ถ้าใครเคยดูรายการ เชฟกระทะเหล็ก คงจะพอจำได้ว่าการประชันฝีมือระหว่างเชฟอาหารประเภทต่างๆ ที่ห้ำหั่นกันแบบไฟลุก รูปแบบการแข่ง จนถึงรูปแบบเวทีการแข่งขันของรายการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bocuse d’Or รายการแข่งขันทักษะและการทำอาหารของเชฟที่ก่อตั้งโดย ปอล โบกุส (Paul Bocuse) เชฟอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นชื่อดังระดับตำนานของฝรั่งเศส

และถ้าใครเคยดู Ratatouille แอนิเมชันเรื่องดังที่มีเจ้าหนูผู้มีพรสวรรค์ในการลิ้มรส และมีทักษะในการสร้างสรรค์รสชาติอาหาร คงจะพอจำเชฟอ้วนท่าทางใจดีที่ชื่อ Auguste Gusteau ในเรื่องได้ ตัวละครตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Paul Bocuse นั่นเอง 

กลับมาพูดถึงความยิ่งใหญ่ของรายการ Bocuse d’Or 

ถ้า F1 คือรายการที่นักแข่งรถสูตรหนึ่งต้องการจะไปคว้าชัย

ฟุตบอลโลกคือรายการที่ทีมฟุตบอลจากชาติต่างๆ ต้องการเข้าร่วม

หรือโอลิมปิกคือการแข่งขันที่นักกีฬาอยากคว้าโควต้าเพื่อจะเข้าร่วมแข่งขัน

รายการ Bocuse d’Or มีความยิ่งใหญ่ระดับนั้นในวงการเชฟ

ในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในปลายเดือนกันยายนนี้ มีชื่อของทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันระดับโลกนี้ด้วย

นี่คือครั้งแรกของทีม ‘Bocuse d’Or Thailand’ ในฐานะตัวเต็งที่หลายชาติที่เข้าร่วมให้ความสนใจ และที่สำคัญ ทีมไทยทีมนี้ นำทีมโดย เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว วัยเพียง 25 ปีเท่านั้น

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

CANDIDATE

เชฟโฟล์คมีจุดเริ่มต้นความฝันเหมือนใครหลายๆ คน คือมาจากความทรงจำในครัวของที่บ้าน และตัดสินใจเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี และในโรงเรียนทำอาหารนี่เองที่ทำให้เชฟโฟล์คเริ่มรู้จักกับเวทีการแข่งขัน

“แข่งขันเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองพัฒนาไปได้เร็วขึ้น โรงเรียนก็ซัพพอร์ต แล้วยิ่งได้ซ้อมกับอุปกรณ์ที่พร้อมบ่อยๆ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี” เชฟโฟล์คพูดถึงข้อดีของโลกของเชฟสายแข่ง รายการแรกคือการแข่งขันรายการภายในประเทศ ถึงไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้เรียนรู้ประสบการณ์บนเวทีแข่งกัน และความฝันที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

ผมคุยกับเชฟโฟล์ค เชฟวัยหนุ่มกำลังจะเป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีการแข่งระดับโลกผ่าน Zoom โดยฉากหลังของเชฟเป็นครัว มีทีมที่เหลือกำลังเตรียมของเพื่อซ้อมเพื่อเข้าแข่งขันรายการ Bocuse d’Or ณ ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเดือนกันยายนซึ่งกำลังใกล้เข้ามา แต่นี่ไม่ใช่การแข่งขันในระดับโลกครั้งแรกของเขา เชฟโฟล์คเคยผ่านการแข่งขันระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 19 ปี ในรายการ World Champion Junior Talent Disciple Escoffier 2016 

การแข่งขันเชฟระดับเยาวชนโลกในรายการนี้ เชฟโฟล์คไม่ได้กลับมาแค่ประสบการณ์ แต่ได้ ‘ตำแหน่งแชมป์’ ติดมือกลับมาด้วย

Young Chef

“รายการ Escoffier เป็นการแข่งขันแบบคลาสสิกฝรั่งเศส จะต้องผ่านการแข่งการคัดเลือกภายในประเทศของตัวเอง แล้วไปแข่งรอบแปดทีมสุดท้ายในระดับทวีป เพื่อชิงโควต้าไปแข่งรอบชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศส

“โจทย์ของรายการนี้มาจากตำราเรียนเล่มหนึ่ง การแข่งสามวัน แข่งทักษะพื้นฐานในเวลาที่จำกัด เช่น การหั่นวัตถุดิบ พออีกวันนำวัตถุดิบที่แข่งในวันแรกมาทำเป็นอาหารในวันที่สอง โจทย์มาจากอาหารฝรั่งเศสหนึ่งสูตร แล้วทำตามวิธีทำ ส่วนวันสุดท้ายทำเมนูของหวาน” เขาเล่าให้ฟังคร่าวๆ แบบกระชับว่ามีการแข่งขันรอบคัดเลือกถึง 2 รายการใหญ่ๆ และผลคือเขาได้อันดับที่หนึ่งของทวีปเอเชียไปแข่งขันในรอบไฟนอล

“รอบชิงชนะเลิศ โจทย์คือให้ทำอาหารหนึ่งถาด การเสิร์ฟแบบถาดคือการเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม ต้องทำอาหารแบบฝรั่งเศสคลาสสิกและใช้วัตถุดิบของฝรั่งเศสทั้งหมด 

“ถึงโจทย์จะบังคับให้เป็นฝรั่งเศสแบบแท้ๆ แต่ก็เปิดโอกาสให้เราปรับให้มีความเป็นตัวคนทำใส่ลงไปด้วย เราเลยเลือกใส่รสชาติแบบคนไทยเข้าไปเล็กน้อย”

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

คำถามที่ผมสงสัยมาตลอดคือ ถ้าเรากินอาหารไทยมาทั้งชีวิต จะทำยังไงถ้าต้องไปแข่งขันอาหารฝรั่งเศส จะทำยังไงเพื่อใช้รสชาติแบบไทยๆ ไปทำให้กรรมการฝรั่งเข้าใจได้ 

“ผมถามคำถามเดียวกันนี้กับโค้ชของผมเลย เขาส่งผมไปฝรั่งเศสสามเดือน เพื่อให้ไปอยู่ในครัวร้านอาหารแบบฝรั่งเศสคลาสสิก และตลอดสามเดือนต้องกินแต่อาหารฝรั่งเศสทุกมื้อ ทุกวัน ไม่มีอาหารอื่นๆ มาแทรกเลย ตอนแรกก็ไม่คุ้นกับครีม เนย

“แต่ตอนหลังเริ่มเข้าใจว่า เขาใช้รสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก แต่งเกลือนิดหน่อย แล้วมีรสของเนย ความมันของครีม และคอนเซ็ปต์ของอาหารฝรั่งเศสคือ จะทำยังไงให้ดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้มากที่สุด ต่างจากของไทยที่จะมาจากการปรุง แต่งเติมรสชาติเสียมากกว่า” เชฟดีกรีแชมป์รุ่นเยาวชนเล่าการเรียนรู้ถึงการแข่งขันในวัย 19 ปีของเขา

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ
การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

หลังจากที่คว้าแชมป์โลกระดับเยาวชนมาได้ ความฝันในการแข่งขันของเชฟโฟล์คมุ่งไปที่รายการใหญ่กว่าเดิม คือ Bocuse d’Or รายการโอลิมปิกแห่งวงการเชฟ รายการนี้ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลกจะเป็นเชฟที่มีอายุและประสบการณ์ในการทำอาหารมาแล้วหลายปี ซึ่งเชฟโฟล์คเริ่มวางเส้นทางให้ตัวเองไปสู่รายการนี้ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ 

“การจะไปแข่งรายการนี้ได้ เราต้องเป็นเชฟมืออาชีพ เพราะการแข่งขันจะต้องใช้ความเข้าใจและประสบการณ์ของระบบในครัวเยอะมาก เลยขอไปช่วยในครัวโรงแรม ขอหั่นผัก แต่งเนื้อ แล่ปลา เพื่อเรียนรู้ระบบครัวจริงๆ 

“แต่ผมก็ต้องการความเดือดในครัวด้วย (หัวเราะ) ตอนไปเก็บตัวที่ฝรั่งเศสสามเดือนก่อนแข่งรายการเยาวชน มีเรื่องในครัวให้ตื่นเต้นตลอดเวลา เลยตัดสินใจไปเรียนต่อและทำงานที่ฝรั่งเศส ตอนอายุยี่สิบสอง เรียนสามปีที่ Culinary Art and Restaurant Management ที่ Institut Paul Bocuse เมืองลียง ฝรั่งเศส ระหว่างนั้นเขาให้ฝึกงานกับร้านอาหารฝรั่งเศส 1 – 3 ดาว เพื่อเก็บประสบการณ์ในครัวไปด้วย

ปัจจุบันเชฟโฟล์คเป็นเชฟอยู่ที่ร้าน Restaurant Gastronomique Christian Têtedoie ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลิน 1 ดาวที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

“ระบบการทำอาหารในครัวร้านอาหารกับการแข่งขันต่างกัน แต่เราได้ประโยชน์กับทั้งสองอย่าง มันมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เราสามารถเอาเทคนิคที่ใช้ในครัวมาใช้ในการแข่งขันได้ และเอาวิธีลัดที่ต้องแข่งกับเวลาในการแข่งขันมาใช้ในครัวของร้านก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเร่งรีบ 

“เราอยู่ในครัว เราสามารถเตรียมของล่วงหน้าได้เป็นวัน วางแผนว่าจะทำอะไรเพื่อที่จะจบเป็นจานในวันถัดไปได้ แต่การแข่งขันเราต้องเริ่มจากศูนย์ และต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา

“ตอนเรียนที่ฝรั่งเศส ความฝันที่ยังอยู่ตลอดคือรายการ Bocuse d’Or เราคิดว่ามันยาก แต่เมื่อเห็นทีมอื่นๆ ที่ไปแข่งมา เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำ และไม่ได้รู้สึกว่าไกลเกินเอื้อม”

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

TEAM THAILAND 

ทีม Bocuse d’Or Thailand ไม่ได้ก่อตั้งเป็นสมาคมเหมือนประเทศอื่นๆ แต่เป็นกลุ่มเชฟที่ตั้งขึ้นกันเอง ซึ่งก็เทียบได้ว่าเป็นทีมชาติ แต่ละประเทศจะจัดการแข่งขัน เพื่อหาเชฟมาเป็นตัวแทนร่วมทีมไปแข่งขันรอบคัดเลือกระดับทวีป โดยเปิดรับสมัครเชฟเข้ามาแข่งขันตามโจทย์ที่กำหนด เชฟโฟล์คชนะการคัดเลือกเข้าร่วมทีม Bocuse d’Or Thailand ที่สร้างทีมนี้ขึ้นมาโดย เชฟโอลิวิเย่ร์ คาสเทล่า​ (​​Olivier Castella) และ เชฟจตุพร จึงมีสุข

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ในรายการปี 2018 – 2019 ทีมไทยคว้าอันดับที่ 2 ในการแข่งขันรอบเอเชีย-แปซิฟิก และได้โควต้าไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ในรอบชิงทีมชาติ เชฟโฟล์ครับตำแหน่งเชฟตัวแทน (Candidate) ทำหน้าที่เป็นผู้ปรุงหลักและ นิค-ธนาธิป ปิยะคำเพิ่ม ผู้ช่วยเชฟ (Commis) เพียง 2 คนแข่งบนเวทีที่จับวัตถุดิบได้ ข้างเวทีจะมีเชฟปุ๊-จตุพร จึงมีสุข เป็นโค้ชทำหน้าที่คุมเกม คุมเวลา เหมือนในสนามฟุตบอล และจะมีตำแหน่งผู้จัดการของทีมที่จะช่วยดูแลในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องการติดตั้งเครื่องมือในครัวที่ต้องละเอียด ไปจนถึงการคำนวณอุปกรณ์ครัวกับไฟฟ้าที่รายการกำหนด จนถึงการจัดหาวัตถุดิบ

Bocuse d’Or เป็นการแข่งขันเก่าแก่ที่เชฟทั่วโลกต้องการมาแข่ง รายการนี้เหมือนเป็นการโปรโมตทั้งตัวเชฟและโปรโมตประเทศไปในตัว ถึงก่อตั้งมานาน แต่รายการนี้จะปรับตัวเองให้โมเดิร์นไปตามยุคสมัย 

อาหารถูกเสิร์ฟและตกแต่งบนถาด (Platter) ที่แต่ละทีมต้องออกแบบกันมาก่อน การให้คะแนนตัดสินมาจากองค์ประกอบในการจัดอาหาร มองไปแล้วต้องสวยเตะตา องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้อาหารโดดเด่นยิ่งขึ้น การตกแต่ง ความสะอาดในครัว และคะแนนหลักคือเรื่องของรสชาติ ซึ่งใส่รสชาติเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศที่เข้าแข่งได้เช่นกัน

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

“เวลาวางแผนเรื่องรสชาติ กรรมการจะมาจากทั่วทุกมุมโลก เราไม่รู้ว่าเขาชอบอาหารแบบไหน จึงเอารสชาติคงที่ของรสชาติที่ควรจะเป็น รสชาติที่คงที่ของอาหารแบบตะวันตกไว้ก่อน แล้วเสริมกลิ่นของวัตถุดิบไทยๆ อย่างตะไคร้ ใบมะกรูด เข้าไปในปริมาณที่พอดี ไม่โดดจนกรรมการไม่เข้าใจ ไม่ได้ใส่ไปในทุกอย่าง ยิ่งวัตถุดิบของเรามีรสและกลิ่นจัด กรรมการอาจจะสับสนกับกลิ่นได้ 

“เราโชคดีที่เอกลักษณ์ของอาหารไทยชัดมากในระดับสากล จึงเป็นข้อได้เปรียบ แต่ก็มีความยากตรงที่พอมีเอกลักษณ์ชัด จึงต้องคิดว่าจะเอามาปรับให้เข้ากับอาหารแบบตะวันตกได้อย่างไร” เชฟเล่า

Finale

“การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศมีทีมเชฟจากยี่สิบสี่ประเทศ จากหกสิบกว่าประเทศทั่วโลก โจทย์ในรอบชิงชนะเลิศคือเนื้อส่วนใบพาย เป็นเนื้อส่วนรองที่คนมักมองข้าม ทั้งที่เนื้อส่วนนี้มีแค่สองชิ้นในวัวหนึ่งตัว คล้ายเทนเดอร์ลอยน์ แต่คนก็ซื้อเฉพาะเทนเดอร์ลอยน์กันอยู่ดี จุดประสงค์คือ อยากโปรโมตเนื้อส่วนนี้ให้คนซื้อมากขึ้นผ่านการแข่งขันรายการ Bocuse d’Or 

โจทย์ให้เอาเนื้อส่วนนี้ไปตุ๋น อาหารที่ทานด้วยกันต้องเป็นวีแกนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไซด์ดิชสามตัว และ รากูต์ (Ragout) สตูผักที่ต้องเป็นรสชาติของประเทศนั้นๆ” เชฟโฟล์คเล่าโจทย์ที่ต้องคิด

อย่างที่เล่าว่ารายการนี้ปรับตัวตามยุคสมัยเสมอ ทำให้ปีล่าสุดในสถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องปรับพฤติกรรมการกินไปในทิศทางเดียวกัน โจทย์ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้เป็นครั้งแรกคือ Take Away เพื่อให้เข้ากับยุคแห่งโรคระบาด 

“อาหารที่ต้องทำใส่กล่อง Take Away นี้ต้องประกอบไปด้วยสามจาน คืออาหารเรียกน้ำย่อย จานหลัก และของหวาน รสชาติที่รายการกำหนดคือมะเขือเทศ จะตัดสินคะแนนตั้งแต่อาหารถึงตัวกล่อง มีคะแนนคิดเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด กล่อง Take Away ก็ต้องคำนึงถึงการใช้งานได้จริง และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ต่อได้ในธุรกิจ 

“โจทย์ข้อสุดท้ายคือ ต้องทำมาจากวัสดุจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

“ทีมจากไทยเลือกใช้เตยปาหนันจากจังหวัดตรัง จากวัสดุตามธรรมชาติในประเทศหลายๆ แบบ เพราะเตยปาหนันมีความอ่อนตัว หัก หรืองอได้ดีที่สุด มีความเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย และทำงานร่วมกับแบรนด์ Sarnsard ที่ทำผลิตภัณฑ์จากเตยปาหนัน

“เราใช้โกโก้จากประจวบคีรีขันธ์ ของแบรนด์ KAD KOKOA ที่ใช้โกโก้ไทยทำช็อกโกแลตมาตรฐานสากลมาเป็นส่วนผสมหลักในของหวาน ซึ่งเราคิดว่าน่าจะไปได้ดีกับรสมะเขือเทศ”

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ขณะที่นั่งอ่านเรื่องนี้ ทีมชาติไทยน่าจะบินไปเพื่อเก็บตัวเพื่อซ้อมที่ฝรั่งเศสและเตรียมตัวแข่งขันแล้ว เราเอาใจช่วยให้ทีมไทยที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่ แต่กลายเป็นตัวเต็งในรายการนี้ให้ได้รับชัยชนะกลับมา

“ถ้าถามว่าจะได้ที่หนึ่งไหม ต้องบอกว่ามีความหวังครับ แต่จุดประสงค์หลักของทีมไทยคือ อยากโปรโมตประเทศไทยผ่านการทำอาหาร ทีมเราได้ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น ที่มีเป้าหมายเดียวกันมาช่วยสนับสนุนหลักในการเตรียมทีม 

“คิดว่าถ้าจะเอาวัตถุดิบไทยเข้ามาโปรโมตในการแข่งขันนี้ก็จะได้ผลที่ดีมาก โชว์วัตถุดิบให้เขาสนใจวัตถุดิบของเรา นำเสนอรสชาติความเป็นไทย สิ่งเหล่านี้จะกลับมาที่บ้านเรา มันช่วยยกระดับอาหารไฟน์ไดนิ่งของไทย รวมถึงวงการอาหารของบ้านเราได้” เชฟหนุ่มวัยเบญจเพสทิ้งท้าย 

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ภาพ : Bocuse d’Or Thailand

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load