สีบลูเข้มของอาคารหลังเล็ก ประตูไม้เจาะช่องแสงกลม วงกบโค้งเหนือประตู กรอบหน้าต่างเหลี่ยม และแผ่นเหล็กฉลุมีตัวหนังสือ bluish ดึงดูดสายตา กวักมือเรียกให้เดินเข้าไปหา เมื่อผลักประตูเข้าไปด้านใน ราวกับได้สัมผัสโลกใบเล็กที่เปี่ยมไปด้วยความสุขพร้อมแบ่งปัน ในพื้นที่ที่เธอและเขาเรียกมันว่า ‘บ้าน’ บ้านที่เป็นโฮมคาเฟ่ เป็นความฝัน และเป็น Mission ในชีวิต

“สำหรับน้ำหวาน บ้านคือความฝันค่ะ”

“ผมว่าบ้านคือ Mission มากกว่า”

แม้คำตอบอาจไปคนละทาง แต่เมื่อฟังเรื่องราวที่มาของบ้าน จึงรับรู้ได้ว่าบ้านในใจของทั้งคู่ไม่ต่างกัน เพราะเป็นผลผลิตของวันเวลา การเดินทาง ประสบการณ์ การออกไปเปิดบูทงานคราฟต์ผลงานของทั้งสองคน ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือหลายประเทศในเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือการได้นั่งรถไฟมองทิวทัศน์และชุมชนในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เดินตลาดในถิ่นอื่น กินอาหารไม่คุ้นลิ้น ทั้งหมดนั้นรวมอยู่และคลี่คลายกลายเป็นอาคาร 2 หลัง วางตัวอยู่ข้าง ๆ กันในแถบแม่ริม พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าอากาศดีที่สุดของเมืองเชียงใหม่

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio (และเป็นดีเจเปิดแผ่นแนวเพลง City Pop) สร้าง Bluish by linnil เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทั้งสองคน และพบว่าบ้านและโฮมคาเฟ่ของพวกเขาไม่เพียงตอบสนองในสิ่งที่อยากได้เท่านั้น แต่ยังทำให้การใช้ชีวิตลงตัวกว่าเดิม และเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างผลงานใหม่ ๆ ตลอดเวลา

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

บ้านสีอ่อนกับโฮมคาเฟ่สีอินดิโก้ กลิ่นอาย Asian Mix

น้ำหวานเปิดเรื่องเล่าสนุกถึงการใช้ชีวิตอยู่หอและบ้านเช่าตลอดช่วงชีวิตก่อนมีบ้านของตัวเองว่า

“ตอนอยู่หอก็เช่าไว้ 2 ห้องค่ะ ห้องหนึ่งไว้นอน อีกห้องเอาไว้ทำงานเป็นสตูดิโอของตัวเอง พอมาเช่าบ้านในคอมมูนิตี้ที่เรียกว่า Penguin Ghetto ก็เช่าบ้าน 2 หลังค่ะ หลังหนึ่งเอาไว้อยู่และทำงาน อีกหลังเอาไว้เป็นหน้าร้าน และพี่เวศก็เปิดชั้นบนเป็นสตูดิโอสอนปั้นเซรามิก ไม่รู้ทำไมต้องมี 2 หลังเนอะ แต่คงเพราะตัวเองชอบสำรอง เลยเผื่อเอาไว้ อย่างซื้อของที่ชอบก็ซื้อ 2 อันนะคะ” น้ำหวานหัวเราะแล้วเล่าต่อ

“พอทำบ้านก็ตั้งใจเลยว่าต้องมี 2 หลัง หลังนี้เป็นบ้านที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ส่วนตัว สงบ เงียบ และหลังนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นร้าน เป็นที่ที่พร้อมเจอคน”

น้ำหวานเล่าว่า ตระเวนหาที่ดินและบ้านมือหนึ่งมือสองหลายต่อหลายแห่งก็ไม่ถูกใจ แต่แล้วจู่ ๆ แม่ของเธอก็เข้าไปดูอินเทอร์เน็ตแล้วเห็นประกาศขายที่ดินแห่งนี้ จึงส่งให้เธอดู

“ผมชอบพื้นที่แถวนี้ เพราะเคยผ่านบ่อย ๆ ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เวลามาหาเพื่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ รู้สึกคุ้นเคย และแถวนี้เขาทำแปลงปลูกดอกไม้กัน พอตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟให้สวนดอกไม้ เราผ่านแล้วก็ชอบ เลยตัดสินใจซื้อ”

บนที่ดิน 100 ตารางวา พี่ชายซึ่งเป็นสถาปนิกของเวศ เป็นคนวางโครงสร้างและออกแบบตามความต้องการของเจ้าของบ้านทั้งสอง โดยเลือกให้บ้านหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ เป็นบ้าน 2 ชั้น โถงโล่งแบบ Double Ceiling เปิดพื้นที่ให้ดูโปร่ง บันไดนำขึ้นไปสู่ชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องนอนใหญ่และห้องนอนแขก กรุกระจกในหลายส่วนของบ้านเพื่อเชื้อเชิญให้แสงเข้าบ้าน และมีห้องครัวขนาดกว้าง ส่วนอาคารหลังสีน้ำเงินด้านหน้าสำหรับต้อนรับผู้มาเยือน เป็นอาคารชั้นเดียวขนาดย่อม แบ่งสัดส่วนด้านในเป็นโฮมคาเฟ่และช็อปที่วางสินค้าภายใต้แบรนด์ของทั้งคู่

“ทีแรกเราสองคนก็ดูแบบไม่ค่อยออกนะคะ เราปรับกันไปมา”

เวศเสริมน้ำหวาน “แต่เรามีสิ่งที่ต้องการคือ หนึ่ง เราชอบหน้าต่างที่มันหลบเข้ามาด้านใน (กรอบหน้าต่างไม่เสมอกับตัวผนังเหมือนอาคารทั่วไป) เพราะเราเลือกหลังคาบ้านที่ไม่ยื่นออกมามาก หน้าต่างอย่างนี้จะทำให้ฝนไม่สาดหรือซึมเข้ามา สิ่งที่เราบอก ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดที่เห็นมาจากการเดินทาง พอเราคิดว่าจะทำบ้าน ก็เริ่มดู เริ่มจดว่าชอบอะไรบ้าง อย่างหน้าต่างนี่เห็นมาจากบ้านเก่าที่ไต้หวัน หรือสีของบ้าน ตอนนั้นเราไปญี่ปุ่น นั่งรถไฟจากฮอกไกโดมาเกียวโต มันก็นานใช่ไหมครับ ไม่รู้จะทำอะไร เราก็ชวนกันดูสีของบ้าน สีบ้านกับหลังคาที่ดูเข้ากัน พอเจอสีที่ชอบก็จด ๆ ไว้ หรือถ้าเห็นกระเบื้องที่ชอบก็ถ่ายภาพไว้”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“น้ำหวานเป็นคนชอบเรื่องดีเทลค่ะ จำได้ว่าถ้ามีบ้านจะทำอย่างนี้ คืออยากให้เตาแก๊สเปิดปิดได้จากภายในบ้าน ขณะที่ตัวถังแก๊สอยู่นอกบ้าน พอแก๊สหมด คนส่งแก๊สก็ไม่ต้องเข้าบ้าน แต่เปลี่ยนถังได้จากภายนอก

“หรืออย่างตรงนี้ (ชี้ไปที่อ่างล้างมือหน้าบ้าน) พี่ชายยังถามเลยว่าได้ใช้จริง ๆ เหรอ คือกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่าเปิดประตูมาขอให้มีอ่างล้างมือ เพราะติดล้างมือมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ก็บอกเขาว่าอยากได้อ่างล้างมือตรงนี้นะ ระหว่างสร้างบ้านพี่ผู้รับเหมาก็แนะนำให้เจาะช่องผนังเพื่อวางของใกล้ ๆ อ่างล้างมือ ตรงนี้คือภูมิใจที่คิดไว้แล้วได้ทำ

“เลือกหน้าต่างที่เก็บเสียงด้วย ผนังบ้านก็เป็นผนัง 2 ชั้น เพื่อให้รู้สึกว่าเรามีพื้นที่ส่วนตัวจริง ๆ”

“ส่วนผมขอห้องครัวใหญ่ ๆ ให้มีพื้นที่ทำงานได้เยอะ ทีแรกจะทำ Island แต่กลัวว่าถ้าทำออกมาแล้วผิดพลาดจะแก้ไขไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้เป็นโต๊ะลอยตัว ยกเปลี่ยนได้”

น้ำหวานเล่าเพิ่มว่าอีกส่วนหนึ่งที่ตั้งใจเลือกมาก คือกระเบื้อง

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“ไปเลือกของแม่ริม เซรามิค สตูดิโอเองเลย มีทั้งงานเก่าและที่สั่งทำ ตรงส่วนหน้าบ้านที่มีหลาย ๆ สี น้ำหวานเรียงเองทีละแผ่นเลยนะคะ”

ความโดดเด่นของบ้านหลังนี้ คงไม่พ้นเรื่องสีของโฮมคาเฟ่ Bluish เวศเล่าว่าให้น้ำหวานเป็นคนกำหนดสีหลัก ๆ ทั้งหมดของอาคารทั้งสองหลัง โดยน้ำหวานเลือกให้บ้านมีสีขาวเจือฟ้า และภายในส่วนของครัวมีสีขาวเจือน้ำตาล เลือกเฉดสีไปในโทนเดียวกันเพื่อให้รู้สึกสบาย ให้ความรู้สึกถึงการพักผ่อน

“พอโครงบ้านเสร็จ ก็เริ่มขึ้นโฮมคาเฟ่ แล้วก็ทำควบคู่กันไป แล้วตอนเลือกสีจากชาร์ตสี พอเลือกบ้านให้มีสีอ่อนไปแล้ว ก็คิดว่าหลังที่เป็นร้านขอสีเข้มสุดใจเลยแล้วกัน ก็เลือกสีนี้เลย ส่วนชื่อร้านมาทีหลัง แต่ด้วยความที่น้ำหวานชอบสีฟ้าและสีน้ำเงินอยู่แล้ว ชื่อนี้เหมาะดีค่ะ”

“เราเลือกให้ชื่อนี้ ก็เพื่อให้เชื่อมกับสิ่งที่น้ำหวานทำครับ” เวศพูดพร้อมอมยิ้มนิด ๆ ตลอดการสนทนาเรื่องบ้าน ความสุขฉายอยู่บนใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกตามคาแรกเตอร์ของเขา ขณะที่น้ำหวานยิ้มเบิกบานเปิดเผย และเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงแจ่มใสแทรกเสียงหัวเราะสนุก เมื่อย้อนคิดในหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านมา

“หลายคนมาเห็นแล้วบอกบ้านน่ารักมาก หรือบางคนบอกว่าบ้านดูญี่ปุ่นจังเลย อยากบอกทุกคนว่า ไม่ใช่ญี่ปุ่นหรอกค่ะ แต่มันคือการผสมผสานอะไรต่าง ๆ ที่เราชอบ ที่ได้เห็นมาระหว่างการเดินทางของเรา เป็น Asian Mix มากกว่า และที่สำคัญคือมันลงตัวกับการใช้ชีวิตของเราสองคนมาก”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

ออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติของตัวเอง

“ไม่ได้กำหนดพื้นที่ทำงานในบ้านชัดเจน เพราะเราทำงานข้างนอก ย้อมผ้าเป็นหลัก ก็เลยลืมคิดไปว่า อาจต้องจัดส่วนอะไรแบบนี้ โซนโถงนี้เลยเป็นของน้ำหวานคนเดียวทั้งหมด ทีแรกตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ทำงานได้ นั่งเล่นได้ ปาร์ตี้หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ค่ะ ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนไป ยังจัดไม่ลงตัวจนถึงทุกวันนี้ ส่วนที่ทำงานของพี่เวศ ลืมคิดไปเลยค่ะ เพราะเอาดินมาปั้นในบ้านไม่ได้ใช่ไหมคะ ตอนนี้พี่เวศก็ปั้นดินตรงโต๊ะหน้าบ้านค่ะ”

“ผมไม่มีปัญหาครับ เพราะผมก็ปั้นงานชิ้นเล็ก ๆ ที่ด้านหน้าบ้าน เสร็จแล้วก็เก็บใส่กล่อง และผมมีสตูดิโออยู่อีกแห่งครับ ไม่ไกลกัน”

ด้วยความที่เจ้าของบ้านทั้งสองคนทำงานคราฟต์ พื้นที่ทำงานจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ การเลือกวางพื้นที่อาคาร การปลูกต้นไม้ การเดินไปมาระหว่างอาคาร 2 หลังที่ลงตัว ทำให้จังหวะในการใช้ชีวิตง่ายขึ้นและเป็นตัวเองอย่างที่สุด

“ผมชอบที่ได้ทำงานใกล้บ้าน กลับไปเบรกที่บ้านแล้วกลับมาทำงานที่ร้านได้ คือที่นี่ให้ความรู้สึกครบวงจรมากขึ้น ผมทำอาหารทานเอง ยิ่งตั้งแต่โควิดแล้ว ผมก็เริ่มเข้าครัว รู้สึกว่าสิ่งที่ชอบที่สุดคือตอนอยู่ในครัว เป็นการรีแลกซ์ทุกวัน”

น้ำหวานบอกว่า การทำงานแบบที่ทำอยู่ เป็นงานที่เป็นส่วนตัว ไม่ได้พบเจอคนมาก ดังนั้นเราต้องเป็นคนกำหนด วางแผน และรู้จักตัวเองให้มาก

“เราต้องเข้าใจธรรมชาติของตัวเองว่าเราทำงานเหมาะกับอะไร อย่างไร ในพื้นที่ยังไง คือแต่ละงานก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ แต่พอเรารู้ธรรมชาติของเรา ก็จะทำสิ่งที่ชอบได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง การทำงานคราฟต์ต้องพยายาม อดทน งานเราไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน ต้องมีวินัยมาก ๆ ซึ่งก็ได้มาฝึกตอนมาอยู่บ้านหลังนี้

“ก่อนโควิด เราสองคนเดินทางบ่อยมากเพื่อไปออกบูทต่างประเทศ แทบจะเรียกได้ว่า ลงเครื่องมาแล้วจัดกระเป๋าใหม่แล้วขึ้นเครื่องไปต่อ แต่พอได้ย้ายมาอยู่บ้าน ตรงกับช่วงโควิดเริ่มระบาดพอดี เราก็ชะงักไปหมด การเดินทางหยุดหมด เราก็มาอยู่กันเงียบ ๆ ทำงาน และปรับตัวกันไปค่ะ”

“ผมทำงานเรื่อย ๆ นะครับ พยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ทดลองทำงานใหม่ตลอด ไม่งั้นไม่สนุก”

พื้นที่บ้านที่ดูโล่งและโปร่งนั้น น้ำหวานบอกว่า ห้องเก็บของเป็นส่วนสำคัญมาก ทั้งคู่พูดตรงกันพร้อมเสียงหัวเราะว่า “อยากให้ห้องเก็บของใหญ่กว่านี้”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

ทั้งคู่มีของสะสมที่วางให้เห็น ประดับอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน อย่างน้ำหวานสะสมแก้ว หนังสือ ผ้าต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงาน และจิ๊กซอว์ ซึ่งเวศแซวน้ำหวานว่าอยากได้จิ๊กซอว์มากแต่ไม่อยากต่อ

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“ชอบซื้อแก้วมากค่ะ และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่เด็กผู้หญิงแทบทุกคนจะเคยเห็นแม่ตัวเองสะสมแก้ว จาน ชาม แล้วก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตมา เราก็เป็นแบบนั้นเลย”

แผ่นเสียง City Pop คือของสะสมของเวศ ต่อจากเหรียญที่เคยเป็นของสะสมสมัยเมื่อเขายังเด็ก ๆ

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

โฮมคาเฟ่สีบลูในเมโลดี้สดใสของ City Pop

“City Pop เป็นแนวเพลงของญี่ปุ่นยุค 80 หลังสงครามโลก และก่อนยุคฟองสบู่แตกที่ญี่ปุ่น เมื่อก่อนเรียก New Music แล้วมาเรียกทีหลังเป็น City Pop ครับ คือเป็นแนวเพลงที่ขยับจากแนวเพลงเอ็งกะหรือลูกทุ่งญี่ปุ่นมาสู่ยุคนี้ เป็นการผสมแนวเพลงตะวันตก พวก Jazz, Soul, Funk เข้าไป แต่ยังมีเมโลดี้ที่สวยงามของความเป็นญี่ปุ่น คอร์ดให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังก้าวไปข้างหน้า มีเครื่องเป่า และมีรายละเอียดดนตรีที่ซับซ้อน ส่วนในแง่ของภาษาก็เริ่มมีการใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปในเนื้อเพลงท่อนเปิดหรือท่อนฮุก คือสะท้อนให้เห็นว่าเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเปิดรับวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้าไป”

แววตาของเวศเป็นประกายขณะพูดถึงแนวเพลงที่เขารักและแผ่นเสียงที่สะสม เราขยับมานั่งในโฮมคาเฟ่สีเท่ เพื่อฟังแผ่นเสียงที่เจ้าของบ้านฝ่ายชายเปิดให้เราฟัง เขาทำหน้าที่เป็นดีเจหลังไวนิลบาร์อย่างมีความสุข และชงเครื่องดื่มประจำบาร์ให้เราดื่ม

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“พอเปิดโฮมคาเฟ่แรก ๆ เราก็ชวนเพื่อนสนิทมา เพื่อนบอกว่าน่าจะทำสิ่งที่เราสนุก ที่เราชอบด้วยนะ แล้วเขาก็รู้ว่าพี่เวศเป็นดีเจเปิดแผ่นเสียง สะสมแผ่นเสียง City Pop แล้วก็มีเครื่องเล่นอยู่แล้ว ก็ทำเป็นไวนิลบาร์ไปเลย น้ำหวานเล่าถึงช่วงตัดสินใจวางแนวทางของโฮมคาเฟ่ Bluish

“นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมเคยเห็นจากการเดินทางเหมือนกันครับ สเกลมันน่ารักดี พอทำได้ ก็เลยเปิดโฮมคาเฟ่เป็น 2 ช่วง กลางวันเป็นเครื่องดื่มโซดาไซรัปที่ผมทำเองและเบเกอรี่ที่น้ำหวานทำ ส่วนตอนค่ำ เป็นบาร์ม็อกเทลหรือค็อกเทลซึ่งมีส่วนผสมจากไซรัปที่เราทำนี่แหละครับ และมีอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความที่เราเปิดเพลงแนว City Pop ของญี่ปุ่น อาหารที่เสิร์ฟก็จะไปในแนวทางเดียวกัน คืออิซากายะ แต่ผสมความเป็นไทย ๆ เข้าไป เช่น เนื้อย่างซอสพอนสึกับตะไคร้”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio
น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

เวศอธิบายรายละเอียดของโฮมคาเฟ่และบาร์ของที่นี่ไว้ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านในเป็นร้านถาวร มีงานของ linnil และ 3.2.6. Studio และมีโซน Selected เพิ่มเข้ามา เช่น มุมเครื่องเขียน (อาจเพิ่มมุมหนังสือ) มีมุมแผ่นไวนิลแนวเพลง City Pop

ส่วนห้องด้านหน้าเป็นโซนชิลล์ สำหรับนั่งดื่มระหว่างช้อปปิ้ง หรือมาเพื่อดื่มอย่างเดียว

ด้านการบริการ พาร์ตกลางวันเป็นเครื่องดื่มสูตรของทางร้านและเบเกอรี่โฮมเมด เครื่องดื่มก็เป็นไซรัปทำเอง ใช้วัตถุดิบจากพื้นที่บวกกับไอเดีย เช่น ดาวเรืองเลม่อนฮันนี่ เป็นฮันนี่ที่ไม่ได้มาจากผึ้ง แต่มาจากดอกไม้ คนที่ไม่ดื่มน้ำผึ้งก็ดื่มได้

“มีกาแฟด้วยครับ เพราะน้ำหวานดื่มกาแฟ และมีเครื่องดื่มตามฤดูกาล อย่างฤดูฝนก็เป็นมะเกี๋ยงโซดาหรือมะไฟโซดา ผมเลยตั้งชื่อว่าโซดาไฟ”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“ผมเป็นคนชอบทดลองตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ดื่มน้ำอัดลมก็ไม่ชอบดื่มแค่อย่างเดียว แต่ชอบสั่งหลาย ๆ อย่างมาผสมกัน คืออยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ลองทำ และบวกกับเราได้ไปเที่ยว ไปเห็นอะไรมากขึ้น คิดว่าทำอย่างนี้ได้เนอะ แล้วเราก็เอามาปรับใช้กับวัตถุดิบที่มีบ้านเรา ทำแล้วชิมดู ก็อร่อยดี”

ในโฮมคาเฟ่ Bluish by linnil เสิร์ฟทุกอย่างด้วยจานชามและถ้วยเซรามิกของ 3.2.6. Studio

“ชื่อร้านให้เขาไปแล้ว ภาชนะกับสูตรที่ทำต้องเป็นของผมนะ”

ที่สุดแล้วเรารู้ว่าบ้านคือความสบายใจ ปลอดภัย และคือเธอ

“บ้านนี้ให้แรงบันดาลใจมากนะคะ สำหรับน้ำหวานแล้ว ได้อะไรจากการมาอยู่บ้านนี้เยอะมากเลย ได้ปลูกต้นไม้ และได้ทดลองเอาใบไม้กิ่งไม้มาย้อมผ้า อย่างต้นเทียนกิ่งหน้าบ้านนี่ แม่ขับรถมาจากนครปฐมเอามาลงดินให้ เพื่อให้ลูกได้ใช้ย้อมผ้า”

“มะม่วงที่ปลูกนี่เราก็ได้เก็บลูกมากิน น้ำหวานก็ได้ใบไปใช้ย้อมผ้าครับ”

“อย่างตอนมาอยู่บ้าน ผมก็ทำเซรามิกชุดใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้าน หรือมีชุดที่ได้แรงบันดาลใจมากจากธรรมชาติใกล้ ๆ ตัว อย่างรูปทรงเมล็ดพืช”

“การมีบ้านทำให้เราออกแบบชีวิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงการหาแรงบันดาลใจ แม้กระทั่งเต่าทองที่เราเห็น มันอาจมากัดกินใบพืช แต่ก็สวยดี ลวดลายก็เอามาใช้ออกแบบได้ด้วย”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“เราเริ่มจากการออกแบบ คิดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะให้สองสิ่งนี้ควบคู่กัน ดังนั้นพอเราได้มาอยู่ เราก็ได้บ้านและที่ทำงานอย่างที่เราคิด และอย่างในโฮมคาเฟ่ เราก็ได้ปลูกผักสวนครัว เก็บมาใช้ในเครื่องดื่ม หรือทดลองทำอะไรที่อยากทำ”

บ้านในนิยามของเขาและเธอคืออะไร

“บ้านสำหรับน้ำหวานคือ ความรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเพียงเเต่สถานที่ อาจเป็นภาวะของความรู้สึก ได้พูดคุยกับคนที่เราไว้วางใจได้ การทำงานที่ราบรื่น สถานการณ์ที่ลงตัว”

“สำหรับผมความหมายของบ้านคือ พื้นที่ปลอดภัย ที่พักกายใจ ที่ทำงาน ที่สร้างแรงบันดาลใจ ที่ชาร์จแบตของชีวิต”

“บ้านเป็นความฝัน พอเรามีบ้านที่เป็นความฝันแล้ว เราก็ฝันต่อไปอีก ตอนนี้ความฝันคือได้ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็ดีมากแล้ว และความสุขของน้ำหวานในช่วงนี้คือการได้ทำงาน การทำงานทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า”

แล้วความสุขของเวศล่ะ

“ผมมีความสุขทุกวันง่าย ๆ อยู่แล้ว เข้าครัวก็รีแลกซ์แล้ว ความทุกข์ของผมคือการเห็นเขาไม่มีความสุข นั่นก็อาจจะทำให้เราไม่มีพลังเหมือนกัน แต่เราไม่แสดงออก ไม่อย่างนั้นจะพากันดาวน์ ดังนั้น เราก็ควรเป็นหลักให้เขา จนเขามีความสุข จากนั้นคือเราได้ใช้ชีวิตกันต่อไป แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตัวตนของฉัน : สวยลำพัง สวยแบบแนล

ชื่อ สมพร อินทร์ประยงค์ เป็นคนสิงห์บุรี มีพี่น้อง 4 คน เรามีชื่อเล่นว่า ‘ซิกแนล’ เป็นชื่อที่มาจากชื่อยาสีฟันที่เคยโด่งดัง มีสีสันหลายสี และซ่ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กมาอยู่แถววงเวียน 22 กรกฎาคม อากู๋เลยเอามาตั้งเป็นชื่อให้ ก่อนจะย้ายไปอยู่ตาคลีจนเรียนจบ ป.4 แล้วไปเรียนหนังสืออยู่กับบ้านป้าตอน ป.5 ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ทุกเดือนจะนั่งรถโดยสารข้ามจังหวัด กลับมาบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวคนเดียวของเด็กอายุ 10 ขวบ จนจบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนต่อที่เทคนิคลพบุรี ช่วงนี้ก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนหนังสือในจังหวัดลพบุรี ระหว่างเรียนที่ลพบุรีก็สมัครเรียนที่ ม.รามคำแหง ด้วย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ช่วงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกรีฑาไปแข่งขันด้วย ระหว่างนั้นก็ไปเที่ยววัดอุโมงค์ ได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนสิงห์บุรี เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์ศิลปะเด็กเชียงใหม่ พอแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเสร็จ เราไม่ได้กลับบ้าน ขอพ่อแม่ว่าอยากทำงานกับพี่ ๆ เขามีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราอยากเที่ยว อยากเรียนรู้ เลยมาช่วยเขาด้วยการร่วมเดินทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน เป็นทั้งครูดอย เล่านิทาน เล่นละครหุ่นมือ เดินทางไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

นี่เลยเป็นที่มาให้ได้สะสมของเก่า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าเก่า ผ้าไหม และผ้าฝ้าย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

พอกลับมาอยู่ กทม. เพื่อเรียนให้จบ ก็มาเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เริ่มเอาของเก่าที่สะสมและหาซื้อระหว่างเดินทางมาขาย ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ที่มีของที่เราเคยเห็นแล้วชอบ ก็ไปซื้อของเหล่านั้นกลับมาขายที่จตุจักรทุกเสาร์-อาทิตย์ และเริ่มเดินทางไปลาว เขมร พม่า เวียดนาม และจีน อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ยังเป็นแม่ค้าอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าทอ และงานฝีมือต่าง ๆ เราสอนคนเย็บผ้าด้วยมือ มีผลงานส่งไปแสดงและขายในต่างประเทศทุก ๆ ปี ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เม็กซิโก และญี่ปุ่น

ผลของการเดินทางตั้งแต่ 10 ขวบ ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายมาก ๆ ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นตัวเอง เลยเป็นที่มาของการเล่าเรื่องบ้านที่เป็นตัวเอง ที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างอยากในบ้านหลังนี้

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งหมด เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

โจทย์ในการหาบ้านที่มีพื้นฐานอยู่บนความฝัน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนทั้งหมดเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 37 เมตร หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกติดกับเพื่อนบ้าน ซอยเป็นซอยตันเล็ก ๆ อยู่อาศัยกันแค่ 3 บ้านเท่านั้น จากถนนใหญ่มาบ้านเราห่างกันประมาณ 50 เมตร เดินเข้าซอยมาก็ประมาณ 150 เมตร

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดเริ่มต้นที่คิดจะมีบ้านหลังนี้ เป็นเพราะปกติเราต้องเดินทางไปหาซื้อของเก่าทุกอาทิตย์ ด้วยอาชีพของเราที่เป็นแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ระหว่างเดินทางก็นั่งรถไฟไปบ้าง นั่งรถทัวร์ไปบ้าง บางครั้งก็นั่งเครื่องบินไป แต่โดยส่วนใหญ่ช่วงหลัง ๆ นั่งรถไฟ

ระหว่างเดินทาง เราก็นึกเห็นภาพตลอดเส้นทางว่า อยากจะมีบ้านอยู่แถว ๆ ที่อยู่ปัจจุบันนี้ มันใกล้หมอชิต ไปสนามบินสะดวก แล้วก็ใกล้ตลาดนัดจตุจักรด้วย

ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขายของเก่า ก็อยากจะหาบ้านหลังไม่ใหญ่มาก เพราะตั้งใจอยู่คนเดียวมาตลอด ระหว่างนั้นก็เริ่มเก็บสะสมของมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รูปภาพ กระจก งานเขียน งานปั้น ตะกร้า หรือผ้าทอ ที่ตัวเองเดินทางไปเห็นแล้วชอบ

คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้าน เราก็อยากจะใช้ของที่เราสะสมไว้ในการแต่งบ้าน

ความฝันก็คือว่า อยากจะมีบ้านหลังเดี่ยวเล็ก ๆ มีสวนเล็ก ๆ ในพื้นที่เล็ก ๆ และฝาบ้านที่ไม่ต้องไปชนกับใคร เดิมทีคิดว่าจะไปซื้อบ้านตรงบริเวณอื่นที่ใกล้เหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ชอบทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือว่าบ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีลักษณะเหมือนกันหมด

ในระหว่างนั้น ญาติซึ่งเกี่ยวดองกันได้ปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเขาขายกันตารางวาละ 8,000 บาท เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่วงที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 – 2 เราเข้ามากรุงเทพฯ ก็มีโอกาสมาช่วยเขายกปูน ยกทราย เอามาทำเป็นตอม่อในบ้านหลังนี้ เพราะว่าญาติเป็นคนสร้างเองกับครอบครัวของเขา เราก็เลยรู้ประวัติความเป็นมา

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

วันหนึ่งญาติเขาเกิดอยากขายที่ดินผืนนี้ ก็ถามเราว่า ช่วยเป็นนายหน้าขายให้หน่อยได้ไหม แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร เลยไม่บอกใครดีกว่า เพราะถึงบอกไป ค่านายหน้าเราก็ไม่อยากได้ แล้วบ้านก็ขนาดเล็กเกินไป จะขายให้ใครได้ เราเองก็ไม่รู้จักใครที่เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กอย่างนี้

แต่บังเอิญเราคิดว่า ถ้าจะต้องซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ควรจะซื้อบ้านหลังนี้ เพราะว่าอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังสะดวกสำหรับเราด้วย เพราะอยู่ใกล้จตุจักร ใกล้หมอชิต แล้วบ้านก็หลังไม่ใหญ่มาก ถ้าจะต่อเติมหรือรื้อบางส่วนที่อยากได้ เราก็น่าจะซื้อไว้เอง

ตอนนั้นมีเงินไม่พอ แต่ก็คิดว่าการลงทุนกับบ้านมันคือความฝัน และคิดว่าฝันนี้เราน่าจะทำได้ เลยเซ้งห้องที่มีอยู่ตรงจตุจักรออกไป ได้เงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ตอนนั้นถือว่าแพงมาก ใคร ๆ ก็ว่าเราซื้อแพง แต่มานึกดู สักวันราคามันก็คงเท่านี้แหละ อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นที่ที่เราถูกใจ อย่างน้อยก็ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ ก็เลยเป็นที่มาของการได้ทำบ้านอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระบวนการแยกส่วน ตัดต่อ แล้วประกอบใหม่

ทุกครั้งที่เข้ามาบ้านหลังนี้จะเย็นสบาย ไม่หนวกหู ไม่อึดอัด นั่งตรงไหนก็สบายใจไปหมด เลยคิดว่าบ้านหลังนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากซื้อบ้านเสร็จเรียบร้อย ตรงที่เจ้าของบ้านเดิมเขาทำอะไรไว้ เราก็ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบ้านเราเป็นบ้านเดียวในซอยที่แต่งเติมใหม่ ช่วงแรกก็ทำห้องน้ำและฝาบ้าน

เดิมทีฝาบ้านเป็นฝาแบบบ้านต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป แต่เราไม่อยากได้ฝา เลยเอาประตูพม่ามาใช้ ซึ่งเราสะสมไว้เยอะมาก มีกระจกช่องแสงเป็นงานอาร์ตเดโค ด้วยความที่เดินทางไปซื้อขายของเก่าที่พม่าบ่อย แล้วเราชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ของพม่า เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม้สัก ลายไม้ที่ช่างพม่าทำเขาเก็บลายวงจรชีวิตของไม้มานำเสนอผลงาน สีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจึงเป็นสีไม้สักทองหมดเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ตอนที่ปรับปรุงบ้าน เราตัดฝาบ้านหมดเลย แล้วเอาประตูมาใส่แทน จำได้ว่าประตูบ้านทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 70 บาน เป็นกระจกสีและกระจกดอกลายโบราณ ประตูแต่ละบานเราเอามาใช้เป็นตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ และโต๊ะหนังสือ ของทุกอย่างเป็นของที่เราสะสมไว้ระหว่างขายของ แม้แต่ประตูเรือเอี้ยมจุ๊น เราก็เอามาทำเป็นประตูห้องทำงาน ไม้บทกวี ไม้แกะ และป้ายชื่อร้าน ก็นำมาตกแต่งในบ้านทั้งหมด

การจัดวางประตูก็ปรึกษากับช่าง ดูความเหมาะสม พร้อมวางแผนของเราไว้ว่า ถ้าใช้ประตูเปิดออกอย่างนี้จะเปลืองพื้นที่ไหม ถ้าประตูทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ คิดและวางแผน ว่าจะใช้ประโยชน์จากแต่ละห้องยังไง นอกจากนี้ มือจับประตูทุกบานยังเป็นงานแก้วเจียระไน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบมาแล้วได้ดั่งใจตามที่อยากได้มาก ๆ เพราะว่าของทุกอย่างที่เก็บสะสมไว้ เอามาใช้กับบ้านได้เกือบทุกอย่าง โคมไฟ จั่ว โดยเฉพาะระเบียงบ้าน เราซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์เก่า เป็นระเบียงของบ้านเก่าแถวเยาวราช สมัยก่อนแค่ 8,000 บาท ล้อมรอบได้ทั้งบ้านเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ในฝั่งของการแต่งสวน เราจัดการสวนของเราเองได้ อยากปลูกผักกินเองได้ เก็บขยะ เก็บใบไม้ ตัดแต่ง เปลี่ยนย้าย จัดมุมใหม่ เปลี่ยนสวนใหม่ได้สบาย รวมไปถึงบ่อปลาที่เราอยากมีมาตั้งแต่แรก

รอบ ๆ บ่อปลา เราใช้งานปูนปั้นของ ‘บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น’ สมัยก่อนเขามีชื่อเสียงในงานปูนปั้นแบบเขมร เราก็ซื้อเก็บสะสมไว้ พอทำบ้านมันก็เข้าช่องพอดี อันไหนที่เล็กไป ก็เติมกระเบื้องให้มันดูโบราณ ส่วนตัวบ่อ เราเลี้ยงปลามาตลอด แต่ว่าพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด

สมัยก่อนหน้าบ้านเราตรงริมทางเดินถนนใช้ร่วมกัน เราซื้อต้นตีนตุ๊กแกมา เจาะพื้นถนนเล็ก ๆ แล้วปลูกเข้าไป ใช้ตัวยึดสายโทรศัพท์มาช่วยพยุง ตีนตุ๊กแกจะเต็มผนัง ทึบไปหมดเลย สวยงามมาก ก่อนที่จะปลูกตีนตุ๊กแก เราเคยคิดจะให้เพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปะมาช่วยทาสี แต่มานึกดูอีกที สงสัยค่าทาสีจะแพงกว่าค่างานที่ให้เพื่อนทำ เพราะเพื่อนคงกินดื่มกันน่าดู และเราทาสีทุกปีไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น แต่ถ้าปลูกต้นไม้ เราตัดแต่งกิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็เลยใช้วิธีปลูกต้นไม้เป็นกำแพง บังสายตามุมตึกที่เห็นว่ามันสะท้อนความร้อนเข้ามาในบ้าน โชคดีที่เพื่อนบ้านชอบต้นไม้ เราเองก็ชอบต้นไม้

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดหลักในบ้านที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ‘ห้องพระ’ เราเป็นคนชอบพระเครื่อง ชอบสะสมพระ พระทั้งหมดที่เราสะสมไว้ในบ้านเป็นงานของชาวบ้าน พระพื้นบ้าน เกิดจากช่างฝีมือพื้นบ้าน เราเลยอยากได้ห้องพระที่มีส่วนยื่นออกมานอกบ้านตรงช่วงระเบียง เราใช้ประตูหน้าต่างบานสั้นและบานกลางยื่นออกมาจากฝาบ้าน เพราะบ้านเราเปิดประตูใหญ่ออกไปเดินระเบียงรอบบ้านได้ จึงทำช่วงรอยต่อของระเบียงรอบบ้านให้เป็นกล่องหิ้งพระ เป็นคล้าย ๆ ห้องของหิ้งพระที่ยื่นออกไปตรงระเบียง

เฟอร์นิเจอร์ จิ๊กซอว์ที่ลงล็อกทุกชิ้นส่วน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้านที่นำมาตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะสมัยก่อนชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ ตู้ใบแรกที่ซื้อก็ซื้อด้วยเงิน 150 บาท ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ใช้ต่างหูกะเหรี่ยงเป็นมือจับตู้ ซึ่งแพงกว่าราคาของตู้อีก

ส่วนประตูที่ได้มา เราก็จะเลือกเป็นชุดงานที่คล้ายคลึงกัน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราทำด้วยตัวของเราเอง ทั้งออกแบบและมองภาพรวม การจัดวางสิ่งต่าง ๆ มันเกิดจากของใช้ที่เราเคยนึกภาพว่า ถ้าเรามีห้องขนาดนี้ พื้นที่ตรงนี้ควรจะเอาอะไรมาตั้ง บ้านเราเลยเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ของทุกอย่างซึ่งเราสะสมไว้ ต่างถูกหยิบมาตั้งวางตรงไหนก็ลงตัวไปหมด

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

เช่น เรือเอี้ยมจุ๊นที่เอามาทำเป็นประตูกั้นห้องทำงาน ประตูที่สะสมไว้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบประตู แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้กระจกเงามาเสริมซ้ายขวา ก็ทำให้บานประตูกว้างขึ้น

ถือเป็นเรื่องดี เพราะอะไรที่ไม่ลงตัว เราก็แก้ไขได้ มันเป็นงานที่ไม่ยากมาก

ประตูเอี้ยมจุ๊นที่เราได้มาจากเรือ ตัวคานของประตูใหญ่มากและกว้างมาก เป็นไม้ที่เราตัดทิ้งก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า ไม้แบบนี้หาไม่ได้แล้ว ถ้าตัดไปจะเสียคุณค่าเปล่า ๆ งั้นเดินข้ามประตูแล้วกัน

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

อย่างบ้านทรงไทยที่ต่างจังหวัดของย่า เวลาจะเดินเข้าก็ต้องก้าวข้ามประตูบ้าน เราเลยคิดว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราทำอย่างที่เราอยากอยู่ดีกว่า ก็เลยเก็บคานเรือไว้ แล้วเวลาตั้งประตู คานเรือเป็นตัวกั้นห้องทำงาน ตรงใต้คานเรือมันเหลือพื้นที่ไว้ เราก็ได้ไอเดียทำเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าหรือเก็บของใช้ในห้องนี้ได้

แม้แต่ไม้มุงหลังคาบ้าน ซึ่งแต่เดิมซื้อจากเชียงใหม่ เขาเรียกว่า ‘แป้นเกล็ด’ เราก็ใช้แป้นเกล็ดมาทำเป็นชั้น เป็นตู้ โดยตัดให้น้อยที่สุด ทุกตู้ที่เราใช้ประโยชน์ มันลงตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก ทั้งตู้ทีวี ตู้เครื่องเสียง ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ากันได้ดีมาก หรือโต๊ะกินข้าวที่ใช้ก็เป็นของเก่า ตัวโต๊ะ ถ้านั่งคนเดียวก็หดได้ ถ้าเมื่อไหร่มีแขกหรือมีเพื่อนมา เราก็ดึงออกมาให้ยาวได้ มันเป็นลิ้นสลักแบบโบราณ

แม้แต่ตั่งนอนของเรา เมื่อไม่มีใครมา เราก็ยกพนักพิงขึ้นกลายเป็นเก้าอี้ยาว แต่เมื่อไหร่มีแขกหรือเพื่อนมา ก็ยกพนักพิงลงมากับพื้นกลายเป็นเตียงนอน แม้แต่พื้นกระเบื้อง เราก็ใช้กระเบื้องปั้นมือของลำปางไทย บางส่วนเป็นลายศิลาดล เป็นน้ำเคลือบ ซึ่งเข้ากับตัวหน้าต่างได้ดี

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ขณะเดียวกัน เราก็นึกถึงความปลอดภัยในการเป็นอยู่ น้องชายที่เป็นช่างอ็อก ช่างเชื่อม ก็มาทำเหล็กดัดให้ โชคดีที่เราได้เหล็กดัดอันที่ถูกใจ เป็นลายเดียวกับประตู ไม่บังสายตาให้รู้สึกรำคาญ

ทุกอย่างมาจากช่วงที่เราเดินทางค้าขาย อะไรก็ตามซึ่งเป็นสินค้าที่เราซื้อขาย ก็ซื้อขายไป แต่เรามีความฝันที่คิดจะทำบ้าน ก็เลยสะสมมือจับประตู มือจับเหล็กดัด แก้วเจียระไน กลอนประตู และมันทำให้เรานึกอยู่ตลอดว่า ถ้ามีบ้าน เราจะใช้ของพวกนี้ มีเพียงเครื่องสุขภัณฑ์เท่านั้นที่ซื้อมา แต่เราก็เลือกเก็บนะ ดูจากการใช้พื้นที่ของมัน เพราะว่าบ้านมีขนาดเล็ก และเราขายของ ของที่ได้มาแต่ละครั้ง ถ้าเหมาะกับบ้านก็จะเก็บไว้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้หรือใหญ่เกินไปสำหรับขนาดบ้านก็เอาไปขาย

บ้านของเรา

หลังจากบ้านหลังนี้เสร็จเรียบร้อย เป็นอะไรที่ลงตัว ถูกใจ มีบ่อน้ำ มีหิ้งพระ มีสวนเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ในชีวิตเรา เพราะเราเป็นคนชอบอยู่นิ่ง ๆ มีความสุขในการอยู่กับบ้านของตัวเอง

บ้านเราหลังเล็ก ทั้งหลังมี 4 ห้องน้ำ 4 ห้องนอน ช่วงที่หลาน ๆ ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลานก็อยู่กันคนละห้อง แต่ละห้องจัดวางตามแบบที่แต่ละคนอยู่ ห้องไหนเป็นพี่น้องเดียวกันก็มีเตียงสองชั้น เตียงสองชั้นก็เป็นไม้สักจริง ให้เพื่อนทำมาให้ เขาก็อยู่กันได้ ถึงเล็กหน่อยแต่สบายใจ ส่วนห้องน้ำ ห้องน้ำผู้ชายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบน หลาน ๆ ใช้ห้องน้ำนั้น ส่วนเราก็ใช้ห้องน้ำในห้องนอนของเรา

บ้านนี้แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องรับแขกที่อยู่ข้างหน้าใช้เป็นห้องแอร์ แขกมานั่งห้องข้างหน้าได้เลย มองเห็นวิวหน้าบ้านทั้งหมด ห้องที่ 2 เป็นห้องที่เราจัดวางชั้นหนังสือ เป็นที่รับรองแขกอีกชั้นหนึ่งก่อนจะมานั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าว และมีห้องครัว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ห้องอาหารเราเป็นครัวเล็ก ๆ กะทัดรัด เหมาะกับคนที่จะหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด ของใช้ก็มีทั้งถ้วยชามเก่า งานศิลปะ เป็นถ้วยชามที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเซรามิกปั้นมาให้ เป็นการอุดหนุน เพราะการซื้อของน้อง ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแบบหนึ่ง เราคิดเสมอว่า ถ้าน้องคนไหนผลิตงานขึ้นมาใหม่ เราจะซื้อเพื่อเป็นกำลังใจ แล้วเราชอบด้วย แถมเอามาใช้จริง ๆ

ส่วนชั้น 2 มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง เป็นห้องทำงาน 1 ห้อง ซึ่งเราซื้อของเก่าเก็บเอาไว้ในห้องนี้ เหมือนกับเป็นโชว์รูมของเรา

ห้องนอนของตัวเองเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วไม่อยากออก เราเป็นคนนอนกับพื้น ก็ใช้ฟูกแบบชาวบ้านที่ยัดด้วยมือเป็นลายลูกฟูก เป็นลอน ๆ ม้วนเก็บได้ มีของใช้ที่สะดวกสบาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีในห้อง มีของใช้ มีของสะสม ซึ่งหยิบจับได้โดยไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน ถ้าเราอยากดูเครื่องเงิน ก็เปิดกล่องเครื่องเงินมาดู แก้วแหวนเงินทองที่เราสะสมไว้ ภาพเขียน หนังสือ ทุกอย่างมันตอบโจทย์ในชีวิตได้หมดเลย

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ผนังแต่ละห้อง เราใช้ผนังว่างเปล่าเป็นชั้นหนังสือ เป็นคนที่ขาดหนังสือไม่ได้ ทุกห้องไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องนอน ห้องกินข้าว ทุกห้องเต็มไปด้วยหนังสือ

อีกอย่างหนึ่งคือ ในห้องน้ำเราก็ยังทำเป็นที่เก็บของใช้กับของกิน ในที่นี้หมายถึงเหล้า เบียร์ ซึ่งเพื่อน ๆ จะพกมาเวลามาบ้าน แต่ว่าเราไม่ใช่คนดื่ม เขาฝากไว้ เราก็เก็บไว้ในห้องน้ำ เหมือนกับเป็นตู้เย็นอย่างหนึ่ง

ของส่วนใหญ่ในบ้านทุกชิ้นไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นความสุขส่วนตัวที่ได้ใช้ร่วมกับของสวยงามที่เราชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้

บ้าน (ในฝัน พื้นที่ปลอดภัย) ของเรา

แต่ละมุมของบ้าน แม้แต่ห้องพระ ถ้าอยากนั่งไหว้พระ ทำสมาธิ หรือนั่งมองพระนาน ๆ ก็ได้ สวนหน้าบ้านมีบ่อปลา เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้นาน ๆ ไม่อึดอัด มันสะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง

ห้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานสบาย บางทีนั่งทำงานเพลินจน 3 – 4 ทุ่ม เวลาเดินเข้ามา จะเจอโต๊ะทำงานทันที เป็นโต๊ะที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เหลือ เดินล้อมรอบโต๊ะได้สบาย ทั้งซ้ายทั้งขวามีโต๊ะ มีตั่ง สำหรับพักเอนหลังได้ ประตูเปิดออกไประเบียงข้างนอกได้ทั้งสองทาง จะดูทีวีก็มี จะฟังเครื่องเสียงก็ได้ จะเอนหลังระหว่างทำงานก็ดี โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ทำงาน เราเรียงเป็นชั้น ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกเก็บไว้เอามาใช้ในห้องทำงานมันลงตัวอยู่แล้ว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ทุกอย่างเรามองถึงประโยชน์ของการใช้งาน ความสะดวก และการเคลื่อนไหวของตัวเอง เราไม่ชอบอยู่บ้านที่อึดอัด ไม่โปร่งแสง เราเลยใช้แสงจากหน้าต่างที่เข้ามา ลมที่พัดจากประตูซ้ายเข้าประตูขวา บ้านเราเข้ามาแล้วจะเย็นมาก ทั้งข้างบนและข้างล่าง เพราะหน้าต่างที่เปิดอยู่รอบบ้านทำให้ลมวิ่งได้ทุกช่องทาง แสงเข้าถึง ไม่อับชื้น ไม่มืดมัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

มันเหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกเพื่อโชว์ใคร เราคิดว่าไม้ทุกต้นมีคุณค่าในตัวเอง ของทุกอย่างมีคุณค่าเมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันมีประโยชน์สำหรับเรา บ้านหลังนี้เลยตอบโจทย์ที่ว่า เราได้อยู่กับของที่เรารัก ทุกมุมเป็นมุมที่เรามีความสุข และก็ทำให้เราสร้างงานออกมาได้ดี

บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัย เข้ามาแล้วสบายใจ อยากเปลี่ยนมุม อยากตกแต่งยังไงก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป เหมาะที่จะปรับเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อย ๆ

ตำหนิภายนอก แรงบันดาลใจภายใน

คราวนี้มันก็เป็นบ้านที่เราออกแบบมาได้ดั่งใจนึกแล้ว เพียงแต่อยู่ไปสักพัก ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากบ้านของเรา แต่เกิดจากปัญหาของเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านรักสัตว์ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แต่ไม่ได้เลี้ยงให้เขาอยู่สบาย เลี้ยงเพียงเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้น คราวนี้หมาแมวก็มาสร้างความเดือดร้อนให้ แมวรอบบ้านทั้งสองฝั่ง ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา มากสุดที่เคยนับได้มีทั้งหมด 22 ตัว แมวพวกนี้ไม่ได้อยู่ประจำ มันเหมือนแมวเปลี่ยว เขามาขี้บนหลังคาเพื่อนบ้าน แต่กลิ่นของขี้แมวสร้างความรำคาญให้กับเรา ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ กินแล้วก็ต้องถ่าย ถ้าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่มีที่ถ่ายให้เขา เขาก็ใช้ชีวิตอิสระ

ซึ่งอันนี้จากเรื่องไม่ดี เราก็มองย้อนกลับเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ทำงานปักผ้าไปเลย ปักเป็นลายแมว เพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ ของที่เราใช้ในบ้าน ถ้าทำเองได้เราจะทำ เสื้อผ้าเราก็เย็บเองใส่เอง แล้วมันก็เป็นงานอดิเรกที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้ เราจึงเอาแรงบันดาลใจจากสัตว์ สิ่งรอบตัว หรือปัญหาต่าง ๆ มาสร้างเป็นลายในงานเสื้อผ้าต่ออีกชั้นหนึ่ง

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

เรารักอะไรในบ้านหลังนี้

ตอนที่จะสร้างบ้านหลังนี้ แม่เคยสอนว่า ไปไหนก็ตาม ถ้าจะดูบ้านว่าบ้านที่คนอยู่อาศัยนั้นเป็นอย่างไร ให้ใช้ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในบ้านว่าเรารู้สึกอย่างไร

ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ตลอดเวลา และใช้งานมันจริง ๆ ไม่ได้มีไว้สำหรับโชว์ใคร ของที่ตกแต่งทั้งหมดเป็นของที่เอามาใช้อยู่ตลอด บางทีก็เปลี่ยนมุมบ้าง บางทีก็เอาไปไว้ที่ร้านบ้าง บางทีก็เอาของที่ร้านมาไว้ที่นี่บ้าง บางทีก็เอาไปจัดวางที่อื่น สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

และถ้าถามว่า เรารักอะไรในบ้านหลังนี้ ก็คงจะตอบว่า

“เรารักในความมีชีวิตของบ้านหลังนี้”

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

สมพร อินทร์ประยงค์

สวยลำพังแบบแนล ขายความแปลกในแบบแนล

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load