13 ธันวาคม 2561
10 K

ไม่ใช่แค่คณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบมาตรการช้อปช่วยชาติ ปี 2561 เพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ประกาศให้หนังสือและ e-book (ไม่รวมนิตยสารและหนังสือพิมพ์) เป็นหนึ่งในสินค้าที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท

The Cloud ก็เห็นชอบ

เพื่อส่งเสริมการอ่านภาคประชาชน เราจึงนึกสนุกชวน 3 เจ้าของร้านและผู้จัดการหนังสืออิสระ ได้แก่ ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง จากร้าน Candide Books ที่ The Jam Factory คลองสาน เลือกหนังสือวรรกรรมไทย ชวน ปณิธิตา เกียรติ์สุพิมล จากร้าน Bookmoby ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เลือกหนังสือวรรณกรรมแปล

และชวน สิโรตม์ จิระประยูร จากร้าน The Booksmith ที่เชียงใหม่ และ The Papersmith by The Booksmith ที่เกษรวิลเลจ ราชประสงค์ เลือกหนังสือศิลปะและการออกแบบ พร้อมเล่าเรื่องสั้นๆ ในงบประมาณร้านละ 5,000 บาท

ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ศึกเพื่อชาติครานี้ช่างเหี้ยมโหดนัก ขณะที่รวบรวมรายชื่ออยู่ ใจก็อยากได้ The Colour of Time ของ Dan Jones & Marina Amaral BLONOTE ของ Tablo และอีกหลายๆ เล่มจากทั้งสามร้าน แต่ต้องอดทนรอให้ถึงวันที่ 15 ธันวาคมก่อน

อนึ่ง การช้อปหนังสือช่วยชาตินี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศผ่านการอ่าน

ไม่ว่าจะซื้อหนังสือให้ตัวเองหรือซื้อเป็นของขวัญปีใหม่มอบแก่กัลยาณมิตร จะอ่านเอาเรื่อง หรืออ่านเอาลด

เราและร้านหนังสือทั้งสามก็คัดสรรมาแล้วเพื่อคุณ

ก่อนจะจดรายชื่อหนังสือและออกไปช้อปช่วยชาติ เรื่องสำคัญที่คุณควรรู้คือ ทุกการใช้จ่ายจะต้องเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2562 เท่านั้น โดยการลดหย่อนภาษีจะแบ่งการลดหย่อนในช่วงปีที่เกิดการซื้อ และต้องไม่ลืมเก็บรักษาใบเสร็จและใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบไว้ใกล้มือ

เตรียมพร้อมให้ดี ชาติกำลังต้องการคุณ!

 

Candide Books

1

คลังคำ

นักเขียน : ดร.นววรรณ พันธุเมธา
สำนักพิมพ์ : อมรินทร์
ราคา : 795 บาท

คลังคำ ไม่ใช่พจนานุกรม แต่เป็นหนังสือรวบรวมคำตามหมวดหมู่ เช่น ศิลปะ ศาสนา สิ่งที่เกี่ยวกับสถานที่และการเดินทาง ฯลฯ เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่ขาดแคลนคำศัพท์ สำหรับใช้งาน หรืออ่านเล่นก็ยังสนุก เมื่อถึงเวลาต้องใช้ก็หยิบมาใช้ได้ทันท่วงที ที่ท้ายเล่มยังมีดรรชนี เรียงตามตัวอักษร สำหรับใครต้องการคลังคำเพิ่มขึ้นในความหมายเดียวกัน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าความรุ่มรวยคำของภาษาไทยนั้นมีมากเพียงใด

 

2

วัยหนุ่ม

นักเขียน : วรพจน์ พันธุ์พงศ์
สำนักพิมพ์ : บางลำพู
ราคา : 450 บาท

มีอะไรเกิดขึ้นกับวัยหนุ่มของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะแนวคิด ความเชื่อ ความรัก ความหลงใหลในการทำงาน ความเสียใจ ความผิดหวัง ความผุๆ พังๆ ชีวิตที่มีมุมเข้ารกเข้าพง อ่อนไหว อ่อนโยน ไปจนกระทั่งมุมโรแมนติก จะอ่านเพื่อลิ้มรสความสนุกก็โคตรสนุก อ่านเพื่อเรียนรู้การเติบโตของมนุษย์สักคนหนึ่ง หนังสือเล่มมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

 

3

ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน

นักเขียน : นฤพนธิ์ สุดสวา
สำนักพิมพ์ : ผจญภัย
ราคา : 265 บาท

ชื่อหนังสือเป็นหนึ่งในเรื่องสั้นเก้าเรื่องของ นฤพนธ์ สุดสวาท (อันที่จริงในเล่มมีเรื่องสั้น 8 เรื่อง แต่เราขอนับรวม ‘เสมือนคำนำ’ เข้าไปด้วย) เขาพาเราลัดเลาะไปทั่วประเทศ บางเรื่องก็ข้ามฟากไปถึงปีนัง บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้คนที่ติดอยู่ในการรอคอยและการพลัดพราก ท่ามกลางบรรยากาศที่กึ่งจริงกึ่งฝัน เขียนออกมาด้วยถ้อยคำกระชับสั้น แต่ทิ้งความรู้สึกไว้ในใจผู้อ่านเนิ่นนาน

 

4

บางลวง

นักเขียน : ปราบดา หยุ่น
สำนักพิมพ์ : ไต้ฝุ่น
ราคา : 200 บาท

รวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดจาก ปราบดา หยุ่น เรื่องราวของผู้คนอันหลากหลาย ‘บางลวง’ เป็นเมืองเล็กๆ ที่เหมือนปิดตัวเงียบแต่ก็พร้อมเปิดรับผู้คนมากหน้าหลายตา มีวิถีชีวิตและศรัทธาของตนเองอย่างเข้มข้น อุดมไปด้วยธรรมชาติอันงดงามบริสุทธิ์ แต่ก็มีเรื่องราวดำมืดมากมายถูกฝังกลบเอาไว้ บางลวงอาจไม่มีอยู่จริง แต่กลับสมจริงจนน่ากลัว

 

5

ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น

นักเขียน : jirabell
สำนักพิมพ์ : บันบุ๊กส์
ราคา : 175 บาท

ความเรียงอบอุ่นกระตุ้นความทรงจำจาก jirabell ผ่านเรื่องราวตลอด 28 ปี ที่เขากับ ‘อี๊’ อยู่ด้วยกันมา ที่ทำให้เราได้ทบทวนว่าแท้จริงแล้ว เรื่องที่แสนธรรมดา วันพ้นวันไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา แต่การได้ใช้วันเวลาแสนธรรมดาร่วมกันมาเนิ่นนานและจะอยู่กันไปอย่างนี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตใครสักคนหนึ่งช่างเป็นเรื่องพิเศษ

 

6

ร่างของปรารถนา

นักเขียน : อุทิศ เหมะมูล
สำนักพิมพ์ : จุติ
ราคา : 390 บาท

นวนิยายที่เข้มข้นและท้าทาย ในยุคสมัยที่ผู้คนถูกสังคมกดทับ พูดไม่ได้ ไม่ให้พูด และขาดอิสรภาพ เต็มไปด้วยเส้นแบ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตนเองกับผู้อื่น ชีวิตกับความตาย ชายกับหญิง อดีตกับอนาคต ปัจเจกกับรัฐ ฝ่ายที่ควบคุมและถูกควบคุม ตัณหากับสิ่งที่มาสนอง เรื่องราวถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิตและความรักของจิตรกรผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่ช่วงปี 1990 จนถึงปัจจุบัน พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านของสภาวะทางการเมืองที่สั่นสะเทือนและแปรปรวนอย่างรุนแรง และตั้งคำถามให้ฉุกคิดว่า “การมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่?”

 

7

พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

นักเขียน : วีรพร นิติประภา
สำนักพิมพ์ : มติชน
ราคา : 340 บาท

ปีนี้ ถ้าไม่พูดถึงหนังสือเล่มนี้แทบจะไม่ได้เลย วีรพรเขียนหนังสือมาแค่ 2 เล่ม แต่ได้รางวัลทั้งสองเล่ม ไ่ม่ธรรมดาเลย ประวัติศาสตร์ของลูกจีนที่เกิดและเติบโตในไทย ร้าวราน หัวใจสลาย แบบที่ตำราเรียนไม่สามารถทำได้ เราชอบนวนิยายของวีรพรตรงที่อ่านให้เป็นเรื่องรักเศร้าเคล้าน้ำตา ประโลมโลกย์ก็ได้ อ่านแบบเชิงลึกมีเลเยอร์ของเรื่องทางสังคมซ้อนทับอยู่ก็ได้ และมันไม่มีท่าทีของการ ‘ข่ม’ คนอ่านแม้แต่น้อย

 

8

โอชากาเล

นักเขียน : กฤช เหลือลมัย
สำนักพิมพ์ : Way of Book
ราคา : 350 บาท

ความเรียงว่าด้วยอาหารที่ทำให้เราเห็นร่องรอยวิถีชีวิตของผู้คน เห็นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมทั้งการตั้งคำถามกับความเป็นไทยผ่านเรื่องราวของอาหาร อาหารแต่ละอย่าง มีภูมิหลังโลดแล่นไปตามสภาพสังคมแต่ละยุคสมัย เป็นชีวิตที่มีพลวัตเคลื่อนไหวถ่ายเทไปมาและขยับขยายเปลี่ยนแปลง อาหารก็มีบริบทด้วยตัวมันเองอยู่เสมอ การตัดสินว่าสูตรไหนเป็นสูตรเก่าแก่และมีความเป็นไทยมากกว่าสูตรอื่น ดูจะไม่ใช่ข้อสรุปของหนังสือเล่มนี้

 

9

นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน

นักเขียน : แอนนา เลียวโนเวนส์
นักแปล : อบ ไชยวสุ
สำนักพิมพ์ : Shine Publishing House
ราคา : 1,010 บาท (ปกแข็ง)

บันทึกประสบการณ์ในความทรงจำของ แอนนา เลียวโนเวนส์ ครูพี่เลี้ยงชาวอังกฤษในราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ 4 แม้หลายอย่างที่แหม่มแอนนาถ่ายทอดจะยังเป็นที่ถกเถียงว่าจริงหรือไม่ เป็นไปได้หรือ แต่การผสมปนเประหว่างสิ่งที่แอนนาบันทึกไว้จริงกับสิ่งที่เธอแต่งขึ้นก็ได้เกิดเป็นปรากฏการณ์หลายอย่าง เกิดงานเขียนขึ้นมาโต้แย้ง ถูกดัดแปลงซ้ำและเผยแพร่ผ่านศิลปะที่มีพลังอีกหลายแขนง จนทุกวันนี้ก็ยังมีผู้สนใจคนใหม่มาศึกษาอยู่เสมอ อนึ่ง คำนำเสนอของบรรณาธิการเล่มคือ วาด รวี ที่เขียนเพื่มเติมขึ้นมานั้นสนุกอย่างยิง ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

10

ขอสวรรค์จงมาถึง

นักเขียน : ฆนาธร ขาวสนิท
สำนักพิมพ์ : แซลมอน
ราคา : 210 บาท

ตัวอักษรของคนวัยหนุ่มมีเสน่ห์เสมอ เพราะมันเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความสด ใหม่ ความมั่นอกมั่นใจ หรือแม้แต่ความขัดเขิน สิ่งเหล่านี้ผสมคละเคล้าในตัวหนังสือของคนหนุ่ม และยิ่งโดยเฉพาะเป็นนวนิยายเล่มแรกด้วยแล้ว ฆนาธร น่าจะเป็นนักเขียนหนุ่มทีน่าจับตามองที่สุดในงานเรื่องแต่งของวัยหนุ่ม การเดินทางกลับบ้าน ตามหาอดีตคนรัก โดยมีความทรงจำนำทาง น่าสนใจที่จะติดตามอ่านไหมเล่าพล็อตเรื่องแบบนี้

 

11

50 Fuel Romance วอนท์เชื้อเพลิงโรมานซ์เว่อร์

นักเขียน : อุเทน มหามิตร
สำนักพิมพ์ : P.S.
ราคา : 285 บาท (ปกแข็ง มีภาพประกอบสี่สี)

50 เรื่องรักโรแมนติกแบบแฟลชฟิคชันของ อุเทน มหามิตร ถ้าใครไม่ชอบกฎเกณฑ์ ไม่ชอบการตีกรอบ จะต้องชอบตัวหนังสือของอุเทน มหามิตร เรื่องราวโกหก เชื่อใจ ยินยอม วายป่วง บนเส้นทางของความโรแมนติก ว่ากันว่าความซีเรียสและความตลกมีเส้นกั้นนิดเดียว เรื่องสั้นมากๆ ของอุเทนในแต่ละเรื่องของเขาในเล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น อ่านเอาฮาก็ได้ อ่านเอาซีเรียสก็ได้ และในหลายๆ ครั้งความรักมันก็ตลกร้ายแบบนี้แล

 

The Booksmith & The Papersmith by The Booksmith

1

Italy Crafted

นักเขียน : พลอย จริยะเวช
สำนักพิมพ์ : Openbooks
ราคา : 495 บาท

Italy Crafted ไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว แต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวและศาสตร์ของการทำงานที่รักอย่างมีคุณภาพ ไม่เพียงชวนให้เห็นแง่งามของความตั้งใจ Italy Crafted ยังชวนให้เราตระหนักถึงรากและคุณค่าของงานฝีมือแต่ละชิ้น

 

2

The Grand Hostel

นักเขียน : BudgetTraveller
สำนักพิมพ์ : Gestalten
ราคา : 1,255 บาท

เมื่อพูดถึง Hostel เรามักจะคิดถึงภาพจำเรื่องที่พักราคาถูก สะดวก และเต็มไปด้วยนักเดินทางอายุน้อยๆ แต่ในความเป็นจริง Hostel มีความหมายและความน่าสนใจที่มากกว่านั้น ใน The Grand Hostel จะพาเราไปทำความรู้จักคำว่า ‘น้อยแต่มาก’ จากตัวอย่างของ Hostel ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนความคิดว่า Hostel เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนไปอย่างสิ้นเชิง ยังสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้มีฝันอยากเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดกะทัดรัดแบบนี้

 

3

The Art of the Fold

นักเขียน : Hedi Kyle and Ella Warchol
สำนักพิมพ์ : Laurence King
ราคา : 1,175 บาท

เพราะกระดาษและหนังสือไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่บันทึกเรื่องราวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของงานสร้างสรรค์อื่นๆ ได้อีกมากมาย หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปทำความรู้จักกระดาษในอีกหลากหลายมิติที่ซับซ้อนกว่าที่เราคุ้นเคย

 

4

Newspaper Design

นักเขียน : Javier Errea
สำนักพิมพ์ : Gestalten
ราคา : 2,100 บาท

เราเชื่อว่าในทุกๆ แพลตฟอร์มยังมีความน่าสนใจในตัวเองเสมอ ในวันที่ใครๆ ก็บอกว่าหนังสือพิมพ์ “กำลังจะตาย” เราพบว่าจริงหนังสือพิมพ์เป็นตัวแทนที่ดีคำว่า “The Print is Dead, Long Live Print” เพราะไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก หนังสือพิมพ์ก็ยังมีเรื่องราวและข่าวสารที่ต้องการบอกต่อ และการออกแบบหนังสือพิมพ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตของสื่อสิ่งพิมพ์ให้หมุนต่อไป

 

5

The Colour of Time

นักเขียน : Dan Jones & Marina Amaral
สำนักพิมพ์ : Head of Zeus
ราคา : 1,175 บาท

ทุกครั้งที่ดูภาพถ่ายขาวดำในอดีต เรามักจะคิดสงสัยว่าสีจริงที่เกิดขึ้น ณ เวลาที่บันทึกภาพนั้นๆ คือสีอะไร เป็นจุดเริ่มต้นให้ Dan Jones และ Marina Amaral นำภาพขาวดำอายุกว่าร้อยปีมาเติมสีสันฟื้นคืนชีวิตได้อย่างน่าตื่นตา และนอกจากจะเห็นวิถีชีวิตจากสีสันที่ปรากฏบนสีหน้าและบริบทที่รายล้อม เรายังได้รู้จักชีวิตในอีกมุมที่ชัดเจนขึ้น

 

หมายเหตุ : ราคารวมทุกเล่ม 6,200 บาท แต่ช่วงนี้มีโปรโมชันเหลือ 5,010 บาทครับ

 

Bookmoby

1

บุรุษปราสาทฟ้า

นักเขียน : Philip K. Dick
นักแปล : ยรรยง เต็งอำนวย
สำนักพิมพ์ : บทจร
ราคา : 338 บาท (ราคาเต็ม 375 บาท ลด 10%)

หนังสือที่ยากจะหาคำจำกัดความว่าเป็นนวนิยายไซไฟ ดิสโทเปีย การเมือง สืบสวนสอบสวน หรือ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผลงานของ ฟิลิป เค. ดิก (Philip K. Dick) ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องแบบ Alternative History จินตนาการถึงเหตุการณ์จะที่เกิดขึ้นหากจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เป็นไปในทิศทางตรงข้าม เขย่าและพลิกผันให้สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเยอรมนีกับญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกากลายเป็นดินแดนของผู้พ่ายแพ้

 

2

BLONOTE โบลโน้ต

นักเขียน : Tablo
นักแปล : อิสริยา พาที
สำนักพิมพ์ : Chaichai Books
ราคา : 248 บาท (ราคาเต็ม 275 บาท ลด 10%)

“ยิ่งเป็นคนที่อยู่ลึกลงไปในใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นคนที่เอื้อมไปไม่ถึงมากเท่านั้น”

หนังสือเล่มที่นักอ่านสายเกาหลายคนรอคอย หนังสือที่ไม่ใช่นวนิยาย ความเรียง หรือบทกวี เป็นเพียงถ้อยความลงท้ายของทาโบลในรายการวิทยุยามดึก ถ้อยคำเพียงสั้นๆ แต่กินใจและหลากความตามแต่ประสบการณ์และการตีความของผู้อ่าน หากคุณกำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เพียงสุ่มเปิดหนังสือสักหน้า อาจพบจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ หรือทำให้ความทุกข์กังวลใจสิ้นสุด วางหนังสือเล่มนี้ไว้ใกล้มือ เผื่อเวลาใดที่หัวใจเกิดสั่นคลอน

 

3

ออร์แลนโด: ชีวประวัติ (Limited Hardcover)

นักเขียน : Virginia Woolf
นักแปล : จุฑามาศ แอนเนียน
สำนักพิมพ์ : Library House
ราคา : 495 บาท (ราคาเต็ม 550 บาท ลด 10%)

‘ออร์แลนโด’ คือนามของบุคคลไร้ขอบเขตตัวตน ดำรงอยู่อย่างไร้กาล ก้าวข้ามอิสระแห่งเพศและอัตลักษณ์ กลายสภาพไปตามยุคสมัยแห่งประวัติศาสตร์ ครอบครองเสรีภาพในตัวตนเหนือความจริง ธรรมชาติและจินตนาการทั้งปวง งานเขียนซึ่งเปรียบดั่งจดหมายรัก แฝงเร้นร่องรอยชีวิตและความรู้สึกทางใจที่มีต่อกันผ่านถ้อยคำวิจิตรงดงาม นัยลึกล้ำ เหนือชั้นด้วยความแพรวพราวทางภาษาอันเป็นความสามารถและพรสวรรค์เยี่ยมยอด หนึ่งในนวนิยายชิ้นเอกในศตวรรษที่ 20 ของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ โดดเด่นจากวิธีเขียนแบบกระแสสำนึกซึ่งสะท้อนเสรีภาพแห่งอัตลักษณ์ของเพศทางเลือก ความเท่าเทียม และอคติทางเพศของสังคม

 

4

หนังสือ/เมืองเล็ก/ความรัก

นักเขียน : Katarina Bivald
นักแปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่
ราคา : 365 บาท (ราคาเต็ม 405 บาท ลด 10%)

เมื่อปล่อยให้หนังสือเข้ามาในชีวิต เรื่องเกินคาดสุดขีดอาจเกิดขึ้นได้… นวนิยายที่จะเตือนเราให้อบอุ่นในหัวใจว่าเพราะเหตุใดเราจึงเป็นคนรักหนังสือ เรื่องราวสุดฉลาดแสนน่ารักที่บอกให้เรารู้ว่าหนังสือสามารถหาเราพบ เปลี่ยนแปลงเรา และเชื่อมเราเข้าด้วยกันได้อย่างไร

 

5

ยูโทเปีย

นักเขียน : Sir Thomas More
นักแปล : สมบัติ จันทรวงศ์
สำนักพิมพ์ : สมมติ
ราคา : 180 บาท (ราคาเต็ม 200 บาท ลด 10%)

วรรณกรรมเสียดสีล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของสังคม งานวรรณกรรมอมตะ กล่าวถึงยูโทเปียซึ่งเป็นประเทศตั้งบนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ มีแม่น้ำล้อมรอบและมีแผ่นดินล้อมรอบอีกชั้นเพื่อป้องกันพายุและการบุกรุกของผู้คนจากดินแดนอื่น ผู้คนล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเห็นแก่ตัว แบ่งปันความรักซึ่งกันและกัน มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน

 

6

นายพลในเขาวงกต

นักเขียน : Gabriel García Márquez
นักแปล : ไพรัช แสนสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ : สามัญชน
ราคา : 338 บาท (ราคาเต็ม 375 บาท ลด 10%)

หนังสือแห่งความรุ่มรวยหลากหลายสิ่ง…ท้าทายและทรงคุณค่ามากมายในระดับแตกต่างกันไป นายพลในเขาวงกต นับเป็น ‘นวนิยายอิงประวัติศาสตร์’ หรือ ‘ชีวประวัติ’ ของโบลิวาร์ วีรบุรุษผู้นำประชาชนในลาตินอเมริกาลุกขึ้นดิ้นรนต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอำนาจปกครองของสเปน

 

7

จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น

นักเขียน : J. D. Salinger
นักแปล : ปราบดา หยุ่น
สำนักพิมพ์ : ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่ง
ราคา : 317 บาท

ผลงานชิ้นเอกของ เจ.ดี. ซาลินเจอร์ เรื่องราวของโฮลเดน คอลฟีลด์ เด็กหนุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย ขวางโลก ปากร้าย ขณะเดียวกันก็ช่างอ่อนไหว เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมองโลกในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร หากแต่โชคร้าย เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนและไม่อยากให้พ่อแม่รู้ จึง ‘เตร็ดเตร่’ อยู่ในนิวยอร์กใกล้กับอพาร์ตเมนต์ของครอบครัว รอเวลาจนถึงวันหยุดคริสต์มาสแล้วจึงค่อยบอกให้พ่อแม่รู้ หนังสือซึ่งเคยถูกจัดให้เป็นหนังสือ ‘ต้องห้าม’ สำหรับนักเรียนในสหรัฐอเมริกา และในทางกลับกัน ก็เป็นหนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

 

8

รักของคนเขลา

นักเขียน : ทานิซากิ จุนอิจิโร
นักแปล : พรพิรุณ กิจสมเจตน์
สำนักพิมพ์: JLIT
ราคา : 425 บาท

นวนิยายผลงานจากปลายปากกาของทานิซากิ เรื่องราวของความรักต่างวัย เรื่องราวของชายหนุ่มฉกรรจ์ผู้สมถะ ซึ่งถูกตาต้องใจกับสาวน้อยวัยสะพรั่ง ความรักต่างวัยจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เมื่อการเฝ้าดูการเจริญโตของสาวน้อยเป็นเรื่องที่น่าเบิกบานใจและน่ากังวลใจในเวลาเดียวกัน ชวนให้ตั้งคำถามต่อรักแท้อันบริสุทธิ์และอารมณ์หลงใหลใคร่ครวญ

 

9

ใต้เวิ้งฟ้า

นักเขียน : Paul Bowles
นักแปล : อทิมา
สำนักพิมพ์ : มติชน
ราคา : 380 บาท

วรรณกรรมคลาสสิกที่บรรยายถึงความเวิ้งว้างของชีวิต ข้อจำกัดในการเข้าใจกันของมนุษย์ และความไม่จีรังของตัวตน ผ่านการเดินทางผจญภัยในทวีปแอฟริกาตอนเหนือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวอเมริกัน 3 คนหวังจะเดินทางเพื่อเก็บประสบการณ์และหลีกหนีความเสียหายจากสงครามโลก เพื่อไปสัมผัสทะเลทรายซาฮาราอันแสนโรแมนติก แต่สิ่งที่พบคือความแปลกแยกทั้งกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และต่อกันและกันเอง

 

10

หากหัวใจไม่สามัญ

นักเขียน : Orhan Pamuk
นักแปล : นพมาส แววหงส์
สำนักพิมพ์ : มติชน
ราคา : 630 บาท

หากหัวใจไม่สามัญ วรรณกรรมของ ออร์ฮาน ปามุก สะท้อนทัศนะต่อบริบทประวัติศาสตร์ของตุรกีในช่วงทศวรรษนั้นผ่านสายตาของชนชั้นล่าง เรื่องราวขึ้นเมื่อ เมฟลุต คาราตัช ตัดสินใจจะพาผู้หญิงที่เขารักหนีตามกันไปตั้งรกรากใหม่  แต่โชคชะตาก็เล่มตลกเมื่อผู้หญิงที่เขาลักตัวมากับป็นคนละคนกัน

 

11

เดเมียน

นักเขียน : Hermann Hesse
นักแปล : สดใส
สำนักพิมพ์ : เคล็ดไทย
ราคา : 279 บาท (ปกแข็ง ราคาเต็ม 310 บาท ลด10%)

นวนิยายที่กล่าวถึงการแสวงหาจนพบตัวตนแท้ ซึ่งจะทำให้บุคคลพบอิสระที่แท้จริง เรื่องราวของ ‘เอมิล ซินแคลร์’ ชายหนุ่มผู้กำลังค้นหาตัวเอง เมื่อได้ก้าวไปสู่อีกโลกหนึ่งของตัวเองซึ่งเป็นโลกแห่งความน่ากลัวและโหดร้าย และหลงเดินเข้าไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยอันตรายของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกแห่งความจริงที่เขาต้องเผชิญ ทำให้เขาเริ่มต้นที่จะค้นหาความเป็นตัวเองโดยมีเดเมียน เพื่อนนักเรียนสมัยเด็ก เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน…

 

12

รอสฮัลด์

นักเขียน : Hermann Hesse
นักแปล : สดใส
สำนักพิมพ์ : เคล็ดไทย
ราคา : 270 บาท (ปกแข็ง ราคาเต็ม 300 บาท ลด 10%)

เรื่องราวของ ‘โยฮันน์ เวรากุธ’ จิตรกรใหญ่ผู้โด่งดัง เขาน่าจะเป็นผู้ชายที่มีความสุขคนหนึ่ง แต่ชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวและความรักที่มีต่อลูกน้อยทำให้เขาติดบ่วงอยู่ในความว่างเปล่า ภายในกำแพงรั้วของคฤหาสน์ ‘รอสฮัลด์’

 

13

ปีเตอร์ คาเมนซินด์

นักเขียน : Hermann Hesse
นักแปล : สดใส
สำนักพิมพ์ : เคล็ดไทย
ราคา : 261 บาท (ปกแข็ง ราคาเต็ม 290 บาท ลด 10%)

นวนิยายเรื่องแรกของ เฮอร์มานน์ เฮสเส ซึ่งได้รับความสำเร็จท่วมท้น ต้นแบบของเรื่องแต่งที่พรรณนาด้วยภาษางดงาม เรื่องราวของปีเตอร์ คาเมนซินด์ หนุ่มชาวชนบทผู้มีโอกาสเดินทางไปในโลกกว้าง ได้เรียนรู้ว่าความสุขจากการ ‘ให้’ นั้นใหญ่หลวงนัก ความรักที่เขามีต่อภูเขาสูง ธรรมชาติ และชีวิตในชนบทบ้านเกิด ทำให้เขาได้กลับมาพบความสงบอบอุ่นที่แท้จริง ยามได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้านและธรรมชาติที่คุ้นเคย

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
506

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load