ทันทีที่ภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่โพสต์ภาพอาคารบอมเบย์เบอร์มาหรือบ้านเขียวที่ถูกทุบทิ้งแบบไม่เหลือซาก โลกโซเชียลก็แห่แชร์ภาพข่าวดังกล่าวกันกระหน่ำ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั้งในจังหวัดแพร่และทั่วประเทศไทย หลายฝ่ายมีข้อสงสัยและคำถามต่างๆ นานาตามมาว่า ทำไมไม่อนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ และประวัติศาสตร์การเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมป่าไม้ของบริษัทข้ามชาติในอดีต 

บ้านโบราณ, แพร่, บอมเบย์เบอร์มา
บ้านโบราณ, แพร่, บอมเบย์เบอร์มา
อาคารบอมเบย์เบอร์มาหรือบ้านเขียวที่แพร่
ภาพ : นันธนา อุดมชัยพัฒนากิจ

อาคารบอมเบย์เบอร์มาเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 มีอายุราว 131 ปี เป็นอาคารสำนักงานของบริษัทบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) ที่เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ โดยได้รับสัมปทานทำไม้ในบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก อาคารดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ปัจจุบันอยู่ในบริเวณสวนรุกขชาติเชตวัน ริมแม่น้ำยม ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) 

อาคารสำนักงานแห่งนี้ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การค้าไม้ที่เมืองแพร่และประเทศไทยเมื่อ 130 กว่าปีก่อน และเป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักเมืองแพร่ที่มีชื่อเสียงและผูกพันอย่างแนบชิดกับชาวเมือง อย่างที่ปรากฏในคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม” 

บอมเบย์เบอร์มา มาจากไหน

บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 โดย 6 พี่น้องชาวสก็อตตระกูลวอลเลซ จากเมืองเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ เดิมทีพี่น้องกลุ่มนี้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจไร่ชาภายใต้ชื่อ Wallace Brothers and Company ที่เมืองบอมเบย์ (ปัจจุบันคือมุมไบ) สมัยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาได้ขยายธุรกิจมายังเมืองย่างกุ้งของพม่า เพื่อผลิตไม้สักส่งออกไปยังจีนและอินเดีย โดยก่อตั้งบอมเบย์เบอร์มาขึ้นมา มีบริษัทแม่อยู่ที่เมืองย่างกุ้ง นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจอื่นร่วมด้วย เช่น ธุรกิจการผลิตฝ้าย การส่งออกข้าวและยาง สำรวจแหล่งน้ำมัน บริการธุรกรรมด้านการเงิน ระบบโลจิสติกส์ ครอบคลุมไปจนถึงธุรกิจโรงพิมพ์ในสมัยอาณานิคม 

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
อาคารบอมเบย์เบอร์มา สำนักงานใหญ่ที่เมืองย่างกุ้ง สร้างเมื่อ ค.ศ. 1915 ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของ Myanmar National Airlines

เหตุผลที่ธุรกิจไม้สักเป็นที่นิยม เพราะขณะนั้นมีรายงานข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในแวดวงธุรกิจว่า กัปตันเรือชาวเดนมาร์กรายหนึ่งบรรทุกไม้สักจากตะวันออกเต็มลำเรือ ล่องไปขายยังเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ และทำกำไรได้ถึงเท่าตัว ข่าวนี้แพร่สะพัดเป็นที่รับรู้ของบรรดาบริษัทสัญชาติอังกฤษ ทำให้บริษัทเหล่านั้นต่างตื่นตัวและเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจของตนให้เติบโต

อันที่จริงบอมเบย์เบอร์มาได้รับสัมปทานทำป่าไม้ในพม่าอยู่ก่อนแล้วในขณะนั้น แต่หลังจากข่าวดังกล่าวก็เห็นโอกาสในการขยายกิจการเข้ามาในหัวเมืองล้านนา โดยส่งคนของบริษัทจากเมืองมะละแหม่ง (เมาะลำไย) เข้ามาสำรวจปูทางไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เนื่องจากเล็งเห็นกำไรก้อนโตที่จะเกิดขึ้นจากการขยายธุรกิจไม้สักส่งออกไปขายยังประเทศในยุโรป นอกเหนือจากที่เคยขายเฉพาะแค่ในประเทศแถบตะวันออกไกล เป็นเหตุให้ต่อมาการทำป่าไม้ในพม่าและหัวเมืองล้านนา โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ เกือบทั้งหมด ตกอยู่ในมือของบริษัทค้าไม้ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอมเบย์เบอร์มาและบริษัทคู่แข่งหลักๆ อย่างบริติชบอร์เนียว สยามฟอเรสต์ หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ และ อีสต์เอเชียติก บริษัทสัญชาติเดนมาร์ก

บอมเบย์เบอร์มาเป็นบริษัทเก่าแก่อันดับต้นๆ ที่เปิดธุรกิจในอินเดีย ผลกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำในอินเดีย พม่าและหัวเมืองล้านนาทำให้พี่น้องตระกูลวอลเลซก้าวขึ้นติดอันดับนักธุรกิจด้านการเงินแถวหน้าในลอนดอน ต่อมาเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ตระกูล Visanji ได้ซื้อกิจการของพี่น้องวอลเลซ ปัจจุบันบอมเบย์เบอร์มาถูกควบรวมเข้ากับกลุ่ม Wadia Group ในนครมุมไบ

ไม้สักใช้ทำอะไร

ไม้สักได้รับการกล่าวถึงอย่างมากมายในวรรณกรรมโบราณและในหมู่นักเดินทางชาวอินเดีย แต่ไม่ได้มีการศึกษาหรือรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ หลังจากอังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม แน่นอนว่าพวกเขาได้สำรวจทรัพยากรทั้งบนดินและใต้ดิน พวกเขาค้นพบว่าในไม้สักมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่สะสมอยู่ในเนื้อไม้ โดยเฉพาะสักที่มีอายุมากๆ เป็นสารที่แมลงและปลวกไม่ชอบ ทำให้ไม้สักที่นำไปใช้ต่อเรือหรือทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ปลอดภัยจากปลวกและแมลง และยังมีอายุคงทนยาวนาน 

คุณสมบัติพิเศษของไม้สักดังกล่าว ทำให้มีความต้องการนำไม้สักไปใช้แทนไม้โอ๊กและไม้ไพน์ในอุตสาหกรรมต่อเรือที่เฟื่องฟูมากในยุคล่าอาณานิคม โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้ปกครองจากรัฐต่างๆ ในอินเดีย ยุโรป และกลุ่มพ่อค้ารายใหญ่และรายย่อยอื่นๆ 

ความต้องการไม้สักที่สูงมาก ทำให้พวกเขาถึงขั้นออกกฎไม่ให้ชาวพื้นเมืองที่อยู่ภายใต้อาณานิคมใช้ไม้สัก กอปรกับก่อนหน้านี้มีรายงานว่าอังกฤษไม่อนุญาตให้ตัดไม้โอ๊กมาใช้ต่อเรือ เพราะต้องการอนุรักษ์ป่าไม้โอ๊ก

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
ช้างที่ใช้ปฏิบัติงาน งัด ลาก ดัน ดึง ภาพจากกล้องของ P. Marshall
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
การลำเลียงไม้สักลงแม่น้ำลำห้วย ภาพจากกล้องของ P. Marshall 
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
เต็นท์คนงานทำไม้ ภาพจากกล้องของ P. Marshall 

ถ้าเราค้นดูรูปถ่ายเก่าๆ ที่ถ่ายโดยนายห้างฝรั่งค้าไม้ในยุคอาณานิคม จะพบว่าส่วนใหญ่เล่าเรื่องราวการลำเลียงไม้สักออกมาจากป่าในดินแดนแถบนี้เพื่อส่งออกไปขายยังยุโรป อย่างภาพถ่ายโบราณจากกล้องรุ่น Kodak Autographic Model B ของ เพอร์ซิวาล มาร์แชล (Percival Marshall) ผู้จัดการบริษัทบอมเบย์เบอร์มา ประจำสาขาแม่ที่พม่า ช่วงทศวรรษ 2460 บันทึกภาพบรรยากาศช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นเวลาที่ฝรั่งนายห้างป่าไม้เข้าป่า เพื่อดูแลการชักลากซุงจากภูเขาสูง และเตรียมการล่องซุงในช่วงฤดูน้ำหลาก 

ในช่วงนี้มีการตั้งแคมป์คนงานทำไม้ ช้างนับร้อยเชือกของบริษัทถูกจัดวางให้ทำงานในตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่างๆ ในป่า เมื่อช้างลากไม้มาเรียงไว้บริเวณริมแม่น้ำหรือลำห้วยแล้ว นายห้างป่าไม้จะดูแลตีตราทำเครื่องไม้ซุงแต่ละท่อนให้เรียบร้อย แล้วรอให้ฝนเทกระหน่ำลงมาจนน้ำป่าไหลบ่าเอ่อล้นลงมาตามแม่น้ำลำห้วย จากนั้นก็จะปล่อยให้ท่อนซุงไหลไปตามกระแสน้ำ มีรายงานว่าช้างของบอมเบย์เบอร์มาทั้งสาขาแม่ในพม่าและเครือข่ายในหัวเมืองล้านนามีไม่ต่ำกว่า 3,000 เชือกที่ใช้ปฏิบัติงานงัด ลาก ดัน ดึง ให้ท่อนซุงลอยไปตามลำน้ำได้อย่างสะดวก

เมื่อลำเลียงออกมาจากป่า และส่งออก นำไปแปรรูปต่อ เราไม่ค่อยได้เห็นภาพต่อจากนั้นสักเท่าไหร่ อย่างเช่นว่าการตลาดเป็นอย่างไรบ้าง อย่างที่เข้าใจกันว่าหลักๆ ส่งไปขายในต่างประเทศเพื่อเอาไปต่อเรือ แต่จริงๆ แล้วบอมเบย์เบอร์มาได้แปรรูปไม้สักและขายเป็นสินค้าให้กับชาวพื้นเมืองแถบนี้ด้วย 

สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
โฆษณาขายเตียงไม้สักหนุ่มโสดของบอมเบย์เบอร์มา ย่างกุ้ง ค.ศ. 1936
สืบประวัติ บอมเบย์เบอร์มา บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษ จากโฆษณาเตียงนอนหนุ่มโสด
เตียงไม้สักรูปพัดของบอมเบย์เบอร์มา
ภาพ : Yangon Vintage

บอมเบย์เบอร์มาสาขาแม่ที่เมืองย่างกุ้งปล่อยโฆษณาชิ้นหนึ่งออกมาใน พ.ศ. 2479 ว่า เอาไม้สักมาทำเป็นเตียงนอนสำหรับหนุ่มโสด ทำนองว่าถ้านอนเตียงของบอมเบย์เบอร์มาแล้วจะมีโชคมีลาภ แม้ว่าไม่มีคู่นอนก็ไม่เป็นไร นอนหลับได้สบาย ฟินเหมือนกัน ซื้อเตียงไม้บอมเบย์เบอร์มาไปนอนเลย รับรองฝันดี โดยเตียงไม้สักแบรนด์นี้นิยมทำปลายเตียงหรือหัวเตียงเป็นรูปพัดคลี่หรือพัดซี่ เรียกว่าเตียงไม้สักรูปพัด ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเตียงบอมเบย์

โฆษณาเสนอขายเตียงหนุ่มโสด ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนโสดมีอิทธิพลต่อการเติบโตของบริษัทบอมเบย์เบอร์มาด้วย เมื่อไม่ได้มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกับคนมีครอบครัว พวกเขาจึงยินดีจ่ายเพื่อตัวเองอย่างเต็มที่ แสดงศักยภาพการจับจ่ายใช้สอยที่มากมาย ไม่ต่างจากยุคปัจจุบันที่กลุ่มหนุ่มโสดมีแนวโน้มมองหาแบรนด์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์

ธุรกิจค้าไม้ในยุคอาณานิคมเติบโตเป็นอย่างมาก เกิดการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างดุเดือดเข้มข้น ชนิดใครเผลอเป็นไม่ได้ แม้ว่าเป็นสายเลือดอังกฤษด้วยกันก็ตาม และเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าบริษัทที่มีอิทธิพล มีศักยภาพ และมีความพร้อมสูงสุดในขณะนั้นคือบอมเบย์เบอร์มา 

หลังสิ้นสุดยุคสัมปทานป่าไม้โดยบริษัทต่างชาติไปแล้ว คนพื้นเมืองที่อยู่ในเขตพื้นที่สัมปทานป่าไม้ของบริษัทต่างชาติแต่เดิมยังมีอาชีพทำไม้ ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้การทำไม้จากบริษัทต่างชาติทั้งหลายเป็นระยะเวลานานกว่ากึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดแพร่ พบว่าอาชีพหลักและวิถีชีวิตของคนจังหวัดแพร่ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับไม้สัก และเมื่อ พ.ศ. 2557 จังหวัดแพร่ได้ประกาศยุทธศาสตร์เป็น Furniture City


ข้อมูลอ้างอิง

Writer

วทัญญู ฟักทอง

มีชื่อพม่าว่า Htay Win เป็นช่างเรียงคำ แปลความ ล่ามภาษาไทย-พม่า พม่า-ไทย

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

พิพิธภัณฑ์สายตายาว (Far-sighted Museum) ภายใต้การสนับสนุนของมิวเซียมสยาม พาย้อนรำลึกถึงบรรยากาศชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยผ่านเรื่องราวของ ‘แกงเผ็ด’ อาหารสามัญประจำครัว สื่อกลางการพูดคุยที่นำไปสู่เรื่องเล่าเบื้องหลังจานอาหารรสเด็ด กับบทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยประโยคคำถามง่าย ๆ อย่าง

“หนูรู้มั้ยว่า แต่ก่อนพวกเราชาวมุสลิมบางกอกน้อยอยู่อาศัยและซื้อหาวัตถุดิบกันอย่างไร” 

แม้คำถามจะไม่หวือหวาหรือน่าตื่นใจ ทว่ากลับทำให้อยากเดินย้อนเวลาไปตามร่องรอยคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ในชุมชน เพื่อเรียนรู้ทุกแง่มุมของบางกอกน้อย แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็ทยอยหลั่งไหลออกมาหลังประโยคคำถามจบลง  

ผู้ใหญ่ไขขาน..วันวานคลองบางกอกน้อย

“เดี๋ยวนี้นั่งมองแม่น้ำแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ”  นี่คือคำพูดแรกของ คุณลุงชาคริต กรีมี ชาวมุสลิมบางกอกน้อย อายุ 69 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และรองประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และเป็นผู้เก็บความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตที่มีต่อถิ่นกำเนิด กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินคำถามถึงบางกอกน้อยเมื่อวันวาน ก่อนเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนและความผูกพันที่มีต่อสายน้ำ 

ชาวมุสลิมบางกอกน้อยมีบรรพบุรุษเป็นชาวอาหรับเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อพม่ายกกองทัพเข้าโจมตี จึงอพยพโยกย้ายเพื่อหลบหนีการกวาดต้อนล่องเรือแพมาตามลำน้ำเจ้าพระยา จนลงหลักปักมั่นบริเวณริมแม่น้ำแถบตลาดแก้ว บางอ้อ บางลำพูล่าง บางกอกใหญ่ และบางกอกน้อย การมีวิถีชีวิตบนแพริมน้ำทำให้ได้รับการขนานนามว่า ‘แขกแพ’

บางกอกน้อยเป็นชุมชนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพี่น้องไม่กี่สายตระกูล เช่น กรีมี ฮะกีมี ซอลิฮี มัสอูดี เป็นต้น ซึ่งต่างมีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการทำที่นอนยัดนุ่นอันเลื่องชื่อ ดังนั้น เกือบตลอดริมฝั่งน้ำหน้าเรือนแพจึงมีที่นอนจำนวนมากออกวางขาย บางครอบครัวก็นำที่นอนขึ้นบกไปขายยังชุมชนอื่น ๆ เช่น พญาไท ราชเทวี พาหุรัด เป็นเหตุให้สายเครือญาติกระจายตัวออกไปมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังถือเป็นนักธุรกิจกลุ่มแรก ๆ ของเมืองไทยที่นำปืนเข้ามาขาย โดยมีแหล่งค้าหลักอยู่ในย่านวังบูรพา

ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ในทุกเช้านับตั้งแต่ตื่นนอน เมื่อย่างก้าวออกมาหน้าเรือนแพ ผู้คนในชุมชนจะพบกับสายน้ำ หากต้องออกไปทำธุระก็จะไปที่หัวสะพาน รอเรือแจวซึ่งมีให้บริการตลอดทั้งวัน หรือโดยสารเรือแท็กซี่ซึ่งเป็นเรือยนต์ขนาดใหญ่ จุผู้โดยสารได้ราว 20 คน มีบริการมากเฉพาะช่วงเช้า แล่นผ่านจากบางบัวทองไปส่งยังท่าพระจันทร์ ท่าช้าง สนามหลวง ไม่เพียงการเดินทางที่อิงอาศัยอยู่กับลำคลอง

การค้าขายก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นเส้นทางที่พ่อค้าแม่ขายพายเรือมาบริการสินค้าถึงหน้าเรือนแพ ลำคลองจึงเป็นเสมือนลมหายใจหลักของชาวมุสลิมบางกอกน้อย กระทั่งเมื่อสะพานพระปิ่นเกล้าเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2516 และถนนหนทางกลายเป็นเส้นทางหลักของการคมนาคม รวมถึงเขื่อนริมคลองบางกอกน้อยถูกสร้างขึ้น องค์ประกอบต่าง ๆ ทางกายภาพกลายเป็นตัวตัดสายใยความผูกพันระหว่างผู้คนและสายน้ำ เหมือนเช่นคำกล่าวทิ้งท้ายแทนความคิดถึงของผู้ใหญ่ เมื่อได้ย้อนวันเก่าถึงคลองบางกอกน้อย 

“คลองบางกอกน้อยก็เหมือนสนามเด็กเล่น”

“เป็นสถานที่ให้แหวกว่ายและใช้ชีวิตในวัยเด็ก พอเรือโยง เรือขนข้าวผ่านมาเป็นต้องว่ายน้ำเข้าไปใกล้ ๆ เกาะเล่นกันสนุกสนาน ตามริมตลิ่งมีผู้คนหย่อนเบ็ดตกปลา ตกกุ้ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ครัวเรือน แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว”

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

หลากเส้นทางวัตถุดิบ..สู่ครัวมุสลิมบางกอกน้อย

แทบทุกครัวเรือนในชุมชนมุสลิมบางกอกน้อย ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันต่อการเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงอาหาร ความช่างเลือกนี้ทำให้รู้แหล่งที่มีของมากคุณภาพ ทั้งใกล้ไกลขอให้เป็นดินแดนที่เดินทางไปถึงเป็นต้องซื้อหามาติดครัว

เรือกสวนจากบางบัวทองและนนทบุรี คือแหล่งความอุดมสมบูรณ์ของสินค้าทางการเกษตร ทุกวันชาวสวนจะนำผักชนิดต่าง ๆ มาส่งยังตลาดศาลาน้ำร้อน ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือริมคลองบางกอกน้อย ในยามเช้าเหล่าแขกแพจะนั่งเรือข้ามฟากไปจับจ่ายซื้อหาจนเป็นปกติของวิถีชีวิต แต่หากเป็นทุกวันศุกร์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น อันเป็นช่วงเวลาพิเศษ เมื่อคลองบางกอกน้อยคลาคล่ำไปด้วยคาราวานเรือพายของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่แจวผ่านเรือนแพแวะนำพืชผลตามฤดูกาล เช่น สับปะรด มัน ผักกาด หัวไชเท้า พริก กระเทียม ทุเรียนหลากพันธุ์ ทั้งกระดุม กบตาขำ ก้านยาว และอีกสารพัดพืชผักผลไม้มาเร่ขาย ก่อนออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่ตลาดนัดท้องสนามหลวง ท่าเตียน ปากคลองตลาด ในขณะที่บางส่วนเลาะเลยไปถึงคลองหลอดเพื่อขายต้นไม้

เหล่าแขกแพต่างออกมาโบกไม้โบกมือเรียกเรือเทียบท่าหน้าเรือน เลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่และหลากหลายตามที่ลิ้นอยากลองรส หากครอบครัวไหนต้องการสินค้าเพิ่มเติม ก็โดยสารเรือเพื่อไปยังท่าพระจันทร์ อันเป็นพื้นที่รอยต่อสู่ท้องสนามหลวง เหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเย็นวันอาทิตย์มาถึง เหล่าเรือพายจำนวนมากทยอยออกจากตลาดนัดมุ่งหน้ากลับบ้าน ก่อนคืนสู่คลองบางกอกน้อยด้วยวัตถุดิบมากล้นอีกครั้งในศุกร์ถัดไป

ห่างออกไปในพื้นที่ปทุมธานี ปากเกร็ด และท่าอิฐ ย่านสำคัญในฐานะศูนย์รวมโรงฆ่าสัตว์ นับเป็นแหล่งที่มาของเนื้อวัวชั้นดีคุณภาพเยี่ยมที่ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมบริโภค ความคุ้นเคยของผู้คนในชุมชนต่างรู้กันดีว่า แต่ละวันพ่อค้าจะนำเนื้อสดรวมถึงเครื่องในจากส่วนต่าง ๆ ของวัวบรรทุกลงเรือพายขนาดเล็ก มาบริการเดลิเวอรี่ส่งตรงวัตถุดิบพร้อมปรุงถึงหน้าเรือน ความสัมพันธ์ผ่านการค้าขาย กลายเป็นเจ้าประจำที่รู้ใจและวางใจอย่างเชื่อมั่นให้เป็นตัวแทนคัดเลือกเนื้อวัวรสเยี่ยม สำหรับเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารจานเด็ดของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีเรือโชห่วยหรือเรือขายของชำ นำอาหารกินเล่น เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง กาแฟ ขนมไทยชนิดต่าง ๆ ไม่เว้นกระทั่งพืชผักแวะเวียนมาบริการอย่างไม่ขาดสาย

เส้นทางรถไฟสายใต้ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางโดยสาร แต่ยังเป็นสายใยเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่อาหารในพื้นที่ต่างถิ่น เหมือนเช่นชาวมุสลิมบางกอกน้อยได้มีโอกาสลิ้มรสไก่บ้านแสนอร่อย วัตถุดิบเรียกน้ำย่อยในมื้ออาหาร จากกลุ่มพ่อค้าแห่งเมืองเพชรบุรี ราชบุรี 

เสียงหวูดยามเช้าเป็นเสมือนสัญญาณส่งข่าวการมาถึงของอาหารที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไฟ เข้ามาขายในเมืองหลวง พร้อม ๆ กับการเตรียมตัวของหญิงชาวมุสลิมเพื่อออกไปจับจ่ายสินค้าที่ตลาดขนาดย่อม ณ สถานีรถไฟบางกอกน้อย มีวัตถุดิบชั้นเลิศและของจำเป็นอื่น ๆ ที่ซื้อหาได้ตลอดทั้งวัน จนกว่าเวลาเย็นจะมาถึงและเสียงหวูดดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อบอกกล่าวว่าตลาดวายลงแล้ว แต่จะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ไกลออกไปคนละซีกโลกยังนครมักกะฮ์ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่ลืมซื้อหาข้าวของติดไม้ติดมือ พาล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาด้วย เครื่องเทศทั้งยี่หร่า ลูกเฮน (กระวานเทศ) หญ้าฝรั่น ที่มีกลิ่นหอมมากกว่าหาซื้อในเมืองไทย รวมถึงอัลมอนด์ (ลูกประดำ) ที่ทั้งหอมและมัน ส่วนที่ขาดไม่ได้คือ น้ำผึ้งทะเลทรายหรือน้ำผึ้งโพรง มีราคาสูงมาก ขายชั่งละกว่า 3,000 บาท และเนยท้องถิ่น 

วิธีการทำเนยคือเชือดแพะและนำมาถลกหนัง จากนั้นเย็บติดกันและรูดให้มีลักษณะคล้ายตัวแพะ แล้วนำนมแพะใส่เข้าไปภายในจนเต็ม เย็บปิดให้เรียบร้อย นำไปพาดไว้บนหลังอูฐ ระหว่างเดินทางกลางทะเลทราย นมในถุงหนังแพะจะกระฉอกและคลุกเคล้ากัน จนกลายเป็นเนยซิบดะฮ์ บะละดีย์ หรือ เนยบะละดีย์ มีลักษณะเหลว รสมันออกเค็มเล็กน้อย ชาวมุสลิมบางกอกน้อยนิยมนำเข้ามา โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เช่น ถัง ขวด หรือกล่องอลูมิเนียม มีความจุประมาณ 1 – 5 กิโลกรัม และมีเสน่ห์โดดเด่นที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ จึงถูกนำไปใช้ในการประกอบอาหารเกือบทุกประเภท เช่น ข้าวหมก แกงเนย ขนมปัง เป็นต้น     

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

ผู้ใหญ่ไขขาน อาหารสามัญประจำบ้าน   

หญิงมุสลิมบางกอกน้อยมีชีวิตผูกพันใกล้ชิดกับงานบ้านงานครัว บทบาทในการดูแลปากท้องของทุกคนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตี 3 ครึ่งของทุกวัน เมื่อพวกเธอตื่นขึ้นมาตระเตรียมอาหาร รอจนสมาชิกพร้อมหน้าและผู้นำครอบครัวกลับจากมัสยิด มารับประทานอาหารร่วมกันในยามเช้า และนำใส่ปิ่นโตไปเป็นมื้อเที่ยงยังที่ทำงาน 

อาหารที่ต้องทำเป็นประจำคือ ขนมปัง ซึ่งนิยมบริโภคกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด โดยมากมักกินคู่กับกาแฟหรือจิ้มกับแกงชนิดต่าง ๆ ทั้ง แกงเผ็ด แกงตุรกี แกงเนย แกงมัสมั่น แกงสับนก 

สำหรับแกงเผ็ดหรือแกงแดง นับว่าเป็นอาหารสามัญประจำบ้านจานหนึ่งของชุมชน จนมีชื่อเรียกที่แสดงถึงเอกลักษณ์ว่า ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ที่อย่างน้อย ๆ ในหนึ่งสัปดาห์ต้องได้รับประทานสัก 2 วัน รสชาติขนานแท้นั้นต้องทั้งมันและเผ็ด พร้อมกลิ่นของลูกผักชี ยี่หร่าโดดเด่นชูโรง

เครื่องเทศชูกลิ่นและรส ทั้งลูกผักชี ลูกพริกไทย ยี่หร่า ลูกเฮน ที่ต่างแสดงความจำเพาะในอาหาร คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นดี ผ่านความพิถีพิถันในการเตรียมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ล้างทำความสะอาด ใส่กระจาดทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมาใส่ตับซีตากแดดให้แห้ง แล้วจึงใส่กระปุกเก็บไว้ เมื่อต้องการใช้จึงนำมากะปริมาณตามต้องการ คั่วจนเหลืองและโขลกให้ละเอียดก่อนเป็นส่วนประกอบในจานอาหาร ให้ทั้งความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมอันแตกต่างจากแกงเผ็ดทั่วไป เนื้อสัตว์ที่ใส่ก็มีหลายหลาก ทั้งเนื้อวัว ไก่ เป็ด ปลาดุก ปลาไหล ลูกชิ้นปลา กระทั่งในบางครามีการนำนกกระยาง นกพิราบ หรือกระต่ายใส่เข้าไปด้วย หากเป็นปลาดุกจะใส่กระชายซอยลงไปเพื่อป้องกันกลิ่นคาว 

ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว ชุมชนมุสลิมบางกอกน้อยยังขาดครูสอนศาสนา ก็ได้ครูอาสาจากจังหวัดฉะเชิงเทรามาช่วยสอน ความผูกพันผ่านการถ่ายทอดความรู้คู่เคียงศรัทธานำมาซึ่งมิตรภาพ และการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างชุมชน ในยุคที่ความสะดวกยังจำกัด ทำให้ใช้เวลาร่วมวันจึงจะเดินทางถึงที่หมาย เพราะต้องพึ่งพาทั้งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงยังตัวจังหวัด ก่อนต่อรถรางและพายเรือเข้าสู่คลอง 1 คลอง 2 คลอง 10 คลอง 19 และคลอง 20 

ในขณะที่บริเวณนั้นยังเป็นท้องทุ่ง และกฎการห้ามยิงนกยังไม่ถูกบัญญัติ ชาวมุสลิมบางกอกน้อยจึงแวะยิงนก ซึ่งถือเป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่งของคนสมัยก่อนเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทาง โดยนำเนื้อนกกระยางเหล่านั้นนำมาปรุงเป็นแกงเผ็ดสูตรเฉพาะของชุมชนที่ให้รสชาติแสนอร่อย และยังช่วยกำจัดศัตรูพืชจึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวนาในพื้นที่อย่างยิ่ง ดังคำพูดของคุณลุงชาคริตที่เล่าให้ฟังว่า 

“นกที่ยิงเป็นนกในธรรมชาติ มีรสชาติและกลิ่นที่หอมกว่านกที่ซื้อขายในตลาด จึงกลายเป็นอาหารพิเศษ ในอดีตนกที่นิยมกินเป็นนกกระยาง ชาวบางกอกน้อยสรรหาอาหารมารับประทาน นอกจากแกงเผ็ดนก ยังมีแกงเผ็ดกระต่าย การกินแกงเผ็ดสัตว์สองชนิดนี้จะกินได้ก็ต่อเมื่อเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้น คือ เป็นโอกาสพิเศษของการเดินทางออกนอกชุมชน เมื่อออกไปนอกชุมชน ก็ล่าสัตว์มาทำอาหารได้ด้วยตนเอง”

แกงเผ็ดรสเด็ด..ปรุงรสความอร่อย

แกงเผ็ดบางกอกน้อยกลิ่นหอมกรุ่นโชยผ่านไอความร้อนเตะตรงเข้าจมูก ฝีมือการปรุงจากแม่ครัวที่คร่ำหวอดอยู่กับการทำอาหาร คุณป้าอรุณี อรุณโอษฐ์ หรือที่ลูกหลานในชุมชนเรียกกันว่า คุณป้าแคระ ผู้สูงอายุวัย 75 ปี แนะนำตัวเองอย่างให้ความเชื่อมั่นในความอร่อยของอาหารว่า “ไม่ว่าจะอยู่บ้านใคร ป้าเป็นต้องเข้าครัวเป็นแม่ครัวอยู่ทุกบ้าน ทำกับข้าวให้เขากิน นี่ก็ทำอาหารมาห้าสิบกว่าปีแล้ว” 

ชีวิตในครัวของคุณป้าเริ่มต้นขึ้นในวัย 16 ปี จากการเป็นผู้ช่วยตำน้ำพริกรวมถึงเตรียมเครื่องแกงต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ อาศัยหลักสูตรครูพักลักจำ คอยสังเกตวิธีการปรุงอาหารแต่ละชนิด จากนั้นจึงทดลองทำด้วยตนเอง โดยมีคุณย่าคอยดูแลและบอกวิธีการตามขั้นตอนต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญและได้รสชาติเหมือนต้นแบบ เช่นเดียวกับแกงเผ็ดชามนี้ ที่เป็นเสมือนอาหารนำทาง ให้ป้าแคระพาเราเข้าสู่ก้นครัวบางกอกน้อยอย่างเป็นรูปธรรม  

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

ส่วนประกอบสำคัญในแกงเผ็ดบางกอกน้อย 

  • พริกแห้ง 
  • หอมแดง 
  • กระเทียม
  • ข่า 
  • ตะไคร้ 
  • พริกขี้หนู 
  • เกลือ 
  • เครื่องเทศ ประกอบด้วย ลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า  
  • กะทิ 
  • เนื้อวัว
  • มะเขือเปราะ
  • มะเขือพวง
  • โหระพา 
สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

การเตรียมเครื่องแกงเริ่มต้นจากนำลูกผักชี ลูกพริกไทย และยี่หร่า มาคั่วรวมกันแล้วตำพอหยาบ ๆ จากนั้นเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ตำต่อจนละเอียดได้ที่ จึงค่อยใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริกแห้ง หยอดน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ตำง่ายขึ้น เมื่อพริกแห้งละเอียดดีแล้ว ใส่พริกขี้หนูตามลงไปช่วยเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนมากยิ่งขึ้น 

เมื่อได้เครื่องแกงเรียบร้อยแล้ว ตั้งกระทะเทน้ำมันลงไป ใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันร้อน นำเครื่องแกงที่ได้ลงไปผัดให้เข้ากัน เติมน้ำปลาและน้ำมันอีกเล็กน้อย ผัดต่อจนกว่าเครื่องแกงจะแห้งและมีสีเหลืองจึงยกขึ้นและตักใส่ภาชนะ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

นอกจากเครื่องแกงสูตรเฉพาะ ความอร่อยยังอยู่ที่วัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งนั่นคือ เนื้อวัว คุณป้าแคระเลือกใช้เนื้อส่วน Rump ที่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของวัวทั้งตัว เป็นเนื้อแดงส่วนสะโพกที่อร่อยที่สุดเพราะไม่เหนียว หากเป็นเนื้อส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนคอจะเหนียวจนเกินไป ในขณะที่เนื้อบางส่วนอาจจะแข็ง มีลักษณะเป็นก้อน อีกทั้งเส้นจะหยาบอีกด้วย เทคนิคสำคัญคือการหั่นเนื้อต้องหั่นตามแนวขวาง เพราะช่วยให้เนื้อนั้นเปื่อยนุ่ม หากหั่นตามยาว เนื้อจะเหนียวเคี้ยวไม่อร่อยลิ้น 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

เมื่อเตรียมเครื่องแกงเผ็ดพร้อมเนื้อวัวหั่นขนาดพอดีคำเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาการปรุงรสความอร่อย เริ่มต้นจาก

1. นำกะทิใส่หม้อตั้งไฟไว้ 

2. นำเนื้อส่วนที่เตรียมไว้มารวนจนน้ำแห้ง ใส่ถาดรอไว้ 

ประวัติศาสตร์รสอร่อยของ ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ตั้งแต่ที่มา วิธีทำ ฉบับมุสลิมบางกอกน้อย

3. ช้อนเฉพาะส่วนหัวกะทิใส่กระทะ ตั้งไฟจนเดือด ใส่เครื่องแกงลงไปผัดจนเข้ากัน จากนั้นนำเนื้อที่รวนไว้ใส่ลงไปผัดจนเนื้อเข้ากันกับเครื่องแกง

4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปริมาณตามชอบใจ

5. นำเนื้อที่ผัดพร้อมทั้งน้ำจากการรวนใส่ลงในหม้อกะทิที่ตั้งไว้ เมื่อเดือดได้ที่ใส่มะเขือเปราะ มะเขือพวง และใบโหระพา รอจนเดือด 

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

6. ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ เข้มข้นด้วยกะทิและหอมกรุ่นเครื่องแกงสูตรเฉพาะ สร้างรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแกงไทยดังที่ คุณลุงชาคริต กรีมี สันนิษฐานว่า “แกงเผ็ดบางกอกน้อย น่าจะพลิกแพลงมาจากแกงกะทิของไทย เพราะอาหรับไม่มีให้รับประทาน ความแตกต่างอยู่ที่เครื่องแกงของไทย จะนำมาละลายกับกะทิจึงให้น้ำแกงใส ส่วนแกงของคนบางกอกน้อยจะเคี่ยวกะทิจนแตกมัน และนำพริกแกงมาผัดให้มีกลิ่นหอมก่อนนำเนื้อมาผัด ตามด้วยเครื่องเทศ จึงมีความเข้มข้นมากกว่า เครื่องแกงที่ใช้รวมถึงเนย ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของชาวมุสลิม เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากันกับอาหารไทยพร้อมกับประยุกต์ให้ถูกปากคนในชุมชน จึงเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นอย่างลงตัว”       

การได้กินอาหารพร้อมฟังเรื่องราวจากอดีต ที่ถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้อาวุโส จึงเปรียบเสมือนการค้นพบวัตถุดิบสำคัญของการปรุงรสประวัติศาสตร์ชุมชน ที่เชื่อมร้อยผู้คนซึ่งเยาว์วัยให้ได้ชิดใกล้กับวันเก่า ๆ  ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’  จึงไม่ได้ทิ้งเพียงร่องรอยความกลมกล่อมของรสชาติอาหาร แต่ยังสร้างรสชาติแห่งความทรงจำแสนอร่อย ในแบบฉบับของชุมชนมุสลิมริมคลองบางกอกน้อยขึ้นอีกด้วย

สนทนากับชาวมุสลิมบางกอกน้อยถึงที่ไปที่มา วัตถุดิบ และการปรุง ‘แกงเผ็ดบางกอกน้อย’ ให้อร่อยแบบถึงเครื่อง

Writer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Photographer

วรัญญู ช่างประดิษฐ์

ชาวหาดเญี่ยน เลิฟ JOJO's โดโจซิตี้ วิปัสนา พหุวัฒนธรรม กรรมกรศิลปะ สารพัดคาราโอเกะ พร้อมส่วนผสมโดยไม่ได้ตั้งใจ ‘สารเคมีX’ จึงได้เกิดเป็น ‘ลอกลายส์เเลนด์’!

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load