23 มิถุนายน 2563
9 K

ทันทีที่ภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่โพสต์ภาพอาคารบอมเบย์เบอร์มาหรือบ้านเขียวที่ถูกทุบทิ้งแบบไม่เหลือซาก โลกโซเชียลก็แห่แชร์ภาพข่าวดังกล่าวกันกระหน่ำ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั้งในจังหวัดแพร่และทั่วประเทศไทย หลายฝ่ายมีข้อสงสัยและคำถามต่างๆ นานาตามมาว่า ทำไมไม่อนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ และประวัติศาสตร์การเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมป่าไม้ของบริษัทข้ามชาติในอดีต 

บ้านโบราณ, แพร่, บอมเบย์เบอร์มา
บ้านโบราณ, แพร่, บอมเบย์เบอร์มา
อาคารบอมเบย์เบอร์มาหรือบ้านเขียวที่แพร่
ภาพ : นันธนา อุดมชัยพัฒนากิจ

อาคารบอมเบย์เบอร์มาเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 มีอายุราว 131 ปี เป็นอาคารสำนักงานของบริษัทบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) ที่เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ โดยได้รับสัมปทานทำไม้ในบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก อาคารดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ปัจจุบันอยู่ในบริเวณสวนรุกขชาติเชตวัน ริมแม่น้ำยม ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) 

อาคารสำนักงานแห่งนี้ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การค้าไม้ที่เมืองแพร่และประเทศไทยเมื่อ 130 กว่าปีก่อน และเป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักเมืองแพร่ที่มีชื่อเสียงและผูกพันอย่างแนบชิดกับชาวเมือง อย่างที่ปรากฏในคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม” 

บอมเบย์เบอร์มา มาจากไหน

บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 โดย 6 พี่น้องชาวสก็อตตระกูลวอลเลซ จากเมืองเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ เดิมทีพี่น้องกลุ่มนี้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจไร่ชาภายใต้ชื่อ Wallace Brothers and Company ที่เมืองบอมเบย์ (ปัจจุบันคือมุมไบ) สมัยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาได้ขยายธุรกิจมายังเมืองย่างกุ้งของพม่า เพื่อผลิตไม้สักส่งออกไปยังจีนและอินเดีย โดยก่อตั้งบอมเบย์เบอร์มาขึ้นมา มีบริษัทแม่อยู่ที่เมืองย่างกุ้ง นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจอื่นร่วมด้วย เช่น ธุรกิจการผลิตฝ้าย การส่งออกข้าวและยาง สำรวจแหล่งน้ำมัน บริการธุรกรรมด้านการเงิน ระบบโลจิสติกส์ ครอบคลุมไปจนถึงธุรกิจโรงพิมพ์ในสมัยอาณานิคม 

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
อาคารบอมเบย์เบอร์มา สำนักงานใหญ่ที่เมืองย่างกุ้ง สร้างเมื่อ ค.ศ. 1915 ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของ Myanmar National Airlines

เหตุผลที่ธุรกิจไม้สักเป็นที่นิยม เพราะขณะนั้นมีรายงานข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในแวดวงธุรกิจว่า กัปตันเรือชาวเดนมาร์กรายหนึ่งบรรทุกไม้สักจากตะวันออกเต็มลำเรือ ล่องไปขายยังเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ และทำกำไรได้ถึงเท่าตัว ข่าวนี้แพร่สะพัดเป็นที่รับรู้ของบรรดาบริษัทสัญชาติอังกฤษ ทำให้บริษัทเหล่านั้นต่างตื่นตัวและเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจของตนให้เติบโต

อันที่จริงบอมเบย์เบอร์มาได้รับสัมปทานทำป่าไม้ในพม่าอยู่ก่อนแล้วในขณะนั้น แต่หลังจากข่าวดังกล่าวก็เห็นโอกาสในการขยายกิจการเข้ามาในหัวเมืองล้านนา โดยส่งคนของบริษัทจากเมืองมะละแหม่ง (เมาะลำไย) เข้ามาสำรวจปูทางไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เนื่องจากเล็งเห็นกำไรก้อนโตที่จะเกิดขึ้นจากการขยายธุรกิจไม้สักส่งออกไปขายยังประเทศในยุโรป นอกเหนือจากที่เคยขายเฉพาะแค่ในประเทศแถบตะวันออกไกล เป็นเหตุให้ต่อมาการทำป่าไม้ในพม่าและหัวเมืองล้านนา โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ เกือบทั้งหมด ตกอยู่ในมือของบริษัทค้าไม้ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอมเบย์เบอร์มาและบริษัทคู่แข่งหลักๆ อย่างบริติชบอร์เนียว สยามฟอเรสต์ หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ และ อีสต์เอเชียติก บริษัทสัญชาติเดนมาร์ก

บอมเบย์เบอร์มาเป็นบริษัทเก่าแก่อันดับต้นๆ ที่เปิดธุรกิจในอินเดีย ผลกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำในอินเดีย พม่าและหัวเมืองล้านนาทำให้พี่น้องตระกูลวอลเลซก้าวขึ้นติดอันดับนักธุรกิจด้านการเงินแถวหน้าในลอนดอน ต่อมาเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ตระกูล Visanji ได้ซื้อกิจการของพี่น้องวอลเลซ ปัจจุบันบอมเบย์เบอร์มาถูกควบรวมเข้ากับกลุ่ม Wadia Group ในนครมุมไบ

ไม้สักใช้ทำอะไร

ไม้สักได้รับการกล่าวถึงอย่างมากมายในวรรณกรรมโบราณและในหมู่นักเดินทางชาวอินเดีย แต่ไม่ได้มีการศึกษาหรือรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ หลังจากอังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม แน่นอนว่าพวกเขาได้สำรวจทรัพยากรทั้งบนดินและใต้ดิน พวกเขาค้นพบว่าในไม้สักมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่สะสมอยู่ในเนื้อไม้ โดยเฉพาะสักที่มีอายุมากๆ เป็นสารที่แมลงและปลวกไม่ชอบ ทำให้ไม้สักที่นำไปใช้ต่อเรือหรือทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ปลอดภัยจากปลวกและแมลง และยังมีอายุคงทนยาวนาน 

คุณสมบัติพิเศษของไม้สักดังกล่าว ทำให้มีความต้องการนำไม้สักไปใช้แทนไม้โอ๊กและไม้ไพน์ในอุตสาหกรรมต่อเรือที่เฟื่องฟูมากในยุคล่าอาณานิคม โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้ปกครองจากรัฐต่างๆ ในอินเดีย ยุโรป และกลุ่มพ่อค้ารายใหญ่และรายย่อยอื่นๆ 

ความต้องการไม้สักที่สูงมาก ทำให้พวกเขาถึงขั้นออกกฎไม่ให้ชาวพื้นเมืองที่อยู่ภายใต้อาณานิคมใช้ไม้สัก กอปรกับก่อนหน้านี้มีรายงานว่าอังกฤษไม่อนุญาตให้ตัดไม้โอ๊กมาใช้ต่อเรือ เพราะต้องการอนุรักษ์ป่าไม้โอ๊ก

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
ช้างที่ใช้ปฏิบัติงาน งัด ลาก ดัน ดึง ภาพจากกล้องของ P. Marshall
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
การลำเลียงไม้สักลงแม่น้ำลำห้วย ภาพจากกล้องของ P. Marshall 
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
เต็นท์คนงานทำไม้ ภาพจากกล้องของ P. Marshall 

ถ้าเราค้นดูรูปถ่ายเก่าๆ ที่ถ่ายโดยนายห้างฝรั่งค้าไม้ในยุคอาณานิคม จะพบว่าส่วนใหญ่เล่าเรื่องราวการลำเลียงไม้สักออกมาจากป่าในดินแดนแถบนี้เพื่อส่งออกไปขายยังยุโรป อย่างภาพถ่ายโบราณจากกล้องรุ่น Kodak Autographic Model B ของ เพอร์ซิวาล มาร์แชล (Percival Marshall) ผู้จัดการบริษัทบอมเบย์เบอร์มา ประจำสาขาแม่ที่พม่า ช่วงทศวรรษ 2460 บันทึกภาพบรรยากาศช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นเวลาที่ฝรั่งนายห้างป่าไม้เข้าป่า เพื่อดูแลการชักลากซุงจากภูเขาสูง และเตรียมการล่องซุงในช่วงฤดูน้ำหลาก 

ในช่วงนี้มีการตั้งแคมป์คนงานทำไม้ ช้างนับร้อยเชือกของบริษัทถูกจัดวางให้ทำงานในตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่างๆ ในป่า เมื่อช้างลากไม้มาเรียงไว้บริเวณริมแม่น้ำหรือลำห้วยแล้ว นายห้างป่าไม้จะดูแลตีตราทำเครื่องไม้ซุงแต่ละท่อนให้เรียบร้อย แล้วรอให้ฝนเทกระหน่ำลงมาจนน้ำป่าไหลบ่าเอ่อล้นลงมาตามแม่น้ำลำห้วย จากนั้นก็จะปล่อยให้ท่อนซุงไหลไปตามกระแสน้ำ มีรายงานว่าช้างของบอมเบย์เบอร์มาทั้งสาขาแม่ในพม่าและเครือข่ายในหัวเมืองล้านนามีไม่ต่ำกว่า 3,000 เชือกที่ใช้ปฏิบัติงานงัด ลาก ดัน ดึง ให้ท่อนซุงลอยไปตามลำน้ำได้อย่างสะดวก

เมื่อลำเลียงออกมาจากป่า และส่งออก นำไปแปรรูปต่อ เราไม่ค่อยได้เห็นภาพต่อจากนั้นสักเท่าไหร่ อย่างเช่นว่าการตลาดเป็นอย่างไรบ้าง อย่างที่เข้าใจกันว่าหลักๆ ส่งไปขายในต่างประเทศเพื่อเอาไปต่อเรือ แต่จริงๆ แล้วบอมเบย์เบอร์มาได้แปรรูปไม้สักและขายเป็นสินค้าให้กับชาวพื้นเมืองแถบนี้ด้วย 

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
โฆษณาขายเตียงไม้สักหนุ่มโสดของบอมเบย์เบอร์มา ย่างกุ้ง ค.ศ. 1936
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
เตียงไม้สักรูปพัดของบอมเบย์เบอร์มา
ภาพ : Yangon Vintage

บอมเบย์เบอร์มาสาขาแม่ที่เมืองย่างกุ้งปล่อยโฆษณาชิ้นหนึ่งออกมาใน พ.ศ. 2479 ว่า เอาไม้สักมาทำเป็นเตียงนอนสำหรับหนุ่มโสด ทำนองว่าถ้านอนเตียงของบอมเบย์เบอร์มาแล้วจะมีโชคมีลาภ แม้ว่าไม่มีคู่นอนก็ไม่เป็นไร นอนหลับได้สบาย ฟินเหมือนกัน ซื้อเตียงไม้บอมเบย์เบอร์มาไปนอนเลย รับรองฝันดี โดยเตียงไม้สักแบรนด์นี้นิยมทำปลายเตียงหรือหัวเตียงเป็นรูปพัดคลี่หรือพัดซี่ เรียกว่าเตียงไม้สักรูปพัด ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเตียงบอมเบย์

โฆษณาเสนอขายเตียงหนุ่มโสด ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนโสดมีอิทธิพลต่อการเติบโตของบริษัทบอมเบย์เบอร์มาด้วย เมื่อไม่ได้มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกับคนมีครอบครัว พวกเขาจึงยินดีจ่ายเพื่อตัวเองอย่างเต็มที่ แสดงศักยภาพการจับจ่ายใช้สอยที่มากมาย ไม่ต่างจากยุคปัจจุบันที่กลุ่มหนุ่มโสดมีแนวโน้มมองหาแบรนด์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์

ธุรกิจค้าไม้ในยุคอาณานิคมเติบโตเป็นอย่างมาก เกิดการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างดุเดือดเข้มข้น ชนิดใครเผลอเป็นไม่ได้ แม้ว่าเป็นสายเลือดอังกฤษด้วยกันก็ตาม และเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าบริษัทที่มีอิทธิพล มีศักยภาพ และมีความพร้อมสูงสุดในขณะนั้นคือบอมเบย์เบอร์มา 

หลังสิ้นสุดยุคสัมปทานป่าไม้โดยบริษัทต่างชาติไปแล้ว คนพื้นเมืองที่อยู่ในเขตพื้นที่สัมปทานป่าไม้ของบริษัทต่างชาติแต่เดิมยังมีอาชีพทำไม้ ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้การทำไม้จากบริษัทต่างชาติทั้งหลายเป็นระยะเวลานานกว่ากึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดแพร่ พบว่าอาชีพหลักและวิถีชีวิตของคนจังหวัดแพร่ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับไม้สัก และเมื่อ พ.ศ. 2557 จังหวัดแพร่ได้ประกาศยุทธศาสตร์เป็น Furniture City


ข้อมูลอ้างอิง

Writer

วทัญญู ฟักทอง

มีชื่อพม่าว่า Htay Win เป็นช่างเรียงคำ แปลความ ล่ามภาษาไทย-พม่า พม่า-ไทย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แต่ก่อน ใครจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพดีก็ต้องไปซื้อที่เมืองแพร่ เพราะไม้ทั้งสวย ดีไซน์ก็ดี ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งเรื่องไม้ของภาคเหนือ และไหน ๆ ก็ไปเยือนแล้ว ต้องไม่ลืมแวะไหว้พระธาตุช่อแฮเป็นสิริมงคลก่อนกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นจะถือว่าไปไม่ถึง 

เส้นทางท่องเที่ยวฉบับคนต่างถิ่นที่กล่าวมาคงเป็นจังหวัดแพร่ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวหลายคนที่เคยไปเยือน แต่กลับแตกต่างจากผู้คนที่เติบโตที่นี่อย่างสิ้นเชิง เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว แพร่ไม่ใช่แค่เมืองที่ขับรถผ่าน แต่เป็นบ้านที่มีเรื่องราวมากมาย

กิ๊ก-กานต์ศิริ พิทยะปรีชากุล สไตลิสต์และแฟชั่นดีไซเนอร์ เจ้าของ Homelynestphrae โฮมสเตย์ดีไซน์สวยบอกอย่างนั้น จากมุมของคนจากบ้านไปแล้วกลับมาอีกครั้ง ทำให้เธอมองเห็นแพร่ในความทรงจำชัดขึ้น ทั้งย่านที่เติบโต ร้านประจำในวัยเด็ก อาหารรสมือคุณยาย และของอร่อยบนถนนเจริญเมือง ที่เป็นแรงบันดาลใจอยากให้เธอเล่าเรื่องเมืองแพร่แบบที่เธอเคยได้สัมผัสให้ทุกคนฟังอีกครั้ง

‘Made in Charoenmuang’ เป็นโครงการที่ชักชวน 5 ร้านดั้งเดิมบนถนนเจริญเมืองและเหล่านักสร้างสรรค์ในเมืองแพร่มากฝีมือ มาร่วมมือกันออกแบบงานดี ๆ และพัฒนาร้านเจ้าเก่าของวัยเก๋าด้วยดีไซน์ใหม่ ๆ โดยยังรักษาเอกลักษณ์และกลิ่นอายของอดีตที่หอมหวานเอาไว้แต่อย่างเดิม

โครงการนี้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA (Creative Economy Agency) ได้ชักชวน กิ๊ก และ ต้า-ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต จาก Wisdomative กลุ่มนักออกแบบที่ค้าผ้าและงานคราฟต์ มาออกแบบโปรเจกต์สนุก ๆ นี้ด้วยกัน ภายใต้ธีมอบอุ่นอย่าง ‘ฮ่อมคัมโฮม’

ฮ่อม มาจาก ใบห้อมซึ่งใช้ทำสีย้อมผ้าม่อฮ่อมขึ้นชื่อของคนแพร่ 

“คัมโฮม คือการกลับบ้าน” กิ๊กบอกกับเรา

 “เราจะได้เจอเพื่อน ๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์เท่านั้น เราอยู่บ้านตลอด ใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่แล้ว เราเลยถามเพื่อน ๆ ว่าถ้ากลับบ้านมา อย่างแรกที่อยากทำคืออะไร ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากกลับมากินของอร่อยที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารรสมือแม่ หรือของดี ของเด็ดในเมืองแพร่ ร้านสตรีทฟู้ด โลคอลฟู้ด หรือแม้แต่ของฝาก อย่างน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกแดง น้ำพริกน้ำย้อย ที่สร้างเศรษฐกิจให้แพร่มานาน

“โครงการนี้จึงอยากให้คนที่มาเยือนหวนคิดถึงเมืองแพร่ ว่ากลับบ้านมาแล้วทำอะไร ถ้ามากิน เรานึกถึงย่านเจริญเมืองเป็นอันดับแรก เพราะย่านนี้อาหารอร่อย” 

‘ฮ่อมคัมโฮม’ โปรเจกต์ชวนคนแพร่กลับบ้าน กินของอร่อยจากร้านเจ้าเก่าบนถนนเจริญเมือง

‘เจริญเมือง’ เรียกได้ว่าเป็นถนนเส้นวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่ ถนนแห่งนี้ดูดซับประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่เอาไว้มากมาย เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าของผู้คนในอดีต จะสัญจรไปไหนก็ต้องมาขึ้นรถบนถนนเส้นนี้ ทำให้สองข้างถนนตลอดทั้งสายเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ทั้งร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ไปจนถึงโรงมหรสพ ที่ตั้งอยู่ในอาคารทั้งแบบล้านนา ยุโรป และจีน

เมื่อเมืองขยายอาณาเขต ผู้คนบนถนนเส้นนั้นก็เริ่มย้ายออกไปอยู่ข้างนอก แม้แต่ครอบครัวของกิ๊กเองก็ย้ายออกไปห่างจากถนนเส้นเดิมอีก 2 คูหา มีย่านการค้าเกิดขึ้นมากมายเกิดขึ้นทั่วเมือง ‘เจริญเมือง’ ที่เคยเจริญรุ่งเรืองจึงกลายเป็นเพียงเรื่องราวในความทรงจำของผู้คนในยุคสมัยเท่านั้น มีเพียงโอกาสพิเศษอย่างวันสงกรานต์ที่ถนนเส้นนี้จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ในฐานะที่เกิดและเติบโตที่นี่ กิ๊กและต้า จึงนำ ‘อาหาร’ จากร้านดั้งเดิมบนถนนเส้นนี้เป็นประตูเปิดต้อนรับให้คนรุ่นใหม่ที่อยากกลับบ้านและผู้มาเยือน รู้จักกับเจริญเมือง และเข้ามาดู มากิน มาชม ชุบชีวิตเจริญเมืองให้มีชีวาอีกครั้ง

เปี๊ยกกาแฟโบราณ x Kummee Studio

สภากาแฟแห่งแรก ๆ ของเมืองแพร่

เปี๊ยกกาแฟโบราณเป็นร้านกาแฟเก่าแก่ของเมืองแพร่ มีบาริสต้าวัยเก๋าที่คนแพร่รู้จักกันในนาม ‘ป้าเปี๊ยก’ เป็นคนชงอยู่ที่บาร์เล็ก ๆ หน้าร้าน ด้วยความรักในกาแฟ ป้าเปี๊ยกจึงรับไม้ต่อร้านกาแฟจากรุ่นคุณแม่และสานต่อมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นร้านกาแฟโบราณเจ้าเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่บนถนนเจริญเมือง

‘ฮ่อมคัมโฮม’ โปรเจกต์ชวนคนแพร่กลับบ้าน กินของอร่อยจากร้านเจ้าเก่าบนถนนเจริญเมือง

เดิมร้านตั้งอยู่หน้าตลาดเทศบาล ศูนย์กลางความคึกคัก มีรถโดยสารเข้า-ออกทั้งวัน เพราะสมัยนั้นใครจะไปต่อรถไฟ ก็ต้องมารอรถเมล์ที่นี่ ร้านของป้าเปี๊ยกจึงกลายเป็นสภากาแฟให้ผู้คนแวะเวียนมาสร้างบทสนทนาไปโดยปริยาย

ปัจจุบันร้านย้ายมาอยู่ในคูหาหนึ่งของอาคารบนถนนเจริญเมือง ด้านในประดับประดาด้วยของสะสมเก่าแก่ที่ป้าเปี๊ยกชอบ เมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้คือไข่ลวกกับปลาท่องโก๋ร้อน ๆ แต่ที่อร่อยกว่าอาหาร คือบทสนทนาที่เคล้าไปกับบรรยากาศเก่า ๆ ชวนคิดถึง แขกไปใครมาก็ต้องแวะกลับมาทักทายป้าเปี๊ยกคนเดิมเสมอ ป้าเปี๊ยกจึงไม่ใช่แค่คนธรรมดา แต่ยังถือเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของย่านนี้เลยก็ว่าได้

เพราะป้าเปี๊ยกมีเรื่องราว จึงทำให้ Kummee Studio หยิบเอาความทรงจำเกี่ยวกับป้าเปี๊ยกมาออกแบบเป็นข้าวของ เครื่องใช้ ที่ทำให้นึกถึงป้าเวลาจิบกาแฟ 

โก้-ธัชพงศ์ พัฒนสารินทร์ ผู้มีไอเดียรักการปั้นตุ๊กตา ปัจจุบันเป็นช่างปั้นเซรามิกที่ใช้เทคนิคเขียนลายและเคลือบเผาเอง เมื่อได้ลงพื้นที่และทำความรู้จักกับป้าเปี๊ยก ก็เลยหยิบเอาคาแรกเตอร์อันชัดเจนมาสร้างสรรค์ผลงาน ออกแบบเป็นจาน ชาม แก้วกาแฟลายสวย รวมถึงแผ่นเมนูอาหารที่มีเรื่องเล่าของป้าอวลไปกับไอจากแก้วกาแฟ

เปี๊ยกกาแฟโบราณ

ที่อยู่ : 47/9 ต.ในเวียง อำ.เมืองแพร่ จ.แพร่ 

โทรศัพท์ : 0 5451 1819

แต๋วรวมมิตร x Warpzz Labs Creative Studiooh

ร้านขนมหวาน 50 ปีที่ยังมีรสมือเดิมตั้งแต่รุ่นคุณแม่

ปีนี้เป็นปีที่ 50 ของร้านขนมหวาน ‘แต๋วรวมมิตร’ ชื่อร้านอย่างไม่เป็นทางการที่คนเรียกติดปากจนกลายมาเป็นชื่อร้านจริง ๆ หลังจากป้าแต๋วจากไป ทายาทรุ่นสองก็เข้ามารับช่วงต่อ โดยคงรสมือของยุคป้าแต๋วเอาไว้ด้วยการใช้ทีมงานดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นคุณแม่

‘ฮ่อมคัมโฮม’ โปรเจกต์ชวนคนแพร่กลับบ้าน กินของอร่อยจากร้านเจ้าเก่าบนถนนเจริญเมือง

ในยุคของป้าแต๋วร้านเป็นเพิงเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในตลาดอรทัย ทำกันเอง ขายกันเองในครอบครัว มีเมนูเด็ดเป็นซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ และไอศกรีมวานิลลาโฮมเมดที่มีให้เลือกทั้งแบบแห้งและน้ำ แบบแห้งคือไอศกรีมทรงเครื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นแบบน้ำจะพิเศษกว่าตรงที่ราดน้ำกะทิลงไปด้วย ในช่วงหน้าหนาวก็มีเมนูของหวานร้อน อย่างบัวลอย ถั่วดำ เต้าส่วน ท้าทายอุณภูมิหลักสิบปลาย ๆ ของเมืองแพร่ โดยปัจจุบันมีถึง 4 สาขา และยังมีเย็นตาโฟ เต้าหู้ยี้ สูตรคุณพ่ออยู่ในร้านเดียวกันด้วย

ด้วยความที่ทายาทรุ่นนี้เปิดใจเต็มที่รับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงตั้งใจมาเสมออยากรีแบรนด์แต๋วรวมมิตรให้เป็นร้านของหวานสมัยใหม่ เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เข้าถึงรุ่นใหม่ได้ง่ายมาตั้งนานแล้ว เมื่อทั้งผู้ประกอบการและนักออกแบบได้มาพบกัน ทั้งคู่กลับพบแนวทางที่ต่างออกไป 

Warpzz Labs Creative Studiooh เป็นสตูดิโอทำงานออกแบบ สอนศิลปะและการแสดง โดย นิปัทม์ สุธิบุตร และ อิช์ค-กัลยทรรศน์ ชูวงษ์ ชาวเมืองแพร่โดยกำเนิดที่กลับบ้านมาสตูดิโอสอนร้อง เต้น เล่นละครในพื้นที่ของตัวเอง อิช์คเป็นแฟนตัวยงของแต๋วรวมมิตรมาตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เธอออกแบบจึงเป็นการเล่าเรื่องป้าแต๋วในความทรงจำให้คนอื่น ๆ ได้รู้จัก

ใครว่าเป็นร้านเชื้อสายจีนต้องสีดำ ขาว แดง เพราะแต๋วรวมมิตรไม่ใช่อย่างนั้น อิช์คจึงออกแบบใหม่ นำเอาสีสันสดใสของซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ และไอศกรีมวานิลลา มาเล่าเรื่องของแต๋วรวมมิตรให้คนรู้จัก เปลี่ยนธีมร้านให้สมัยใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวตนของป้าแต๋ว 

แต๋วรวมมิตร (สาขาประตูชัย)

ที่อยู่ : ประตูชัย ถ.เจริญเมือง ต.ในเวียง อำ.เมืองแพร่ จ.แพร่

โทรศัพท์ : 08 1939 2456

อ้วนลูกชิ้น x Bowornwong Yodmuang

ลูกชิ้นจิ๋วปิ้งกับโฉมหน้า ‘ลุงอ้วน’ ที่อยากให้คนรู้จัก

อ้วนลูกชิ้นเป็นร้านลูกชิ้นปิ้งเก่าแก่ในแพร่ เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ปัจจุบันรับช่วงต่อโดยทายาทรุ่นสอง

คนที่บุกเบิกทำลูกชิ้นคือลุงอ้วน ผู้เคยเป็นลูกจ้างในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาได้ครูพักลักจำวิชาทำลูกชิ้นจากร้าน ก่อนมาหัดทำลูกชิ้นของตัวเองขาย ช่วงแรก ๆ ทำลูกชิ้นเนื้อ แต่หลังจากเกิดโรคระบาดในวัวเลยเปลี่ยนมาเป็นลูกชิ้นหมู ลูกจิ๋ว ทานง่ายอย่างทุกวันนี้ 

‘ฮ่อมคัมโฮม’ โปรเจกต์ชวนคนแพร่กลับบ้าน กินของอร่อยจากร้านเจ้าเก่าบนถนนเจริญเมือง

 ทุก ๆ เย็นลุงอ้วนจะหอบลูกชิ้นใส่รถเข็นพร้อมเตาถ่าน เดินขายไปเรื่อย ๆ ลูกชิ้นปิ้งจนหอม ราดน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่เคี่ยวเอง ลูกเล็ก ๆ ทานง่าย กลายเป็นที่จดจำของคนเมืองแพร่มาจนวันนี้

ปัจจุบันอ้วนลูกชิ้นมีทั้งแบบขายปลีกและขายส่ง แต่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เพื่อควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน แม้จะเป็นที่รู้กันของคนแพร่ว่านี่คืออ้วนลูกชิ้น แต่สิ่งที่ยังขาดไปคือตัวตนของลุงอ้วน ที่ไม่มีสิ่งไหน สัญลักษณ์ใดบอกเลยว่าใครคือลุงอ้วน มีใบหน้าค่าตาเป็นแบบไหน นั่นคือสิ่งที่นักออกแบบมองเห็น เป็นโจทย์ใหม่ที่เขาต้องแก้ให้กับอ้วนลูกชิ้น

บวรวงศ์ ยอดเมือง คือนักออกแบบที่เข้ามาจับมือกับลุงอ้วนสร้างประสบการณ์ใหม่ให้อ้วนลูกชิ้นเป็นที่จดจำมากขึ้น เขาเรียนจบทางด้านสิ่งทอ ปัจจุบันเป็นทั้งนักออกแบบและผู้ร่วมก่อตั้ง Ho: BAKE & CRAFT CAFE คาเฟ่ในเมืองแพร่ที่ดีไซน์สวย ออกแบบทั้งพื้นที่และประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือนได้อย่างลงตัว

แบรนด์ของอ้วนลูกชิ้นเริ่มเล่าเรื่องตัวเองใหม่ทั้งหมดผ่านส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เปลี่ยนไป มีกระดาษใบเล็ก ๆ อยู่ในซองลูกชิ้นแบบขายส่ง แนะนำว่าอ้วนลูกชิ้นเป็นใคร เป็นลูกชิ้นแบบไหน แนะนำการเก็บรักษา รวมถึงสูตรอาหารง่าย ๆ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาลูกชิ้นไปทำอะไรกิน นับว่ามีความในใจของลุงอ้วนส่งผ่านไปยังคนกินทุกคน

อ้วนลูกชิ้น

ที่อยู่ : ประตูชัย ถ.เจริญเมือง ต.ในเวียง อำ.เมืองแพร่ จ.แพร่ 

โทรศัพท์ : 08 1366 4886

เมืองแพร่พานิช x Kamon Indigo x Woodable Thailand

ร้านขนมของคน 3 รุ่น ที่ทำขนมเปี๊ยะทรงใหม่ด้วยสูตรดั้งเดิม

ร้านขายของฝากดั้งเดิมบนถนนเจริญเมืองที่เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 สมัยอาม่าพิสซงยังสาว ยุคนั้นขายขนมไทย ขนมไข่ถ้วยจีบชิ้นละบาท กระทั่งมาถึงรุ่นของลูกชาย เริ่มมีโดนัทโบราณทอดเป็นตัวชูโรง เริ่มอบขนมปังและเบเกอรี่หลากหลายมากขึ้น ก่อนที่จะเข้าถึงรุ่นที่ 3 ซึ่งทำเบเกอรี่สมัยใหม่แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเค้กเนยสดหรือขนมไหว้เจ้าในเทศกาลต่าง ๆ ของคนจีน แม้จะผ่านไปกี่ยุค หน้าร้านก็ยังคงมีขนมสูตรดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นขนมผิงหรือขนมเปี๊ยะ ซึ่งยังเป็นที่จดจำของคนในละแวกนั้น

‘ฮ่อมคัมโฮม’ โปรเจกต์ชวนคนแพร่กลับบ้าน กินของอร่อยจากร้านเจ้าเก่าบนถนนเจริญเมือง

ในบรรดาขนมจากทุกยุค ขนมเปี๊ยะโบราณขายดีที่สุด ที่เรียกว่าโบราณเพราะเป็นขนมเปี๊ยะลูกใหญ่ แป้งหนึบ ไส้แน่น หวานพอดี มีทั้งไส้ถั่วและไส้ฟัก ซึ่งปัจจุบันไส้ฟักนั้นหากินไม่ง่ายสักเท่าไหร่แล้วในร้านทั่วไป ขนมเปี๊ยะยังขายดีมาตลอด ยิ่งในช่วงเทศกาลไหว้เจ้าของคนไทยเชื้อสายจีน เรียกได้ว่าทำกันแทบไม่ทัน ถึงจะยังขายได้ตลอด แต่นอกเทศกาลก็นับว่ามีคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่จะซื้อกลับไป เพราะขนาดที่กลมใหญ่ อาจเหมาะเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่มากกว่าที่จะแวะมาเจอแล้วซื้อกินเล่น อีกทั้งหน้าร้านที่มีแค่ป้าย ‘เมืองแพร่พาณิชย์’ แบบวินเทจ ก็ไม่ได้เรียกให้คนแวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักร้านขนมสูตรเด็ดร้านนี้สักเท่าไหร่นัก ถ้าเดิมทีไม่ใช่คนพื้นที่

กุ๊กกิ๊ก-กมลชนก แสนโสภา และ สตางค์-จินตพงศ์ สีพาไชย สองดีไซเนอร์จากจาก Kamon Indigo ผู้ทำงานผ้าซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแมลงและธรรมชาติ จึงปิ๊งไอเดียหยิบเอา ‘เสือ’ มาเป็นสื่อกลางที่จะชวนให้ทุกคนมาเยือนร้านเบเกอรี่เจ้าเก่าแห่งนี้

พระธาตุช่อแฮชื่อดังของแพร่เป็นพระธาตุปีเสือ ทำให้เราพบเห็นรูปปั้นเสือหรือสัญลักษณ์ของเสือได้ทั่วไปในเมืองแพร่ ไม่ว่าจะเป็นตามถนนหนทาง ศาลหลักเมือง วัด หรือสถานที่ราชการ ก็ล้วนแล้วเต็มไปด้วยเสือทั้งสิ้น

วันนี้เสือตัวหนึ่งได้กระโดดมาเยือนบนโลโก้โฉมใหม่ของแพร่พาณิชย์ เพิ่มโคมจีนเข้าไปเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ถึงเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานบนถนนเจริญเมือง นอกจากป้ายร้านเรียกแขกแล้ว ขนมเปี๊ยะทรงใหม่ยังชวนคนมามุง เพราะได้กลายร่างจากลูกกลมอวบ มาเป็นรูปเท้าเสือขนาดพอดีคำ ที่ได้ Woodable Thailand สตูดิโอทำงานไม้คุณภาพในเมืองแพร่ มาออกแบบแม่พิมพ์ขนมรูปเท้าเสืออันละเอียดลออให้ พร้อมขายเป็นครั้งแรกในงานนี้ ที่สำคัญ ยังมากับแพ็กเกจใหม่ ซื้อกินก็ได้ ซื้อไปไหว้ก็เท่ไม่หยอกเลยทีเดียว

เมืองแพร่พานิช

ที่อยู่ : 47, 17 ถนนรอบเมือง ต.ในเวียง อ.เมือง, แพร่ 54000

โทรศัพท์ : 0824153992

กะหรี่พัฟ (เจ้แอ้ว) x Chatchaiwat Pottery Studio

กะหรี่ปั๊บของสามพี่น้องที่เปิดมานานกว่า 25 ปี

กะกรี่ปั๊บเจ้แอ้ว (โรจน์ไพบูลย์) เดิมทีเป็นร้านขายข้าวสารเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองแพร่ เมื่อผู้บุกเบิกซึ่งเป็นคุณพ่อและคุณแม่เริ่มแก่ตัวลง แบกข้าวสารไม่ไหวเหมือนแต่ก่อน เลยตัดสินใจปิดกิจการไป ลูกสาว 3 คนซึ่งเป็นทายาทรุ่นสองจึงออกไอเดียหาของมาขายที่หน้าบ้าน ท้ายที่สุดจึงไปเรียนทำกะหรี่ปั๊บจนมีฝีมือแล้วกลับมาทำขายที่หน้าบ้าน บนรถเข็นโบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี 

เมื่อร้านอร่อยเจ้าเก่าและนักสร้างสรรค์ใน จ.แพร่ มารวมตัว ชวนกลับบ้านมาเยือนถนนเจริญเมืองให้คึกคักอีกครั้ง

ทุก ๆ วันภาพชินตาทุกคนเห็นคือคุณป้าทั้งสามคน ช่วยกันปั้นแป้ง กลิ้งแป้ง ผัดไส้ ห่อขนมกันให้เห็นที่หน้าร้าน เรียกได้ว่าแค่ไปนั่งดูก็เพลินแล้ว 

ร้านนี้ได้ ชัชชัยวัตร ชังชู ศิลปินนักปั้นเซรามิกมือฉมังจาก Chatchaiwat Pottery Studio มาร่วมทำงานด้วย เขาเพิ่งย้ายจากเชียงใหม่มาอยู่เมืองแพร่ และรู้จักร้านกะหรี่ปั๊บในมุมของแขกผู้มาเยือน นั่นทำให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วร้านนี้แทบไม่ต้องเปลี่ยนอะไร เพราะหน้าร้านที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มีชีวิตชีวาและดึงดูดให้คนแวะเข้ามาลองชิมอยู่แล้ว

เขาจึงมีไอเดียอยากทำข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จะตอบโจทย์การปั้นกะหรี่ปั๊บของคุณป้าเสียมากกว่า ทั้งตะแกรงวางขนม รวมถึงถาดรองใบใหญ่ โดยของแต่ละชิ้นนั้นไม่ได้แค่สวยงามและชวนให้นึกถึงเจริญเมืองเพียงเท่านั้น แต่ยังชัชชัยวัชรยังให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดค้น เพื่อทำให้แต่ละชิ้นตอบโจทย์การใช้งานของคนทำขนมอีกด้วย

กะหรี่พัฟ (เจ้แอ้ว)

ที่อยู่ : ถ.รอบเมือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ แพร่ 

เรื่องราว แรงบันดาลใจ แนวคิด และกระบวนการออกแบบของนักสร้างสรรค์แต่ละคนที่ทำงานร่วมกับร้านเก่าแก่ ตั้งแต่ตอนเริ่มแรกจนออกมาเป็นผลงานที่ประจักษ์สู่สายตาผู้ชม จะถูกจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ ‘Made in Charoenmuang’ ตั้งแต่วันที่ 20 – 22 พฤษภาคม 2566 ที่ร้านเทียนจี่ตึ๊ง (เดิม) อาคารไม้เก่าแก่ซึ่งเคยเป็นร้ายขายยาแห่งเดียวบนถนนเส้นนั้นใน พ.ศ. 2479

นอกจากนิทรรศการแล้ว ยังมี ‘Little Market’ ตลาดรวมของดีจากร้านเด็ดและงานคราฟต์ของพ่อค้าแม่ค้าเมืองแพร่ หลาย ๆ เจ้าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งกลับบ้านมาเปิดร้าน ตั้งใจทำอะไรสนุก ๆ เป็นตลาดที่กิ๊กอยากให้คนมาเยือนเห็นว่าเมืองแพร่ไม่ได้มีแค่อาหารเจ้าดังดั้งเดิม แต่ยังเต็มไปด้วยร้านเล็กร้านน้อย มีวิถีการกินหลายแบบที่น่าสนใจ

อีกหนึ่งดาวเด่นของงานนี้คือ Local Eat & Creative Table ซึ่งมาในธีม ‘กิ๋นข้าวหลังบ้าน x Made in Charoen Muang’ ซึ่งกิ๊กได้นำเอาโปรเจกต์กิ๋นข้าวหลังบ้านที่แต่เดิมจัดขึ้นที่ Homelynestphrae มาไว้ที่นี่

แรกเริ่มเดิมทีกิ๊กได้แรงบันดาลใจมาจากคุณยาย เนื่องจากคุณยายทำอาหารเก่ง ก็เลยชวนคุณยาย คุณแม่ และน้องสาวมาช่วยกันทำอาหารด้วยกัน เปิดครัวให้คนจากข้างนอกมานั่งกินข้าวหลังบ้าน โดยตั้งใจว่าไม่เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน รสมือของคุณยายก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนที่มาเยือนเสมอ

ความพิเศษของการยกโต๊ะกินข้าวหลังบ้านกิ๊กมาไว้ที่งานนี้คือ เธอได้นำเมนูเด็ดจากร้านเก่าเจ้าดัง 5 ร้าน ซึ่งเป็นพระเอกของงานมารังสรรค์ใหม่ด้วยรสมือของคุณยาย ไม่ว่าจะเป็นห้อมหวานจากแต๋วรวมมิตร ฟักทองแกงบวชล้านนาสูตรคุณยาย กะหรี่ปั๊บเจ๊แอ้วที่เสิร์ฟพร้อมกับแกงฮังเล ซึ่งไม่ว่าภาพจำถนนเส้นนี้ของทุกคนจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าทุกคนที่มาที่นี่จะจำได้แน่ ๆ ว่าวันนั้นได้กินอะไร 

เปิดให้เข้าชมนิทรรศการตั้งแต่ 20 – 22 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.00 – 19.00 น.

Local Eat & Creative Table 21-22 พฤษภาคม 2565 เวลา 17.00 – 18.30 น. และ 19.00 – 20.30 น. โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 09 2191 4462

ภาพ : Made in Charoenmuang

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load