The Cloud x OKMD

จำนวนปีในการทำร้านหนังสือของผม เกินหน้าระยะเวลาในการทำนิตยสารมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่มีความฝันเรื่องทำหนังสือ เขียนหนังสือ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มน้อย แล้วมีโอกาสย่างเท้าก้าวเข้ามาสู่วงการ ชีวิตผมก็อยู่แถวนี้ตลอด ไม่เคยคิดถอนเท้าออก ไม่ได้ทำนิตยสารก็เป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารต่าง ๆ ช่วงกลางของการรับจ้างเขียนคอลัมน์ ผมได้ลงมือทำร้านหนังสือชื่อ ‘บุ๊คโทเปีย’ ที่บ้านเกิด-อุทัยธานี ไม่ใช่ร้านแบบที่ขายหนังสือพิมพ์และนิตยสารด้วย หากเป็นอีกแบบ 

อย่างไรก็ตาม ตอนเริ่มนั้น ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับบุ๊คโทเปียยังไม่ชัด ยังไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน แต่ทำร้านได้สัก 2 – 3 ปี ผมพอรู้บ้างแล้วว่า ทิศใดที่เราจะไม่ไป แม้ทิศดังกล่าวอาจทำให้ขายหนังสือได้เพิ่มขึ้น

บุ๊คโทเปียเป็นร้านหนังสือที่มีแฟนประจำ บางปี เราชวนนักอ่านที่รู้จักมักคุ้นกันมาทำนา ตั้งชื่อโครงการว่า ‘ทำนาประสา Booktopia’ ชาวนาคนหนึ่งเรียนจบวิศวะ แล้วไม่อยากเป็นวิศวกร แต่ชอบทำเกษตร คุยกับเขาจนกระทั่งเกิดไอเดีย ชวนนักอ่านมาทำนาน่าจะดีเหมือนกัน โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ดำนาช่วงสิงหาฯ จนถึงเก็บเกี่ยวตอนธันวาฯ นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมไถนา ดำนา และเกี่ยวข้าว 

หลายคนที่มาร่วมทำนา ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาเหมือนกันที่ได้ลงไปเดินบนท้องนา บางปี ผมได้ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และสอนอยู่ 1 เทอม การเรียนการสอนเริ่มต้นทุกบ่ายโมงวันศุกร์ และเรียนกันใต้ต้นไม้ใหญ่ โครงการ ‘ห้องเรียนใต้ร่มไม้’ มีต้นธารจากแฟนร้านหนังสืออีกนั่นแหละ โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 22 คน (เด็กเล็กจนถึงประถม 6) วิชาที่ผมเลือกไปสอน ก็อย่างเช่น วิชาท้องฟ้า วิชาความสุข วิชาฟังเพลง ฯลฯ บางศุกร์มีรุ่นน้องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมาช่วยสอนด้วย

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี
บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

แต่ที่คล้ายว่าไปสอนเด็กนั้น ความจริงเด็ก ๆ สอนผมมากกว่า ผมใช้เวลาหลายสัปดาห์ทีเดียวกว่าจะแทนตัวเองว่า ‘ครู’ เวลาพูดกับเด็กเหล่านี้อย่างไม่ขัดเขิน และเมื่อสนิทสนมกันดีแล้ว ต่างก็ผูกพันกันมากขึ้น เวลาผมไปถึงโรงเรียน พวกเขาจะวิ่งมาหา มาช่วยขนของลงจากรถ ศุกร์สุดท้ายของการสอนและเป็นวันปิดภาคเรียนของห้องเรียนใต้ร่มไม้ มีรุ่นน้องและแฟนร้านหนังสือมาร่วมปิดภาคด้วย ผมเขียนนิทานให้เด็ก ๆ และเตรียมมาอ่านในวันนี้ โดยหนึ่งในผู้ที่มาช่วยให้เสียงในนิทาน คือ เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ 

โรงเรียนดังกล่าวชื่อโรงเรียนบ้านท่าดาน อยู่ที่อำเภอทัพทัน จ.อุทัยธานี หนึ่งปีต่อมาโรงเรียนซื่อ ๆ น่ารักก็ถูกยุบ แต่ห้องเรียนใต้ร่มไม้ถือเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษสำหรับผมจนกระทั่งปัจจุบัน

การเปิดร้านหนังสือสัก 14 – 15 ปี ความทรงจำที่สืบเนื่องมาจากบุ๊คโทเปียย่อมไม่น้อยเป็นธรรมดา ปลายปีที่แล้ว มีน้องคนหนึ่งพาเพื่อนของเขามาที่ร้าน โดยบอกเพื่อนว่าจะพามาดูจุดเริ่มต้น ปัจจุบันน้องคนนี้ทำงานออกแบบเครื่องประดับในกรุงเทพฯ แรกเปิดร้าน เขามาบุ๊คโทเปียกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนชั้นมัธยม เคยมาเล่าเรื่องเก็บเงินเพื่อไปดูคอนเสิร์ตเลดี้ กาก้า เรา (ร้านหนังสือ) ยุให้ไปดูเลย บางทีก็มาถ่ายรูปสนุก ๆ แปลก ๆ ที่บุ๊คโทเปีย 

เพื่อนที่เขาพามาเป็นหลานชายของ พี่ไข่-สมชาย แก้วทอง การแต่งเนื้อแต่งตัวและท่วงท่าการพูดคล้ายพี่ไข่มาก พอเอ่ยถึงช่างภาพแฟชั่นบางคนที่เป็นเพื่อนผม เขาก็รู้จักมักคุ้นด้วย ผมรู้สึกดีที่บุ๊คโทเปียได้มีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็กมัธยมคนหนึ่งได้เดินตามเส้นทางที่วาดฝันเอาไว้ ผมชวนทั้งคู่… วันหลังมาทำอะไร ๆ เรื่องเสื้อผ้าที่อุทัยฯ ดีไหม

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี
บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

การทำร้านหนังสือไม่แตกต่างจากการทำงานอื่น ๆ คือมีทั้งวันดีและวันไม่ดี มีช่วงที่คึกคักไฟลุกโชนและช่วงที่เบื่อหน่าย ตอนเบื่อนั้น ผมเคยคิดว่ามานั่งเฝ้าร้านหนังสือเล็ก ๆ แคบ ๆ ทำไม แต่ความคิดดังกล่าว ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2554 ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ บุ๊คโทเปียประสบ (อุทก) ภัยเช่นกัน เราปิดร้านประมาณ 2 เดือน ผมได้ยินเสียงน้ำเสียงเรือจนเบื่อ ตอนแรกรู้สึกเพลิน ๆ ที่มีเรือมาจอดหน้าร้าน เพลินที่เห็นน้ำสาดซัด เห็นเรือแล่นผ่านราวกับร้านตั้งอยู่ริมคลอง แต่พอหลายวันหลายสัปดาห์ก็เริ่มอึดอัดขัดข้องกับสภาพความเป็นอยู่ ร่องรอยน้ำท่วมร้านหนังสือยังพอเหลือให้เห็น

แล้วการปิดร้านที่ยาวนานกว่าน้ำท่วมใหญ่ก็เกิดขึ้น กลางเดือนมกราฯ พ.ศ.​ 2563 บุ๊คโทเปียจัดสนทนาธรรมของ หลวงพี่ไพศาล วิสาโล ที่หน้าร้าน นี่คือครั้งที่ 2 ที่เรานิมนต์หลวงพี่มาสนทนาธรรมให้นักอ่านฟัง และเรื่องที่เลือกมาคุยได้แก่หนังสือ 2 เล่มที่ท่านแปล (เหนือห้วงมหรรณพ และ ประตูสู่สภาวะใหม่) ครั้งนี้มีชาวบ้านที่รู้ข่าวหอบหิ้วเก้าอี้มานั่งฟังด้วย บรรยากาศของเย็นวันนั้นยอดเยี่ยมทีเดียว และธรรมะที่หลวงพี่ท่านแสดงก็ลึกซึ้ง ข่าวการระบาดของไวรัสตัวใหม่มาถึงแล้ว แต่ก็ยังดูเป็นเรื่องไกลตัว และนึกไม่ถึงว่าโควิด-19 จะสร้างแรงสั่นสะเทือน ตลอดจนความเสียหายต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาลในเวลาต่อมา หลังจากการสนทนาธรรมของหลวงพี่ไพศาลครั้งนั้น บุ๊คโทเปียก็ยังไม่ได้จัดกิจกรรมที่หน้าร้านอีกเลย

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

พ.ศ. 2563 – 2564 เราปิดร้านมากกว่าเปิด บางช่วงกลับมาเปิดได้ แต่ไม่นานก็ต้องปิดอีก ปีที่แล้ว บุ๊คโทเปียเปิดร้านรวม ๆ กัน ไม่น่าจะเกิน 70 วันด้วยซ้ำ ใครบ้างไม่เดือดร้อนเพราะโคโรน่าไวรัส ผมใช้เวลาตอนไม่ได้นั่งเฝ้าร้าน เขียนหนังสือเล่มใหม่ที่เขียนค้างไว้จนจบ รวมถึงทำงานอย่างอื่น การไม่เปิดร้านสร้างความเคยชินใหม่ ๆ ให้ ชีวิตมีกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน ที่เคยรอว่าเมื่อไรจะได้เปิดร้าน นานวันเข้าก็รู้สึกไม่เป็นไร ครั้งหนึ่งที่กลับมาเปิดร้าน… ประตูเหล็กหน้าร้านถูกเปิดกว้าง ไฟในร้านทุกดวงถูกเปิด แสงจากด้านนอกลอดเข้ามา และผมรู้สึกอย่างจริงจังว่าบุ๊คโทเปียสว่างมาก

เกี่ยวกับความเดือดร้อนนั้น หากไม่ไปตอกย้ำคร่ำครวญ เราก็ลดทอนอำนาจของมันลงได้ตามสมควร โควิดทำให้บางแผนการของบุ๊คโทเปียเลื่อนออกไป บางแผนก็ชะลอไว้ก่อน แต่การเขียนหนังสือสามารถทำได้ทันที ผมเริ่มเขียนหนังสืออีกเล่มตอนต้นปี และเมื่อเดือนมีนาฯ ก็เริ่มอีกเล่ม เล่มหลังคือ Rocktopia : Revisited ซึ่งตั้งท่ามานาน จึงถึงเวลาลงมือเสียที ขณะที่ยังเขียนงานได้และยังมีเรื่องที่อยากเล่าก็ควรทำ ร้านหนังสือนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้ทดลองมากนัก แต่ในงานเขียน ผมมีหลายสิ่งที่อยากทดลอง

การทำร้านหนังสือทำให้ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เสมอ หลายอายุและหลากอาชีพ แต่ก็เคยมีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าร้าน แล้วบอกว่าจะมาขอเช่าพระ นานมาแล้ว มีตำรวจมาที่ร้าน บอกว่านายให้มาดูสถานที่ก่อน เดี๋ยวจะมา นายของเขาคือภรรยาของพลตำรวจตรี และบางกรณีก็เหมือนเรื่องแต่ง ผู้หญิงคนหนึ่งมาที่ร้าน บอกว่าอดีตคนรักของเธอเคยพูดถึงบุ๊คโทเปีย พอเลิกกันแล้ว เธออยากเดินทางไปยังสถานที่ที่อดีตคนรักชอบ 

ส่วนบางเรื่องก็เกิดขึ้นยาก เช่นการที่ฝาแฝด 2 คู่มาอยู่ที่ร้านในเวลาเดียวกัน ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องราวทั้งหลายของบุ๊คโทเปีย ตั้งชื่อหนังสือไว้แล้วว่า The Ballad of Booktopia แต่คงจะไม่เขียน เพราะมีสิ่งอื่นที่อยากเขียนมากกว่า แต่ถ้าร้านหนังสือเล่าเรื่องเองได้ ผมอยากรู้ว่าร้านหนังสือจะพูดถึงคนเฝ้าร้านอย่างไรบ้าง

เวลาเคลื่อนไปข้างหน้าทุกขณะ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ตอนที่เป็นคอลัมนิสต์งานชุก ผมใช้ชีวิตที่โต๊ะทำงานค่อนข้างมาก และตั้งแต่ทำร้านขายหนังสือเมื่อสิบกว่าปีก่อน ชีวิตส่วนใหญ่ก็หมดไปในร้านหนังสือ นั่งเขียนงาน นั่งอ่านหนังสือ นั่งฟังเพลง นั่งหลับ ฯลฯ 

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

ช่วงที่ทำหนังสือของสำนักพิมพ์อารีมิตร ร้านบุ๊คโทเปียก็แปลงร่างเป็นสำนักพิมพ์จิ๋ว ๆ เป็นออฟฟิศของคนทำหนังสือ บางขณะผมนึกถึงบรรยากาศสมัยทำงานประจำ ซึ่งมีการปิดเล่มและอื่น ๆ ผมเลิกทำงานประจำนานเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ก็มีเหตุให้นึกถึงหรือพูดถึงอยู่บ้าง บางเรื่องนั้นใช่จะเลือนหายไปจากชีวิตได้ง่าย ๆ 

หลังพิมพ์หนังสือเสร็จ เรามักจัดเปิดตัวที่หน้าร้าน บางการเปิดตัว เราก็ปิดถนนบริเวณร้านหนังสือ ปกติคนที่นี่เขาจะปิดถนนเพื่อจัดงานบวช งานแต่ง หรืองานทำนองเดียวกัน ที่หน้าบุ๊คโทเปียเคยมีการแสดงดนตรีเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย พี่ซัน-มาโนช พุฒตาล ก็เคยมาเล่นกีตาร์และร้องเพลงในงานเปิดตัวหนังสือของ พี่เชน-หม่อมหลวงปริญญากร วรวรรณ

หน้าบุ๊คโทเปียเป็นพื้นที่สำหรับพบปะพูดคุย อย่างว่านั่นแหละ ร้านเราเล็ก อยู่กันสัก 7 – 8 คนก็จะดูแออัด บางทีหลังงาน (กิจกรรมเปิดตัวหนังสือ) จบลงในตอนดึกมาก รุ่งขึ้นก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งจากเมื่อคืนตกค้างอยู่ พวกเขาดื่มกิน พูดคุย และรื่นรมย์จนเย็น บ้างก็มาทำความรู้จักกันตอนนี้ กิจกรรมหน้าร้านหนังสืออย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นเนือง ๆ 

เมื่อเริ่มต้นทำบุ๊คโทเปีย ผมยังมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของร้านหนังสือ ไม่ใช่หน้าตาและรูปร่างที่หมายถึงสิ่งปลูกสร้างและการตกแต่ง หากคือรูปร่างของความเป็นร้านหนังสือ ผมคิดว่าร้านอะไรก็ตามต่างมีบุคลิกเฉพาะตน (ยกเว้นร้านที่ถูกออกแบบให้เหมือนกันไปหมด) เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นแบบไหน ร้านของเขาก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย

บุ๊คโทเปียมีทั้งความเป็นผมและความเป็นภรรยาของผม เช่นเพลงในร้านเป็นผม แต่หนังสือในร้านเป็นเธอ วรรณกรรมรัสเซียเป็นเธอ ส่วนเรื่องศาสนาน่าจะเป็นผม เราไม่ได้วางแผนให้บุ๊คโทเปียมีหน้าตาอย่างที่เป็นอยู่ แต่เมื่อลงมือทำไปเรื่อย ๆ ความเป็นร้านหนังสือในแบบเราก็ทยอยชัดขึ้น การทำงานกับการเรียนรู้คือสิ่งที่มาคู่กัน และไม่ใช่รู้เพราะเขาบอกว่า หรือรู้จากที่อ่านมา ทว่ารู้จากการปฏิบัติ ผมนำความรู้ที่ได้จากการทำนิตยสารมาใช้ในการทำร้านหนังสือด้วย โดยสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ไม่น้อยจากบุ๊คโทเปียคือเรื่องผู้คน จะมีคนใหม่ ๆ มาให้พบปะและรู้จักเสมอ และเมื่อมีคนใหม่ก็จะมีเรื่องใหม่

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

 ตั้งแต่ทำร้านหนังสือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มีเหตุให้ผมเขียนถึงและพูดถึงบุ๊คโทเปียบ่อยครั้ง พอนานปีนานวัน เรื่องที่เขียนที่พูดก็เริ่มซ้ำจนรู้สึกได้ แต่ชีวิตคนเราเกี่ยวข้องกับความซ้ำกันเป็นปกติมิใช่หรือ บางความซ้ำเรารู้สึกว่าซ้ำ และก็มีความซ้ำที่ไม่รู้สึกว่ามันซ้ำ 

หลังจากโรคระบาดใหญ่มาถึง บุ๊คโทเปียปิดทำการมากกว่าเปิด นอกจากพบปะผู้คนน้อยลง ผมก็เขียนถึงและพูดถึงร้านหนังสือน้อยลง ข้อดีของโรคระบาดนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี มันทำให้ผมนิ่งคิดและไตร่ตรองเรื่องชีวิตเรื่องโลกเพิ่มขึ้น ส่วนการพูดและเขียนถึงบุ๊คโทเปียน้อยลงก็ไม่มีอะไรซับซ้อน พอสูงวัย ผมชอบที่จะเป็นผู้ชมผู้ฟังมากกว่า ชีวิตนี้เขียนมาเยอะแล้ว จึงอยากเขียนเท่าที่สมควรแก่เหตุ

 ผมโตมากับการอ่านหนังสือ เป็นหนุ่มในสำนักงานนิตยสาร และแก่เฒ่าในร้านหนังสือที่บ้านเกิด เตี่ยผมอยู่กับร้านตัดเสื้อผ้าผู้ชายทั้งชีวิต เพื่อนรุ่นน้องและขาไพ่ของเตี่ยก็ขายก๋วยเตี๋ยวทั้งชีวิต โลกเต็มไปด้วยเรื่องธรรมดาทำนองนี้นะครับ และหลายเรื่อง เราก็คิดไปเองว่ามันพิเศษ

หนังสือแนะนำ

 1

หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์ 

นักเขียน : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

สำนักพิมพ์ : Booktopia

ราคา : 198 บาท

หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์  นักเขียน : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

ไม่ง่ายนักที่จะให้เลือกหนังสือแค่ 5 เล่ม คล้าย ๆ กัน – ให้เลือกเพลงแค่ 5 เพลง เลือกหนังแค่ 5 เรื่อง ก็ย่อมไม่ง่าย มีหนังสือ 2 เล่ม เป็นหนังสือที่เราพิมพ์เอง เล่มแรก หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์ ของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ หนังสือของช่างภาพสัตว์ป่าแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่า สัตว์ป่า ผู้คน ฯลฯ ที่โรแมนติกและมากด้วยความรู้สึกสำหรับผม ลีลาและท่วงท่าในการเล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือของพี่เชนงดงามอย่างเรียบง่าย

2

Rocktopia

นักเขียน : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

สำนักพิมพ์ : Booktopia

ราคา : 330 บาท

Rocktopia นักเขียน : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

เล่มที่สองที่เราพิมพ์เองคือ Rocktopia ของผม ผมเขียนถึงศิลปินร็อกที่ตายแล้ว และไปใช้ชีวิตแปลก ๆ ในดินแดนแปลก ๆ ชื่อ ‘ร็อกโทเปีย’ 

3

ผลพวงแห่งความคับแค้น

นักเขียน : จอห์น สไตน์เบ็ก

นักแปล : ณรงค์ จันทร์เพ็ญ

สำนักพิมพ์ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์

ราคา : 550 บาท

ผลพวงแห่งความคับแค้น นักเขียน : จอห์น สไตน์เบ็ก

‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Grapes of Wrath เขียนโดย จอห์น สไตน์เบ็ก ในเวอร์ชันภาษาไทย ณรงค์ จันทร์เพ็ญ เป็นผู้แปล ผมชอบงานแบบไตน์เบ็กมากกว่าเออร์เนสต์ เฮมิ่งเวย์ เพราะงานของสไตน์เบ็กกระทบใจได้มากกว่า ผลพวงฯ ว่าด้วยชีวิตของชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอด 

เรื่องราวในนิยายเกิดขึ้นช่วงที่สหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง (The Great Depression) เมื่อทศวรรษที่ 1930 ตัวแทนของผู้ยากไร้คือครอบครัวโจ้ด และทอม โจ้ด ก็เป็นสัญลักษณ์ของการไม่สยบยอมต่อนายทุนผู้กดขี่ หนังสือหนาเกือบ 1,000 หน้า ผมเอาใจช่วยทอม โจ้ด และครอบครัวของเขาตั้งแต่ต้นจนจบ นี่คือวรรณกรรมที่ทำให้สไตน์เบ็กได้ทั้งรางวัลพูลิตเซอร์และรางวัลโนเบล

4

เดอะ ก็อดฟาเธอร์

นักเขียน : มาริโอ พูโซ

นักแปล : ธนิต ธรรมสุคติ

สำนักพิมพ์ : มติชน

ราคา : 350 บาท

เดอะ ก็อดฟาเธอร์ นักเขียน : มาริโอ พูโซ

แม้การกลับมาดู The Godfather ทั้ง 3 ภาคครั้งล่าสุด จะให้ความรู้สึกแตกต่างจากการดูครั้งแรก แต่หนังไตรภาคที่ว่าด้วยวิถีชีวิตของเจ้าพ่อก็ยังโอฬารเช่นเดิม หนังสร้างจากอาชญนิยายของ มาริโอ พูโซ (แปลเป็นไทยโดย ธนิต ธรรมสุคติ) ผมดูหนังก่อน แล้วจึงมาอ่านนิยายภายหลัง หลายรายละเอียดที่ไม่ปรากฏในหนัง มีอยู่ในนิยาย และการอ่านเหตุการณ์ที่รู้แล้ว (จากการดูหนัง) ก็ไม่ทำให้ความเข้มข้นของเนื้อหาถูกลดทอนลง เดอะ ก็อดฟาเธอร์ ไม่เพียงเป็นมหากาพย์ของพวกมาเฟีย แต่ยังเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย มิตรภาพ ความเป็นครอบครัว ฯลฯ 

5

หิโตปเทศ 

นักเขียน : เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป

สำนักพิมพ์ : ศยาม

ราคา : 100 บาท

หิโตปเทศ นักเขียน : เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป

เล่มสุดท้ายที่ผมเลือก คือ หิโตปเทศ ด้วยสำนวนอย่างเก่า วิธีเล่าเรื่องในแบบนิยายขนาดสั้นที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ อาจไม่ถูกจริตนักอ่านส่วนใหญ่ แต่ถ้าก้าวข้ามสิ่งนี้ได้ เนื้อหาของ หิโตปเทศ เป็นจริงทุกยุคสมัยและยังมีคติสอนใจให้ฉุกคิด เช่น ร่มเงาของเมฆ ไมตรีกับคนโหด รวงข้าวใหม่ สตรี ความเป็นหนุ่ม และความมั่งมี เหล่านี้จะให้ความบันเทิงใจได้เพียงชั่วคราว


Booktopia

ที่ตั้ง ​: 9/17 ถนนณรงค์วิถี ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : หยุดทุกวันพุธ เปิดทำการ 10.30 – 18.30 น. โดยประมาณ แต่บางทีก็มีเหตุให้ไม่ได้เปิด-ปิด ตามที่กำหนดไว้ โทรศัพท์มานัดหมายก่อนได้ 

โทรศัพท์ : 0 5651 2932

Facebook : Booktopia

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

อายุมากแล้ว เกิดที่จังหวัดอุทัยธานี ใช้ชีวิตในบ้านเกิด เขียนหนังสือ ทำหนังสือ เปิดร้านหนังสือ และอ่านหนังสือ รักแผ่นดินไทย เชื่อในศานติ ชอบมีญาติมิตร นับถือศาสนาพุทธ ฟังเพลงทุกวัน นอกจากเขียนหนังสือและทำหนังสือ ก็ทำอย่างอื่นไม่ค่อยเป็น อยากเห็นผู้คนรักกันมากขึ้น เพื่อจะแบ่งแยกน้อยลง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load