15 มิถุนายน 2565
4 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“พบกันที่สตูดิโอบ้านอาจารย์บุญกว้างนะคะ”

เสียงของน้องทีมงาน The Cloud ส่งมาตามสาย เราตื่นเต้นที่จะได้เดินทางจากจังหวัดระยอง เข้ากรุงเทพฯ ไปเยือนบ้านเจ้าของรางวัลที่ 1 งานประกวดสีน้ำโลก ปี 2015 ณ ประเทศตุรกี

เราไปถึงช่วงบ่าย สตูดิโออยู่บนชั้นสองของตัวบ้านที่ร่มรื่นหลังแรกของหมู่บ้านต้นไม้ บนถนนเทิดราชัน ดอนเมือง

ที่นี่เป็นที่ทำงานและสตูดิโอสอนสีน้ำของ อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ศิลปินสีน้ำระดับโลกที่เก็บตัวอยู่อย่างสงบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง สายตาของเราก็ปะทะกับรางวัลมากมายบนชั้นหนังสือที่ศิลปินคนนี้ได้รับ นี่คือเครื่องการันตีผลงานชั้นครูของเขา และเราก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้มาเยี่ยมชมผลงาน รวมถึงทำความรู้จักศิลปินถึงบ้านด้วย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เด็กชาย คุณพ่อ และงานศิลปะ

“ตระกูลจริง ๆ ของผมอยู่ที่นนทบุรี แล้วก็ย้ายไปประจวบคีรีขันธ์ พอจบโรงเรียนบ้านไร่เก่าฯ ซึ่งจบ ป.7 สมัยก่อน ก็เข้ามาในเมือง มาเรียนต่อที่โยธินบูรณะ จบ ม.ศ.3 ก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป จากนั้นเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต” อาจารย์บุญกว้างเริ่มเล่าเส้นทางการศึกษาให้เราฟัง เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ชอบวาดรูปแล้ว

“แสดงว่าความชอบด้านนี้อยู่ในสายเลือด” เราเอ่ย

“ใช่ มันอยู่ในทุกลมหายใจ” อาจารย์บอกอย่างราบเรียบแต่เป็นความจริง

เรามองดูหนังสือการ์ตูนและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจตอนเด็กของเขา

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

“ตอนเด็ก ๆ วิ่งข้ามถนนไปดูทีวีบ้านหนึ่ง เราจำภาพการ์ตูนนั้นได้ ตอนเช้าก็มาเขียนใส่สมุด เขียนลงพื้นปูนหน้าบ้านด้วยชอล์ก เราทำอย่างนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจอการ์ตูนคอมิกส์ขายในตลาด ก็เริ่มเอามาเป็นแรงบันดาลใจ จากตรงนี้ก็ไปเจอโปสเตอร์หนัง เราฝึกจากตรงนั้น จนกระทั่งได้เรียนศิลปะจริง ๆ” เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ

“พ่อผมก็เป็นคนที่เห็นคุณค่าของศิลปะนะ ตอนผมเด็ก ๆ มีพวกปลัดอำเภอมาเที่ยวบ้าน พ่อเอาเก้าอี้นอนที่เป็นไม้ให้ท่านปลัดนอน เสร็จแล้วเขาก็พาผมไปหาท่านปลัด ผมก็ถือรูปไปให้ปลัดดู พอปลัดดูก็บอก โอ้ เก่งมาก! แสดงว่าพ่อเขาก็ภูมิใจในตัวผม ไม่งั้นเขาคงไม่เอาไปโชว์หรอก”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์บุญกว้าง คุณพ่อ และงานศิลปะ คือตอนที่อาจารย์เดินไปหยิบผ้าพันแผลม้วนใหญ่ ที่มีความยาวเท่าข้อศอกออกมาให้ชม

“มันเป็นผ้าพันแผลของพ่อผม” อาจารย์ว่าอย่างนั้น

“เขาเป็นหมอ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ผมสื่อสารในใจ เพราะว่าของอย่างอื่นของแกหายไปหมดแล้ว ผมเจอผ้าพันแผลอันนี้แล้วก็จำได้ว่าพ่อเคยใช้ ผมเก็บมาหลายปี พ่อตายตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ.2 ซึ่งนานมาก ย้ายไปไหนก็หิ้วไปด้วย จนกระทั่งได้ลองเอาผ้าพันแผลมาทำเป็นเท็กซ์เจอร์ของภาพ เลยมีอินไซต์บางอย่างที่ผูกพัน”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เราพิจารณาผ้าพันแผลม้วนนั้นอยู่สักพัก หากมองผ่าน ๆ คงจะเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าเก่าธรรมดา แต่เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป และผลลัพธ์หลังการใช้ เราก็รู้สึกทึ่งและประทับใจ เพราะหลายผลงานที่อยู่ในสตูดิโอที่เราเห็นวันนั้น ก็มี เท็กซ์เจอร์จากผ้าพันแผลของคุณพ่ออยู่ด้วย

ก่อนที่อาจารย์จะมาทำงานศิลปะแบบในปัจจุบัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเคยทำงานโฆษณามาก่อน

โดนเพื่อนหลอกมาสมัครงานโฆษณา

“ตอนที่เราจบมาใหม่ ๆ เรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จบมาเพื่อนเข้าทำงานออฟฟิศกันหมดเลย ผมโทรไปหาใคร เขาก็บอก ไม่ได้ว่ะ เอ้ย! ประชุมว่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน

“จนในที่สุด ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เกือบปีที่ไม่ทำงาน นั่งเขียนรูป เพราะสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเขียนรูปแล้วจะขายได้ ต้องผ่านสนามประกวด ไม่ง่ายนะ ศิลปินเยอะ การประกวดน้อย การซื้อรูปก็ยังไม่บูม

“จนผมโดนเพื่อนหลอกไป เพราะที่บริษัทเพื่อนขาด Visualizer ซึ่งมีหน้าที่คือ เวลาครีเอทีฟไปขายงาน สมมติเขาคิดหนัง 1 เรื่อง 12 ช่อง เขาต้องการคนมาเขียนว่า หนังมันเริ่มยังไง จบยังไง เพื่อนผมก็หลอกไปช่วยเขียนอันนี้แหละ ผมก็ไปบริษัท มันก็เอาใบสมัครงานมาให้เลย

“จำได้เลยว่าวันสมัครงาน เขาให้เขียนเงินเดือน ผมเขียนไป 4,000 แล้วเจ้านายเขาบอกว่า เฮ้ย! เขียนได้ไง 4,000! เราตกใจ เขียนแพงไปเหรอ เขาบอกว่า เขียนไปเลย 6,000! เราตกใจว่าทำไมไม่กี่นาที เงินขึ้นถึง 6,000 ทำไปทำมาก็เริ่มรู้ว่า งานโฆษณาบุคลากรน้อย แต่งานเยอะ สินค้าสารพัดสารเพต้องมีโฆษณา พวกบริษัทต่างชาติเข้ามาก็ต้องใช้เอเจนซี่ไทย ผมเลยโลดแล่นอยู่ในงานโฆษณาร่วม 30 ปี”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

แต่แน่นอนว่าหลังทำงานมาอย่างโชกโชน คนเราย่อมมีจุดอิ่มตัว

“ประมาณ 5 – 6 ปีหลัง ผมมีงานน้อยลง ตอนนั้นแพลตฟอร์มของโทรศัพท์กำลังมา ผมวางแผนว่าจะต้องมีอาชีพที่สอง จึงเริ่มพัฒนาด้านศิลปะ หนึ่ง เกิดจากความรัก สอง ถ้าผมวาดได้ขนาดนี้ ผมก็สอนคนได้ อาชีพสอนวาดรูปก็น่าจะไปได้เหมือนกัน ก็เดาเอา หลัก ๆ ผมพัฒนาตัวเองก่อน”

งานวาดรูปมาจากความรักส่วนตัว หลังจากนั้นจึงพัฒนาสู่การสอนวาดรูป เช่นเดียวกับสถานที่ที่เรากำลังพูดคุยกับอาจารย์บุญกว้าง ห้องกระจกที่มองลงไปเห็นถนนและรถราวิ่งว่อน ห้องนี้เคยเป็นสถานที่ต้อนรับลูกศิษย์มากมาย กระทั่งโควิด-19 มาเยือน คอร์สการสอนออนไซต์จึงกลายเป็นการสอนออนไลน์ไปโดยปริยาย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป
‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

พินิจพิจารณาจนค้นพบความต้องการ

ระหว่างสำรวจห้องของอาจารย์ เรามองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีแผนภูมิวงกลมวาดอยู่บนนั้น อาจารย์บุญกว้างจึงหยิบขึ้นมาอธิบายให้เราฟังว่า นั่นคือวิธีการมองชีวิตของเขา

“ผมแบ่งเป็น 2 เรื่อง ภายนอกและภายใน ผมมานั่งคิดดูว่า ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 50 ผมวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายนอก ทั้งตอนเรียน ทำงาน จนกระทั่งมีครอบครัว เรามีหน้าที่ทำงานให้ลูกค้า เลี้ยงดูครอบครัว และสร้างทุกอย่าง เรียกว่า 1 – 50 ปี เป็นเรื่องภายนอกหมดเลย แทบจะไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

“พอมาหลังอายุ 50 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลามันแค่ 8 ปี แต่ผมเริ่มมองเรื่องภายในมากขึ้น ผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราเป็นใคร อะไรเป็นความสุขของเรา และอะไรเป็นความทุกข์ พอหลังอายุ 50 เริ่มพิจารณาตัวเองมากขึ้น มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมทำ คืองานศิลปะและงานวาดรูป”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

ครั้งหนึ่งอาจารย์ไปร่วมงานเทศกาลสีน้ำที่ประเทศรัสเซีย ณ กรุงมอสโก ตอนนั้นได้รางวัลจึงได้รับเชิญไป หลังงานเสร็จ เขาแวะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเจอรูปปั้นของ เฮนรี มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชาวอังกฤษ สิ่งที่ผู้มาเยือนยืนจ้องอยู่นาน คือผลงานสลักก้อนหินรูปผู้หญิงนอน ทำให้เขาเริ่มสังเกตตัวเองว่า

เขาชอบความเรียบง่ายของงานเหล่านั้น รวมถึงความเป็นตัวเองในงาน

“เราชอบอะไรที่เป็นสัจจะ ชอบอะไรที่ไม่ค่อยปรุงแต่ง แล้วก็เชื่อว่า ศิลปะมันเป็นแค่การสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

  อาจารย์บุญกว้างบอกว่า การให้ความสนใจกับภายนอกมากเกินไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความเป็นตัวของตัวเอง

“เมื่อเรากลัวว่ารูปจะทันสมัยไหม จะเชยไหม นี่คือสนใจเรื่องภายนอก แต่พอเป็นเรื่องภายใน เรามีความมั่นใจ งานเราก็ไม่จำเป็นต้องมีสี แล้วถ้าไม่มีสี มันจะเหมือนเหรอ มันไม่เหมือนก็ได้ มันจะเหมือนไปเพื่ออะไร ความคิดของคนวัย 50 เริ่มมีความยูนีกขึ้นมา แล้วเราก็มั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ผลเสียอย่างหนึ่งที่มันจะเกิดแน่ ๆ เลยก็คือ เราแทบจะไม่สนใจสังคมแล้ว”

นัก (ชอบ) วาดรูปรุ่นใหญ่

เราเริ่มถามอาจารย์ถึงมุมมองที่มีต่องานแสดงในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

เขาบอกเราว่า เขารู้สึกเฉยกับการจัดงานแสดง

“ทำไมเราต้องแสดง มีน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาตินะ มันไม่ได้อยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมวาดรูปแล้วมีความสุขกับการวาดรูป เคยคิดว่าถ้าได้ไปตอนเรากำลังวาดรูปก็ดีนะ เวลาที่ผ่านอายุ 50 ขึ้นมา สำหรับผมมันคือคริสตัล เพราะผมมองอะไรทะลุปรุโปร่งมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ศิลปะที่ผมทำด้วยหรือเปล่า แต่มันเป็นการค่อย ๆ ละเมียดกับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากฟังการตกผลึกของอาจารย์บุญกว้าง เราถามเขาว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่ เขาตอบกลับมาว่า ความฝันคือแค่วาดรูป

“คำว่าศิลปิน มันคือคน คือตำแหน่ง สมมติ พี่เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เขาเป็นศิลปินเพราะการแสดงออกของเขา การพูดจา การพรีเซนต์งาน ภาพวาด ในภาพรวมผมดูแล้วก็ชื่นชมเขาเป็นศิลปิน แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแค่คนวาดรูป ไม่ถึงขนาดศิลปิน เหมือนตอนเด็กผมดูการ์ตูน ผมก็อยากเป็นจิตรกร

“จำได้ว่าไปยืนหน้าห้อง อาจารย์ถามว่า อยากเป็นอะไร คนนู้นก็เป็นหมอ คนนี้ก็เป็นทหาร คนนั้นก็เป็นตำรวจ มีผมคนเดียวเป็นจิตรกร เพื่อนฮาลั่นเลย แล้วก็โดนล้อว่าเป็นจิตรกรไส้แห้ง ภาพมันเป็นอย่างนั้นในสมัยนั้น เรื่องจริงนะ จิตรกรส่วนใหญ่จะไส้แห้ง เพราะมันทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่มีกำไร”

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์บุญกว้างก็ยังคงวาดรูปด้วยความชอบมาตลอด โดยภาพที่เขาเขียนมักเป็นทิวทัศน์และคน แต่ทิวทัศน์สื่อสารไม่ค่อยตรงใจในบางครั้ง เขาจึงเขียนภาพคนเพื่อแสดงออกในสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

โลกแห่งสีน้ำและผลงานที่ชื่นชอบ

เราเดินทัศนาผลงานอาจารย์ที่ได้รางวัลสีน้ำโลก ต้องบอกว่าเยอะมาก!

อาจารย์บุญกว้างกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่การประกวดที่ตุรกี ปี 2015 – ปัจจุบัน (แต่หลัง ๆ อาจารย์ไม่ค่อยส่งประกวด) เขายื่นหนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยผลงานรางวัลมาให้เราชม

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

อาจารย์บุญกว้างเล่าว่า การประกวดระดับโลกของเขาเกิดจากเพื่อนที่พบกันในเทศกาลสีน้ำโลก ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในประเทศไทย ในงานนั้นมีศิลปินทั่วโลกมาร่วมงาน ทำความรู้จักกันผ่านเวิร์กชอปต่าง ๆ เมื่อมิตรภาพเกิดขึ้น เพื่อนคนนั้นจึงชวนให้เขาส่งผลงานไปประกวด พร้อมทั้งหาที่พักให้ ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาคมขึ้นมา

หลากหลายผลงานภาพวาดที่อาจารย์บุญกว้างเลือกมาให้ชม สร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของอาจารย์บุญกว้างอย่างเรามาก เขาเปิดประตูพาเราเข้าไปชมห้องสะสมผลงาน

ภาพทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงได้อย่างล้ำเลิศและลุ่มลึก

01 The Master

Gold Medal, 4th International Watercolor Society “HOMER LOVE AND PEACE THROUGH ART”, Turkey 2015

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ที่งานประกวดสีน้ำโลก ณ ประเทศตุรกี

02 Feel The Breeze

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพนี้วาดจากคนใกล้ตัว ลูกสาวของอาจารย์

03 The Mother & Child

First Prize, 1ra. Bienal Internacional de la Acuarela KIPUS BOLIVIA, 2017

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“ผมชอบเขียนภาพคนชายขอบ ผมรู้สึกว่าพวกเขายังเป็นคนอยู่ มีความเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิต เลี้ยงดูลูก แล้วก็ตายอย่างสงบ แต่ว่าคนปัจจุบันหลายคน ดราม่ากันตั้งแต่มีลูก มีครอบครัว ไม่ค่อยจะรักษาโลก แต่ทำลายโลกมากกว่า

“ผมก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไปชอบคนเหล่านี้ คนที่ไม่ทำลายโลก”

04 The Lost People 

1st Taiwan World Watercolor Competition & Exhibition, Taiwan 2016

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“คนนี้เป็นคนพม่า ภาพนี้แสงตกมาสวยมาก ผมก็ไปขอคนที่ถ่ายภาพมาวาด พอเราวาดเล็ก ๆ มันก็แสดงออกไม่ชัด อยากโชว์ให้เห็นริ้วรอย โชว์ให้เห็นแสง ผมเลยวาดขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ประทับใจภาพหนึ่ง ผมตั้งชื่อภาพว่า ‘The Lost People’ คือคนที่กำลังจะจากเราไป

“ผมมีปมเรื่องนี้อยู่ แม่ผมเป็นคนโบราณ ในความคิดความอ่านของแม่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อน้ำขวดมากิน แม่ก็บอกว่า จะบ้าเหรอ ใครเขาขายน้ำกัน บาปตาย เขาเป็นคนในยุคที่น้ำขายไม่ได้ ใครมาขอ ต้องรีบให้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าบางอย่างในคนแต่ละรุ่น”

05 และ 06 ความทุกข์

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“อันนี้จริง ๆ มันสวยตั้งแต่เป็นภาพถ่ายแล้ว แต่ผมเอามาสร้างสีสัน เพราะภาพถ่ายออกทึม ๆ ออกไปแนว Dark Silhouette ด้วยซ้ำ ผมเลยเอามาเติมสีสันใหม่ พยายามเติมสีให้ความรู้สึกคล้าย ๆ เลือดและเนื้อ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนที่ไม่มีโอกาส เพราะคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสอย่างนั้น ผมมองว่าการปรับชั้นของสถานะมันยากมาก อย่างผมเกิดมาในครอบครัวร้านขายยา ก็ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ แม้ได้เรียนโรงเรียนดีระดับหนึ่ง แต่โตมาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตอะไร

“ผมมองว่าผู้คนที่อยู่ริมถนนจะขยับฐานะขึ้นมาเป็นเรื่องยากมาก เรามองแล้วก็เวทนานะ เลยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางรูปวาด การวาดรูปบางทีจุดเริ่มต้นมันก็เป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังให้คนมาเห็นเหมือนผมหรอก ผมก็ใช้เขาเป็นตัวแทน แล้วก็แสดงออกไป

“อาจจะเป็นความสุขก็ได้ เป็นความทุกข์ก็ได้ เป็นเรื่องของความไม่จีรังของสังขารชีวิต”

การเรียนรู้จากสีน้ำ

ตอนที่อาจารย์บุญกว้างออกจากงาน เขาตั้งใจไว้ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เขียนรูปซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก สอง ทำอะไรสักอย่างให้สังคมผ่านความถนัดของตนเอง

อาจารย์บุญกว้างเริ่มเปิดสอนวาดภาพฟรี แต่ปรากฏว่าคนเรียนไม่ให้ความสำคัญจนโดดเรียนบ่อยครั้ง เมื่อเขารู้ว่าการสอนฟรีไม่เวิร์ก จึงเริ่มเก็บเงินไม่แพงมาก และปรับราคาให้ถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย

ซึ่งผลลัพธ์ก็ดึงดูดลูกศิษย์หลากหลายอาชีพมาหา

“จริง ๆ สิ่งที่ผมไม่รู้ คือ มีคนที่ชอบวาดรูปเยอะมาก แล้วคนที่มาเรียนกับผม เป็นหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ พนักงานธนาคาร ผมแอบไปนั่งคุยว่าทำไมมาเรียนวาดรูป เขาบอก จริง ๆ งานเขาเครียด

“อีกส่วนหนึ่งบอกว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ตามใจพ่อแม่ที่อยากให้ไปเรียนหมอ เขาก็ไปเรียน คราวนี้พออายุมากแล้ว เริ่มเตรียมเกษียณ ก็เลยกลับมาหาผม พอผมสอน ผมก็เริ่มเห็นว่า จริง ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจแต่แรกว่า คนที่รักศิลปะเท่านั้นที่เป็นศิลปิน วาดรูปได้ มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าคนที่เป็นหมอก็วาดรูปได้ นอกจากผมจะสร้างงานของตัวเองแล้ว ผมก็ไปผลักดันคนที่อยากวาดรูปให้เขาได้วาดรูป ให้เขาได้สร้างผลงาน แล้วผมก็จัดนิทรรศการให้ เป็นการรวบรวมนักเรียนของผม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนผมก็จัดเป็นงานใหญ่เลย ให้เขามีตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือศิลปิน”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

อาจารย์บุญกว้างบอกเราว่า ความรักคือสิ่งสำคัญ ศิลปะเปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติให้แก่ผู้คน การเรียนสายวิทย์และสายศิลป์จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ต่างคนต่างไม่มีได้

“ไม่ใช่ทั้งประเทศมีแต่หมอ มันต้องมีศิลปะ ต้องมีครู มีนักวิจัย ประกอบกันเป็นสังคม”

ตลอดเวลา 12 ปี ที่อาจารย์บุญกว้างวาดสีน้ำอย่างจริงจัง เขาปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างคนที่มุ่งมั่นเรียนรู้เท่าที่เรียนไหว สอนลูกศิษย์ที่สนใจต่อไปด้วยคอมพิวเตอร์ที่เปรอะสีน้ำอยู่หลายจุด และกล้องที่บันทึกภาพการเรียนการสอนทุกวินาที แต่ถึงเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต อุปกรณ์วาดภาพอย่างแปรง กระดาษ และพู่กัน ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจารย์บุญกว้างเลือกใช้ มากกว่าปากกาที่จรดลงบนกระดาษดิจิทัล

“ตอนนี้อายุ 58 ตอน 60 คิดว่าก็ยังวาดภาพอยู่”

ทุกวันนี้ อาจารย์บุญกว้างใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน และรักษาความสุขเอาไว้อย่างเดิม

“ผมแค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาก็จะวาดรูป เพราะผมมีความสุขกับการวาดรูป”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

Avatar

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

ทำร้านหนังสือเล็ก ๆ งานหลักคือเดินทาง ไม่แน่ใจว่ารักทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ชอบกินของอร่อย

Photographer

Avatar

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

เราเพิ่งรู้จักเธอ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya) หรือ @alonglastname ครั้งแรกที่งานเปิดตัว Bangkok Art Biennale 2022 เมื่อเดือนกันยายน ในฐานะหนึ่งในศิลปินผู้แสดงงานปีนี้ ผ่านมาไม่นาน ตอนนี้ด้านหน้าของหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ก็มีงานศิลปะสวย ๆ ที่มีคำว่า ‘สันติสุข’ ปรากฎด้านหน้าของอาคารแล้ว นั่นคือผลงานของเธอ

เธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เชื้อสายไทย-อินโดนีเซีย ที่เติบโตในนอร์ครอส เมืองเล็ก ๆ ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และย้ายมาอยู่บรูกลิน นิวยอร์ก ในปัจจุบัน

ผลงานของอแมนด้าเป็นผลงานศิลปะที่สื่อถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ทางสังคม โดยเธอต้องการให้งานศิลปะของเธอกระตุ้นให้เกิดการถกเถียง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หนึ่งในประเด็นหลักที่เธอให้ความสนใจ คือความรู้สึกในการมีตัวตน หรือ Sense of Belonging ของคนกลุ่มน้อยหรือผู้คนที่ไม่มีกระบอกเสียง รวมถึงการเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิง เยาวชน ผู้มีความหลากหลายทางเพศ Asian Americans และกลุ่มคนชายขอบมากมาย

อแมนด้ามีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์ ผลงานอันมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยดอกไม้ของเธอปรากฎอยู่ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายพื้นที่ในโลก ทั้งงานเพนต์กำแพง ประติมากรรม หรือสื่อสิ่งพิมพ์อย่างปก TIME

การพูดคุยคราวนี้ พิเศษตรงที่อแมนด้าเพิ่งมีผลงานเพนต์กำแพงหน้าสถานทูตอเมริกา ริมถนนวิทยุ ชื่อว่า ‘We Are Tomorrow’ คอลัมน์ Studio Visit จะพาทุกคนบุกเยี่ยมสตูดิโอของอแมนด้าที่นิวยอร์คผ่านคำบอกเล่าของเธอ พาไปส่องแนวคิดเบื้องหลังผลงานล่าสุดที่เพิ่งสีเพิ่งแห้งหมาด ๆ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ผู้หญิงเอเชีย คนที่นามสกุลยาว ๆ

“สวัสดีค่า”

อแมนด้าเดินเข้ามาหาเรา เอ่ยทักทายด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ชัดเจน และยกมือไหว้อย่างเป็นธรรมชาติ พ่อของเธอเป็นคนไทยและแม่ของเธอเป็นคนอินโดนีเซีย ทำให้เธอเติบโตมากับครอบครัวที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก อแมนด้าฟังภาษาไทยออก แต่พูดไทยไม่คล่อง (ฉะนั้นประโยคต่าง ๆ ในบทความนี้จึงเป็นการให้เสียงภาษาไทยโดยผู้เขียน)

“การจากครอบครัวเพื่อย้ายมาอยู่ต่างประเทศเป็นสิ่งท้าทายมาก ๆ เราทุกคนพยายามจะมีชีวิตที่ดีที่สุด” เธอกล่าวถึงการเติบโตขึ้นในฐานะคนเอเชียในอเมริกา

คุณรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกจากเด็กคนอื่น ๆ ไหม – เราถาม

“เราว่าทุกคนคงรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกหมดแหละ แต่สำหรับเรา ในที่ที่เราโตขึ้นมา เราไม่ได้แค่ ‘รู้สึก’ แตกต่าง แต่เราแตกต่างจริง ๆ มันเป็นความจริงอันเรียบง่ายว่าเราไม่เหมือนคนอื่น” อแมนด้าเปิดใจอย่างเป็นกันเองถึงชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็ก ๆ ทางใต้ของอเมริกา “ประสบการณ์ของเรามันต่างจากคนที่โตมาในเมืองใหญ่ ในพื้นที่ที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ เข้าเรียนโรงเรียนที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ มากเลย”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เมื่อเห็นว่าชื่อนักวาดของอแมนด้าคือ ‘alonglastname’ หรือ ‘นามสกุลยาว’ ก็ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า ความเป็นเอเชียนหลาย ๆ อย่างของเธอคงแปลก โดดเด่นออกมาจากหมู่คนขาว แม้กระทั่งนามสกุล ‘พึ่งโพธิปักขิยะ’ ซึ่งสำหรับคนไทยก็ไม่ได้ยาวเป็นพิเศษ ยังเป็นที่สังเกตจนนำมาตั้งชื่อได้

“เราเลือกไม่ได้ว่าคนจะมองเรายังไง เราปรากฎตัวในร่างกายแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ เคลื่อนไหวอยู่ในโลกด้วยร่างนี้ แต่เราเลือกได้ว่าเราจะโต้ตอบยังไง และส่งเสียงออกมาได้

“ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งยาก” เธอเอ่ย “ในอเมริกามีการเหยียด Asian-American Women อย่างจริงจังมาก แค่คุณรูปร่างหน้าตาแบบนี้ คนก็จะดูถูกคุณทันที และจะยิ่งหนักกว่านั้นเมื่อคุณตัดสินใจจะส่งเสียง เพราะมันไม่เหมือนกับที่เขาคาดหวัง

“เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะไปรู้อะไรได้” เป็นถ้อยคำตัดสินที่อแมนด้า สตรีเพศ-เอเชียน-อายุน้อย-ไม่สงบปากสงบคำ ต้องทนฟังอยู่เสมอ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เธอเติบโตมากับวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งไทย อินโด จีน อเมริกัน และภูมิใจกับความสวยงามในอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยวัฒนธรรมต่าง ๆ ผสมปนเปกันนั้นก็ส่งผลกับทั้งวิธีการมองโลก รวมถึงงานศิลปะที่เธอทำเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสนใจในตัวเธอตั้งแต่แรก

“การใช้ชีวิตก้ำกึ่งระหว่างวัฒนธรรม มันให้มุมมองที่คนอื่นไม่มีนะ เราอยากรู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนโดยรอบ กับพื้นที่ เราดิ้นรนกับการตามหาพื้นที่ของตัวเองมาก”

หากจะไปอยู่ชุมชนคนไทย คนไทยก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่ง ยังไม่ไทยพอ จะไปอยู่ชุมชนคนอินโด คนอินโดก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่งเหมือนกัน มิหนำซ้ำ พอจะไปอยู่ชุมชนคนจีน คนจีนก็คิดว่าเธอเป็นคนไทย-อินโด แม้ว่าบรรพบุรุษเธอจะเป็นคนจีนก็ตาม

“สิ่งที่หนักหนาที่สุดคือการมองหา Sense of Belonging เนี่ยแหละ พ่อแม่เราก็เป็นพวกไม่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษ เราก็เลยไม่มี Sense of Rootedness, Sense of Grounding หรือรู้สึกถึงรากของตัวเองอะไรเลย เราต้องค่อย ๆ ไปรู้จักประวัติศาสตร์หรือมรดกที่ส่งต่อมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องพวกนั้นมันสำคัญกับวิธีที่เราจะมองโลก หรือการที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้

“งานของเราก็เลยโฟกัสกับเรื่อง Belonging เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ Well-being หรือความเป็นอยู่ที่ดี”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ไม่ได้วนรอบตัวเองอย่างเดียว งานของอแมนด้าเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น ๆ ในสังคมที่ไม่เคยรู้สึกถึง Sense of Belonging ด้วย เธอทำงานกับเยาวชนและชุมชนชายขอบมากมาย ให้ความสำคัญกับเรื่องราว ประสบการณ์ของทุกคน และ ‘เฉลิมฉลอง’ ให้กับสิ่งเหล่านั้นด้วยความภูมิใจ

แม้เราจะไม่ได้เป็นคนต่างเชื้อชาติในพื้นที่ที่เราเติบโตมา ไม่ได้เผชิญหน้ากับสายตาที่ตัดสินจากคนในสังคมอย่างที่อแมนด้าเจอ แต่ก็เป็นอีกคนที่ดิ้นรนกับการหาพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มปอดมาตลอดเช่นกัน เราจึงเข้าใจดีว่างานศิลปะของอแมนด้าจะมีความหมายกับผู้คนที่ได้มาเห็นมากแค่ไหน

“การเป็นศิลปินหญิงเอเชียน-อเมริกันมันไม่ง่ายก็จริง แต่เราภูมิใจนะที่เราเป็นแบบนี้ มันทำให้เรามีอภิสิทธิในการเป็นนักเล่าเรื่อง เป็นกวี สำหรับเรานั่นเป็นเกียรติอย่างสูง”

บางครั้งความลำบากในชีวิตก็ทำให้เราได้พลังพิเศษมาอย่างไม่น่าเชื่อ

ศิลปินและนักเคลื่อนไหวในร่างเดียว

พ่อของอแมนด้าเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ส่วนแม่เป็น Stay-at-home Mom ที่อยู่บ้านเป็นหลักและช่วยงานพ่อบ้าง ตั้งแต่เด็ก แม่ตั้งกฎขึ้นมาว่าหากเธออยากให้ของขวัญแม่ เธอจะต้องทำขึ้นมาเอง ถ้าซื้อมาแม่จะไม่รับ อแมนด้าคิดว่ากระบวนการในการทำของขวัญให้แม่ตอนเด็ก ๆ นั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้การแสดงออกถึงความรักผ่านงานศิลปะ อย่างที่เธอทำให้ชุมชนทุกวันนี้

“เราวาดรูปมาตลอด อยากเป็นศิลปินมาตลอดชีวิตเลย” เธอบอกกับเรา

“แต่เราจบ Neuroscience เรียนเกี่ยวกับสมองมานะ” นึกว่าเธอจะเรียนศิลปะซะอีก “การเติบโตมาแบบ Asian Americans หมายความว่าพ่อแม่คุณมาจากที่อื่น เขาโดนดูถูกดูแคลนจนต้องพยายามเพื่อเอาชีวิตรอด ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการจากลูก ๆ ก็คือ เขาอยากมั่นใจว่าลูกจะปลอดภัยและประสบความสำเร็จ เขาก็เลยจะไม่สนับสนุนให้ลูกทำอะไรแหวก ๆ หรือคาดเดาไม่ได้อย่างการเป็นศิลปิน เขาอยากได้อะไรที่มันชัวร์ ๆ อย่างการเป็นหมอ ซึ่งรายได้ดี แถมไม่มีใครไม่เคารพ หรือไม่ก็เป็นนักธุรกิจ เป็น CEO ที่ทำเงินได้เยอะ ๆ”

แต่จนแล้วจนรอด อแมนด้าก็เป็นศิลปินอยู่ดี

“เราไปบอกเขาว่า ที่นี่คือที่ที่หนูจะสร้างอิมแพ็กได้มากที่สุด ที่นี่คือที่ที่หนูควรจะอยู่” แม้พ่อแม่จะไม่ชอบใจและไม่อยากสนับสนุนนัก แต่เธอก็ยืนหยัดทำในสิ่งที่เธอมีแพสชันล้นอก

“เราสื่อสารทั้งประเด็นเฟมินิสต์ วิทยาศาสตร์ เรื่อง Belonging เรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องราวของผู้คนที่ดิ้นรนจะมีชีวิตรอด เพราะเราคิดว่าประสบการณ์ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

องค์ประกอบหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในงานของอแมนด้าบ่อย ๆ จนกลายเป็นภาพจำคือดอกไม้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นหน้าคนล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ผู้คนที่ติดตามก็จะจำได้ว่านี่คืองานของ alonglastname เธอใช้ดอกไม้เป็นสัญญะของหลาย ๆ อย่าง เช่น ดอกบัวที่เคยอยู่ในตม แต่สุดท้ายก็ผุดขึ้นมาเหนือน้ำได้ หมายความว่า แม้ว่าเราจะผ่านอะไรมามาก เราก็เติบโตและแบ่งบานได้ ส่วนดอกอื่น ๆ ก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เธออินทั้งนั้น

“ความเป็นตัวตนของเรามันหยั่งลึกอยู่ในงานศิลปะที่ทำออกมามากเลย” เธอเผย ดูเป็นจริงเช่นนั้นมาก ๆ 

“หลัง ๆ มานี่เราชอบคิดถึงเรื่องการสืบทอด เราทุกคนต่างเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเรา ทั้งผ่านเลือด ทั้งผ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผสมกันระหว่างสิ่งสวยงามอย่างเรื่องประเพณี หรือการที่เราหัวเราะเหมือน ๆ กัน กับเรื่องที่เจ็บปวดทรมาน ซึ่งบางทีเราก็ต้องปล่อยมันไปให้ได้

“ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณค่าในตัวเองของเราผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เอเชียนมาก ๆ แต่ความจริงแล้ว เราคือมนุษย์ เราคู่ควรกับความรัก และสิ่งสำคัญไม่ใช่ความสำเร็จ”

แล้วคุณใส่เรื่องวิทยาศาสตร์ลงไปในงานศิลปะยังไงบ้าง?

“Neuroscience ส่งผลกับการทำงานศิลปะของเรา” บัณฑิตวิทยาศาสตร์ตอบทันที “วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนี้ มองหน้ากันและกัน หายใจเอาอากาศเข้าไป นี่ก็วิทยาศาสตร์ ความรู้สึกเชื่อมโยงที่ระหว่างเราสองคน นั่นก็วิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งการแสดงออกถึงความรัก หรือ Belonging นั่นก็วิทยาศาสตร์”

อแมนด้าบอกว่าความเหงาส่งผลต่อร่างกายได้ หากเราเหงาทุกวัน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ความเหงานั้นจะไม่เข้ามาควบคุมร่างกายและจิตใจของเรา

“เราคิดว่านั่นคือส่วนที่ชัดเจนที่สุดที่วิทยาศาสตร์ส่งผลกับงานศิลปะของเรา เราพยายามที่จะสร้าง Sense of Belonging มาตลอด ไม่ใช่แค่ผ่านงานศิลปะบนกำแพง แต่ผ่านงานประติมากรรม ผ่านประสบการณ์ หรือพิธีกรรมด้วย” เธอให้นิยามงานตัวเองว่าเป็นงาน Multidimensional เธอมีเป้าหมายแน่ชัด และต้องการสร้างสรรค์สื่อหรือวิธีการที่จะเล่าเรื่องให้ดีที่สุดในแต่ละครั้ง

“More dimensional, deeper experience” ศิลปินกล่าว

พูดจบเธอก็เปิดคลิปงาน GATHER ซึ่งเป็นการแสดงประติมากรรมทั่วแคมปัสสถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กอย่าง Lincoln Center ให้เราดู นั่นเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของเธอในปีนี้ก่อนที่เธอจะมาเมืองไทย 

ในงานนั้นเธอได้แสดงออกถึงรากความเป็นคนไทยอย่างเต็มที่ กระทั่งมีการจัดงานลอยกระทง (แบบดัดแปลง) ให้นักเรียนที่นั่นได้เข้าร่วม เธอทำกระทงเป็นลักษณะวง ๆ เรียบ ๆ ให้ผู้คนเขียนความทุกข์ที่อยากปลดปล่อยลงบนกระทง แล้วลอยออกไปในบ่อของแคมปัส ทุกคนที่ได้เข้าร่วมก็จะได้เรียนรู้ว่านี่คือประเพณีไทย และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของศิลปินผู้จัดงาน

“มีนักเรียนคนไทยที่เรียนอยู่ที่นั่นเดินมาหาเราแล้วบอกว่า รู้มั้ย ฉันไม่เคยเห็นคนไทยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยเห็นคนไทยมีพื้นที่แสดงออกเยอะขนาดนี้มาก่อน งานของคุณทำให้ฉันรู้สึกว่า งานของฉันก็คงอยู่ที่นี่ได้เหมือนกัน” เธอเล่าให้เราฟังด้วยแววตาประทับใจ นอกจากงานศิลปะของเธอจะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนคนนั้นได้แล้ว นักเรียนคนนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินอย่างเธอทำงานต่อได้มากมายเช่นกัน

เราถามเธอว่า งานไหนที่เธอรู้สึกภูมิใจ เป็นเกียรติที่ได้ทำที่สุด แต่เธอเลือกไม่ได้ เธอบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอหวังก็คือการที่ผู้คนเห็นงานแล้วเข้าใจสารที่เธออยากส่งต่อ และการได้เข้าถึงคนล้านคนนั้นดีกว่าขายงานได้เงินพันล้านดอลล่าร์ 

“เราอยากให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของงาน แล้วใช้มันสื่อสารในสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด” อแมนด้าบอกว่า หลายคนใช้งานของเธอในขบวนประท้วงด้วย

หากไปดูในเว็บไซต์ของเธอ จะเห็นว่าเธอเรียกตัวเองว่า Activist ด้วย ซึ่งบทบาท Activist ของเธอนั้นก็ไม่ได้แยกจากการเป็นศิลปิน เพราะเธอทำงานศิลปะเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคมโดยแท้

“ทุกคนจะมีเสียงเรียกบางอย่างให้เป็นนักเคลื่อนไหว สำหรับเรา การได้สัมผัสความเกลียดทำให้อยากเราจะยืนข้าง ๆ Asian Americans ทั้งหลาย และทำให้ทุกคนไม่สามารถเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้”

ศิลปะอนุญาตให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่สวยที่สุด อนุญาตให้เราท้าทายโลกในปัญหาที่ยากที่สุดได้ ถ้าไม่มีศิลปะ เราจะหลงทางกันหมด – Artivist กล่าว

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ
‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ครั้งนี้ เราได้มาพูดคุยอแมนด้า เนื่องในโอกาสที่เธอเสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูต ล่าสุดเธอได้เสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูตอเมริกาด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมากจากการที่เราได้ไปคุยผู้หญิงชาวไทยและเยาวชน Non-Binary สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในการพูดคุยกับคนเหล่านี้ คือแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเอง และสร้างความรู้สึก Belong ขึ้นมาได้ เราว่านั่นเป็นเรื่องสวยงามมาก ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ ‘ลุกขึ้นยืน’ แม้แต่ในที่ที่ดูเป็นไปไม่ได้เลย

“We are Tomorrow เป็นการ Manifest สิ่งที่เราหวังเกี่ยวกับผู้หญิงชาวไทยและเหล่าเยาวชน” เธอพูดอย่างแน่วแน่ “ความหวัง ความฝันของเยาวชนสำคัญมากสำหรับสังคม”

คุณคิดยังไงกับเยาวชนไทยทุกวันนี้ – เราถาม ด้วยช่วงปีหลังมานี้เยาวชนไทยลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์

“เยาวชนไทยฉลาดและมีส่วนร่วมดีมาก เราได้แรงบันดาลใจมาจากพวกเขาเยอะเลย คนเรามักเสียความเป็นนักเคลื่อนไหวในตัวเองไปทุกขณะที่อายุมากขึ้น เราก็เลยเชื่อว่าเยาวชนจะเป็นผู้นำสู่การพัฒนา พวกเขาอายุน้อย ไม่กลัว มีแพสชัน สร้างสรรค์ และมีพลัง”

คุยกับ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินเชื้อไทย-อินโด เรื่องการใช้งานศิลปะตามหา Sense of Belonging ให้ผู้อพยพ ผู้หญิง เยาวชน และ LGBTQIA+

“ศิลปะที่เราทำคือการแลกของขวัญ” อแมนด้าพูด “ชุมชนให้เรื่องราวกับเรา แล้วเราก็หวังว่างานศิลปะจะให้อะไรกับเขาเช่นกัน ให้เขาเห็นเรื่องราวของตัวเอง หน้าของตัวเอง ความฝันของตัวเองบนกำแพงในเมือง”

เธอบอกว่าการได้มาเที่ยวเมืองไทยตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เธอได้ซึมซับบรรยากาศ สีสัน แสงไฟ ความรู้สึก สิ่งเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เธอทำงานศิลปะที่ผ่านมามากมายหลายชิ้น การได้กลับมาที่นี่และได้ทำงานศิลปะจึงมีความหมายมาก

“ถ้ามีใครกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราอยากให้ทุกคนรู้ว่าเสียงของทุกคนสำคัญมาก ๆ กับการเปลี่ยนแปลง เราอยากจะผลักดันให้ทุกคนส่งเสียงออกมา”

เรายกมือไหว้กันอีกครั้งที่หน้าภาพ We are Tomorrow เพื่อบอกลา

“สวัสดีค่ะ” อแมนด้าเอ่ยคำเดิม

ภาพ : alonglastname.com, IG : @alonglastname

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load