9 กันยายน 2563
14.13 K

บ้านเลขที่ 24 ซอยสุขุมวิท 53 คือที่ตั้งของ โบ.ลาน ร้านอาหารไทยประดับดาวมิชลิน หนึ่งใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย 

ก่อนหน้านี้ นักชิมทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างรู้ หากต้องการลิ้มรสอาหารไทยรสเลิศจากวัตถุดิบเครื่องปรุงไทยแสนอร่อย ในร้านที่เคารพสิ่งแวดล้อมและปลูกผักใช้เองในสวน ร้านอาหารของ เชฟโบ – ดวงพร ทรงวิศวะ และ เชฟดิลลัน โจนส์ คือสถานที่ที่พวกเขาตามหา

บรรยากาศคึกคักในวงการอาหาร และความตื่นตัวเรื่องที่มาวัตถุดิบก่อตัวมายาวนาน แต่สถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ทั่วโลกชะงักงัน ทำให้ชาว โบ.ลาน ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ร้านอาหารใหญ่ในสวนเขียวแตกยอด มีร้านอาหารย่อยราคาย่อมลงมา บาร์เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ และร้านไวน์

ไม่ใช่แค่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนร้านอาหารนี้เป็นต้นแบบธุรกิจอาหาร Eco-gastronomy ที่รักสิ่งแวดล้อม สร้างวงจรใช้ทุกสิ่งอย่างคุ้มค่าจนไม่ผลิตขยะอาหารแม้แต่ชิ้นเดียว 

ตอนนี้ โบ.ลาน โฉมใหม่เป็นอย่างไรบ้าง เราจะพาไปดู

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ
โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ
โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

โบ.ลาน Essentially Thai

พี่ใหญ่ โบ.ลาน ร้านอาหารไทยที่นำเสนอและต่อยอดภูมิปัญญาไทย โดยร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นตามฤดูกาล ยังคงแนวคิดเดิมในการออกแบบอาหาร บูรณาการขนบภูมิปัญญาอาหารกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ
โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

ความอร่อยยังคงเดิม แต่พื้นที่ร้านย่อขนาดลงมา มี 3 สำรับ คือ 1) โบ.ลาน ข้าวปลาอาหาร 2) โบ.ลาน ระเริงรส 3) โบ.ลาน รสสมดุล โดยทุกวันเสาร์จะมี Bo.lan in Residence ส่งปิ่นโตอาหารไทยทุกวันเสาร์ 

Err Urban Rustic Thai 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

เออ (Err) ร้านอาหารน้องสาวของ โบ.ลาน ที่เคยเสิร์ฟอาหารไทยด้วยลีลาสนุก วัยรุ่น และราคาย่อมเยากว่าที่ท่าเตียน โดยมีเมนูเด็ดคือหนังไก่ถอดรูปทั้งตัว ย้ายกลับมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับพี่สาว โดยยังคงมาตรฐานและแนวคิดเดียวกัน 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

จุดเด่นของเออ คือการนำอาหารไทยริมทางมาขึ้นโต๊ะโดยใช้วัตถุดิบอินทรีย์ ไม่ใช่ผงชูรสหรือซอสปรุงรสให้จัดจ้าน อาหารแปรรูปเอง อย่างแหนม ไส้อั่ว ไส้กรอกข้าว ผักกาดดอง กระเทียมดอง ทางร้านปรุงเองทั้งหมดจากวัตถุดิบธรรมชาติ รสชาติจึงอาจแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมในการทำแต่ละครั้ง ไม่ได้มีรสชาติสำเร็จรูปแบบที่เราคุ้นชิน จะกินเป็นกับแกล้มเบาๆ หรือจัดหนักให้อิ่มท้องก็ได้ เพราะทางร้านมีเมนูอาหารคาวเต็มรูปแบบด้วย เช่น แกงเขียวหวานไก่ใส่ทุกส่วน หมูฮ้องผัดผักบุ้ง ฯลฯ ซึ่งทางร้านรับทำปิ่นโตส่งด้วย ยกเว้นเมนูหนังไก่ที่ต้องมากินที่ร้านเท่านั้น จึงได้ความกรุบกรอบถึงใจตามแบบฉบับ

Wasteland ดินแดนไร้ขยะ 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

บาร์ด้านหน้าบ้านนี้เกิดจากไอเดียสนุกๆ ในการเล่นกับของเหลือใช้ (Waste) กับคำว่า Wasted ที่แปลว่าเมา ชาวเวสต์แลนด์นำข้าวของจากร้านเออสาขาเดิมที่ท่าเตียนและของไม่ใช่แล้วมาแต่งบาร์ ไม่ว่าประตู เสื่อรีไซเคิล ก๊อกน้ำ ส่วนเครื่องดื่มแสนอร่อยที่เราได้จิบ ทางร้านอธิบายว่าไม่ได้แค่เอาของเหลือจากครัว โบ.ลาน และเออมาคั้นเฉยๆ แต่เป็น Community Sipping Space ที่จงใจกลั่นเอาคุณค่าของวัตถุดิบออร์แกนิกมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดก่อนกลายเป็นปุ๋ย กลั่นความรู้ด้านการปรุงเครื่องดื่มและการรักษาสิ่งแวดล้อมมาให้ลิ้มลอง

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

เนื่องจากบ้านนี้ใช้ของออร์แกนิกหมด วัตถุดิบทุกส่วนจึงปลอดภัยใช้ง่าย เช่น ข้าวดำก้นหม้อและมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิในครัว ทางบาร์นำวัตถุดิบที่เกิดขึ้นทุกวันเหล่านี้ไปคั่ว บด ปั่น เพื่อหาทางดึงกลิ่นดึงรสชาติออกมา ทำข้าวตูและชาข้าว มะพร้าวกลายเป็นไส้ช็อกโกแลต ก้านโหระพาและก้านกะเพราที่ครัวเก็บมาให้ บาร์เอามาปรุงให้เครื่องดื่มกลิ่นหอม เปลือกถั่วลิสงธรรมดา บาร์นำไปสกัดเป็นน้ำผิวถั่วรสหอมนวลๆ เปลือกฟักเชื่อมที่เหลือจากการทำแกงแดงไก่ใส่ฟัก Wasteland เอาไปเชื่อมน้ำตาลและทอดกรอบ กลายเป็นขนมกินเล่นที่ร้าน โบ.ลาน เอาไปปรุงเป็นขนมโก๋

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

วงจรของจากในครัวเข้าสู่บาร์ และจากบาร์สู่ครัว ทำให้หลังร้านคือแล็บทดลองการถนอมอาหารและปรุงใหม่แสนสนุก ผลประโยชน์ตกสู่นักดื่ม ซึ่งเข้ามานั่งจิบเครื่องดื่มหลายประเภท ตั้งแต่ชาจนแอลกอฮอล์สารพัด ได้ตั้งแต่ 11 โมงถึงเที่ยงคืน

MUST WINE BAR 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

อาหารอร่อยแค่ไหน ไวน์รสเลิศยิ่งทำให้ความอร่อยทบเท่าทวี บ้านหลังนี้จึงมีมุม Must ร้านไวน์เล็กๆ สายธรรมชาติที่คัดแต่ไวน์องุ่นปลอดสารเคมี และใช้วิถีธรรมชาติในการปลูกองุ่นและทำไวน์ ชื่อ Must ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ‘ต้อง’ แต่หมายถึง Grape Must ผลองุ่นคั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทำไวน์

สนนราคาไวน์ที่นี่มีตั้งแต่ย่อมเยาสบายกระเป๋าถึงระยิบระยับ ลูกค้าสามารถซักถามได้อย่างสะดวกใจ แต่งตัวแบบไหนก็แวะมาดื่มได้ไม่เคอะเขิน ทีมงานยินดีช่วยแนะนำไวน์ที่คัดสรรมาให้ รวมถึงโครงสร้าง รสชาติ จนค้นพบไวน์ที่ชอบได้ด้วยตัวเอง จะดื่มที่ร้านหรือซื้อกลับบ้านก็ได้ทั้งสิ้น

โบ.ลาน ร้านชํา 

ออกจากเรื่องการกินดื่มใน 4 ร้าน พื้นที่ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นยังมีตู้ร้านชำ ขายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและงานคราฟต์ไทย ตั้งแต่ของใช้ของกระจุกกระจิก ไปจนถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสจากเกษตรกรรายย่อย ชนิดที่ถ้าติดใจอาหารที่ร้าน ก็สั่งซื้อกล่องวัตถุดิบไปปรุงเองได้ มีกล่องผักผลไม้ตามฤดูกาล และเมนูอาหารต่างๆ แถมร้านชำนี้ยังจัดเวิร์กช็อปเรียนรู้รสชาติเป็นระยะด้วย

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ
โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

สวน โบ.ลาน 

นอกตัวบ้าน จุดเด่นของบ้านเลขที่ 24 คืออุโมงค์ไม้ไผ่ที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อย และสวนเล็กๆ เขียวชอุ่มข้างตัวบ้าน พื้นที่สงบใจกลางสุขุมวิทนี้ไม่ได้แค่สร้างความงามและฟอกอากาศ แต่เป็นสวน Permaculture ที่ปลูกวัตถุดิบสำหรับใช้ในร้าน 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ
โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

แม้พื้นที่น้อย แต่สวนนี้ออกแบบให้ได้ผลผลิตมากที่สุด โดยเน้นปลูกพืชผลพื้นบ้านหายาก กลางสวนมี Keyhold Garden ขวดไวน์เก่ายึดด้วยโครงไม้ไผ่เป็นกระถางเตี้ย ให้เด็กๆ หรือผู้ใช้รถเข็นเอื้อมถึงง่าย ตรงกลางเอาไว้ใส่ปุ๋ยเศษใบไม้หรือเศษอาหาร รวมถึงมีพื้นที่ก้นหอย (Spiral) สำหรับปลูกผักหลากหลาย ด้านบนชื้นน้อยปลูกพืชผักที่ไม่ต้องการน้ำมาก ระดับที่ลดหลั่นลงมาปลูกพืชชุ่มน้ำ และรอบๆ มีสวนไม้ต่างระดับ พืชผักระยะสั้นที่เก็บกินง่าย ไม้ใช้สอย รังผึ้ง ดงกล้วย และดอกไม้กินได้สารพัด เช่น พวงชมพู หางนกยูง แคแดง กุหลาบ มะลิ 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

เศษอาหารเหลือทุกวันจากในร้านจะกลายเป็นปุ๋ยให้พืชผักในสวนนี้งอกงาม โดยทางร้านมีเครื่องย่อยสลายขยะสดโดยเฉพาะ ซึ่งเร่งเปลี่ยนสภาพขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยภายใน 24 ชั่วโมง 

ขยะจบที่เรา 

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

จริงจังเรื่องขยะขนาดนี้ โบ.ลาน และผองเพื่อนประกาศว่าทางร้านมีแคมเปญ Zero Waste to Landfill ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเลขที่ 24 จะไม่สร้างขยะไปที่บ่อขยะ ระบบทุกอย่างเป็นต้นแบบธุรกิจอาหารที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสร้างระบบ Circular Economy อันแข็งแรง

ที่นี่แยกขยะอย่างจริงจัง วัตถุดิบอาหารไม่มีเหลือทิ้งจากระบบอันแข็งแรงของร้านอาหาร บาร์ และสวน เปลือกกุ้งตากแห้งป่นกลายเป็นอาหารไก่สำหรับส่งให้เกษตรกร เปลือกผลไม้นานาชนิดใช้หมักเป็น EM ผลไม้สําหรับดับกลิ่นในท่อ ส่วนเปลือกผลไม้ตระกูลส้มใช้ผสมทำน้ำยาซักล้าง น้ำมันรำข้าวมหาศาลที่ได้จากครัวในทุกวันถูกแปรรูปเป็นสบู่สำหรับใช้ในร้านและแจกจ่ายให้แขก เปลือกไข่ใช้ปรุงดิน และอาหารที่เหลือทั้งหมดจากจานจะกลายเป็นปุ๋ย

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

วัสดุอื่นๆ จะถูกแบ่งแยกไป Recycle หรือ Upcycle ลดละเลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งทุกประเภท ใครอยากผูกปิ่นโตกับที่นี่ต้องใช้ปิ่นโตจริงๆ ใช้ผ้าเคลือบขี้ผึ้งแทนพลาสติก กระทั่งถุงสุญญากาศเพื่อเก็บรักษาคุณภาพอาหาร ก็ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อนำวัสดุเหลือไปใช้ต่อ

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

สิ่งหนึ่งที่ยังเหลือขวดไวน์สีพิเศษ ซึ่งถ้าเฉดสีไม่ตรงกับโรงคัดแยกขยะ แก้วเหล่านี้จะนำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้อีกและจบหน้าที่ในบ่อขยะ ร้าน โบ.ลาน เลยร่วมมือกับบริษัทเครื่องแก้ว Etna ซึ่งรับนำขวดไวน์จาก โบ.ลาน และร้านอาหารพันธมิตรต่างๆ เพื่อไปหลอมขึ้นรูปใหม่เป็นเหยือกน้ำในร้าน ซึ่งจะวางขายเป็นสินค้าเปี่ยมเรื่องราวรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โภชนสติ หรือ Mindful Eating Cooking and Drinking คือคติของบ้านเลขที่ 24 ซึ่งมุ่งหวังให้ธุรกิจอาหารเป็นวงจรสมบูรณ์แห่งความอร่อยและไม่เบียดเบียนโลกใบนี้

โฉมใหม่ของ ‘โบ.ลาน’ ร้านอาหารไทยที่ปรับตัวเป็นธุรกิจอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ

โบ.ลาน

ที่ตั้ง : เลขที่ 24 ซอยสุขุมวิท 53 (ไปดี-มาดี) คลองตันเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ 10110

โทรศัพท์ : 0 2260 2962

Facebook : BolanBangkok

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ถ้าคนอกหักเดินเข้าร้านกาแฟ คุณจะเสิร์ฟเมนูอะไรให้เขา” เราถามบาริสต้า

“เราเดินไปหยิบเบียร์มาให้ก่อนเลย” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม เผยความทะเล้นของชายหนุ่ม นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ในวันหม่นเทาที่หัวใจไม่อาจซ่อมแซมได้ด้วยเครื่องดื่มมีคาเฟอีน 

บาริสต้าคนที่ว่า คือ พูน-รัชนนท์ เทพบุตร, ส่วนที่นี่คือ ‘Poonypoonycoffee

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ความสนุกฉบับย่อส่วนก่อนเข้าสู่เนื้อหา ขอเล่าสู่คุณฟังแบบกระชับ พูนเป็นบาริสต้าย่างเข้าปีที่ 11 ถ้าถอยหลังกลับไป 3 ปีก่อน เขาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ท้ายซอยบ้านท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ถ้าถอยหลังกลับไป 6 ปีก่อน เขาเป็นบาริสต้า (และเคยเปิดร้านกาแฟ) ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถ้าถอยหลังกลับไปอีก 8 ปีก่อน เขาเพิ่งตบเท้าเข้าสู่วงการกาแฟและบาริสต้าในร้านย่านกรุงเทพฯ 

ลูกบ้าของพูนก็ดีเดือด เขาตัดสินใจเปิด Poonypoonycoffee ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ขนาดที่ว่าเครื่องบด เครื่องชงกาแฟ ยันข้าวของตกแต่งร้าน ล้วนเป็นของที่ยืมเพื่อนและคุณแม่มาทั้งหมด!

ไม่เว้นแม้แต่การตั้งชื่อร้าน ที่เขาได้ยินเสียงแว่วผ่านหูมาจากร้านกิน-ดื่มยามดึก 

วันนี้พูนพาร้านกาแฟท้ายซอยของเขาเดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 จากร้านจิ๋ว ๆ ก็ขยับขยายชวนเพื่อนวัยโจ๋ มาปล่อยของเจ๋ง ๆ ด้วยกัน รับรองว่าแจ๋วทั้งกาแฟ ขนม และอาหาร ฉบับยกออสเตรเลียมาไว้ที่สุทธิสาร

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เรากำลังเสิร์ฟรสชาติชีวิตของบาริสต้าบ้าพลังวัย 34 – บางวันขมขื่น บางคืนเปรี้ยวซ่า 

ขอให้คุณดื่มด่ำเรื่องราวแก้วนี้อย่างมีความสุข เพราะชีวิตพูนครบรสเหมือนมิติกาแฟ

จิบแรก

“เราเริ่มจากศูนย์จริง ๆ ใช้โต๊ะสนามกางเป็นบาร์กาแฟ เรายืนอีกฝั่ง ลูกค้ายืนอีกฝั่ง”

พูนเล่าถึงวันแรกของการเป็นเจ้าของร้านกาแฟขนาดเล็กมากที่ขายแค่กาแฟดริปและโคลด์บรูว์ ก่อนโรคระบาดจะพลิกชีวิต เขากำลังจะเป็น Head Barista ที่ Code Black Coffee เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

“จำลูกค้าคนแรกได้ไหม” เราชวนเขาทบทวนถึงวันแรกหลังตัดสินใจเปิดมินิบาร์กาแฟ

“พี่สาว” เขาตอบทันที “แต่พี่สาวเราไม่กินกาแฟนะ ลูกค้าเจ้าแรกของร้านคือคนทั้งซอย (ซอยสบายใจ แยก 4) เพราะซอยนี้เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก รู้จักกันหมด เขาเลยกลายเป็นลูกค้า”

ซอยสบายใจ แยก 4 ส่งออกลูกหลานไปเมืองนอกหลายบ้าน มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ พูนเป็นคนแรก ๆ ที่กลับมา พอรวมตัวกันอีกครั้งเหมือนได้นั่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยไม่ต้องเดินทาง

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เพียง 1 ขวบปี Poonypoonycoffee ก็มีหน้าร้านอยู่ในบ้านเช่าบริเวณท้ายซอย ห่างจากบ้านของเขาเพียงไม่กี่ก้าวเดิน พูนเก็บหอมรอมริบ ค่อย ๆ ซื้อเครื่องปรับอากาศ ซื้อไฟ ซื้อเครื่องบดกาแฟ ซื้อของตกแต่งเป็นของตัวเอง แถมขายทุกอย่างที่พอจะขายได้ ไม่เว้นแม้แต่ขนมถุงในความทรงจำ

“เราหาเงินสุดฤทธิ์ เอาหมด ขนมถุง 10 บาทก็ขาย มีโมนาลิซ่ายืนขายอยู่” เขาชี้ให้ดู

ร้านกาแฟแห่งนี้ตกแต่งสนุกดี ล้วนเป็นของสะสมของเจ้าบ้าน มีตั้งแต่ตุ๊กตาจิ๋วบนคานไม้ บางตัวก็แอบอยู่ตามซอก ตามมุม บนชั้นวางแก้วก็มีแก้วสกรีนลายหญิงสาวสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีโมเดลชายหนุ่มโป๊เปลือยจนเห็นจู๋ และสารพัดข้าวของที่ไม่คาดคิดว่าจะอวดโฉมอยู่ในร้านกาแฟแห่งนี้

จริง ๆ เป็นความตั้งใจ พูนอยากให้ร้านเป็นเสมือนบ้านที่เจอเขาได้เสมอหลังบาร์กาแฟ บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองจนเกิดบทสนทนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และแวะเวียนมาได้บ่อยตามใจต้องการ

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย
Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ยุคแรกของร้านกาแฟ พูนอยากนำเสนอกาแฟคลาสสิกฉบับออสเตรเลีย อย่างเอสเปรสโซ่ ลองแบล็ก แฟลตไวต์ คาปูชิโน่ ฯลฯ เขาเฟ้นหาเมล็ดกาแฟไทยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับเมล็ดกาแฟที่เมลเบิร์นที่สุด พูนบอกว่าคนออสเตรเลียไม่ดื่มกาแฟเปรี้ยว เน้นดื่มกาแฟรสชาติหนัก ๆ ขม ๆ จนเขาเจอเมล็ดกาแฟจากดอยปางขอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก ก็โป๊ะเชะ! แต่เมื่อเปิดทำการจนเข้าที่เข้าทาง บาริสต้าหนุ่มก็ยังต้องปรับตัว เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยซึ่งต่างจากคนที่นู่นโดยสิ้นเชิง

เราชวนพูนแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้คลุกคลีกับวงการกาแฟออสเตรเลียมา 6 ปี

“พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยกับคนออสเตรเลียต่างกันยังไง” เราสงสัย

“คนออสเตรเลียกินกาแฟแทนน้ำ” เขาเปรย “เขากินกาแฟเพื่อใช้ชีวิต 1 คนกินกาแฟประมาณ 4 – 5 แก้ว กินตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเลิกงานกลับบ้าน เราไปเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือนแรก เขามีวิชาสอนเข้าร้านกาแฟสำหรับคนต่างชาติเลยนะ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ทักทายใครบ้าง มีเมนูอะไรบ้าง

“ในมุมของคนทำงานด้านบริการก็ต้องเรียนรู้พวกนี้ด้วยเหมือนกัน จนถึงการรับลูกค้าและบริการลูกค้า เพราะร้านกาแฟไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่ร้านกาแฟคือโรงแรมที่ขายเฉพาะกาแฟ เมื่อลูกค้าเข้ามา เราต้องดูแลเขาประดุจครอบครัว และเสิร์ฟกาแฟแก้วที่ดีที่สุดให้กับเขา” พูนบอกสิ่งที่เขายึดถือตลอดมา

“ส่วนคนไทยยังขาดความเข้าใจเรื่องกาแฟ เช่น คนไทยเคยเข้าใจว่ากาแฟขมเท่ากับอร่อย หรือกาแฟเปรี้ยวเท่ากับไม่อร่อย ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นตอนนี้ดีขึ้นแล้ว อีกอย่างเราพยายามแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกาแฟให้ลูกค้า เรามองว่าเรื่องกาแฟยังไปได้อีกไกลมากในประเทศไทย”

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

กาแฟที่ดีในนิยามของบาริสต้าวัย 34 คนนี้เป็นแบบไหน เราคิดเผื่อว่าคุณสงสัยเหมือนกัน

“กาแฟที่ดี คือ กาแฟที่มีครบทุกมิติ เวลาสกัดกาแฟออกมา 1 แก้ว ใน 1 จิบต้องมีทุกรสชาติ ตั้งแต่เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม บาริสต้าควรทำสิ่งนี้ออกมาให้ลูกค้าดื่มและให้ความรู้กับเขาด้วย” 

มีข้อมูลอีกอย่างที่บาริสต้าจากเมลเบิร์นเล่าให้เราฟัง และเราอยากให้เขาเล่าให้คุณฟังเอง

“การเปิดร้านกาแฟของคนเมลเบิร์น จะเป็นร้านกาแฟที่ปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ที่มี เช่น พูนนี่เปิดร้านกาแฟในตึกเก่า พูนนี่จะไม่เปลี่ยนร้าน แต่ปรับตัวให้เข้ากับบริบทพื้นที่เดิม พื้นไม้เดิม ๆ อิฐแดงเดิม ๆ ให้ความสำคัญกับเครื่องชงกาแฟและเมล็ดกาแฟมากกว่า ที่สำคัญ ต้องเป็นมิตรกับร้านกาแฟข้างเคียง

“เป็นมิตรที่ดีเลยนะ เช่น นมหมดก็เดินไปยืมร้านข้าง ๆ บางทีก็อัปเดตเทรนด์กาแฟกัน ไปออกอีเวนต์หรือแฮงก์เอาต์ด้วยกัน เพราะทุกคนช่วยกันชูให้วงการกาแฟบ้านเขาพัฒนา คงไม่ใช่คู่แข่ง สุดท้ายแล้วสไตล์อาหารหรือกาแฟที่ทำออกมาแต่ละร้านไม่เหมือนกัน เราบังคับให้ใครมาชอบร้านเราไม่ได้ เราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดในมุมของเรา ถ้าใครบังเอิญชอบก็ถือเป็นกำไร” พูนปันความเห็นที่เคยประสบ

ขอตีโค้งยูเทิร์นกลับมาที่เรื่องราวของร้าน Poonypoonycoffee ย่านสุทธิสาร ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเดินทาง กัปตันพูนมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกันแล้ว! ร้านจิ๋วกำลังขยายความเจ๋งแจ๋ว 

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

พูนชวนรุ่นน้องที่เก่งกาจด้านอาหารและขนมมาติดเกาะด้วยกัน (มาทำร้านด้วยกัน) เพราะรสมือดี สมัยอยู่ออสเตรเลียก็ทำอาหารกินด้วยกันบ่อย ๆ พอเชฟแลนดิ้งที่ร้าน พูนนี่พูนนี่ก็ขอเสิร์ฟอาหารสไตล์ออสซี่ในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร เป็นอาหารทานง่าย ๆ ปราศจากโมโนโซเดียมกลูตาเมต

“มีเมนูหนึ่งเราประทับใจมาก ชื่อว่า Poonny Breaky น้องเขาคิดมาให้ เพราะแม่งดันจำได้ว่าเราชอบกินอะไรเป็นมื้อเช้า ก็มีมะเขือเทศ เห็ด เบคอน ไข่ 2 ฟอง และขนมปัง ดันรู้อีกว่าเราชอบกินกล้วย ก็มี Banana Bread ส่วนเมนูแบบคนออสเตรเลียก็มีพวก Salmon on Toast, Avocado on Toast”

พูนสาธยายเมนูอร่อยที่เข้ามาเติมเต็มบ้านกาแฟหลังนี้ ไม่นานนักก็มีขนมมาเสิร์ฟถึงโต๊ะไม้ตัวยาวที่เคยเป็นโต๊ะทำงานของคุณแม่มาก่อน คงไม่ต้องบอกว่าขนมอบอร่อยจนต้องยกนิ้วโป้ง 2 นิ้ว ประทับใจครัวซองต์ทานคู่กับแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดมาก กระซิบเลยว่ามีขนมอบและขนมเค้กเพียบ! 

นอกจากเครื่องดื่มสำหรับสายคาเฟอีน พูนยังคิดเมนูไทยประดิษฐ์ หยิบผลไม้มาทำเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น เป็นการสร้างเมนูใหม่จากวัตถุดิบต้นทุนที่มีอยู่แล้ว อย่าง Yakuza Sour ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากเครื่องดื่มมัทฉะผสมยูสุในร้านอาหารญี่ปุ่น สมัยยังใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

ขอเปิดประตูความน่ารักมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งด้วยเมนู Babychino ที่เราเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก พูนบอกว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของ Poonypoonycoffee มันคือฟองนมที่ถูกปั้นแต่งให้เป็นสารพัดสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

“มันเป็นเมนูที่คนชอบมาก แต่เราขี้เกียจทำ” เจ้าของร้านตอบด้วยรอยยิ้มยียวน

“จริง ๆ เมนูนี้เป็นเมนูของเด็ก ตอนเราทำงานที่เมลเบิร์น เวลาเด็กไปร้านกาแฟกับพ่อแม่ก็อยากสั่งคาปูชิโน่เหมือนพ่อ แต่เด็กกินกาแฟไม่ได้ ก็เลยเกิดเมนู Babychino ขึ้น ด้วยความที่เราเรียนศิลปะมา ก็พอจะปั้นฟองนมเป็นรูปต่าง ๆ ได้ ทำให้เด็ก ๆ ติดใจ และเราเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำลาเต้อาร์ตอยู่แล้ว เจ้าของร้านเลยให้เรามาประจำที่ร้านเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เด็ก ๆ ก็จะบอกว่า ‘อยากกินหมี’ (ทำเสียงสดใส) เราเป็นขวัญใจเด็ก เพราะพูนนี่จะปั้นหมีให้ แล้วก็แถมคุกกี้ให้ด้วย เด็กกรี๊ดกว่าเดิม”

“ถ้าวันไหนพูนนี่ขี้เกียจทำเมนู Babychino จะบอกลูกค้าว่าอะไร” เราโยนคำถามยียวน

“นมหมด” เขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ เพราะคงไม่มีใครเชื่อ “ที่เราทำเมนู Babychino เก่ง เพราะเราใช้เวลาปีกว่าในการศึกษาเรื่องนม ตั้งแต่พันธุ์วัว โปรตีนในนมแต่ละยี่ห้อ อุณหภูมิที่เหมาะในการตีฟองนม ถ้าอุณหภูมิต่างกันฟองนมจะออกมาเป็นยังไง จนถึงการทดลองปั้นและทดลองวางในแก้วกาแฟ”

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน
ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“อาชีพบาริสต้าคือการสื่อสาร เหมือนบาร์เทนเดอร์ เราเป็นคนชอบคุย ชอบถาม อยากกินอะไร ชอบแบบไหน ลองเปลี่ยนมากินเมนูนี้มั้ย ถ้าคิดไม่ออกช่วยคิดให้ มันเป็นเสน่ห์ของร้านนะ เหมือนเราได้ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ลูกค้าสั่ง บาริสต้าจิ้ม ๆ กด ๆ จ่ายเงิน เอามาเสิร์ฟแล้วแยกย้าย ซึ่งแบบนี้เราไม่ชอบและไม่อยากเป็นแบบนั้นด้วย การทำงานที่ออสเตรเลีย ทำให้เราเรียนรู้ว่ากาแฟก็คือกาแฟ คนที่นั่นไม่ได้ต้องการความพิเศษ บางทีแค่ต้องการเพื่อนคุยในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นั้นด้วยซ้ำ

“การที่เราพูดอะไรบางอย่างออกไป อาจทำให้เขามีความสุขทั้งวันเลยก็ได้ มีครั้งหนึ่งเราเจอลูกค้าหน้าบึ้ง เราเลยทำกาแฟที่มีรูปผู้หญิงนั่งอ้าขาเสิร์ฟให้เขา เขาวิ่งมากอดเราเลย Today I feel so blue, you made my day. เขาหัวเราะออกมาจากที่นั่งหน้าเครียด” พูนบำบัดผู้คนด้วยพลังงานดีในตัวเขา 

ระหว่างสนทนา พูนคุยกับน้องบาริสต้าฝึกหัดด้วยภาษากาแฟ ไม่นานนักกาแฟร้อนสีดำเข้มส่งกลิ่นหอมก็ตั้งตรงหน้าของเขา พูนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เราปล่อยให้เขาละเลียดรสชาติเพียงครู่

“ทำไมถึงเลือกดื่มเมนูร้อนตอนนี้” เราถามเขาพลางมองออกไปเห็นแดดจ้าของกรุงเทพฯ 

“เราต้องการดื่มอะไรร้อน ๆ เพราะเหมือนมีอะไรติดตรงคอ ต้องการเครื่องดื่มลงไปลวกคอที่ไม่ใช่น้ำร้อนเปล่า ๆ อีกอย่างน้องกำลังอยากฝึกทำกาแฟ เขาก็มาฝึกกับเรา เพราะอยากไปช่วยร้านของเพื่อนในอนาคต” พูนตอบคำถาม แถมเขายังบอกอีกว่า แค่ฟังเสียงจากเครื่องกาแฟก็รู้แล้วว่าบาริสต้าฝึกหัดคนนี้ทำผิดหรือถูก แม้กระทั่งเสียงตีฟองนมก็ด้วย! ยกตำแหน่งหูอัจฉริยะนัมเบอร์วันให้เขาเลย 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เมนูที่คุณเพิ่งดื่ม เรียกว่า Long Black ใช่มั้ย” เราวกกลับไปแก้วเดิม 

“ใช่ เข้มข้น มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างในความเรียบง่ายของกาแฟแก้วนี้ มีทั้งน้ำเปล่า มีทั้งความเค็ม มีทั้งความกร่อย เวลาดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนดื่มน้ำบ๊วย แน่น หอมกลิ่นถั่วและช็อกโกแลต ซึ่งชีวิตเราขมเหมือน Long Black เลย เคยเปิดร้านกาแฟที่เมลเบิร์น ล้มละลาย จนเหลือเงินแค่ 3 ดอลลาร์ฯ” 

พูนกำลังชวนจิบกาแฟแก้วที่ขมที่สุดในชีวิตของเขา (เราคิดว่าอย่างนั้น)

“เปิดนานเท่าไหร่” เราถามทันที หลังจากได้ยินและสิ้นประโยค ‘ล้มละลาย’

“เดือนเดียว หมุนเงินไม่พอ เพราะใช้เงินเก็บตัวเอง” แล้วที่บ้านคุณรู้เรื่องนี้ไหม เราถามต่อ

“รู้ตื้น ๆ วันนั้นเราตัดสินใจโทรหาแม่ พูดไม่ออก ถ้าพูดคงน้ำตาแตก ก็เลยกดวาง ตอนนั้นเราเหลือเงินแค่ 3 เหรียญฯ ซื้ออาหารกินยังไม่ได้เลย เลยไปขอข้าวจากร้านที่เราเคยทำงานพาร์ตไทม์

“เราบอกเพื่อนว่า My business failed, no money. นี่เป็นอีกหนึ่งรสชาติในชีวิตเรา” 

เราไม่แน่ใจว่ารสชาติสุดท้ายที่ทิ้งไว้ในปากจะหวานหรือขม คงมีแต่เขาที่รู้คำตอบของรสชาติชีวิตแก้วนี้ แต่เราชื่นชมความกล้าได้กล้าเสียของพูน ไม่เช่นนั้นเขาคงพูดได้ไม่เต็มปากว่า ‘ชีวิตมันขม’

วางแก้ว

พูนวางแก้วกาแฟสีขาวลงบนโต๊ะ น้ำร้อนสีดำพร่องพอสมควร เขาพาเรากลับไปที่จุดเริ่มต้นของเด็กชายพูนนี่ เด็กนักเรียนจากโรงเรียนราชินี ผู้มีความถนัดด้านดนตรีและสนใจการปั่นจักรยาน

“เราเล่นคลาริเน็ตมา 13 ปี พอต้องตัดสินใจเรียนต่อ ก็รู้ตัวเองว่า เล่นดนตรีตลอดชีวิตแม่งไส้แห้ง เลยไปเรียนกราฟิกดีไซเนอร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียนจบก็ทำงานแอนิเมเตอร์ที่ช่อง 9 อยู่ 1 ปี”

สุดท้ายพูนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เส้นทางชีวิตโต๋เต๋พาเขามานั่งชนแก้วเครื่องดื่มสีอำพันกับเจ้าของร้านกาแฟ (ขายจักรยานด้วย) ในกรุงเทพฯ คุยไปคุยมา พูนถูกชักชวนให้เป็นบาริสต้าในร้านกาแฟร้านนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ทักษะภาษาอังกฤษพูนอยู่ในระดับ Snake Snake Fish Fish 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เราตัดสินใจไปเรียนต่อภาษาที่เมืองนอก เพราะดูหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty มีประโยคที่ว่า

“To see the world, things dangerous to come to, to see behind walls, draw closer, to find each other, and to feel. That is the purpose of life. พอดูจบ นั่งมองตัวเอง กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย”

“วันที่คุณตัดสินใจบินเดี่ยวไปเมลเบิร์น อายุเท่าไหร่” – เราถาม

“25” เขาตอบทันที “เราอยากเห็นโลก เราไม่เคยคิดจะออกต่างประเทศด้วยซ้ำ เคยออกไปแข่งดนตรีระดับโลก แล้วก็กลับ ตอนนั้นขอวีซ่า 6 เดือน กะเปลี่ยนชีวิตเลย พออยู่ได้ 3 เดือนก็เจอตัวเอง”

“เราเจอธาตุแท้ของตัวเอง” เขาย้ำ “เจอรสชาติชีวิตที่แท้จริง”

“เรารู้สึกว่าหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ทำให้เราอยากไปเผชิญโลก พอเราไปเผชิญโลก มันทำให้เราเจอทั้งชีวิตของเรา เราเคยเช่ารถขับรอบเมือง เคยขับรถไปแคมป์ปิ้งคนเดียว เคยโดนตำรวจจับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำในไทยแล้วจะได้รับความเป็นห่วงจากพ่อแม่ แต่ที่นั่นมันอิสระ เราดูแลตัวเองได้

“ตลอด 6 ปี สิ่งที่เราได้กลับมาคือ ชีวิตของเราจริง ๆ” พูนยอมรับด้วยรอยยิ้ม

จิบสุดท้าย

หลังเรียนจบด้านกราฟิกดีไซเนอร์และเชฟที่เมลเบิร์น พูนเดินสายเข้าวงการกาแฟ เริ่มจากบาริสต้าร้าน Manchester Press ในโรงพิมพ์เก่า ร้าน Hamodava Cafe คาเฟ่ของรัฐบาลที่เปิดให้อาสาสมัครมาเสิร์ฟกาแฟ 0 เหรียญฯ ให้กับคนทั่วไปและคนไร้บ้าน ร้าน No. 19 ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียน ร้าน Lights In The Attic Cafe ร้าน The Crux and Co. และ ร้าน Code Black Coffee ที่เขากำลังจะรับตำแหน่งเป็น Head Barista แต่ด้วยสถานการณ์โลก ทำให้เขากลับบ้าน มาเปิด Poonypoonycoffee ร้านกาแฟท้ายซอยที่อบอุ่นที่สุดในซอยสบายใจ

“พอเปิดร้านเข้าปีที่ 3 ร้านเรามีความเป็นไทยมากขึ้น เพราะพยายามปรับตัวกับความเป็นไทย เราอยากให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วได้ความรู้เรื่องกาแฟกลับไป มาแลกเปลี่ยนกาแฟหรือรสชาติกับเราก็ได้ เราคุยกับเขาได้ตั้งแต่ที่มาที่ไปของเมนูยันหลักวิทยาศาสตร์ เราชอบเจอคน ชอบเจอเพื่อนใหม่ ๆ 

“จากที่เราเคยชงกาแฟไปวัน ๆ ทุกวันนี้ ทุกช็อตที่สกัดออกมา เราอยากทำให้ดีที่สุด เพราะเราเห็นคุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ ตลอด 11 ปี เราเรียนรู้เยอะ การบริการลูกค้าทำให้เราแคร์คนมากขึ้น

“สิ่งที่สำคัญที่สุด เราเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองในการทำธุรกิจ ถ้าเราชอบอะไร แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำไปเรื่อย ๆ คนจะมองเห็น และมันตอกย้ำว่าเราทำสิ่งนั้นได้ดีจริง ๆ จากตอนแรกคิดว่าบาริสต้ามันเท่ เขาสวมผ้ากันเปื้อนยีนส์ เราอยากใส่ ก็เลยสมัครงานในร้านกาแฟ แต่ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกเท่แบบนั้นแล้ว

“แต่เราพร้อมที่จะทำกาแฟให้คนดื่มแล้วรู้สึกฟังก์ชันที่สุด แล้วก็ทำให้ลูกค้าประทับใจทุกครั้งที่เขาตั้งใจมาหาเรา เราว่าการที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งจะอยู่ได้นาน มันต้องมีชีวิตคนทำอยู่ในนั้น

“ตอนนี้ที่ Poonypoonycoffee มีจิตวิญญาณของเรากับกลิ่นกาแฟ” นี่คือจิบสุดท้ายของกาแฟแก้วนี้

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

Poonypoonycoffee

ที่ตั้ง : 85 ซอยสบายใจ แยก 4 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8799 8331

Facebook : Poonypoonycoffee

Instagram : poonypoonycoffee

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load