองที่ทำให้เขามีโอกาสจัดทำโปสเตอร์ให้กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศอิหร่าน และได้รับทุนสนับสนุนจาก UNESCO ในการเดินทางศึกษาโบราณสถานแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

หลังจากปิดนิทรรศการที่ 2 ของทริป ณ สถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี อินสนธิ์ก็ขึ้นเกาะคอฟู ประเทศกรีซ ดินแดนที่เขากล่าวชื่นชมว่าประทับใจมากที่สุดในการเดินทาง เพราะมันได้มอบสีสันใหม่ให้กับชีวิตและการทำงานสร้างสรรค์

“ที่ประเทศกรีซ ผมอาศัยอยู่กับสองตายายชาวประมงบนเกาะคอฟู ซึ่งท่านเมตตาให้ผมพักที่ห้องของลูกชายซึ่งขณะนั้นแกไปทำงานอยู่เยอรมนี ในวันที่เจอผมท่านเล่าว่าเป็นวันที่หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าผมนำโชคมาให้ ท่านทั้งสองดูแลผมเหมือนลูกเหมือนหลาน และมีเรื่องปลื้มใจมากๆ ที่ผมเก็บจำมาจนทุกวันนี้ คือถ้าวันไหนยายทำเมนูปลา ตาจะเลือกทานส่วนหัว ส่วนยายจะทานหาง แล้วเหลือกลางลำตัวให้ผมทานเสมอๆ

“ผมพักอยู่กับท่านนานร่วมเดือน ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมของคนที่นั่น รวมถึงเขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะมาก จนวันหนึ่งก็ขออำลาทั้งสองย้ายไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนก็ชาวอเมริกันที่บังเอิญพบเจอกันและรู้สึกถูกชะตา ช่วง 4 – 5 เดือนในบ้านเช่าผมกลับมาทำงานภาพพิมพ์แกะไม้อีกครั้ง โดยตั้งใจว่าอยากนำไปจัดแสดงที่ยุโรป แต่เมื่อลองยกผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงที่เอเธนส์ก็มีศิลปินนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่า งานศิลปะแบบประเพณีเช่นนี้เหมือนเป็นงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและไม่มีความเป็นสากล นี่จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำงานศิลปะแบบนามธรรม”

การเดินทางไกลที่กินระยะเวลาโดยประมาณ 1 ปีกับอีก 6 เดือนสิ้นสุดลง เมื่อเรือเฟอร์รี่ล่องข้ามผืนน้ำสีครามของเอเดรียติกจรดท่าเทียบบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี อินสนธิ์ควบสกูตเตอร์แล่นไปบนท้องถนนโดยมีหลักไมล์อยู่ที่กรุงโรม แต่ก่อนจะถึงเป้าหมายรถก็ดันเสียหายระหว่างทาง เขาจึงต้องออกแรงจูงเจ้าแลมเบรตต้าเพื่อนยากกลับบ้านเกิดของมันอีก 1 วันเต็มๆ ก่อนจะพารถไปซ่อมแซมในอู่ที่ยอมแลกค่าแรงเป็นงานศิลปะ

“ทันทีที่ถึงโรมผมก็เช็กอินเข้าที่พัก Youth Hostel แล้วเอารถไปเข้าอู่ ระหว่างที่ซ่อมช่างก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย จนพอแกทราบว่าผมเป็นศิลปินก็ขอชมพอร์ตฟอลิโอแล้วยื่นข้อเสนอมาว่าจะซ่อมให้ฟรีๆ แลกกับรูปภาพ 1 รูป ผมตกลงตามนั้น แต่เสร็จสรรพก่อนแยกย้าย แกเสนอเพิ่ม คราวนี้แลกกับห้องพัก ได้จังหวะผมเลยตัดสินใจขนข้าวของย้ายเข้ามาพักอยู่ฟรี”

ในอิตาลีอินสนธิ์มีโอกาสไปได้เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเกิดของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ด้วยความปีติยินดีที่ทำสำเร็จสมดังตั้งใจและสามารถรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งผลงานของเขาได้จัดแสดงในโมเดิร์นอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ชีวิตไม่จีรัง

สกูตเตอร์แลมเบรตต้าไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยหลังกลับจากฟลอเรนซ์ อินสนธิ์จึงจำเป็นต้องขอฝากมันไว้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ก่อนจับรถไฟกลางคืนเดินทางต่อไปยังเวียนนาเพื่อพบปะกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศออสเตรีย และแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะเป็นต้นทุนสนับสนุนการใช้ชีวิตต่อในนครแห่งศิลปะและดนตรี จนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นก็ย้ายมาผจญโชคยังกรุงปารีส

“ช่วงชีวิตที่ฝรั่งเศสเนี่ยถือเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด เพราะผมอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง อยู่ได้สิบกว่าวันเงินก็หมดเกลี้ยง จนต้องไปอาศัยนอนตามสวนสาธารณะ ประทังชีวิตด้วยขนมปังที่ทางคริสตจักรแจกจ่ายสำหรับคนยากไร้และคนเร่ร่อน จากนั้นไม่นานก็หางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ผู้ช่วยกุ๊ก พี่เลี้ยงเด็ก กระทั่งช่างซ่อมประปา เพื่อขวนขวายหาทางเอาตัวรอด จนวันหนึ่งก็มีคนแนะนำว่าให้ลองไปสมัครเรียนดูเพราะจะได้คูปองกินอาหารกลางวันฟรีทุกวัน

“ผมเห็นว่าเข้าท่าก็เลยเอาพอร์ตฟอลิโอไปยื่นที่ École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs ตอนสัมภาษณ์อาจารย์ที่นั่นก็สงสัยว่าผมเป็นศิลปินแล้วจะมาเรียนอีกทำไม ผมตอบเขาไปซื่อๆ ว่า ผมไม่ได้มาเรียนหวังเอาใบปริญญา แต่ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อที่นี่เพราะอยากศึกษาศิลปะและอยากหาที่ทางจัดแสดงผลงาน”

Master’s Degree จบลง พร้อมกับการตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง บาร์บาร่า ครูศิลปะลูกครึ่งฝรั่งเศส-อเมริกัน คือคนรักคนแรกของอินสนธิ์ ทั้งคู่คบหาและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน โดยระหว่างที่บาร์บาร่ากำลังตั้งท้องและกลับไปพักรักษาตัวที่อเมริกานั้น เป็นช่วงเดียวกันกับที่อินสนธิ์ได้พบหม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งช่วยแนะนำให้เขาได้จัดแสดงงานศิลปะสมความมุ่งมาดปรารถนา ทว่าเมื่อนิทรรศการเริ่มได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไปลองไอส์แลนด์เพื่อดูแลภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ ก่อนปลงใจไม่หวนคืนฝรั่งเศส แล้วอยู่พิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนศิลปินที่ยืนกรานว่าอเมริกานี่แหละคือพื้นที่เบ่งบานของงานศิลปะแอ็บสแตรคต์โดยแท้ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอว่ายินดีสนับสนุนผลงานของเขาเดือนละชิ้นในราคา 500 เหรียญฯ

หลังเก็บหอมรอมริบในนิวยอร์กจนได้เงินมา 1 ก้อน อินสนธิ์ก็ย้ายมาเช่าห้องแถวย่านแมนฮัตตัน แหล่งรวมยิปซี คนจร และศิลปินตกยากผู้หอบความฝันมาต่อเติมลำพังในตึกร้างเช่น แอนดี้ วอร์ฮอล เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองทำงานศิลปะและหยิบจับทักษะเชิงช่างของพ่อมาประดิษฐ์เครื่องประดับประยุกต์จากเศษวัสดุเหลือใช้ขาย

8 ปีในอเมริกาเคลื่อนผ่านไปเบาหวิว พร้อมกับระยะห่างที่ก่อตัวในความสัมพันธ์ซึ่งจบลงอย่างเรียบง่าย และในไม่ช้าก็ได้พบลอร่า หญิงชาวอเมริกันที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ทั้งคู่ประคองชีวิตเข้มข้นแบบอเมริกันชน และช่วงนี้เองที่อินสนธิ์เริ่มต้นโปรเจกต์ที่พลิกชะตาชีวิตและเปลี่ยนความคิดเขาไปสิ้นเชิง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Where artists come from? What are artists? Where are artists going?

“ประมาณปี 1966 ผมเริ่มโปรเจกต์ประติมากรรมใต้ทะเล เพราะผมรู้สึกว่าที่นิวยอร์กกำลังประสบปัญหามลพิษทางทะเล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นความตายของสัตว์และมนุษย์ ผมจึงตัดสินใจไปซื้อบ้านแถวนิวเจอร์ซีสำหรับใช้เวลาทำโมเดลต้นแบบผลงานศิลปะ 408 ชิ้น โดยตั้งใจว่าจะนำไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพื่อต่อยอดให้มันเป็นประติมากรรมที่สามารถติดตั้งใต้ท้องทะเล พร้อมกับมีฟังก์ชันเพิ่มออกซิเจน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหรือแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาใสสะอาด แล้วตอนนั้นยังคิดไปอีกว่าหากมันสำเร็จก็อยากจะทำ Landscape Art Space บนดาวเทียม”

แต่หลังจากนำเสนอโปรเจกต์ก็ถูกพับไม่ได้รับทุนสานต่อ อินสนธิ์ผิดหวัง ความเครียดรุมเร้า และกลายเป็นคนดื่มหนัก เขาตั้งคำถามกับผลงานที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ สับสนกับศิลปะที่ไร้ค่าและศิลปินที่ไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียงให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกราจากศิลปะ และเข้ารับการบำบัดแอลกอฮอล์ในโรงพยาบาลราวเดือนกว่าด้วยเงินค่ารักษาที่แปรสภาพมาจากรถยนต์และทรัพย์สิน กระทั่งเมื่อทางบ้านทราบข่าวจึงส่งตั๋วเครื่องบินมาให้หอบหิ้วชะตากรรมแห่งชีวิตและความว่างเปล่ากลับคืนสู่รัง

“พอถึงเมืองไทยพ่อพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า ‘มึงรักเมียเท่าพ่อรึไง พ่อเลี้ยงมึงมาตลอดชีวิต จะเลี้ยงมึงไปจนตายก็ยังได้’ ตอนนั้นผมดีใจมากและรู้สึกอยากกลับบ้าน” อินสนธิ์หัวเราะเหมือนเด็กๆ

เขาหวนคืนป่าซางพร้อมเงินเบี้ยหวัดที่พ่อเก็บสะสมไว้ให้ตั้งแต่ออกจากบ้านไป 11 ปี เงินจำนวนนั้นมากพอจะครอบครองที่ดินตั้งหลักชีวิตใหม่ เขาจึงเลือกปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่อาศัยในหมู่บ้านห้วยไฟเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจท่ามกลางป่าเขา ตัดขาดจากสังคมอันวุ่นวายและหารายได้ด้วยการเป็นเกษตรกรสวนพริก

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งขณะพินิจเศษซากตอไม้เหลือทิ้งจากการตัดขายให้กับนายทุนสัมปทานป่า ก็พลันเกิดความรู้สึกปะทุรุนแรงต่อคุณค่าของธรรมชาติที่ขาดไร้ซึ่งความใยดี เขาจึงประกาศรับซื้อเศษซากตอไม้จากชาวบ้านแล้วลงมือฟื้นคืนชีวิตให้กับมัน ด้วยการกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะอีกครั้งในรูปแบบงานแกะสลักไม้ ซึ่งภายหลังผลงานลักษณะดังกล่าวของเขาได้รับคำนิยามว่าเป็นงานศิลปะรูปแบบ Organic Form ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2542

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

มนตร์รักป่าซาง

2 ปีถัดมาพรหมลิขิตก็ชักพาดอกรักมาผลิบานในบ้านป่า เมื่อหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ได้ชักชวน มีเซียม ยิบอินซอย, เขียน ยิ้มศิริ และเวเนเซีย วอล์คกี้ ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ ไปเยี่ยมเยียนอินสนธิ์หลังจากทราบข่าวคราวการกลับไทย

ผลงานแกะสลักไม้ของเขาได้รับคำชื่นชมจากมีเซียม เช่นเดียวกับเวเนเซีย วอล์คกี้ ที่รู้สึกประทับใจในความเด็ดเดี่ยวและวิถีการทำงานของอินสนธิ์ เธอหวนกลับมาพบปะและให้กำลังใจเขาบ่อยครั้ง บ้างอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย บ้างช่วยวิจารณ์งานศิลปะ รวมถึงรักษาบรรเทายามเขาเจ็บป่วยทางภาวะอารมณ์ ด้วยการจัดตารางสเกตช์งานลงปฏิทินเพื่อฝึกฝนสมาธิและทำลายจิตใจที่ฟุ้งซ่าน จนความสนิทสนมเติบโตเป็นความรักและพลังใจให้อินสนธิ์กลับมามุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยความมั่นใจ

ทั้งสองออกมาสร้างเรือนหอหลังใหม่ พร้อมดำเนินชีวิตตามแบบฉบับคู่รักศิลปินที่น่ารักซึ่งจัดสรรน้ำหนักของการงานแห่งชีวิตและความรักได้อย่างสมดุล อินสนธิ์จับสิ่วราวนิ้วที่ 11 พัฒนาผลงานสู่รูปแบบถอดประกอบเข้าไม้สลักเดือยอันโดดเด่น จนได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติปี 2542 ปีเดียวกันกับการตัดสินใจเปิดบ้านเป็น ‘อุทยานธรรมะและหอศิลป์’ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะร่วมสมัยของเขาและภรรยา ที่จัดแสดงไว้ในหอศิลป์เรือนโบราณ อาคารนิทรรศการ และติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ รอบอุทยานอันร่มรื่น รวมถึงจัดกิจกรรมฝนฝึกโยคะ ปั่นจักรยานธรรมะสัญจรที่ถ่ายทอดหลักของมรรค 8 สู่ชีวิตประจำวัน และสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ การทอผ้าและย้อมสีจากธรรมชาติ

อุทยานธรรมะและหอศิลป์เป็นความตั้งใจของผมกับภรรยามานานมากแล้ว คือน่าจะย้อนไปราว 20 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มต้นสร้างมัน โดยในตอนนั้นเราเดินทางไปอินเดียกันบ่อยมากเพราะภรรยาของผมค่อนข้างมีความสนใจในอุดมการณ์ของมหาตมะคานธีและศรัทธาในองค์ดาไลลามะ จนบังเอิญได้พบกับเศรษฐีที่อินเดียซึ่งยกที่ดินให้เรา 70 ไร่ สำหรับสร้างเป็นอุทยานธรรมะและสวนมรดกในเมืองคยา

“หลังกลับมาจากอินเดียเวเนเซียก็เขียนโครงการนี้เสนอไปยังองค์การสหประชาชาติ ส่วนผมช่วยรับผิดชอบในการออกแบบแปลนพื้นที่ แต่พอได้รับงบประมาณมาเสร็จสรรพกลับพบว่าเงินก้อนนี้ไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมในต่างแดน เราจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการนำมาปลูกอาคารหลังแรกและไม่ได้รับการสานต่อทุนจาก UN ซึ่งภายในอาคารหลังดังกล่าว ปัจจุบันจัดแสดงผลงานประติกรรมชิ้นเอก ‘น้ำพุแห่งปัญญา’ ของเวเนเซีย ที่แสดงถึงการไหลเวียนไม่รู้จบสิ้นของการพัฒนาปัญญาญาณของมนุษย์ รวมถึงจัดแสดงผลงานภาพร่างต้นแบบทั้งหมดในโครงการอุทยานธรรมะและสวนมรดกเมืองคยา”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ปัจจุบันอินสนธิ์ยังสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีวินัยโดยในนิทรรศการเดี่ยวครบรอบ 84 ปี ครั้งล่าสุด ‘Ora et Labora’ อันมีความหมายว่า ‘Pray and Work’ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ เขาได้นำเสนอผลงานแบบร่างจำนวน 365 ชิ้น ที่ฟูมฟักสม่ำเสมอในช่วงระหว่างตี 3 ถึง 6 โมงเช้าตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมจัดแสดงผลงานจิตรกรรมที่ใช้ส้นเท้าและมือในการรังสรรค์ เพื่อบอกเล่าสีสันประสบการณ์ที่ได้ค้นพบจากการออกเดินทางท่องโลกและบนเส้นทางชีวิตศิลปิน ทั้งยังสะท้อนแง่คิดในการสร้างงานศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตของวัสดุอุปกรณ์ เพราะศิลปะจริงแท้เพียงสะท้อนจากภายใน

นอกจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้างศิลปะ สองสามีภรรยาก็ไม่ลืมที่จะหาโอกาสพักผ่อนและพากันออกเดินทางแสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ในต่างประเทศทุกปี จนกระทั่งเวเนเซียย่างเข้าสู่วัย 70 เผชิญความเจ็บป่วยจากโรคร้าย และจากไปในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

“ศิลปะนามธรรมทำให้ชีวิตอยู่สบายและสงบขึ้นไปตามวัย ทุกวันนี้ศิลปะช่วยเยียวยาจิตใจของผมไว้มากหลังจากสูญเสียภรรยาไป เพราะทุกครั้งที่ได้ลงมือทำงานผมมักรู้สึกว่าเขายังอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจ ทำให้ผมมีความมั่นใจและเข้มแข็ง ฉะนั้น สำหรับผมศิลปะจึงสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีศิลปะจะทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของมนุษย์ และสำคัญที่สุดคือ ไม่รู้จักแม้กระทั่งคุณค่าของตัวเอง”

ในวัย 85 ปี อินสนธิ์บอกว่าสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด คืออีก 5 ปีข้างหน้าอยากจัดแสดงงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load