ชายแดนประเทศโบลิเวีย-อาร์เจนตินา

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“มาจากไทยแลนด์เลยเหรอ เดินทางมานานเท่าไหร่แล้ว” 

“สองปีกว่าแล้วค่ะ”
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชวนเราคุยผ่านช่องเล็กๆ ใต้กระจกกั้นหน้าเคาน์เตอร์ ตามองตามหมวกกันน็อกและแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์ที่วางกองอยู่ข้างเรา ในขณะที่มือก็พลิกหน้ากระดาษหนังสือเดินทางของเราไปเรื่อยๆ 

“ผมเคยกินอาหารไทยด้วย ผัดไทยอร่อยดี” 

“แถวนี้มีร้านอาหารไทยด้วยหรือคะ” 

ยังไม่ทันได้คำตอบ ก็มีเสียงเฮที่ดังประสานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งจากภายในห้องของเจ้าหน้าที่และจากกลุ่มคนที่นั่งรอยืนรอกันอยู่ด้านนอก เราหันไปมองถึงได้รู้ว่าต้นเหตุมาจากรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลจากโทรทัศน์เครื่องเล็กที่วางอยู่บนตู้ ภาพบรรยากาศของกองเชียร์ในจอดูครึกครื้นไม่ผิดกับบรรยากาศรอบตัวของเราในตอนนี้

แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา ถ้าไม่ติดว่ากำลังทำงานอยู่ ก็คงจะไปร่วมกระโดดกอดกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างหลังด้วยแน่ เมื่อเสียงรอบๆ ตัวเบาลง คุณเจ้าหน้าที่ก็หันกลับมาถามเราด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรว่า

“คนไทยชอบฟุตบอลไหม”

“ชอบค่ะ”

ตึง! 

เสียงตราประทับถูกกดลงบนหน้ากระดาษหนังสือเดินทางของเรา พร้อมลายมือตวัด ‘90 วัน’ กำกับมาให้ด้วย
“แล้วคุณเชียร์ทีมอะไรล่ะ”
ตราประทับก็ได้แล้ว จำนวนวันก็เขียนแล้ว แต่หนังสือเดินทางยังเปิดค้างอยู่ ความอึดอัดในตอนนั้นก็จะอารมณ์คล้ายๆ เวลาเจอคนขับรถแท็กซี่ชวนคุยเรื่องการเมือง ถ้าเราตอบผิดทีม เขาจะเปลี่ยนใจไม่ให้เข้าประเทศหรือเปล่านะ 

“ทีมชาติไทยค่ะ”

เจ้าหน้าที่ยิ้มกว้างผ่านช่องกระจกและยื่นหนังสือเดินทางคืนให้เรา

“ยินดีต้อนรับสู่อาร์เจนตินาครับ ผมเป็นแฟนโบคา จูเนียร์ส (Boca Juniors) ทีมที่ดีที่สุดของอาร์เจนตินาเลยนะ”

ซัลตา, อาร์เจนตินา

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“La Mitad mas uno”

ครึ่ง (ประเทศ) บวกหนึ่ง 

นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อของโบคา จูเนียร์ส ค่ะ แน่นอนว่าเราไม่ใช่แฟนบอล แต่ก่อนเดินทางมาถึงอาร์เจนตินาเราก็พอจะรู้มาบ้างว่าชาวอาร์เจนตินารักกีฬาประเภทนี้มากขนาดไหน เคยได้ยินแม้กระทั่งเรื่องที่เล่าสู่กันฟังแบบติดตลกในกลุ่มนักเดินทางถึงประโยคทักทายติดปาก หรือเรื่องที่คนแต่ละชาติชอบชวนคุยเป็นพิเศษ เช่น คนเอเชียชอบชวนคุยเรื่องของกิน คนอังกฤษชอบชวนคุยเรื่องสภาพอากาศ ส่วนคนอาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อว่าชอบชวนคุยเรื่องฟุตบอล ขนาดที่แซวกันว่า ถ้าคุยกับคนอาร์เจนตินาเกิน 10 นาทีแล้วไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องฟุตบอลเลยละก็ ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ 

ในตอนแรกเราเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับประเด็นนี้ จนกระทั่ง 2 วันหลังจากข้ามชายแดนเข้ามา ก็ได้มามีบทสนทนาที่แทบจะเหมือนถอดบทกันมาอีกครั้งกับเจ้าของบ้านที่เราเช่าอยู่ในเมืองซัลตา (Salta) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนโบลิเวีย-อาร์เจนตินาไม่มาก เพียงแต่คราวนี้มาพร้อมกับหลักฐานพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีมนี้ด้วย 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“หัวใจของผมคือโบคา จูเนียร์ส” 

ฟาคุนโด้ยืนยันคำพูดด้วยการดึงคอเสื้อเปิดให้ดูรอยสักที่หน้าอกข้างซ้าย ซึ่งเป็นรูปโล่มีตัวอักษร ‘CABJ’ อยู่ตรงกลาง ฟาคุนโด้บอกว่า ชื่อเต็มๆ ในภาษาสเปนคือ Club Atlético Boca Juniors หรือสโมสรฟุตบอลโบคา จูเนียร์ส นั่นเอง

พอเราเล่าเรื่องที่คุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้ฟัง ฟาคุนโด้ก็หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี 

“โบคา จูเนียร์ส ไม่ได้เก่งเฉพาะในอาร์เจนตินาหรอก แต่เป็นทีมที่เก่งที่สุดทีมหนึ่งของโลกและของประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลด้วย” 

ฟาคุนโด้เป็นนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพ ที่นอกเหนือจากเวลาซ้อมบาสฯ แล้ว ก็มักจะดูฟุตบอลอยู่บ้านหรือไม่ก็มาเคาะประตูชวนเรากับแฟนไปดูการแข่งฟุตบอลที่สนามเล็กๆ ใกล้บ้าน บ่อยครั้งที่เราเห็นฟาคุนโด้ไปวิ่งไล่ตามลูกฟุตบอลอยู่กับเด็กๆ ในสนาม วันดีคืนดีหันมาเห็นเราสองคน เจ้าตัวก็จะกวักมือเรียกให้ไปร่วมวงด้วยตลอด 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“ถึงผมไม่ใช่นักฟุตบอล แต่ผมก็โตมากับการเล่นฟุตบอล ของขวัญชิ้นแรกที่พ่อซื้อให้ก่อนผมจะเกิดก็คือฟุตบอลลูกเล็กๆ ที่ผมเอามาเตะเล่นจนเปื่อย ทั้งพ่อผม ลุงผม ปู่ผม เป็นแฟนโบคาฯ กันทั้งตระกูล ครอบครัวเราฉลองใหญ่ทุกครั้งที่โบคาฯ ชนะ เรารวมเงินกันทำป้ายไปติดแสดงความยินดี ทำธงประจำทีมไปแขวนไว้ที่ระเบียงบ้าน แม่กับป้าๆ ทำอาหารแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านที่เป็นแฟนโบคาเหมือนกันด้วย” 

เมื่อเห็นป้ายสัญลักษณ์ของทีมโบคา จูเนียร์ส ก็มักจะเห็นวลี ‘La Mitad mas uno’ ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Half Plus One อยู่คู่กัน 

“เพราะแฟนบอลมากกว่าครึ่งประเทศเป็นแฟนโบคาฯ ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียวแต่มากกว่านั้นเสมอ เลยเป็นครึ่งบวกหนึ่งไง”

เมื่อฟาคุนโดรู้ว่าหลังออกจากซัลตาแล้ว เราจะเดินทางไปบัวโนสไอเรสต่อ ก็รีบหยิบแผนที่มากางบนโต๊ะและบอกว่าเราสองคนจะต้องไปเยือน ลา บอมโบเนรา (La Bombonera) หรือสนามฟุตบอลของทีมโบคา จูเนียร์ส ในย่านโบคาให้ได้ 

“ผมเล่นบาสฯ ให้กับทีมเยาวชนที่บัวโนสไอเรสอยู่สี่ปี ไปซ้อมวิ่งใกล้ๆ สนามบอลทุกวัน แค่ให้ได้เห็นผนังสีฟ้าเหลืองก็ชื่นใจแล้ว บอมโบเนราเป็นสนามฟุตบอลที่แฟนโบคาฯ ทุกคนฝันว่าต้องไปเหยียบให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตก่อนตาย ผมเคยเข้าไปดูการแข่งขันจริงๆ แค่ครั้งเดียวเพราะตั๋วหายากมาก และถ้าไม่ใช่สมาชิกสโมสรก็แทบจะเป็นไปไม่ได้หรือไม่ก็ต้องยอมซื้อในราคาที่แพงมากด้วย” 

บัวโนสไอเรส

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“ที่อาร์เจนตินา ฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา แต่มันคือตัวตน คืออัตลักษณ์ที่คุณเลือกให้กับตัวเอง โบคาฯ ได้ชื่อว่าเป็นทีมของประชาชน เพราะมีจุดเริ่มต้นมาจากชุมชนผู้อพยพชาวอิตาลีในย่านอู่ต่อเรือของบัวโนสไอเรส ทีมโบคา จูเนียร์ส จึงเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ชัยชนะของโบคาฯ คือชัยชนะของคนจนที่สู้อย่างกัดปากตีนถึบจนได้ยืนในจุดที่สูงสุด” 

ในศตวรรษที่ 18 ชาวอิตาลีจำนวนมากอพยพจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากที่อาร์เจนตินา ปัจจุบันชาวอาร์เจนตินากว่าร้อยละ 60 มีเชื้อสายอิตาลีผสมอยู่ด้วย เรโต้ เพื่อนใหม่ชาวอาร์เจนตินาที่เราได้นั่งคุยโดยบังเอิญที่ร้านกาแฟในวันนี้ พูดได้ทั้งภาษาสเปน อิตาลี และภาษาอังกฤษ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมฟุตบอลเชื้อสายอิตาลีอย่างโบคา จูเนียร์ส จะเป็นทีมฟุตบอลที่คนอาร์เจนตินารักได้อย่างสนิทใจ 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

แล้วทำไมสีประจำทีมถึงไม่ใช่สีฟ้าขาวเหมือนธงชาติอาร์เจนตินาล่ะ

“แต่ก่อนก็เคยใช้สีฟ้าขาว แต่ดันไปคล้ายกับสีของอีกทีม เลยตกลงกันว่าถ้าใครชนะก็จะได้ใช้สีฟ้าขาวต่อ เมื่อโบคา จูเนียร์ส เป็นฝ่ายแพ้ ประธานสโมสรก็เลยบอกว่าจะใช้สีอะไรก็ตามของเรือลำถัดไปที่จะเข้ามาเทียบท่า ปรากฏเรือลำที่ว่าเป็นเรือของประเทศสวีเดน โบคา จูเนียร์ส เลยใช้สีธงชาติของสวีเดนเป็นสีประจำทีมตั้งแต่ตอนนั้น” 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

หลังจากย้ายมาอยู่ที่บัวโนสไอเรสได้สักระยะ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับการได้เห็นฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่ ป้ายโฆษณาสินค้าบนตึกสูงที่มีนักฟุตบอลเป็นพรีเซนเตอร์ รถประจำทางที่มีลวดลายและสีของทีมฟุตบอล คุณตาที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาอยู่ตรงริมระเบียงบ้านทุกเช้า ผู้คนเกาะกลุ่มกันเชียร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลในร้านอาหาร และที่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่ชินเสียที นั่นก็คือเสียงเฮที่ดังขึ้นพร้อมกันจากหน้าต่างของเพื่อนบ้านหลายหลังในช่วงกลางวัน รวมไปถึงการวิ่งออกมาร้องเพลงฉลองกลางถนนอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อทีมที่ตัวเองเชียร์แข่งชนะ 

“อาร์เจนตินามีทีมฟุตบอลใหญ่ๆ อยู่ห้าทีม แต่ทีมที่ดังที่สุดมีอยู่สองทีม คือโบคา จูเนียร์ส กับทีมริเวอร์ เพลต (River Plate) จริงๆ ทั้งสองทีมก็มาจากย่านโบคาเหมือนกัน แต่ริเวอร์ เพลต ย้ายถิ่นไปอยู่ย่านที่มีฐานะดีกว่า และมีทุนซื้อตัวนักฟุตบอลด้วยเงินก้อนใหญ่ เลยกลายเป็นคู่กัดกับโบคา จูเนียร์ส เพราะถูกมองว่าเป็นทีมตัวแทนของคนรวยและกลุ่มนายทุน แต่จริงๆ แล้วทั้งสองทีมก็มีแฟนบอลทุกกลุ่มนั่นแหละ” 

เรโต้ปิดท้ายก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ 

“รอบนี้ให้ผมเลี้ยงกาแฟพวกคุณนะ ไว้เจอกันใหม่ จากตรงนี้ไม่กี่ป้ายรถเมล์ก็ถึงลา บอมโบเนรา แล้ว หาโอกาสไปดูให้ได้นะ” 

กล่องช็อคโกแลตกับผู้เล่นคนที่ 12 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

ลา บอมโบเนรา มีความหมายในภาษาไทยว่า ‘กล่องช็อกโกแลต’ เพราะสนามฟุตบอลสีฟ้าเหลืองสดใสแห่งนี้มีอัฒจันทร์ทรงโค้งเพียง 3 ด้าน อีกหนึ่งด้านที่เหลือเป็นอัฒจันทร์แนวตั้งคล้ายกล่องช็อกโกแลต 

ด้วยเหตุผลที่ย่านโบคายังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานไม่ต่างกับในอดีต การสร้างสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานในย่านนี้จึงถูกจำกัดด้วยขนาดของพื้นที่ จนกลายเป็นที่มาของอัฒจันทร์แนวตั้ง และทำให้สนามแห่งนี้กลายเป็น ‘หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล’ 

ในวันที่ไม่มีการแข่งขัน คนทั่วไปซื้อบัตรเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของสโมสรโบคา จูเนียร์ส (Museo de la Pasión Boquense) ซึ่งอยู่ในอาคารฝั่งแนวตั้งและซื้อทัวร์เข้าไปชมบางส่วนของสนามจริงจากฝั่งพิพิธภัณฑ์ได้ด้วยค่ะ 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

ส่วนภายในมีการจัดแสดงภาพ ถ้วยรางวัล และภาพยนต์สารคดีสั้น บางส่วนในนั้นพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสนามลา บอมโบเนรา ที่จุคนดูได้เกือบ 50,000 คน แต่ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็ก พื้นที่ของคนดูจึงอยู่ใกล้กับผู้เล่นในสนามมากกว่าปกติ ในระหว่างการแข่งขัน เสียงตะโกนเชียร์และร้องเพลงของแฟนโบคา จูเนียร์ส จะดังสนั่น จนทำให้พื้นที่บริเวณนั้นคล้ายมีแผ่นดินไหว โดยเฉพาะตัวอัฒจันทร์แนวตั้งที่ถึงกับโยกไปมา 

ผู้เล่นของทีมเยือนหลายคนพูดถึงการมาลงแข่งในสนามแห่งนี้ว่า เป็นสนามที่ถูกข่มขวัญด้วยเสียงเชียร์ของแฟนจากทีมเจ้าบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้แฟนโบคา จูเนียร์ส จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีม เพราะมีส่วนร่วมในเกมไม่แพ้ผู้เล่นในสนาม 

“ทุกครั้งโบคาเปิดศึก บอมโบเนราจะกลายเป็นอัฒจันทร์ที่มีชีวิต มันสั่นสะเทือนเหมือนหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงและหนักหน่วงทั้งของผู้เล่นและกองเชียร์” 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

เราไม่เคยคิดเลยค่ะว่าชีวิตนี้จะมีวันที่เราตั้งใจเดินทางไปดูบรรยากาศภายในสนามฟุตบอลที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนบอลอย่างเรา ภาพของสนามหญ้าสีเขียว ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ฟ้าเหลืองที่ตั้งเรียงรายเหล่านั้น ไม่น่าจะมีความหมายอะไรกับเราเป็นพิเศษได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะความรักและความผูกผันที่มีต่อทีมฟุตบอลของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ของฟาคุนโด้และเรโต้ หรือของเพื่อนบ้านชาวอาร์เจนตินาอีกหลายๆ คน

ทุกวันนี้ถ้าเราได้ยินหรือเห็นข่าวเกี่ยวกับโบคา จูเนียร์ส ลา บอมโบเนรา หรือริเวอร์ เพลต เราก็อดที่จะหยุดฟังและไล่สายตาอ่านไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราสนใจว่าใครจะแพ้หรือชนะ แต่สำหรับเรา มันคือคำทักทายจากเพื่อนเก่าที่ตีความหมายได้คล้ายๆ กับคำว่า ‘คิดถึงนะ’ 🙂

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดู CABJ ทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“โบคา – ริเวอร์”

  • ในการแข่งขันระหว่างโบคา จูเนียร์ส และริเวอร์ เพต เคยเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงของแฟนบอลหลายครั้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก ทำให้สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาห้ามไม่ให้แฟนบอลของทีมเยือนเข้าร่วมชมการแข่งขันในสนาม ถ้าแข่งกันที่สนามของโบคา จูเนียร์ส ก็จะไม่มีแฟนของริเวอร์ เพลต และในทางกลับกัน ถ้าแข่งกันที่สนามของริเวอร์ เพลต แฟนของโบคา จูเนียร์ส ก็จะไม่ได้เข้าไปในสนามเช่นกัน 
  • สีประจำทีมของริเวอร์ เพลต คือสีแดงขาว เมื่อบริษัทโคคา-โคลาต้องการเป็นสปอนเซอร์ โบคา จูเนียร์ส จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนป้ายเป็นสีดำขาว เพื่อให้ติดตั้งป้ายในสนามลา บอมโบเนรา ได้

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load