The Cloud x Qatar Airways

ว่ากันว่านอกจากประวัติศาสตร์ ขนมหวาน อาหารทะเล และนักฟุตบอล สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับโปรตุเกส ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงสิบกว่าล้านคน ก็คืองานวรรณกรรม

แม้นักอ่านชาวไทยทั่วไปอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับผลงานของนักเขียนโปรตุเกส เพราะมีไม่มากนักที่ได้รับการแปลตรงมาสู่ภาษาเรา แต่หากใครพอเป็นคอวรรณกรรมโลกอยู่บ้าง คงคุ้นหูกับชื่อเสียงเรียงนามของนักเขียนบางคน เช่น เฟอร์นันดู เปซซัว (Fernando Pessoa) โฮเซ่ ซารามากู (José Saramago) หรืออันโตนิอู โลบู อันตูเนช (António Lobo Antunes) 

คนหนึ่งถูกยกย่องให้เป็นกวีเอกประจำชาติ คนหนึ่งคือเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 1998 ขณะที่อีกคนมีรางวัลด้านวรรณกรรมการันตีหลายสิบรางวัล และมีลุ้นรางวัลโนเบลแทบทุกปีจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมในลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

แม้มีพื้นเพต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าลิสบอน เมืองหลวงที่ทอดตัวบนเนินสูงต่ำริมคาบสมุทรไอบีเรีย เป็นทั้งที่ฟูมฟักจินตนาการและแต่งแต้มเรื่องราวอันเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชั้นนำชาวโปรตุเกสหลายต่อหลายคน

เสน่ห์ของลิสบอนจึงไปไกลกว่าแค่ในร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ โบสถ์เก่า บนรถราง หรือริมชายหาด แต่ท่ามกลางซอกซอยน้อยใหญ่ล้วนเรียงรายด้วยกิจการร้านหนังสือต่างสไตล์หลายขนาด

บางร้านเน้นขายหนังสือมือสองในราคาไม่แพงไปกว่าน้ำเปล่าตามร้านสะดวกซื้อ บางร้านเป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นผลิตตำราสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่หน้าร้านกลับเน้นขายงานวรรณกรรมจากนานาชาติ บางร้านเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่ถึงขวบปี ขณะที่บางร้านเป็นแหล่งพักพิงแก่หนอนหนังสือมาแล้วหลายชั่วอายุคน

เมื่อได้รับโอกาสจาก The Cloud และสายการบิน Qatar Airways ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เราจึงมุ่งตรงไปยังย่านราตู (Largo do Rato) พื้นที่ใจกลางเมืองลิสบอนที่มีถนนหลายสายตัดผ่าน ทำให้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญมากมายที่เดินถึงกันได้ไม่เกินหนึ่งหรือสองเหนื่อย

เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ออกเดินทางไปต่างแดน การแวะเยี่ยมเยียนร้านหนังสือท้องถิ่นเป็นเป้าหมายหลัก เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในร้านไม่เคยเป็นและไม่ใช่แค่หนังสือ แต่คือผู้คน เรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมในลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

เราเริ่มเดินจากต้นถนน Rua da Escola Politécnica ลงไปจนสุดทางที่ย่านการค้า Baixa-Chiado ตลอดระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เราได้พบร้านหนังสือทั้งที่ตั้งใจไปหาและโชคชะตานำพาไป

เอกลักษณ์ของร้านหนังสือในลิสบอนคือหนังสือแทบทั้งหมดเป็นภาษาโปรตุเกส หรือไม่ก็สเปนและฝรั่งเศส ไม่ใช่อังกฤษ สิ่งที่ชวนอิจฉาคืองานเขียนร่วมสมัยภาษาต่างๆ รวมถึงงานคลาสสิกในโลกตะวันตกอีกมาก ล้วนแต่ถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่นไว้หมดแล้ว ในแง่หนึ่ง การพบหนังสือภาษาอังกฤษสักเล่มจึงเป็นเรื่องท้าทายและน่าตื่นเต้นพอตัว โดยเฉพาะเมื่อหนังสือเหล่านั้นหาไม่ได้ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไปในบ้านเรา

เริ่มออกเดินทางไม่ถึง 200 เมตร จากสถานีรถไฟราตู ร้านหนังสือแห่งแรกที่คอยต้อนรับเราคือ Livraria Almedina Rato จุดสังเกตคือหน้าร้านประดับด้วยกระเบื้อง Azulejo สีฟ้าสลับเหลือง สลักตัวอักษรว่า ‘Pro Arte’ หรือ ‘แด่งานศิลปะ’ เพราะตัวร้านเดิมเคยเป็นห้องทำงานของริการ์ดู ลีออน (Ricardo Leone) ศิลปินและช่างกระจกสีคนสำคัญประจำเมือง

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมในลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ร้านนี้เป็นสาขาหนึ่งของสำนักพิมพ์ใหญ่ Almedina Publishing Group ตัวร้านเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี แต่สำนักพิมพ์ทำธุรกิจการพิมพ์ควบคู่กับร้านหนังสือมาแล้วมากกว่าครึ่งศตวรรษ

หน้าร้านมีป้ายประวัติบอกเล่าว่า เดิมทีสำนักพิมพ์เน้นผลิตตำราเกี่ยวกับความรู้เฉพาะทางต่างๆ เช่น กฎหมาย การแพทย์ และจิตวิทยา ก่อนค่อยๆ ขยายตลาดไปสู่งานวิชาการทางมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ ตลอดจนงานวรรณกรรมในภายหลัง

ภายในร้านขนาดกะทัดรัดแบ่งออกเป็นโซนๆ ไว้อย่างชัดเจนและสวยงาม ที่น่าสนใจคือโซนตำราวิชาการซึ่งเป็นธุรกิจหลักของร้าน แต่กลับซ่อนตัวอยู่เงียบเชียบด้านในสุด ขณะที่พื้นที่ตรงโถงกลางเรียงรายด้วยหนังสือความเรียง วรรณกรรม ปรัชญา และประวัติศาสตร์ ทั้งจากนักเขียนโปรตุเกสและนักเขียนต่างชาติซึ่งแทบทั้งหมดถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่น ขณะที่หนังสือภาษาอังกฤษถูกจัดโซนแยกไว้ในห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่งทางด้านหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นงานเขียนเกี่ยวกับโปรตุเกสและเมืองลิสบอนเป็นหลัก

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมในลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี
เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

จุดเด่นของร้านคือชั้นวางหนังสือตรงกลางหนึ่งชั้นใหญ่ที่อุทิศให้งานเขียนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของเฟอร์นันดู เปซซัว นักเขียนชื่อดังที่ดังขนาดที่เราเห็นหน้าค่าตาเขาได้ทั่วไป ตั้งแต่ในรถไฟใต้ดิน ข้างกำแพงบ้าน บนเสื้อยืด แก้วน้ำ แม่เหล็ก หรือสินค้าใดๆ ก็ตามที่ร้านขายของฝากจะคิดจินตนาการได้

เปซซัวเกิดที่ลิสบอน ไปเติบโตในแอฟริกา และกลับมาใช้ชีวิตเขียนวรรณกรรมส่วนใหญ่ที่บ้านเกิด ผลงานที่เขียนขึ้นภายใต้นามปากกากว่า 70 นามปากกา ทำให้เปซซัวได้รับยกย่องให้เป็นยอดทั้งในแง่ชั้นเชิงทางวรรณกรรม ความลุ่มลึกทางความคิด และคุณูปการในฐานะนักหนังสือพิมพ์และนักแปล

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

น่าสังเกตว่านอกจากงานเขียนของเขาแล้ว บนชั้นยังมีหนังสือภาพการ์ตูนอีกหลายเล่มที่วาดขึ้นจากบทกวีหรือเรื่องสั้นบางเรื่องของเปซซัว ทำให้วรรณกรรมจากศตวรรษที่แล้วเดินทางมาถึงเด็กๆ รุ่นใหม่ได้ง่ายดายขึ้น 

เดินต่อมาอีกสัก 500 เมตร ผ่านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ (Museu Nacional de História Natural e da Ciência) และสวนพฤกษศาสตร์แห่งลิสบอน (Jardim Botânico de Lisboa) เราพบร้านหนังสือแห่งที่ 2 ซึ่งดูกว้างขวางและคลาคล่ำด้วยผู้คนกว่าร้านแรกอยู่พอสมควร

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ร้าน Livraria da Travessa – Lisboa ไม่อยู่ในลิสต์ที่เราเตรียมไว้ทีแรก ค้นไปค้นมาจึงพบว่าร้านนี้เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่ครบปีดี คะแนนรีวิวจึงยังมีไม่มากและยังไม่ทันได้ติดลิสต์ร้านหนังสือแนะนำในเว็บไซต์ใหญ่ๆ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ร้านนี้กลับเป็นร้านหนังสือที่มีจำนวนปกและประเภทหนังสือหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองนี้ ที่เป็นแบบนั้นได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่ไม่ใช่ร้านหนังสือหน้าใหม่ แต่เป็นสาขาในต่างประเทศแห่งแรกของเครือร้านหนังสือ Travessa ประเทศบราซิล ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1986

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ด้วยความที่เป็นร้านหนังสือจากต่างประเทศ Livraria da Travessa จึงดูเป็นมิตรต่อชาวต่างชาติกว่าร้านอื่นๆ เพราะเต็มไปด้วยหนังสือจากนานาชาติและนานาภาษา

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

พื้นที่ประมาณ 2 คูหา อัดแน่นไปด้วยหนังสือแทบทุกประเภท ตั้งแต่วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ การเมือง ปรัชญา การทำอาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ ไปจนถึงหนังสือนำเที่ยวและเรียนภาษา โซนด้านหน้าเป็นวรรณกรรมและงานเขียนร่วมสมัยในภาษาโปรตุเกส หนังสือประเภทอื่นกระจายตัวอยู่รอบข้าง ลึกเข้าไปจึงเป็นโซนหนังสือภาษาอังกฤษที่ผสมผสานระหว่างวรรณกรรมต่างชาติกับวรรณกรรมแปลของนักเขียนโปรตุเกส ที่บางเล่มหาซื้อในร้านหนังสือทั่วไปได้ไม่ง่ายนัก

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี
เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คติประจำร้าน “Entre, leia e ouça” คือ “เดินเข้ามา ตาอ่านดู และเงี่ยหูฟัง” ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ภายในร้านส่วนหนึ่งจึงถูกแบ่งสรรไว้สำหรับจัดวงพูดคุยเสวนาขนาดย่อมโดยนักคิดนักเขียนที่ได้รับเชิญมาเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือจริงๆ แทบจะวันเว้นวัน

ไม่กี่วันก่อนเราไปถึง ร้านเพิ่งจัดงานเปิดตัวหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ O Terrorista Elegante E Outras Histórias (The Elegant Terrorist and Other Stories) ผลงานร่วมกันของ โฮเซ่ เอดูอาร์ดู อากัวลูซ่า (José Eduardo Agualusa) และ มีอา โคตู (Mia Couto) 2 นักเขียนยอดนิยมจากประเทศอดีตอาณานิคมของโปรตุเกส คือแองโกลาและโมซัมบิก ตอนที่เราไปถึง ที่ร้านเองก็กำลังมีการถ่ายทำรายการบางอย่างกันคึกคักอยู่ด้านใน

ออกจากร้าน Travessa ลัดเลาะไปตามถนนในละแวกใกล้เคียงยังมีร้านหนังสือที่น่าสนใจอีกหลายร้าน ที่เราประทับใจเป็นพิเศษจนอยากแนะนำให้รู้จักคือ Livraria Olisipo และ Livraria Byzantina

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ร้านแรกเป็นร้านหนังสือเก่าที่รับซื้อและขายหนังสือหายาก ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือที่มีอายุอานามหลักสิบไปจนถึงร่วมร้อยปี เบียดเสียดกันอยู่ในชั้น ราคาจึงแตกต่างกันไปตามความโด่งดังของผู้เขียน เนื้อหา ความเก่าแก่ รวมถึงสภาพของตัวเล่ม จุดขายอีกอย่างหนึ่งของร้านคือบรรดาภาพวาด ภาพแกะสลัก รวมถึงแผนที่โบราณที่ตัดใส่กรอบวางกระจายอยู่ทั่วร้าน ราคาเริ่มต้นที่ 5 ยูโร ไปจนถึง 30 ยูโร

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ส่วนร้านหลังเป็นร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังตู้ ATM ที่หากไม่สังเกตให้ดีอาจจะเดินผ่านไปได้ง่ายๆ ความพิเศษของ Livraria Byzantina คือขายเฉพาะหนังสือมือสองร่วมสมัย ไม่ได้เน้นหนังสือเก่า ราคาจึงเป็นมิตรกับผู้อ่านเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแลกกับการเสี่ยงดวงอยู่มากเพราะชั้นหนังสือถูกจัดแบ่งประเภทไว้อย่างหยาบๆ และงานเขียนต่างภาษาถูกจัดวางปะปนกันอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบ

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อดีมากๆ ของที่นี่คือ เราพบงานวรรณกรรมของนักเขียนโปรตุเกสทั้งเก่าใหม่ในฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก แทบทั้งหมดสนนราคาประมาณเล่มละ 2 – 5 ยูโร ขณะที่หนังสือมือหนึ่งในร้านหนังสือทั่วไปราคาอยู่ที่ประมาณเล่มละ 15 – 20 ยูโร

ร้านสุดท้ายที่เราไปถึงในเย็นวันนั้นอยู่ในย่านช้อปปิ้งที่ชื่อว่า Chiado และถือเป็นไฮไลต์ของทริปนี้ เพราะเป็นร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดทำการอยู่ และเป็นเชนร้านหนังสือเจ้าหลักของโปรตุเกสในปัจจุบัน

Livraria Bertrand เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1732 โดยเปดรู เฟารือ (Pedro Faure) ก่อนที่ ปิแยร์ แบร์ทรองด์ (Pierre Bertrand) ลูกเขยชาวฝรั่งเศสและน้องชาย ฌอง-โฌเซฟ แบร์ทรองด์ (Jean-Joseph Bertrand) จะมารับช่วงต่อ และเปลี่ยนมือจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลาเกือบ 300 ปี แม้จะมีช่วงที่ปิดกิจการอยู่บ้างเป็นบางคราว

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

เมื่ออยู่มานานก็ย่อมมีเรื่องราวเล่าขานมากมาย Livraria Bertrand จึงเป็นกึ่งร้านหนังสือกึ่งพิพิธภัณฑ์ที่บ่งบอกชีวิตทางสังคม เศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรม ของผู้คนในลิสบอนได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มานับไม่ถ้วน ร้านหนังสือแห่งนี้ยังเป็นสถานที่พักพิงของบรรดาคนดังและไม่ดัง ทั้งในและนอกวงการหนังสือจากยุคสู่ยุค

หากสังเกตจากด้านนอกจะพบว่าตัวร้านมีหน้ากว้างเพียงห้องเดียว แต่ลึกเข้าไปคือหนังสือนับพันเล่มที่ถูกจัดแบ่งไว้เป็นห้องๆ อย่างเป็นระบบ แต่ละห้องคั่นด้วยกำแพงอิฐวางตัวเป็นซุ้มโค้งที่คอยบอกเล่าประวัติศาสตร์ของร้านอยู่บนผนัง

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

บางห้องมีโซนสำหรับแนะนำประวัติและผลงานนักเขียนคนสำคัญที่เคยใช้บางช่วงเวลาในชีวิตที่ร้านหนังสือแห่งนี้ เช่น ซารามากูและ แอซ่า ดือ เคยรอซ (Eça de Queirós) 2 นักเขียนโปรตุเกสที่เคยมีผลงานแปลเป็นภาษาไทย นอกจากนั้น ด้านในสุดยังออกแบบเป็นคาเฟ่ขายเครื่องดื่มและของว่างโดยตั้งชื่อว่า ห้องเปซซัว

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ความโด่งดังทำให้ที่นี่เป็นร้านหนังสือที่มีชาวต่างชาติอยู่รวมกันมากที่สุดเท่าที่เราเจอมา ปัญหาเดียวและเป็นปัญหาร่วมสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเรา (พูดให้ถูกคือเป็นปัญหาของตัวเรา ไม่ใช่ของร้าน) คือหนังสือแทบทั้งหมดเป็นหนังสือภาษาโปรตุเกส

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี
เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

ผมเดาเอาว่าถ้านักเขียนคนนั้นไม่ดังจริง ก็ยากจะมีหนังสือภาษาอังกฤษวางขาย แต่ก็ไม่มั่นใจนัก เพราะก่อนเดินออกมา ผมเห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งพยายามถามหางานของนักเขียนรางวัลโนเบลที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ เมื่ออาทิตย์ก่อน พนักงานก็ยิ้มกว้าง ตอบเป็นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำว่า “We have it here.” แล้วเดินไปหยิบมาให้

ใช่ ทั้งหมดมีแปลเป็นภาษาโปรตุเกสแล้ว!

ดูรวมๆ ตัวร้านเลยเหมาะสำหรับเดินชมเพลินๆ มากกว่าจะหาซื้ออะไรไปอ่านหรือแต่งบ้านกันจริงจัง แต่ก็นั่นแหละ เดินออกมาจากร้านหนังสือโดยไม่ได้หนังสือติดไม้ติดมือก็ใช่ว่าเราจะไม่ได้อะไรติดมือ แต่จะได้อะไรคงขึ้นอยู่กับว่าเวลาที่เราเดินเข้าไป

เดินเตร่บนถนนสายวรรณกรรมใน ลิสบอน โปรตุเกส เมืองแห่งร้านหนังสือทั้งน้องใหม่ยันอายุ 300 ปี

เราอ่านอะไร ดูอะไร และฟังอะไร

บทความนี้เป็นของผู้ชนะรางวัลตั๋วเครื่องบิน 2 ที่นั่ง จากการเดินทางในทริป Walk with The Cloud 19 : Portuguese Passage โดย The Cloud และ Qatar Airways ใครสนใจเดินทางไปตามรอยโปรตุเกสบ้าง Qatar Airways เพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ไปลิสบอน เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกสนะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภาคิน นิมมานนรวงศ์

ครูโรงเรียนประจำที่คอยหาเวลาตามมนภัทรไปกินไอศกรีมและขนมปังอร่อยๆ

Photographer

มนภัทร จงดีไพศาล

นักวิจัยมาลาเรียผู้คอยหนียุงไปตามหาไอศกรีมและขนมปังอร่อยๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

20 พฤศจิกายน 2564
1K

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load