ธุรกิจ : Blue Ribbon Toys

ประเภทธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายของเล่นไม้

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2532

ผู้ก่อตั้ง : สุรศักดิ์ คุณประเสริฐ

ทายาทรุ่นสอง : ปาณิศา คุณประเสริฐ

“ในสมัยก่อน นักเรียนที่ได้ที่ 1, 2, 3 เขาจะติด Blue Ribbon ให้”

“บางเกม บางกีฬาเขาก็ใช้ Blue Ribbon กับที่ 1 ซึ่งมันอยู่คู่กับเหรียญทอง”

“เราคิดว่า Blue Ribbon เป็นชื่อที่ดีนะ เป็นของเล่นที่เด็กเล่นแล้วเก่ง เล่นแล้วฉลาด”

ประโยครับส่งที่เสริมกันได้ดีราวกับออกมาจากคำพูดของคนคนเดียวนี้ คือคำตอบที่ หวาน-ปาณิศา คุณประเสริฐ และ คุณพ่อสุรศักดิ์ คุณประเสริฐ ให้กับเรา เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ Blue Ribbon Toys ที่ดำเนินธุรกิจผลิตของเล่นจากไม้ยางพารามาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 นับรวมก็ 33 ปีพอดี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ของเล่น’ การที่หลายคนมีภาพจำกับเด็ก ๆ คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก และคงไม่แปลกอีกเช่นกัน หากเราจะบอกว่าแรงบันดาลใจแรกของ Blue Ribbon Toys มาจากโรงเรียนอนุบาล

ย้อนกลับไปราว 30 กว่าปีก่อน คุณพ่อสุรศักดิ์เรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และหนึ่งในโปรเจกต์ที่เขารับผิดชอบคือ ภาพถ่ายสารคดีเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในโรงเรียนอนุบาล สำหรับคลาสเรียนถ่ายภาพ

“สังเกตเห็นว่าเด็กที่นี่ไม่เหมือนเด็กบ้านเรา ไม่เห็นเด็ก ๆ เรียนเลย วัน ๆ เอาแต่เล่นนู่นเล่นนี่ เราก็เลยทำเป็นภาพถ่ายสารคดีขึ้นมาเพื่อส่งอาจารย์ อาจารย์ก็ชอบใจ เลยซึมซับเข้ามาในหัวว่า เด็กที่นิวยอร์กไม่เรียนหนังสือ แต่เขาเล่น คำว่า ‘ของเล่น’ เลยฝังในหัวเรามาตลอด

“เราประทับใจตรงที่เขาให้ความสำคัญกับการเล่นมาก เด็กที่เล่นก็ได้เรียนรู้ อย่างสถาปนิกดัง ๆ ก็เล่นก้อนบล็อกตั้งแต่เด็ก เขาถึงมีพื้นฐานให้คิดต่อไปได้เรื่อย ๆ” คุณพ่อเฉลยข้อดีของการเล่น

หลังจากประกอบอาชีพดีไซเนอร์ในนิวยอร์กอยู่หลายปี คุณพ่อสุรศักดิ์ก็กลับมายังประเทศบ้านเกิด ณ ช่วงเวลานั้น คุณพ่อสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างไทยและอเมริกาที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมไทยที่ครอบครัวส่วนใหญ่พ่อแม่ทำงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูก และเมื่อลูก ๆ ไปโรงเรียน ก็ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนหรือแม้แต่ของเล่นที่หลากหลาย มากสุดก็กระดาษกับสี ซึ่งแตกต่างจากเด็ก ๆ ในต่างประเทศที่อย่างน้อยต้องมีก้อนบล็อกไม้รูปทรงเรขาคณิตให้หยิบจับและจินตนาการ และที่สำคัญคือ ร้านขายของเล่นที่นั่นอัดแน่นไปด้วยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้ความสนใจกับการเลือกสรรของเล่นให้ลูก ๆ

เมื่อเกริ่นมาถึงขนาดนี้ คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคำตอบของคุณพ่อเมื่อเราถามว่า “อยากเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไทยใช่ไหม” 

ถึงเป็นคำตอบจริงใจสั้น ๆ ว่า “ใช่”

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เราพาคุณไปพูดคุยกับสองพ่อลูกแห่งอาณาจักรโบว์สีน้ำเงินที่ผลิตของเล่นโดยใช้เลนส์ของดีไซเนอร์ในการนำทางธุรกิจ และ Blue Ribbon Toys เชื่อว่าของเล่นมีศักยภาพมากกว่า ‘ของเล่น’ พวกเขาจึงตั้งใจผลิตของเล่นที่คนทุกวัยเล่นด้วยกันได้อย่างมีความสุข ไม่เฉพาะเด็กเล็กหรือเด็กโต แต่หมายถึงทุกคน เพื่อให้เกิดช่วงเวลาคุณภาพในครอบครัวและโรงเรียน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ก่อร่างสร้างแบรนด์

ก้าวแรกของ Blue Ribbon Toys เริ่มต้นจากการที่คุณพ่อสุรศักดิ์เริ่มศึกษาเกี่ยวกับ Educational Toys และพฤติกรรมของเด็ก ๆ วัยอนุบาล โดยยุคบุกเบิก เจ้าของแบรนด์ของเล่นยึดหลักในการออกแบบของเล่นมาจาก 2 ทฤษฎีหลัก ๆ คือทฤษฎี Montessori และทฤษฎี Froebel

ของเล่นชิ้นแรกของ Blue Ribbon Toys คือจิ๊กซอว์ไม้ หลังจากคุณพ่อออกแบบเสร็จ ก็ให้ช่างไม้ย่านบางโพเสกของเล่นขึ้นมา จากนั้นทดลองต่อประกอบเองบริเวณหลังบ้าน แล้วขยับขยายไปจ้างงานคนละแวกบ้าน แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงกับภาพที่หวัง จึงรวบตึงการผลิตตั้งแต่กระบวนการแรกยันกระบวนสุดท้ายให้อยู่ในความดูแลของตนเอง เพื่อให้ของเล่นออกมาตรงใจและมีประสิทธิภาพที่สุด

“เราไม่มีทักษะการผลิต คิดเอาเองว่าถ้าอยากได้ของเล่นรูปทรงนี้ ก็เลื่อยเอา ดีหน่อยก็มีเครื่องจักร มาช่วยผลิตจิ๊กซอว์ แต่มันช้าและต้องใช้ฝีมือคน เราเอาคนหน่วยก้านดี ๆ มาฝึก พอทำจริง ทำ 100 อัน เสีย 50 อัน” นักออกแบบของเล่นเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ผลผลิตในรูปแบบของเล่นได้ออกสู่สายตาคนมากขึ้น เมื่อคุณพ่อไปออกงานแฟร์ของเล่นและของขวัญที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ความสนใจของกลุ่มลูกค้าผลิดอกออกผล กลายเป็นออเดอร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องจนดังไกลถึงแถบยุโรป ในวันนั้นเองที่คุณพ่อสุรศักดิ์รู้ว่าพื้นที่หลังบ้านไม่เพียงพอกับการเติบโตของแบรนด์ จากหลังบ้านย่านบางนาจึงเดินทางสู่โรงงานจังหวัดนครปฐม

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“เราทำการตลาดง่ายมากเลย” 

“ยังไงคะ” เราถามคุณพ่อ 

“การออกแฟร์ทำให้เราได้เจอผู้ประกอบการด้วยกัน ได้เห็นเทรนด์ของเล่น และเป็นที่เดียวที่อุตสาหกรรมของเล่นยอมรับ”

และของเล่นชิ้นถัดไปก็ทยอยออกสู่ตลาด อย่างขบวนรถไฟ ตุ๊กตาไขลาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดใช้ไม้ยางพาราในประเทศไทยเป็นวัสดุหลักในการผลิต คุณพ่อมีเป้าหมายผลิตเพื่อการส่งออก ลูกค้ามีทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี อินเดีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ โดยลูกค้าสั่งทำของเล่นตามต้องการได้ด้วย

แต่ที่น่าสนใจคือ ในยุคบุกเบิก Blue Ribbon Toys กลับตีตลาดเมืองไทยไม่แตก

“เราส่งออกเป็นหลัก” ลูกสาวย้ำ “ไม่เคยทำแบรนดิ้ง ไม่เคยพยายามสื่อสารกับคนไทย แต่ 5 – 6 ปีมานี้ คนไทยเพิ่งรู้ว่าแบรนด์เรามีตัวตน เพราะพ่อแม่เริ่มให้ความสำคัญกับของเล่นมากขึ้น”

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

หมั่นคอยดูแลรักษาพนักงาน

เมื่อยอดผลิตพุ่งสูง จากแรงงานคนก็เริ่มนำเครื่องจักรเข้ามาอำนวยความสะดวก

“เพราะเราอยากทำงานให้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น โดยเครื่องจักรช่วยลดพนักงานได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เราสอนและให้ความรู้กับพนักงานว่าต้องควบคุมเครื่องจักรยังไง ที่สำคัญคือเราถามปัญหาและความต้องการของเขา เพื่อออกแบบเครื่องจักรให้ตรงกับการทำงานมากที่สุด”

คุณพ่อนักประดิษฐ์แฮกเครื่องจักรรุ่นเดอะของโรงงานที่ปลดประจำการ ด้วยการเขียนโค้ดสั่งงานเข้าไปใหม่ โดยใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ยังคงประสิทธิภาพดี

“เครื่องจักรที่มองเห็นนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องมีส่วนอื่นที่ทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขด้วย สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นเรื่องที่ต้องลงทุน พอเขามีความสุข มันเห็นผลจริง ๆ นะ คือ Output ของเรากระโดดขึ้นมาทันทีเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์ ฝีมือและผลงานพนักงานของเราไม่แพ้ใคร”

นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการผลิต สภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานก็เป็นจุดหนึ่งที่ Blue Ribbon Toys ใส่ใจไม่แพ้กัน ที่นี่บริหารคนด้วยระบบ International Council of Toy Industries (ICTI) ซึ่งเป็นกฎที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อคนที่ทำงานในโรงงานของเล่นโดยเฉพาะ คุณพ่อเสริมให้เราเข้าใจว่าสิ่งนี้จะช่วยการันตีได้ว่า ‘หากทำตามกฎได้ พนักงานก็จะมีความสุข’

ที่นี่มีสวัสดิการน่ารักอย่างการส่งต่อของเล่นให้ลูก ๆ ของพนักงาน โดยไม่ต้องกังวลว่าของเล่นจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะผ่านการทดสอบจากห้องแล็บก่อนผลิตจริง สีที่ใช้ก็ปลอดเคมี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

นักออกแบบของเล่น

กิจการของเล่นของครอบครัวคุณประเสริฐดำเนินธุรกิจด้วยทัศนคติของดีไซเนอร์ หาใช่นักธรุกิจ

“เพราะเราคิดถึงดีไซน์ก่อน ขายได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” คุณพ่อบอกแบบนั้น

“ในมุมมองธุรกิจ คงมองว่าจะผลิตของเล่นยังไงให้ขายได้ แต่เราไม่ใช่ เราอยากผลิตของเล่นออกมาก่อน เพื่อดูผลตอบรับของตลาด ลูกค้าเป็นคนตัดสินว่าของเล่นชิ้นนี้ควรอยู่ต่อหรือไม่” ลูกสาวเสริม

ไอเดียตั้งต้นในการผลิตของเล่น มาจากการอยากส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ในด้านต่าง ๆ ความท้าทายคือ ‘การออกแบบ’ จะออกแบบของเล่นอย่างไรให้ตอบสนองพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย และออกแบบของเล่นอย่างไรให้พ่อแม่ตัดสินใจซื้อไปให้ลูก ๆ (เพราะพ่อแม่คือคนจ่ายเงิน)

“เราต้องทำของเล่นพัฒนาทักษะของเด็ก ๆ และไม่ใช่เล่นได้เฉพาะเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ต้องเล่นได้ ครอบครัวเล่นได้ หรือครูกับนักเรียนก็ต้องเล่นด้วยกันได้

“การออกแบบของเล่น เราคำนึงถึงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พยายามอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับพวกนี้ ศึกษาเรื่องสี จากนั้นแบ่งหมวดของเล่น เช่น เด็กเล็ก เด็กโต หรือเด็กวัยที่ซนขึ้นมาหน่อย ดูว่าต้องเสริมพัฒนาการด้านไหน อย่างประสาทสัมผัส การใช้ความคิด การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เหล่านี้มีผลต่อการออกแบบของเล่น” คุณพ่อเฉลย

“แล้วของเล่นมีเทรนด์ไหมคะ” เราชวนสองดีไซเนอร์ต่างวัยแบ่งปันความเห็น

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“มีค่ะ ของเล่นของ Blue Ribbon Toys หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะ อย่างสี ตอนแรกใช้สีกลุ่มแม่สี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง พอเรามารับช่วงต่อ เราไม่ใช้แม่สี พ่อแม่หรือครูก็จะบอกเด็กไม่ได้ว่านี่สีอะไร แต่เรากลับมองว่ามันคือการใช้จินตนาการและเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนากับเด็กได้ นี่สีฟ้าหรือสีเขียวนะ

“ซึ่งเป็นเทรนด์ที่พ่อแม่ยอมรับมากขึ้นนะ สมัยก่อนพ่อแม่มีแค่คำตอบเดียว แดงก็แดง เขียวก็เขียว เราพยายามประยุกต์สิ่งที่เชื่อมโยงกับพ่อแม่มาออกแบบของเล่น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ในสังคมปัจจุบัน ส่วนของเล่นที่มีรูปทรงแบบ Timeless เราก็พยายามทำออกมาเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่นาน ๆ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ตกยุคสมัย” หวานเล่าการเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของเธอ

ของเล่นของแบรนด์เล่นได้ตั้งแต่ 0 เดือน จริง ๆ เรียกว่าไม่จำกัดอายุคงเข้าท่ากว่า หน้าตา รูปทรง สีสัน ก็ชวนเหมากลับบ้าน แถม Blue Ribbon Toys เคยผลิตของเล่นร่วมกับ MoMA นิวยอร์กด้วย

คุณพ่อกระซิบว่าหลังจากผลิตของเล่นแล้ว เด็กกลุ่มแรกที่ลองเล่นคือลูกสาวและหลาน ๆ

“คุณพ่อจำของเล่นชิ้นแรกที่ให้ลูกสาวได้หรือเปล่าคะ” เราถามทวนความทรงจำ

“บล็อกไม้ง่าย ๆ ที่หยิบจากโรงงานไปนั่งต่อกันที่บ้าน” คุณพ่อตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“เราจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้บ้านตุ๊กตาจากพ่อ ถือว่าสุดยอดแล้ว” ลูกสาวยิ้มหวาน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ทายาทรุ่นสองโรงงานของเล่น

“ตั้งแต่เกิดมา เราไม่เคยคิดจะเป็นอย่างอื่นนอกจากดีไซเนอร์” ลูกสาวเปรย

ทำไม เราสงสัย – “เพราะคิดว่ามีอาชีพเดียวในโลก เรารู้จักอย่างเดียวจริง ๆ จากพ่อ พ่อชวนเราเล่น วาดรูป เขียน ประดิษฐ์ เวลามีการบ้านงานประดิษฐ์ก็วิ่งหาพ่อ พ่อทำให้ตลอดจนเรียนมหาวิทยาลัย”

จุดเริ่มต้นเส้นทางดีไซเนอร์สาวอนาคตไกล มาจากครอบครัวที่ปลูกฝังพื้นฐานการเล่น ชีวิตวัยเด็กของหวานวนเวียนกับการเล่น ของเล่น และโรงงานของเล่น โดยการเล่นกับคุณพ่อก็ต่อยอดสู่เส้นทางการเป็นดีไซเนอร์ในต่างประเทศ และท้ายที่สุดเส้นทางชีวิตของหวานก็เวียนกลับมาที่ของเล่นอีกครั้งในวันที่เธอกลับมาประเทศไทยเพื่อรับช่วงต่อแบรนด์ของเล่นของครอบครัว ใครจะรู้ว่าแม้เติบโตมากับของเล่น แต่ในช่วงแรกของการรับช่วงต่อ กลับไม่มีภาพการบริหารธุรกิจของเล่นนี้อยู่ในหัวเลย

“ตอนแรกไม่อยากทำเลย ดูลำบาก ดูเหนื่อย คือเราชอบออกแบบ แต่การออกแบบของเล่นมันอาจจะไม่ใช่แนวเรา เราอยากลองทำอย่างอื่น เช่น กระเป๋า แฟชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์”

ความคิดของหวานเริ่มเปลี่ยนทีละนิด เมื่อเธอนำแนวคิดของดีไซเนอร์มาออกแบบของเล่น ความอิสระและความสนุกเสริมสร้างความพอใจในการทำงานขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นความลงตัวในที่สุด

“จากแต่ก่อนที่เคยโดนบังคับให้ทำธีสิสเป็นของเล่น เพราะอาจารย์รู้ว่าเป็นลูกเจ้าของโรงงานของเล่น ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการทำงาน เพราะเรารู้แล้วว่าวิธีการทำงานที่มีความสุขเป็นแบบไหน”

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

หากไม่นับรวมการช่วยออกแบบของเล่นตั้งแต่เรียนจนทำงานต่างประเทศ ก็เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่หวานกลับมาประจำการที่ออฟฟิศของ Blue Ribbon Toys ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งโจทย์สำคัญสำหรับทายาทแทบทุกคนในการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ ‘การต่อยอด’

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดเรื่องการต่อยอดเลย ไม่มีเป้าหมายของตัวเอง มีหน้าที่แค่นั่งเขียนแบบไปวัน ๆ แต่พอทำไปทำมาก็มองเห็นช่องทางที่จะพัฒนาของเล่นให้ดีขึ้นได้ ซึ่งพ่อแม่เป็นคนที่เปิดกว้าง เราขอเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ เขาก็ยอม จะทำอะไรก็ให้ทำหมดเลย พอเขาสนับสนุน เราก็สนุก

“แต่สิ่งที่กลัวคือ กลัวทำในสิ่งที่ตัวเองไม่สนุก แต่ในที่สุดเราก็สนุกกับมันได้ แค่ต้องมองมันอีกมุมหนึ่ง แต่ตอนนี้เราเก่งในด้านนี้ เป็นประโยชน์กับบริษัทในด้านนี้ เราก็ทำให้เต็มที่

“ความท้าทายอีกอย่างคือ จะทำยังไงให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้” ทายาทรุ่นสองตั้งเป้าหมาย

“คุณพ่อมอบคัมภีร์ดำเนินธุรกิจอะไรให้คุณบ้าง” เราแอบถามเคล็ดลับ

“พ่อไม่ได้สอน แต่ทำให้ดู แล้วก็ Learn on the Job ไปด้วยกัน” เธอเฉลย

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

แลกเปลี่ยนและเรียนรู้

การทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 เจเนอเรชัน หากจะให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คุณพ่อก็แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับลูกสาว และจากการมองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่วันที่ลูกสาวเข้ามารับช่วงให้เราฟังอย่างเปิดเผย

“แต่ก่อนเราเป็นโรงงานจริง ๆ ไม่ได้นำเสนออะไรให้กับสังคมมาก แต่ตอนนี้เขานำเสนอสิ่งดี ๆ ให้สังคมมากขึ้น อย่างของเล่นที่เล่นด้วยกันได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ของเล่นบางตัวสมัยก่อนไม่มีนะ ในใจเราก็คิดว่าขายไม่ได้หรอก ปรากฏว่าขายได้ในสมัยนี้ เพราะเขาทำของเล่นให้เป็นไลฟ์สไตล์”

หวานเสริมอีกนิดถึงการเปลี่ยนมุมมองในการออกแบบของเล่นที่พัฒนาขึ้นจากวันแรก

“ตอนนั้นเรามองในมุมมองของเด็กโต ว่าของเล่น Educational ไม่สวย เราอยากเปลี่ยนสี โดยไม่ได้มองเลยว่าโลกนี้เขายอมรับไม่ได้ หรือบางอย่างจะ Decorative ไปถึงไหน มันไม่ใช่ของเล่นแล้ว ก็เพลา ๆ ลง จนตอนนี้รู้สึกว่าหาบาลานซ์ได้ว่าแบบนี้กำลังดี จะเห็นว่าปีหลัง ๆ ของเล่นที่เราออกแบบมีความสายกลาง เหมือนหาจุดได้แล้วว่าประมาณนี้แหละ แม่ ๆ ก็ซื้อได้ ลูกค้าแนวไลฟ์สไตล์ก็ซื้อได้”

ตลอดบทสนทนา เราสังเกตเห็นว่าทั้งหวานและคุณพ่อสุรศักดิ์รับส่งและเสริมกันได้อย่างดีในแทบทุกคำถาม วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อลูกและคนสองช่วงวัยให้สอดคล้องเกิดขึ้นได้อย่างไร

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

“การทำงานกับพ่อ เหมือนกำลังพูดเรื่องเดียวกัน บางทีกรี๊ดเรื่องเดียวกัน บางทีเอางานอะไรมาดูแล้ว Appreciate ไปด้วยกัน ดูคล้ายงานอดิเรกแต่คืองานหลัก เพราะความสนใจเหมือนกัน เลยเป็นเรื่องที่เชื่อมต่อกันได้” เมื่อลูกสาวตอบคำถาม ก็ถึงทีคุณพ่อ “จริง ๆ การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เราไม่ใช่คนที่เสกนั่นเสกนี่ได้ เราคิดอย่างเดียวว่า ต้องให้เขาทำเต็มศักยภาพ เชื่อใจเขา และให้เขาเป็นตัวเองเต็มที่”

“แต่ก่อนพ่อเป็นทุกอย่างของโรงงาน พอเราเข้ามารับช่วงต่อ พ่อก็เริ่มทำอะไรที่เขาสนใจ เช่น การสร้างเครื่องจักร บางทีเราก็ประทับใจที่เขาอยู่กับช่างได้ทั้งวัน ดูมีความสุขในแบบของเขา

“การเรียนรู้ก็น่าจะเรื่องนี้แหละ ทำยังไงให้มีความสุขกับการทำงานมาตลอด 30 ปี”

หวานสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อในประโยคเรียบง่ายแต่สัมผัสได้ถึงความจริง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

จากอดีตถึงปัจจุบัน

จากอดีตเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนั้น ในวันที่ประเทศไทยยังมีมุมมองต่อของเล่นที่ยังไม่เปิดกว้างและเข้าใจเท่าต่างประเทศ หวานบอกกับเราในวันนี้ว่า ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว!

“เราเห็นชัดเลยตั้งแต่ไม่กี่ปีมานี้ สังเกตจากพฤติกรรมการซื้อของเล่น พ่อแม่เปิดใจมากขึ้น ซื้อของเล่นที่ลูกชอบ เอามาลองเล่นจนลูกประทับใจ แล้วคนก็เริ่มซื้อของเล่นเป็นของขวัญกันด้วย” หวานเปรย ก่อนคุณพ่อจะเสริมด้วยน้ำเสียงปลื้มใจ “เขาเห็นความสำคัญมากขึ้น พ่อแม่สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการอยู่กับลูก นั่นทำให้เด็กมีคุณภาพและมีความคิดที่ดี อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอีกเยอะ ๆ”

จากที่ของเล่นเคยมีภาพจำว่าเป็นของสำหรับเด็กเท่านั้น ในวันนี้หวานและคุณพ่อทลายค่านิยมเดิม และตั้งใจเติมเต็มเด็ก พ่อแม่ และโรงเรียน ผ่านแนวคิดในการใช้ของเล่นเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวและโรงเรียน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ และสังคม

“คนต้องมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันถึงจะเกิดการเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเด็กจะไม่มีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ด้านศิลปะ แต่รวมถึงดนตรี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ด้วย อีกอย่างคือของเล่นทำให้เด็กรู้จักชนะและให้อภัย พอเห็นของเล่นเรามีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ก็มีความสุขนะ” คุณพ่ออธิบาย ก่อนหวานจะเสริมนิยามของ Blue Ribbon Toys โดยสรุปว่า “แบรนด์เราคือ Wooden Pleasure หรือชิ้นไม้ที่มอบความสุขให้กับทุกวัย”

จากปัจจุบันถึงอนาคต

แม้ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้างแล้วในเรื่องมุมมองต่อของเล่น แต่เมื่อถามคุณพ่อว่าจุดประสงค์ข้อนี้ถือว่าเข้าขั้นประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง คำตอบที่ได้คือ “นี่เพิ่งเริ่มต้น”

เมื่อโจทย์ที่วางไว้ เพิ่งเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงในขั้นแรกเท่านั้น การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ของเล่นโบว์สีฟ้านี้ไม่อาจหยุดยั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคต

“เราจะทำในสิ่งที่ถนัดและพัฒนาให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ซึ่งมันคือการแข่งกับตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อบอกอย่างแน่วแน่ ก่อนที่เสียงใส ๆ ของลูกสาวจะเสริมแง่มุมของเธอบ้าง

“เราจะทำในสิ่งที่รักและสิ่งที่ชอบ โดยไม่ละทิ้งคุณภาพ เราเชื่อว่าจะทำมันได้ดี”

ก่อนที่บทสนทนาในวันนี้จะจบลง เราถามคำถามง่าย ๆ กับพ่อและลูก

“ของเล่นชิ้นล่าสุดที่เล่นคืออะไรคะ”

“เราเพิ่งเล่น Backgammon ไป 2 วันที่แล้ว แล้วก็ Chess เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” ลูกสาวตอบ

“นึกไม่ออก” คุณพ่อตอบ – “เล่นเครื่องจักร” ลูกสาวแซวนักประดิษฐ์ด้วยความกันเอง

คำตอบของสองพ่อลูกแห่งกิจการผลิตของเล่นนั้นแสนอบอุ่นและน่ารัก ไม่แพ้ของเล่นที่ทั้งสองดีไซเนอร์ออกแบบ จนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้เป้าหมายของคนทั้งคู่บรรลุความตั้งใจในสักวันหนึ่ง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

Writers

Avatar

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load