ถ้าใครเคยดูรายการ เชฟกระทะเหล็ก คงจะพอจำได้ว่าการประชันฝีมือระหว่างเชฟอาหารประเภทต่างๆ ที่ห้ำหั่นกันแบบไฟลุก รูปแบบการแข่ง จนถึงรูปแบบเวทีการแข่งขันของรายการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bocuse d’Or รายการแข่งขันทักษะและการทำอาหารของเชฟที่ก่อตั้งโดย ปอล โบกุส (Paul Bocuse) เชฟอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นชื่อดังระดับตำนานของฝรั่งเศส

และถ้าใครเคยดู Ratatouille แอนิเมชันเรื่องดังที่มีเจ้าหนูผู้มีพรสวรรค์ในการลิ้มรส และมีทักษะในการสร้างสรรค์รสชาติอาหาร คงจะพอจำเชฟอ้วนท่าทางใจดีที่ชื่อ Auguste Gusteau ในเรื่องได้ ตัวละครตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Paul Bocuse นั่นเอง 

กลับมาพูดถึงความยิ่งใหญ่ของรายการ Bocuse d’Or 

ถ้า F1 คือรายการที่นักแข่งรถสูตรหนึ่งต้องการจะไปคว้าชัย

ฟุตบอลโลกคือรายการที่ทีมฟุตบอลจากชาติต่างๆ ต้องการเข้าร่วม

หรือโอลิมปิกคือการแข่งขันที่นักกีฬาอยากคว้าโควต้าเพื่อจะเข้าร่วมแข่งขัน

รายการ Bocuse d’Or มีความยิ่งใหญ่ระดับนั้นในวงการเชฟ

ในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในปลายเดือนกันยายนนี้ มีชื่อของทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันระดับโลกนี้ด้วย

นี่คือครั้งแรกของทีม ‘Bocuse d’Or Thailand’ ในฐานะตัวเต็งที่หลายชาติที่เข้าร่วมให้ความสนใจ และที่สำคัญ ทีมไทยทีมนี้ นำทีมโดย เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว วัยเพียง 25 ปีเท่านั้น

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

CANDIDATE

เชฟโฟล์คมีจุดเริ่มต้นความฝันเหมือนใครหลายๆ คน คือมาจากความทรงจำในครัวของที่บ้าน และตัดสินใจเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี และในโรงเรียนทำอาหารนี่เองที่ทำให้เชฟโฟล์คเริ่มรู้จักกับเวทีการแข่งขัน

“แข่งขันเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองพัฒนาไปได้เร็วขึ้น โรงเรียนก็ซัพพอร์ต แล้วยิ่งได้ซ้อมกับอุปกรณ์ที่พร้อมบ่อยๆ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี” เชฟโฟล์คพูดถึงข้อดีของโลกของเชฟสายแข่ง รายการแรกคือการแข่งขันรายการภายในประเทศ ถึงไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้เรียนรู้ประสบการณ์บนเวทีแข่งกัน และความฝันที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

ผมคุยกับเชฟโฟล์ค เชฟวัยหนุ่มกำลังจะเป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีการแข่งระดับโลกผ่าน Zoom โดยฉากหลังของเชฟเป็นครัว มีทีมที่เหลือกำลังเตรียมของเพื่อซ้อมเพื่อเข้าแข่งขันรายการ Bocuse d’Or ณ ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเดือนกันยายนซึ่งกำลังใกล้เข้ามา แต่นี่ไม่ใช่การแข่งขันในระดับโลกครั้งแรกของเขา เชฟโฟล์คเคยผ่านการแข่งขันระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 19 ปี ในรายการ World Champion Junior Talent Disciple Escoffier 2016 

การแข่งขันเชฟระดับเยาวชนโลกในรายการนี้ เชฟโฟล์คไม่ได้กลับมาแค่ประสบการณ์ แต่ได้ ‘ตำแหน่งแชมป์’ ติดมือกลับมาด้วย

Young Chef

“รายการ Escoffier เป็นการแข่งขันแบบคลาสสิกฝรั่งเศส จะต้องผ่านการแข่งการคัดเลือกภายในประเทศของตัวเอง แล้วไปแข่งรอบแปดทีมสุดท้ายในระดับทวีป เพื่อชิงโควต้าไปแข่งรอบชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศส

“โจทย์ของรายการนี้มาจากตำราเรียนเล่มหนึ่ง การแข่งสามวัน แข่งทักษะพื้นฐานในเวลาที่จำกัด เช่น การหั่นวัตถุดิบ พออีกวันนำวัตถุดิบที่แข่งในวันแรกมาทำเป็นอาหารในวันที่สอง โจทย์มาจากอาหารฝรั่งเศสหนึ่งสูตร แล้วทำตามวิธีทำ ส่วนวันสุดท้ายทำเมนูของหวาน” เขาเล่าให้ฟังคร่าวๆ แบบกระชับว่ามีการแข่งขันรอบคัดเลือกถึง 2 รายการใหญ่ๆ และผลคือเขาได้อันดับที่หนึ่งของทวีปเอเชียไปแข่งขันในรอบไฟนอล

“รอบชิงชนะเลิศ โจทย์คือให้ทำอาหารหนึ่งถาด การเสิร์ฟแบบถาดคือการเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม ต้องทำอาหารแบบฝรั่งเศสคลาสสิกและใช้วัตถุดิบของฝรั่งเศสทั้งหมด 

“ถึงโจทย์จะบังคับให้เป็นฝรั่งเศสแบบแท้ๆ แต่ก็เปิดโอกาสให้เราปรับให้มีความเป็นตัวคนทำใส่ลงไปด้วย เราเลยเลือกใส่รสชาติแบบคนไทยเข้าไปเล็กน้อย”

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

คำถามที่ผมสงสัยมาตลอดคือ ถ้าเรากินอาหารไทยมาทั้งชีวิต จะทำยังไงถ้าต้องไปแข่งขันอาหารฝรั่งเศส จะทำยังไงเพื่อใช้รสชาติแบบไทยๆ ไปทำให้กรรมการฝรั่งเข้าใจได้ 

“ผมถามคำถามเดียวกันนี้กับโค้ชของผมเลย เขาส่งผมไปฝรั่งเศสสามเดือน เพื่อให้ไปอยู่ในครัวร้านอาหารแบบฝรั่งเศสคลาสสิก และตลอดสามเดือนต้องกินแต่อาหารฝรั่งเศสทุกมื้อ ทุกวัน ไม่มีอาหารอื่นๆ มาแทรกเลย ตอนแรกก็ไม่คุ้นกับครีม เนย

“แต่ตอนหลังเริ่มเข้าใจว่า เขาใช้รสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก แต่งเกลือนิดหน่อย แล้วมีรสของเนย ความมันของครีม และคอนเซ็ปต์ของอาหารฝรั่งเศสคือ จะทำยังไงให้ดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้มากที่สุด ต่างจากของไทยที่จะมาจากการปรุง แต่งเติมรสชาติเสียมากกว่า” เชฟดีกรีแชมป์รุ่นเยาวชนเล่าการเรียนรู้ถึงการแข่งขันในวัย 19 ปีของเขา

การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ
การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งแรกของทีมเชฟไทย ในการแข่งขันระดับโอลิมปิกของวงการเชฟ

หลังจากที่คว้าแชมป์โลกระดับเยาวชนมาได้ ความฝันในการแข่งขันของเชฟโฟล์คมุ่งไปที่รายการใหญ่กว่าเดิม คือ Bocuse d’Or รายการโอลิมปิกแห่งวงการเชฟ รายการนี้ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลกจะเป็นเชฟที่มีอายุและประสบการณ์ในการทำอาหารมาแล้วหลายปี ซึ่งเชฟโฟล์คเริ่มวางเส้นทางให้ตัวเองไปสู่รายการนี้ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ 

“การจะไปแข่งรายการนี้ได้ เราต้องเป็นเชฟมืออาชีพ เพราะการแข่งขันจะต้องใช้ความเข้าใจและประสบการณ์ของระบบในครัวเยอะมาก เลยขอไปช่วยในครัวโรงแรม ขอหั่นผัก แต่งเนื้อ แล่ปลา เพื่อเรียนรู้ระบบครัวจริงๆ 

“แต่ผมก็ต้องการความเดือดในครัวด้วย (หัวเราะ) ตอนไปเก็บตัวที่ฝรั่งเศสสามเดือนก่อนแข่งรายการเยาวชน มีเรื่องในครัวให้ตื่นเต้นตลอดเวลา เลยตัดสินใจไปเรียนต่อและทำงานที่ฝรั่งเศส ตอนอายุยี่สิบสอง เรียนสามปีที่ Culinary Art and Restaurant Management ที่ Institut Paul Bocuse เมืองลียง ฝรั่งเศส ระหว่างนั้นเขาให้ฝึกงานกับร้านอาหารฝรั่งเศส 1 – 3 ดาว เพื่อเก็บประสบการณ์ในครัวไปด้วย

ปัจจุบันเชฟโฟล์คเป็นเชฟอยู่ที่ร้าน Restaurant Gastronomique Christian Têtedoie ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลิน 1 ดาวที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

“ระบบการทำอาหารในครัวร้านอาหารกับการแข่งขันต่างกัน แต่เราได้ประโยชน์กับทั้งสองอย่าง มันมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เราสามารถเอาเทคนิคที่ใช้ในครัวมาใช้ในการแข่งขันได้ และเอาวิธีลัดที่ต้องแข่งกับเวลาในการแข่งขันมาใช้ในครัวของร้านก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเร่งรีบ 

“เราอยู่ในครัว เราสามารถเตรียมของล่วงหน้าได้เป็นวัน วางแผนว่าจะทำอะไรเพื่อที่จะจบเป็นจานในวันถัดไปได้ แต่การแข่งขันเราต้องเริ่มจากศูนย์ และต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา

“ตอนเรียนที่ฝรั่งเศส ความฝันที่ยังอยู่ตลอดคือรายการ Bocuse d’Or เราคิดว่ามันยาก แต่เมื่อเห็นทีมอื่นๆ ที่ไปแข่งมา เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำ และไม่ได้รู้สึกว่าไกลเกินเอื้อม”

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

TEAM THAILAND 

ทีม Bocuse d’Or Thailand ไม่ได้ก่อตั้งเป็นสมาคมเหมือนประเทศอื่นๆ แต่เป็นกลุ่มเชฟที่ตั้งขึ้นกันเอง ซึ่งก็เทียบได้ว่าเป็นทีมชาติ แต่ละประเทศจะจัดการแข่งขัน เพื่อหาเชฟมาเป็นตัวแทนร่วมทีมไปแข่งขันรอบคัดเลือกระดับทวีป โดยเปิดรับสมัครเชฟเข้ามาแข่งขันตามโจทย์ที่กำหนด เชฟโฟล์คชนะการคัดเลือกเข้าร่วมทีม Bocuse d’Or Thailand ที่สร้างทีมนี้ขึ้นมาโดย เชฟโอลิวิเย่ร์ คาสเทล่า​ (​​Olivier Castella) และ เชฟจตุพร จึงมีสุข

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ในรายการปี 2018 – 2019 ทีมไทยคว้าอันดับที่ 2 ในการแข่งขันรอบเอเชีย-แปซิฟิก และได้โควต้าไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ในรอบชิงทีมชาติ เชฟโฟล์ครับตำแหน่งเชฟตัวแทน (Candidate) ทำหน้าที่เป็นผู้ปรุงหลักและ นิค-ธนาธิป ปิยะคำเพิ่ม ผู้ช่วยเชฟ (Commis) เพียง 2 คนแข่งบนเวทีที่จับวัตถุดิบได้ ข้างเวทีจะมีเชฟปุ๊-จตุพร จึงมีสุข เป็นโค้ชทำหน้าที่คุมเกม คุมเวลา เหมือนในสนามฟุตบอล และจะมีตำแหน่งผู้จัดการของทีมที่จะช่วยดูแลในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องการติดตั้งเครื่องมือในครัวที่ต้องละเอียด ไปจนถึงการคำนวณอุปกรณ์ครัวกับไฟฟ้าที่รายการกำหนด จนถึงการจัดหาวัตถุดิบ

Bocuse d’Or เป็นการแข่งขันเก่าแก่ที่เชฟทั่วโลกต้องการมาแข่ง รายการนี้เหมือนเป็นการโปรโมตทั้งตัวเชฟและโปรโมตประเทศไปในตัว ถึงก่อตั้งมานาน แต่รายการนี้จะปรับตัวเองให้โมเดิร์นไปตามยุคสมัย 

อาหารถูกเสิร์ฟและตกแต่งบนถาด (Platter) ที่แต่ละทีมต้องออกแบบกันมาก่อน การให้คะแนนตัดสินมาจากองค์ประกอบในการจัดอาหาร มองไปแล้วต้องสวยเตะตา องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้อาหารโดดเด่นยิ่งขึ้น การตกแต่ง ความสะอาดในครัว และคะแนนหลักคือเรื่องของรสชาติ ซึ่งใส่รสชาติเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศที่เข้าแข่งได้เช่นกัน

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

“เวลาวางแผนเรื่องรสชาติ กรรมการจะมาจากทั่วทุกมุมโลก เราไม่รู้ว่าเขาชอบอาหารแบบไหน จึงเอารสชาติคงที่ของรสชาติที่ควรจะเป็น รสชาติที่คงที่ของอาหารแบบตะวันตกไว้ก่อน แล้วเสริมกลิ่นของวัตถุดิบไทยๆ อย่างตะไคร้ ใบมะกรูด เข้าไปในปริมาณที่พอดี ไม่โดดจนกรรมการไม่เข้าใจ ไม่ได้ใส่ไปในทุกอย่าง ยิ่งวัตถุดิบของเรามีรสและกลิ่นจัด กรรมการอาจจะสับสนกับกลิ่นได้ 

“เราโชคดีที่เอกลักษณ์ของอาหารไทยชัดมากในระดับสากล จึงเป็นข้อได้เปรียบ แต่ก็มีความยากตรงที่พอมีเอกลักษณ์ชัด จึงต้องคิดว่าจะเอามาปรับให้เข้ากับอาหารแบบตะวันตกได้อย่างไร” เชฟเล่า

Finale

“การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศมีทีมเชฟจากยี่สิบสี่ประเทศ จากหกสิบกว่าประเทศทั่วโลก โจทย์ในรอบชิงชนะเลิศคือเนื้อส่วนใบพาย เป็นเนื้อส่วนรองที่คนมักมองข้าม ทั้งที่เนื้อส่วนนี้มีแค่สองชิ้นในวัวหนึ่งตัว คล้ายเทนเดอร์ลอยน์ แต่คนก็ซื้อเฉพาะเทนเดอร์ลอยน์กันอยู่ดี จุดประสงค์คือ อยากโปรโมตเนื้อส่วนนี้ให้คนซื้อมากขึ้นผ่านการแข่งขันรายการ Bocuse d’Or 

โจทย์ให้เอาเนื้อส่วนนี้ไปตุ๋น อาหารที่ทานด้วยกันต้องเป็นวีแกนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไซด์ดิชสามตัว และ รากูต์ (Ragout) สตูผักที่ต้องเป็นรสชาติของประเทศนั้นๆ” เชฟโฟล์คเล่าโจทย์ที่ต้องคิด

อย่างที่เล่าว่ารายการนี้ปรับตัวตามยุคสมัยเสมอ ทำให้ปีล่าสุดในสถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องปรับพฤติกรรมการกินไปในทิศทางเดียวกัน โจทย์ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้เป็นครั้งแรกคือ Take Away เพื่อให้เข้ากับยุคแห่งโรคระบาด 

“อาหารที่ต้องทำใส่กล่อง Take Away นี้ต้องประกอบไปด้วยสามจาน คืออาหารเรียกน้ำย่อย จานหลัก และของหวาน รสชาติที่รายการกำหนดคือมะเขือเทศ จะตัดสินคะแนนตั้งแต่อาหารถึงตัวกล่อง มีคะแนนคิดเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด กล่อง Take Away ก็ต้องคำนึงถึงการใช้งานได้จริง และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ต่อได้ในธุรกิจ 

“โจทย์ข้อสุดท้ายคือ ต้องทำมาจากวัสดุจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

“ทีมจากไทยเลือกใช้เตยปาหนันจากจังหวัดตรัง จากวัสดุตามธรรมชาติในประเทศหลายๆ แบบ เพราะเตยปาหนันมีความอ่อนตัว หัก หรืองอได้ดีที่สุด มีความเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย และทำงานร่วมกับแบรนด์ Sarnsard ที่ทำผลิตภัณฑ์จากเตยปาหนัน

“เราใช้โกโก้จากประจวบคีรีขันธ์ ของแบรนด์ KAD KOKOA ที่ใช้โกโก้ไทยทำช็อกโกแลตมาตรฐานสากลมาเป็นส่วนผสมหลักในของหวาน ซึ่งเราคิดว่าน่าจะไปได้ดีกับรสมะเขือเทศ”

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ขณะที่นั่งอ่านเรื่องนี้ ทีมชาติไทยน่าจะบินไปเพื่อเก็บตัวเพื่อซ้อมที่ฝรั่งเศสและเตรียมตัวแข่งขันแล้ว เราเอาใจช่วยให้ทีมไทยที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่ แต่กลายเป็นตัวเต็งในรายการนี้ให้ได้รับชัยชนะกลับมา

“ถ้าถามว่าจะได้ที่หนึ่งไหม ต้องบอกว่ามีความหวังครับ แต่จุดประสงค์หลักของทีมไทยคือ อยากโปรโมตประเทศไทยผ่านการทำอาหาร ทีมเราได้ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น ที่มีเป้าหมายเดียวกันมาช่วยสนับสนุนหลักในการเตรียมทีม 

“คิดว่าถ้าจะเอาวัตถุดิบไทยเข้ามาโปรโมตในการแข่งขันนี้ก็จะได้ผลที่ดีมาก โชว์วัตถุดิบให้เขาสนใจวัตถุดิบของเรา นำเสนอรสชาติความเป็นไทย สิ่งเหล่านี้จะกลับมาที่บ้านเรา มันช่วยยกระดับอาหารไฟน์ไดนิ่งของไทย รวมถึงวงการอาหารของบ้านเราได้” เชฟหนุ่มวัยเบญจเพสทิ้งท้าย 

คุยกับ เชฟโฟล์ค-ภาณุวิชญ์ เขาแก้ว ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเชฟระดับโอลิมปิกของวงการเชฟระดับโลก รายการ Bocuse d’Or

ภาพ : Bocuse d’Or Thailand

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load