Blancpain คือแบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอายุครบ 286 ปีในปีนี้ นับเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยสร้างชื่อเสียงจากนาฬิกาดำน้ำรุ่น Fifty Fathoms ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือหลายประเทศ

Fifty Fathoms คือนาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกในประวัติศาสตร์ พัฒนาจากประสบการณ์ตรงของเจ้าของแบรนด์ ณ ขณะนั้น และแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วเกือบ 70 ปี นาฬิการุ่นนี้ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ยังครองที่หนึ่งในใจนักดำน้ำและนักสะสมไม่เสื่อมคลาย

ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกา นี่คือมือวางอันดับต้นๆ ที่แน่วแน่ในเรื่องนวัตกรรม พิถีพิถันในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เติบโตจากนาฬิกาดำน้ำเป็นนาฬิกาที่รักของใครหลายคน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการทำนาฬิการะบบกลไกดั้งเดิมตามแบบฉบับสวิส

ในฐานะแบรนด์แบรนด์หนึ่ง Blancpain มองเป้าหมายตัวเองไปไกลกว่าการผลิตนาฬิกาคุณภาพดี แต่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของการดูแลรับผิดชอบ ศึกษา และปกป้องมหาสมุทร ธรรมชาติที่ผูกพันกับแบรนด์มาเนิ่นนาน

เราขอพาคุณกลั้นหายใจ ดำน้ำย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1735 อันเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทนาฬิกาสวิสที่อยากให้คนภูมิใจเวลาสวมใส่และมีคนรักอยู่ทั่วโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Blancpain เป็นนาฬิกาดำน้ำที่หน่วยซีลสหรัฐฯ เลือกใช้
นาฬิการุ่นคลาสสิกตามแบบฉบับสวิสดั้งเดิมของ Blancpain

1. บริษัทผลิตนาฬิกาแรกของโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นธุรกิจครอบครัวชาวสวิสอายุเกือบสองร้อยปี ก่อนส่งไม้ต่อให้คนนอกบริหาร

มีหลักฐานว่า Blancpain ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1735 จากการลงทะเบียนอาชีพของนาย Jehan-Jacques Blancpain อดีตชาวนา ผู้นำหมู่บ้าน และช่างทำนาฬิกาคนแรกและคนเดียวในสมัยนั้น เขาใช้ชั้นสองของบ้านในหมู่บ้าน Villeret เป็นสตูดิโอเวิร์กชอปพิถีพิถันสร้างนาฬิกาขึ้นมาด้วยตัวเอง 

ธุรกิจดำเนินต่อมาถึง 6 เจเนอเรชัน จนถึงรุ่น Frédéric-Louis Blancpain เหลนชายที่เปลี่ยนวิธีการผลิตให้ทันสมัย ปรับกระบวนการผลิตจากงานฝีมือ 100 เปอร์เซ็นต์ให้เข้ากับนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น

หลังจาก Frédéric-Émile ทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว Blancpain ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ณ ตอนนั้นเสียชีวิตลง ทายาทรุ่นถัดไปเลือกที่จะไม่รับช่วงต่อ Betty Fiechter ผู้ช่วยคนสนิทของเขาจึงซื้อกิจการทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจครอบครัวอายุเกือบสองร้อยปีได้อยู่ในการบริหารของคนนอกที่มีใจรักในแบรนด์นี้ และยังเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกา ก่อนจะส่งต่อธุรกิจให้หลานชาย Jean-Jacques Fiechter ผู้เข้ามาสร้างชื่อเสียงให้ Blancpain อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

Jean-Jacques Fiechter ผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Fifty Fathoms

2. คติและความมุ่งมั่นของแบรนด์ ‘นวัตกรรมคือประเพณีของเรา’ ยังคงหนักแน่นถึงปัจจุบัน

แม้จะเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่รู้ไหมว่า Blancpain ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตั้งแต่เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน และพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดการทำนาฬิกาที่เคยมี โดยมีความเชื่อ ‘Innovation is our tradition.’ ที่คนในองค์กรยึดถือร่วมกัน ในเวลาเดียวกันก็พยายามรักษาคุณค่าของการทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้โดดเด่น และมักจะได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘เรือนแรกของโลก’ ในด้านต่างๆ อยู่เสมอ 

3. นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลกเกิดจากประสบการณ์เสี่ยงชีวิตของเจ้าของแบรนด์ 

Fifty Fathoms คือนาฬิการุ่นที่ดังที่สุดของแบรนด์ ไอเดียได้มาจากประสบการณ์จริงของ Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอในสมัยนั้นผู้เป็นนักดำน้ำมืออาชีพรุ่นแรกๆ ของโลก วันหนึ่งเขาดำน้ำในทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยจำไม่ได้ว่าอยู่ใต้น้ำมานานเท่าไหร่แล้ว ในขณะที่ออกซิเจนก็ค่อยๆ หมดลง เขาจึงต้องขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉินซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์นี้ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่นักดำน้ำต้องการไม่ใช่แค่ถังออกซิเจนหรือตีนกบ แต่ต้องการนาฬิกาที่สามารถบอกระยะเวลาการดำน้ำตั้งแต่เริ่มจนจบได้ด้วย

ในยุค 1950 มีนาฬิกากันน้ำขายในท้องตลาด แต่เพราะคนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ ทำให้นักดำน้ำส่วนใหญ่ถอดนาฬิกาก่อนลงน้ำทุกครั้ง Jean-Jacques Fiechter ได้ทำการออกแบบและทดลองเอง จนเกิดเป็น Fifty Fathoms นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบของนาฬิกา Fifty Fathoms

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัววางจำหน่ายครั้งแรกใน ค.ศ. 1953 พร้อมนวัตกรรมที่บริษัทจดสิทธิบัตรคุ้มครอง ได้แก่ หนึ่ง เม็ดมะยมที่กันน้ำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอง ยาง O Ring ที่ฝาด้านหลังตัวเรือนเพื่อกันน้ำเข้าเช่นกัน และสาม ขอบตัวเรือนที่หมุนเพื่อให้นักดำน้ำจับเวลาที่อยู่ใต้ทะเลได้ 

4. Blancpain และโจทย์หลัก 5 ข้อที่ยึดถือในการผลิตนาฬิกาดำน้ำ

หลัง Jean-Jacques Fiechter เจอปัญหาการดำน้ำกับตัวเอง เขามุ่งมั่นผลิตนาฬิกาดำน้ำโดยต้องมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อได้อย่างดีเยี่ยม คือ

  1. กันน้ำได้อย่างแท้จริง
  2. บอกระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำได้
  3. มองเห็นข้อมูลบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน
  4. ลดความเสี่ยงโดยใช้กลไกอัตโนมัติ
  5. สามารถป้องกันคลื่นสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กองทัพเรือฝรั่งเศสต้องการ
นาฬิกา Fifty Fathoms รุ่นแรกเมื่อ ค.ศ.1953

ถึงแม้ในเวลาต่อมาจะมีนาฬิกาดำน้ำหลากหลายยี่ห้อเกิดขึ้นมากมาย Blancpain ก็ยังแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สรรหาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนานาฬิกาต่อไปเรื่อยๆ

5. การันตีคุณภาพด้วยการเป็นนาฬิกาประจำกองทัพเรือของหลายเชื้อชาติ

นาฬิการุ่น Fifty Fathoms ออกมาในช่วงเดียวกับที่กองทัพเรือฝรั่งเศสกำลังหานาฬิกาให้หน่วยรบใต้น้ำ โดยตั้งใจจะใช้นาฬิกาจากบริษัทฝรั่งเศสในทีแรก แต่ไม่พบแบบที่ตรงใจ จนสุดท้ายมาเจอกับ Blancpain ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพทุกข้อ เพราะเกิดขึ้นจากเจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานจริงๆ กองทัพฝรั่งเศสเพียงขอให้พัฒนาเรื่องการป้องกันสนามแม่เหล็กเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาเป็น Fifty Fathoms รุ่นแรก ค.ศ. 1953

ทหารเรือฝรั่งเศสกำลังปฏิบัติภารกิจขณะสวมใส่นาฬิกา Fifty Fathoms

ต่อมา กองทัพเรืออเมริกาหรือหน่วยซีลก็มองหานาฬิกาดำน้ำเหมือนกัน กว่าจะผ่านการทดสอบต้องให้ทางหน่วยลองใช้ในการปฏิบัติงานทั้งทางบกและทางน้ำ สุดท้ายได้ข้อสรุปจากกองทัพว่าพึงพอใจอย่างมาก และไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ให้ปรับปรุงนาฬิการุ่นนี้แม้แต่ข้อเดียว

นอกจากนี้ยังได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือประเทศต่างๆ อาทิ สเปน เยอรมนี และปากีสถานอีกด้วย

6. ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ ด้วยจุดยืนแน่วแน่ และตั้งใจทำสิ่งที่ทำได้ดีอย่างดีที่สุด

Blancpain ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกคือในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในแทบทุกวงการ มีแบรนด์อเมริกันเกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ราคาของนาฬิกาตกลงเรื่อยๆ จนทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลง สิ่งที่ Blancpain ทำเพื่อให้อยู่รอดในยุคนั้นคือ สร้างโรงงาน 2 ชั้นริมแม่น้ำ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการดำเนินการผลิต พยายามปรับกระบวนการต่างให้ทันสมัย มุ่งทำผลิตภัณฑ์รุ่นที่ดีที่สุดก่อน จนเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทนาฬิกาในหมู่บ้าน Villeret ที่ผ่านพ้นมาได้

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
โรงงาน 2 ชั้น ของ Blancpain ริมแม่น้ำในเมือง Villeret ค.ศ. 1923

วิกฤตถัดมาคือ Quartz Crisis นวัตกรรมนาฬิกาใส่ถ่านจากญี่ปุ่นที่ทำให้บริษัทนาฬิกาสวิสหลายแห่งล้มหายตายจาก รวมถึงแบรนด์นี้ที่หยุดชะงักไปเป็นเวลาร่วม 10 ปี จนกระทั่ง Jacques Piguet และ Jean-Claude Biver ชายสองคนในแวดวงนาฬิการะบบกลไกมาซื้อชื่อแบรนด์ Blancpain ไปพัฒนาต่อใน ค.ศ. 1982 บนความเชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นศิลปะที่จะอยู่ไปได้ตลอด โดยมีสโลแกนที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของแบรนด์ คือ “ตั้งแต่ ค.ศ. 1735 Blancpain ไม่เคยทำนาฬิกา Quartz และจะไม่มีวันทำแน่นอน”

นาฬิกาสวิสนี้เอาชนะเทคโนโลยี Quartz ที่ทั้งถูกกว่า ทั้งทำงานได้เสถียรกว่า รวมถึงการผลิตที่ง่ายกว่า ด้วยอุดมการณ์และความตั้งใจแน่วแน่ ทำให้คนทั้งโลกกลับมาให้ความสนใจกับแบรนด์และนาฬิกาสวิสอีกครั้ง จนวันนี้ผ่านมา 40 ปี แม้แบรนด์นาฬิกาในระดับเดียวกันจะผลิตรุ่น Quartz ออกมา Blancpain ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจ และจนวันนี้ก็ไม่มีนาฬิกา Quartz ออกมาสักรุ่น จวบจนถึงปัจจุบันภายใต้การดูแลของ Marc Hayek แห่งอาณาจักร Swatch Group ก็ยังสืบทอดเจตจำนงนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม

7. คุณภาพคือหัวใจ ส่วนประกอบและนาฬิกาทุกเรือนต้องผลิตที่โรงงานของตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

โรงงาน Blancpain ในบริเวณหุบเขา Vallée de Joux อันเปรียบเสมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา

Blancpain เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาที่โรงงานของตัวเอง โรงงานทั้งสองที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ บริเวณหุบเขาชื่อ Vallée de Joux ซึ่งเปรียบเหมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา เป็นเหมือนศูนย์กลางของช่างฝีมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาสวิสที่มีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาไปด้วยกัน สองโรงงานอยู่ห่างกัน 5 นาที โรงงานแรกผลิตสินค้า Hi-end จำพวกนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนหรือนาฬิกาที่ทำตามออเดอร์ ส่วนโรงงานที่สองดูแลนาฬิการุ่นทั่วไป โดยผลิตแบบแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งสองโรงงาน

8. นาฬิกาโดยช่างยอดฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายเจเนอเรชัน

ย้อนไปในอดีต ชุมชนบริเวณหุบเขา Vallée de Joux ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ในช่วงฤดูหนาวที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือเดินทางไปไหนมาไหนได้ ผู้คนจึงหันมาประดิษฐ์ส่วนประกอบของนาฬิกา ฝึกฝนจนทำกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมา จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนาฬิกาสวิสให้ผลิตชิ้นส่วน หนึ่งในระบบกลไกที่น่ายกย่องที่สุดต้องยกให้บริษัท Louis-Elysée Piguet ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Blancpain

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
บรรยากาศภายในโรงงานผลิตนาฬิกาของ Blancpain
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
ช่างฝีมือกำลังประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาอย่างประณีต

Vallée de Joux จึงมีบทบาทอย่างมากในวงการนาฬิกาสวิสและทุกวันนี้ ช่างทำนาฬิกาของแบรนด์หลายคนก็ยังเป็นทายาทจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากจะสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม ช่างเหล่านี้ของ Blancpain ยังต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญใหม่ๆ เช่น การนำเทคนิค ‘ชาคุโด’ ที่เป็นกระบวนการย้อมดาบเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาทำหน้าปัด หรือเทคนิคการลงรักปิดทองของจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อดีของการผลิตทุกชิ้นส่วน ทุกขั้นตอน ในโรงงานตัวเอง นั่นแปลว่า Blancpain ไม่มีข้อจำกัด อะไรที่ดีที่สุดสำหรับโปรดักต์ ก็สามารถลองทำได้เลย

9. พันธกิจแบรนด์ที่มีความหลงใหลมากกว่าแค่ผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ แต่ต้องการปกป้องมหาสมุทรอย่างยั่งยืน

Blancpain Ocean Commitment เกิดขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับนักดำน้ำ นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจใต้น้ำ นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพ และองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่างๆ ในการอนุรักษ์มหาสมุทร ในฐานะแบรนด์เจ้าของนาฬิกาดำน้ำรุ่นสำคัญของโลก พันธกิจของ Blancpain เปลี่ยนไปจากที่แค่อยากผลิตนาฬิกาคุณภาพดี เป็นการมองเห็นปัญหาและสนับสนุนกิจกรรมทางทะเลต่างๆ ทั้งในด้านอนุรักษ์ สำรวจ และสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าคนจะเคารพ ปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก และจะรักได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริง

เส้นทาง 286 ปีของ Blancpain นาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ให้การสนับสนุนทีมนักสำรวจใต้น้ำในโครงการ Gombessa Expeditions
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฟื้นฟูปะการังที่เกาะ Fregate ในประเทศ Seychelles

แบรนด์ยังผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms รุ่น Ocean Commitment ซึ่งเป็นนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปกป้องมหาสมุทร โดยทุกๆ การซื้อนาฬิกา 1 เรือน บริษัทจะบริจาคเงิน 1,000 ยูโร หรือราวๆ 40,000 บาทให้โครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10. เชื่อในความสวยงามที่แท้จริง ไม่โฉ่งฉ่าง แต่เป็นความภูมิใจสำหรับผู้สวมใส่

Blancpain เป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิการู้กันดีว่า Low-key และไม่มีดีไซน์โจ่งแจ้ง ยกตัวอย่างเช่น ตุ้มเหวี่ยง (Rotor) ของนาฬิการุ่น Fifty Fathoms ทำจากทองคำ 18K ทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักที่เหมาะสมต่อการใช้งาน แทนที่จะโชว์วัสดุที่หรูหราและราคาแพง แบรนด์เลือกที่จะนำตุ้มเหวี่ยงไปเคลือบแพลตตินัมอัลลอยด์ให้เป็นสีดำ เพื่อไม่ให้สีสันของทองดูโดดเด่นและไม่เข้ากับลักษณะของนาฬิกา

หรือแม้แต่ชิ้นส่วนที่ผู้สวมใส่ไม่มีทางมองเห็น Blancpain ก็เลือกที่จะขัดแต่ง และทำทุกกระบวนการราวกับว่าส่วนประกอบนี้จะอยู่ภายนอกและเป็นที่ต้องตาอย่างไรอย่างนั้น

แบรนด์ตั้งใจให้เจ้าของนาฬิกาทุกเรือนรู้สึกว่า “I know what I’m wearing, and I’m proud of it.” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือตะโกนบอกใครว่าเราใส่อะไรอยู่ จึงพิถีพิถันกับทุกกระบวนการการผลิตชิ้นส่วน การออกแบบ และการประกอบนาฬิกาขึ้นมาหนึ่งเรือน เพราะทุกขั้นตอนสะท้อนถึงชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในปีนี้ Blancpain จะมีอายุครบรอบ 286 ปีแล้ว แต่ความตั้งใจเดิมตั้งแต่ปีแรกในการเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยังคงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป้าหมายทุกข้อ ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและความรู้สึกที่ได้รับขณะสวมใส่ ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

นาฬิกา Fifty Fathoms กับภารกิจการสำรวจใต้น้ำเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

20 มิถุนายน 2560
5 K
ชื่อแบรนด์: Netflix
สัญชาติ:  อเมริกัน
ปีที่ก่อตั้ง: 1997

วินาทีนี้ คอหนังคอซีรีส์น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ Netflix กันแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นสาวก เราขอแนะนำให้รู้จักกับบริษัทให้เช่าภาพยนตร์ออนไลน์ผู้ผันตัวสู่วงการสตรีมมิ่ง และเติบโตจนขยายบริการไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ถ้าอยากรู้ข้อมูลเชิงตัวเลข ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์มีสมาชิกสิริรวมกว่า 100 ล้านคนในกว่า 190 ประเทศ มีคนดูรายการต่างๆ มากกว่า 125 ล้านชั่วโมงในแต่ละวัน

 ผู้ชมชาวไทยท่านใดเคยใช้บริการแล้วคงเห็นด้วยกับเราว่า เน็ตฟลิกซ์ตรึงตาคนดูได้ไม่ยาก

และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

หลังศึกษาข้อมูลและนั่งพูดคุยกับ สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer) รองประธานฝ่าย Device Partner Ecosystem ของเน็ตฟลิกซ์ เนื่องในวาระที่สตรีมมิ่งเจ้านี้มาเปิดตัวเมืองไทย เราก็ได้เห็นต้นกำเนิดเสน่ห์ร้ายกาจของเน็ตฟลิกซ์ บริษัทนี้ไม่ใช่แค่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังหยิบใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เนื้อหาและประสบการณ์รับชมของคนดูสมบูรณ์แบบ จะพูดว่านี่คือการรวมร่างของครีเอทีฟกับมนุษย์เนิร์ดแนวซิลิคอนแวลลีย์ก็อาจไม่ผิดนัก

ก่อนกลับไปดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ที่ค้างอยู่ ลองมาอ่านเหตุผลที่ทำให้พวกเราต้องอดนอนข้ามคืนหน่อยไหม

Original Content : เนื้อหาแบบเน็ตฟลิกซ์ที่จะพาแบรนด์สู่ระดับโลก

6 พันล้านดอลลาร์ฯ คือจำนวนเงินที่เน็ตฟลิกซ์จะใช้ไปในปีนี้กับ Original Content หรือเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเพื่อเน็ตฟลิกซ์เท่านั้น

ใครเป็นสาวกเน็ตฟลิกซ์คงรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในแรงดึงดูดหลักของสตรีมมิ่งเจ้านี้ เพราะเป็นรายการที่หาดูที่อื่นไม่ได้ แต่มากกว่านั้น รายการออริจินัลเหล่านี้ยังช่วยให้บริษัทผลิตเนื้อหาได้อย่างไม่ต้องสนขนบเดิม เช่น แต่ละตอนของซีรีส์ต้องยาวเท่ากัน นิยามของซีซั่นต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น

นอกจากนี้ การสร้างเนื้อหาของตัวเองยังช่วยขจัดปัญหาที่ขัดขวางการขยายสู่ระดับนานาชาติ นั่นคือเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะบางทีหนังหรือซีรีส์บางเรื่องก็ฉายได้ในอเมริกาแต่ยังมาฉายเอเชียไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรายการที่เน็ตฟลิกซ์ทำเอง อยากฉายกี่ประเทศก็ไม่มีปัญหา   

ว่าแต่วันนี้คุณได้ดู House of Cards ซีรีส์เรื่องแรกสุดของเน็ตฟลิกซ์หรือยัง?

Netflix, House of Cards

‘ดีและโดน’ มากกว่า ‘ดัง’

เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมสำหรับเน็ตฟลิกซ์คือเรื่องราวที่ทรงพลัง คนดูมีความรู้สึกร่วม และดูจบแล้วอยากบอกต่อ มากไปกว่านั้น วิธีเล่าเรื่องยังต้องดีทั้งในแง่การสื่อสารและการผลิต (แต่ทั้งนี้ เน็ตฟลิกซ์ขึ้นชื่อเรื่องให้อิสระกับผู้ผลิตมาก พวกเขามีไกด์ไลน์ให้แต่จะไม่ก้าวก่ายจนเกินเหตุ) ที่สำคัญคือ เนื้อหาดีเหล่านี้จะต้องโดนใจคนดู ไม่ใช่ทุกคนพร้อมกัน หากแต่ละคนควรได้มีหนังโปรดของตัวเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่ดีคือ Stranger Things ซีรีส์ที่ก่อนหน้านี้ถูกปฏิเสธโดยช่องอื่นๆ กว่า 19 ช่อง ด้วยเหตุผลอย่างหนังเรื่องนี้อาจมีกลุ่มคนดูเล็กเกินไป คนทำเองก็ไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่เมื่อมาถึงมือเน็ตฟลิกซ์ พวกเขากลับมองเห็นความเป็นไปได้อื่น เช่น Stranger Things อาจไม่ได้โดนใจทุกคน แต่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนดูที่คิดถึงยุค 80 และรักเรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ที่สุดแล้วซีรีส์นี้จึงได้รับอนุญาตให้สร้างและกลายเป็นหนึ่งในตัวสร้างชื่อของสตรีมมิ่งเจ้านี้

และเพราะมีวิธีคิดเช่นนี้เอง เมื่อเราลองเลียบเคียงถามเรื่องหนังดังในเน็ตฟลิกซ์ พวกเขาดูจะไม่ค่อยสนใจนัก

“ถ้าเราคิดถึงความดังหรืออะไรดังที่สุด ผมไม่คิดว่าเราจะสร้างโชว์ที่ยอดเยี่ยมได้” สก๊อตต์บอกเรา

Netflix, Stranger Things

เนื้อหาที่ดีจะก้าวข้ามทุกพรมแดน

ในปี 2016 เน็ตฟลิกซ์ก้าวสู่การเป็นสตรีมมิ่งระดับนานาชาติ เราถามชาวเน็ตฟลิกซ์ว่า ก้าวใหญ่ก้าวนี้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการผลิตเนื้อหาหรือเปล่า

“ทั้งใช่และไม่ใช่” สก๊อตต์ตอบ แล้วอธิบายต่อว่า คำว่าไม่ใช่ คือหลักการสำคัญในการสร้างเนื้อหานั้นยังเหมือนเดิม นั่นคือค้นหาเรื่องที่ดีและพามันไปถึงกลุ่มคนที่ใช่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขาตระหนักว่าเน็ตฟลิกซ์ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ตลาดท้องถิ่นเล่าเรื่องของตัวเองได้ทั้งระดับในและนอกประเทศ พวกเขาจึงลงทุนไปเยอะกับการทำให้การผลิตระดับท้องถิ่นมีศักยภาพ

ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์ทำงานกับผู้ผลิตในหลากหลายประเทศ ตั้งแต่เกาหลี เม็กซิโก จนถึงฝรั่งเศส (และตอนนี้ก็กำลังทำงานกับเมืองไทยอยู่ด้วย) โดยไม่กังวลเรื่องปัญหาที่จะเกิดจากความแตกต่างของวัฒนธรรม เพราะพวกเขาเชื่อว่าเรื่องเล่าที่ดีจะก้าวไปถึงใจคนดูทั่วทุกมุมโลกได้ ไม่ต่างจากที่แอนิเมชันญี่ปุ่นจับใจคนนานาชาติมาแล้ว

และนั่นคือเหตุผลที่สาวกเน็ตฟลิกซ์ชาวไทยบางคนอาจติดรายการสัญชาติบราซิลอยู่ตอนนี้

Netflix, รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings), สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer)

เลือกของแบบไม่มั่วด้วย Big Data

“ศิลปะมากเท่าๆ กับวิทยาศาสตร์” – รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์เคยให้นิยามบริษัทตัวเองไว้แบบนั้น

นั่นเพราะเนื้อหาชั้นเยี่ยมในเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะพวกเขามีรสนิยมดีในการคัดสรร แต่เบื้องหลังการแทงหวย เน็ตฟลิกซ์มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้พวกเขาเก็บข้อมูลของผู้ชมไว้แบบละเอียดยิบ และ Big Data นี้เองที่ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจคัดเลือกเนื้อหาใหม่และกะงบที่ต้องใช้ลงทุนกับแต่ละเรื่องได้อย่างมั่นใจขึ้น

“Big Data บอกเราบางเรื่องเกี่ยวกับคนดู ดังนั้น เมื่อมีคนเอาเรื่องมาเสนอเรา เช่น เรื่องแนวสยองขวัญ เราจะรู้ว่าคนดูแบบไหนจะชอบเนื้อหาแบบนี้” สก๊อตต์บอก

นอกจากนี้ ใครที่เป็นสมาชิกเน็ตฟลิกซ์จะรู้ว่าสตรีมมิ่งเจ้านี้จะช่วยคัดเลือกและนำเสนอรายการที่คิดว่าแต่ละคนน่าจะชอบมาให้ นั่นเพราะ Big Data ช่วยคัดแยกและคัดสรรสิ่งที่คนดูต้องการจากมหาสมุทรรายการของเน็ตฟลิกซ์ ช่วยทำนายให้ว่าถ้าเลือกดูหนังเรื่องนี้ เรื่องถัดไปที่เขาอยากดูน่าจะเป็นเรื่องไหน โดยการทำนายที่ว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยม ไม่ใช่ถิ่นฐานของคนดู เพราะคนดูจากคนละที่อาจชอบรายการเดียวกัน และนั่นหมายความว่าเขาอาจชอบรายการอื่นที่เหมือนกันด้วย

“มันคือการแต่งงานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเนื้อหากับเทคโนโลยี” สก๊อตต์อธิบายฟังก์ชันคัดสรรเนื้อหาด้วยคำนี้

คุยกับผู้บริหาร Netflix ถึงเบื้องหลังที่ทำให้เรากดดูสตรีมมิ่งเจ้านี้แล้วหยุดไม่ได้จนตาโหล

สร้างประสบการณ์รับชมที่คนดูจะหลงรัก

รี้ดเคยกล่าวไว้ว่า ธุรกิจของเขาช่วยให้ผู้ชมมีอำนาจควบคุมการชมวิดีโอในทุกที่ ทุกเวลา ที่ต้องการ ไม่ต่างจากเสน่ห์ที่เราได้สัมผัสเวลาอ่านสื่อกระดาษอย่างนิตยสาร นอกจากนี้ การชมวิดีโอของเน็ตฟลิกซ์ยังชมได้พร้อมกันจากทั่วโลก และเป็นการชมที่ลื่นไหลไม่สะดุด เพราะเน็ตฟลิกซ์มีนโยบายแต่เริ่มต้นว่าจะไม่มีโฆษณาระหว่างฉาย

ไม่ใช่แค่นั้น สก๊อตต์ยังอธิบายว่า ในตอนแรกคนจะเลือกรายการที่พวกเขาอยากดู แต่เมื่อเลือกแล้ว สิ่งที่พวกเขาอยากได้ต่อจากนั้นก็คือประสบการณ์การชมที่ดีที่สุด เบื้องหลังหน้าจอที่เราเห็น ชาวเน็ตฟลิกซ์จึงทำงานหนักและลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ชม ตั้งแต่คุณภาพการแสดงภาพระดับความละเอียดสูง เทคโนโลยีที่ทำให้วิดีโอไม่กระตุกแม้เน็ตจะอ่อน ไปจนถึงฟังก์ชันดาวน์โหลดรายการในตอนที่มีไวไฟเพื่อเก็บไว้ดูทีหลัง

“เราอยากสร้างสรรค์เนื้อหาชั้นยอดและส่งมันไปถึงคนดูด้วยเครื่องมือชั้นเยี่ยม” สก๊อตต์บอกความตั้งใจของเขาและทีมงาน

โฟกัสที่ตัวเองมากกว่าคู่แข่ง

คู่แข่งทุกวันนี้มีเยอะมาก คุณทำยังไงให้ต่างจากคนอื่น-เราถาม

“เราอยากจะคิดว่าตอนนี้เราก็แตกต่างอยู่แล้วนะ” สก๊อตต์ตอบทีเล่นทีจริง ก่อนอธิบายต่ออย่างเป็นการเป็นงานว่า ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์ให้บริการสตรีมมิ่งในอเมริกามา 10 ปีแล้ว นอกจากตัวเน็ตฟลิกซ์เอง ก็มีผู้ให้บริการเจ้าใหญ่อยู่อีกหลายเจ้า เช่น HBO และ Amazon ซึ่งแน่นอนว่าคนดูก็ไม่ได้เลือกเจ้าเดียว ไม่ต่างจากเวลาดูทีวี

เพราะฉะนั้น เน็ตฟลิกซ์จึงมองว่าคนดูจะใช้บริการจากแบรนด์อื่นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ (ดีเสียอีก เพราะพวกเขาจะได้คุ้นเคยกับการชมเนื้อหาผ่านระบบ Internet TV on Demand) สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาตัวเองให้ชนะใจคนดู

“สิ่งที่เรากังวลคือ เราจะพัฒนาตัวเองขึ้นได้อย่างไรในการหาและเล่าเรื่องที่ดี รวมถึงทำให้เทคโนโลยีที่สื่อสารเรื่องราวออกไปดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเน้นที่ตรงนั้น ผู้ชมจะได้คุณค่าจากสิ่งที่เราทำมากขึ้นเรื่อยๆ” สก๊อตต์กล่าว

ถ้าอยากรู้ว่าเน็ตฟลิกซ์ทำสำเร็จหรือไม่ เห็นจะต้องลอง Sign in แล้วพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง

Netflix, รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings), สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer)
 
 

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load