Blancpain คือแบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอายุครบ 286 ปีในปีนี้ นับเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยสร้างชื่อเสียงจากนาฬิกาดำน้ำรุ่น Fifty Fathoms ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือหลายประเทศ

Fifty Fathoms คือนาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกในประวัติศาสตร์ พัฒนาจากประสบการณ์ตรงของเจ้าของแบรนด์ ณ ขณะนั้น และแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วเกือบ 70 ปี นาฬิการุ่นนี้ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ยังครองที่หนึ่งในใจนักดำน้ำและนักสะสมไม่เสื่อมคลาย

ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกา นี่คือมือวางอันดับต้นๆ ที่แน่วแน่ในเรื่องนวัตกรรม พิถีพิถันในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เติบโตจากนาฬิกาดำน้ำเป็นนาฬิกาที่รักของใครหลายคน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการทำนาฬิการะบบกลไกดั้งเดิมตามแบบฉบับสวิส

ในฐานะแบรนด์แบรนด์หนึ่ง Blancpain มองเป้าหมายตัวเองไปไกลกว่าการผลิตนาฬิกาคุณภาพดี แต่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของการดูแลรับผิดชอบ ศึกษา และปกป้องมหาสมุทร ธรรมชาติที่ผูกพันกับแบรนด์มาเนิ่นนาน

เราขอพาคุณกลั้นหายใจ ดำน้ำย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1735 อันเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทนาฬิกาสวิสที่อยากให้คนภูมิใจเวลาสวมใส่และมีคนรักอยู่ทั่วโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Blancpain เป็นนาฬิกาดำน้ำที่หน่วยซีลสหรัฐฯ เลือกใช้
นาฬิการุ่นคลาสสิกตามแบบฉบับสวิสดั้งเดิมของ Blancpain

1. บริษัทผลิตนาฬิกาแรกของโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นธุรกิจครอบครัวชาวสวิสอายุเกือบสองร้อยปี ก่อนส่งไม้ต่อให้คนนอกบริหาร

มีหลักฐานว่า Blancpain ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1735 จากการลงทะเบียนอาชีพของนาย Jehan-Jacques Blancpain อดีตชาวนา ผู้นำหมู่บ้าน และช่างทำนาฬิกาคนแรกและคนเดียวในสมัยนั้น เขาใช้ชั้นสองของบ้านในหมู่บ้าน Villeret เป็นสตูดิโอเวิร์กชอปพิถีพิถันสร้างนาฬิกาขึ้นมาด้วยตัวเอง 

ธุรกิจดำเนินต่อมาถึง 6 เจเนอเรชัน จนถึงรุ่น Frédéric-Louis Blancpain เหลนชายที่เปลี่ยนวิธีการผลิตให้ทันสมัย ปรับกระบวนการผลิตจากงานฝีมือ 100 เปอร์เซ็นต์ให้เข้ากับนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น

หลังจาก Frédéric-Émile ทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว Blancpain ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ณ ตอนนั้นเสียชีวิตลง ทายาทรุ่นถัดไปเลือกที่จะไม่รับช่วงต่อ Betty Fiechter ผู้ช่วยคนสนิทของเขาจึงซื้อกิจการทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจครอบครัวอายุเกือบสองร้อยปีได้อยู่ในการบริหารของคนนอกที่มีใจรักในแบรนด์นี้ และยังเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกา ก่อนจะส่งต่อธุรกิจให้หลานชาย Jean-Jacques Fiechter ผู้เข้ามาสร้างชื่อเสียงให้ Blancpain อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

Jean-Jacques Fiechter ผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Fifty Fathoms

2. คติและความมุ่งมั่นของแบรนด์ ‘นวัตกรรมคือประเพณีของเรา’ ยังคงหนักแน่นถึงปัจจุบัน

แม้จะเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่รู้ไหมว่า Blancpain ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตั้งแต่เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน และพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดการทำนาฬิกาที่เคยมี โดยมีความเชื่อ ‘Innovation is our tradition.’ ที่คนในองค์กรยึดถือร่วมกัน ในเวลาเดียวกันก็พยายามรักษาคุณค่าของการทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้โดดเด่น และมักจะได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘เรือนแรกของโลก’ ในด้านต่างๆ อยู่เสมอ 

3. นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลกเกิดจากประสบการณ์เสี่ยงชีวิตของเจ้าของแบรนด์ 

Fifty Fathoms คือนาฬิการุ่นที่ดังที่สุดของแบรนด์ ไอเดียได้มาจากประสบการณ์จริงของ Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอในสมัยนั้นผู้เป็นนักดำน้ำมืออาชีพรุ่นแรกๆ ของโลก วันหนึ่งเขาดำน้ำในทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยจำไม่ได้ว่าอยู่ใต้น้ำมานานเท่าไหร่แล้ว ในขณะที่ออกซิเจนก็ค่อยๆ หมดลง เขาจึงต้องขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉินซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์นี้ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่นักดำน้ำต้องการไม่ใช่แค่ถังออกซิเจนหรือตีนกบ แต่ต้องการนาฬิกาที่สามารถบอกระยะเวลาการดำน้ำตั้งแต่เริ่มจนจบได้ด้วย

ในยุค 1950 มีนาฬิกากันน้ำขายในท้องตลาด แต่เพราะคนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ ทำให้นักดำน้ำส่วนใหญ่ถอดนาฬิกาก่อนลงน้ำทุกครั้ง Jean-Jacques Fiechter ได้ทำการออกแบบและทดลองเอง จนเกิดเป็น Fifty Fathoms นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบของนาฬิกา Fifty Fathoms

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัววางจำหน่ายครั้งแรกใน ค.ศ. 1953 พร้อมนวัตกรรมที่บริษัทจดสิทธิบัตรคุ้มครอง ได้แก่ หนึ่ง เม็ดมะยมที่กันน้ำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอง ยาง O Ring ที่ฝาด้านหลังตัวเรือนเพื่อกันน้ำเข้าเช่นกัน และสาม ขอบตัวเรือนที่หมุนเพื่อให้นักดำน้ำจับเวลาที่อยู่ใต้ทะเลได้ 

4. Blancpain และโจทย์หลัก 5 ข้อที่ยึดถือในการผลิตนาฬิกาดำน้ำ

หลัง Jean-Jacques Fiechter เจอปัญหาการดำน้ำกับตัวเอง เขามุ่งมั่นผลิตนาฬิกาดำน้ำโดยต้องมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อได้อย่างดีเยี่ยม คือ

  1. กันน้ำได้อย่างแท้จริง
  2. บอกระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำได้
  3. มองเห็นข้อมูลบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน
  4. ลดความเสี่ยงโดยใช้กลไกอัตโนมัติ
  5. สามารถป้องกันคลื่นสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กองทัพเรือฝรั่งเศสต้องการ
นาฬิกา Fifty Fathoms รุ่นแรกเมื่อ ค.ศ.1953

ถึงแม้ในเวลาต่อมาจะมีนาฬิกาดำน้ำหลากหลายยี่ห้อเกิดขึ้นมากมาย Blancpain ก็ยังแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สรรหาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนานาฬิกาต่อไปเรื่อยๆ

5. การันตีคุณภาพด้วยการเป็นนาฬิกาประจำกองทัพเรือของหลายเชื้อชาติ

นาฬิการุ่น Fifty Fathoms ออกมาในช่วงเดียวกับที่กองทัพเรือฝรั่งเศสกำลังหานาฬิกาให้หน่วยรบใต้น้ำ โดยตั้งใจจะใช้นาฬิกาจากบริษัทฝรั่งเศสในทีแรก แต่ไม่พบแบบที่ตรงใจ จนสุดท้ายมาเจอกับ Blancpain ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพทุกข้อ เพราะเกิดขึ้นจากเจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานจริงๆ กองทัพฝรั่งเศสเพียงขอให้พัฒนาเรื่องการป้องกันสนามแม่เหล็กเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาเป็น Fifty Fathoms รุ่นแรก ค.ศ. 1953

ทหารเรือฝรั่งเศสกำลังปฏิบัติภารกิจขณะสวมใส่นาฬิกา Fifty Fathoms

ต่อมา กองทัพเรืออเมริกาหรือหน่วยซีลก็มองหานาฬิกาดำน้ำเหมือนกัน กว่าจะผ่านการทดสอบต้องให้ทางหน่วยลองใช้ในการปฏิบัติงานทั้งทางบกและทางน้ำ สุดท้ายได้ข้อสรุปจากกองทัพว่าพึงพอใจอย่างมาก และไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ให้ปรับปรุงนาฬิการุ่นนี้แม้แต่ข้อเดียว

นอกจากนี้ยังได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือประเทศต่างๆ อาทิ สเปน เยอรมนี และปากีสถานอีกด้วย

6. ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ ด้วยจุดยืนแน่วแน่ และตั้งใจทำสิ่งที่ทำได้ดีอย่างดีที่สุด

Blancpain ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกคือในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในแทบทุกวงการ มีแบรนด์อเมริกันเกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ราคาของนาฬิกาตกลงเรื่อยๆ จนทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลง สิ่งที่ Blancpain ทำเพื่อให้อยู่รอดในยุคนั้นคือ สร้างโรงงาน 2 ชั้นริมแม่น้ำ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการดำเนินการผลิต พยายามปรับกระบวนการต่างให้ทันสมัย มุ่งทำผลิตภัณฑ์รุ่นที่ดีที่สุดก่อน จนเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทนาฬิกาในหมู่บ้าน Villeret ที่ผ่านพ้นมาได้

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
โรงงาน 2 ชั้น ของ Blancpain ริมแม่น้ำในเมือง Villeret ค.ศ. 1923

วิกฤตถัดมาคือ Quartz Crisis นวัตกรรมนาฬิกาใส่ถ่านจากญี่ปุ่นที่ทำให้บริษัทนาฬิกาสวิสหลายแห่งล้มหายตายจาก รวมถึงแบรนด์นี้ที่หยุดชะงักไปเป็นเวลาร่วม 10 ปี จนกระทั่ง Jacques Piguet และ Jean-Claude Biver ชายสองคนในแวดวงนาฬิการะบบกลไกมาซื้อชื่อแบรนด์ Blancpain ไปพัฒนาต่อใน ค.ศ. 1982 บนความเชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นศิลปะที่จะอยู่ไปได้ตลอด โดยมีสโลแกนที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของแบรนด์ คือ “ตั้งแต่ ค.ศ. 1735 Blancpain ไม่เคยทำนาฬิกา Quartz และจะไม่มีวันทำแน่นอน”

นาฬิกาสวิสนี้เอาชนะเทคโนโลยี Quartz ที่ทั้งถูกกว่า ทั้งทำงานได้เสถียรกว่า รวมถึงการผลิตที่ง่ายกว่า ด้วยอุดมการณ์และความตั้งใจแน่วแน่ ทำให้คนทั้งโลกกลับมาให้ความสนใจกับแบรนด์และนาฬิกาสวิสอีกครั้ง จนวันนี้ผ่านมา 40 ปี แม้แบรนด์นาฬิกาในระดับเดียวกันจะผลิตรุ่น Quartz ออกมา Blancpain ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจ และจนวันนี้ก็ไม่มีนาฬิกา Quartz ออกมาสักรุ่น จวบจนถึงปัจจุบันภายใต้การดูแลของ Marc Hayek แห่งอาณาจักร Swatch Group ก็ยังสืบทอดเจตจำนงนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม

7. คุณภาพคือหัวใจ ส่วนประกอบและนาฬิกาทุกเรือนต้องผลิตที่โรงงานของตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

โรงงาน Blancpain ในบริเวณหุบเขา Vallée de Joux อันเปรียบเสมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา

Blancpain เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาที่โรงงานของตัวเอง โรงงานทั้งสองที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ บริเวณหุบเขาชื่อ Vallée de Joux ซึ่งเปรียบเหมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา เป็นเหมือนศูนย์กลางของช่างฝีมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาสวิสที่มีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาไปด้วยกัน สองโรงงานอยู่ห่างกัน 5 นาที โรงงานแรกผลิตสินค้า Hi-end จำพวกนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนหรือนาฬิกาที่ทำตามออเดอร์ ส่วนโรงงานที่สองดูแลนาฬิการุ่นทั่วไป โดยผลิตแบบแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งสองโรงงาน

8. นาฬิกาโดยช่างยอดฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายเจเนอเรชัน

ย้อนไปในอดีต ชุมชนบริเวณหุบเขา Vallée de Joux ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ในช่วงฤดูหนาวที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือเดินทางไปไหนมาไหนได้ ผู้คนจึงหันมาประดิษฐ์ส่วนประกอบของนาฬิกา ฝึกฝนจนทำกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมา จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนาฬิกาสวิสให้ผลิตชิ้นส่วน หนึ่งในระบบกลไกที่น่ายกย่องที่สุดต้องยกให้บริษัท Louis-Elysée Piguet ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Blancpain

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
บรรยากาศภายในโรงงานผลิตนาฬิกาของ Blancpain
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
ช่างฝีมือกำลังประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาอย่างประณีต

Vallée de Joux จึงมีบทบาทอย่างมากในวงการนาฬิกาสวิสและทุกวันนี้ ช่างทำนาฬิกาของแบรนด์หลายคนก็ยังเป็นทายาทจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากจะสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม ช่างเหล่านี้ของ Blancpain ยังต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญใหม่ๆ เช่น การนำเทคนิค ‘ชาคุโด’ ที่เป็นกระบวนการย้อมดาบเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาทำหน้าปัด หรือเทคนิคการลงรักปิดทองของจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อดีของการผลิตทุกชิ้นส่วน ทุกขั้นตอน ในโรงงานตัวเอง นั่นแปลว่า Blancpain ไม่มีข้อจำกัด อะไรที่ดีที่สุดสำหรับโปรดักต์ ก็สามารถลองทำได้เลย

9. พันธกิจแบรนด์ที่มีความหลงใหลมากกว่าแค่ผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ แต่ต้องการปกป้องมหาสมุทรอย่างยั่งยืน

Blancpain Ocean Commitment เกิดขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับนักดำน้ำ นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจใต้น้ำ นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพ และองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่างๆ ในการอนุรักษ์มหาสมุทร ในฐานะแบรนด์เจ้าของนาฬิกาดำน้ำรุ่นสำคัญของโลก พันธกิจของ Blancpain เปลี่ยนไปจากที่แค่อยากผลิตนาฬิกาคุณภาพดี เป็นการมองเห็นปัญหาและสนับสนุนกิจกรรมทางทะเลต่างๆ ทั้งในด้านอนุรักษ์ สำรวจ และสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าคนจะเคารพ ปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก และจะรักได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริง

เส้นทาง 286 ปีของ Blancpain นาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ให้การสนับสนุนทีมนักสำรวจใต้น้ำในโครงการ Gombessa Expeditions
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฟื้นฟูปะการังที่เกาะ Fregate ในประเทศ Seychelles

แบรนด์ยังผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms รุ่น Ocean Commitment ซึ่งเป็นนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปกป้องมหาสมุทร โดยทุกๆ การซื้อนาฬิกา 1 เรือน บริษัทจะบริจาคเงิน 1,000 ยูโร หรือราวๆ 40,000 บาทให้โครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10. เชื่อในความสวยงามที่แท้จริง ไม่โฉ่งฉ่าง แต่เป็นความภูมิใจสำหรับผู้สวมใส่

Blancpain เป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิการู้กันดีว่า Low-key และไม่มีดีไซน์โจ่งแจ้ง ยกตัวอย่างเช่น ตุ้มเหวี่ยง (Rotor) ของนาฬิการุ่น Fifty Fathoms ทำจากทองคำ 18K ทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักที่เหมาะสมต่อการใช้งาน แทนที่จะโชว์วัสดุที่หรูหราและราคาแพง แบรนด์เลือกที่จะนำตุ้มเหวี่ยงไปเคลือบแพลตตินัมอัลลอยด์ให้เป็นสีดำ เพื่อไม่ให้สีสันของทองดูโดดเด่นและไม่เข้ากับลักษณะของนาฬิกา

หรือแม้แต่ชิ้นส่วนที่ผู้สวมใส่ไม่มีทางมองเห็น Blancpain ก็เลือกที่จะขัดแต่ง และทำทุกกระบวนการราวกับว่าส่วนประกอบนี้จะอยู่ภายนอกและเป็นที่ต้องตาอย่างไรอย่างนั้น

แบรนด์ตั้งใจให้เจ้าของนาฬิกาทุกเรือนรู้สึกว่า “I know what I’m wearing, and I’m proud of it.” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือตะโกนบอกใครว่าเราใส่อะไรอยู่ จึงพิถีพิถันกับทุกกระบวนการการผลิตชิ้นส่วน การออกแบบ และการประกอบนาฬิกาขึ้นมาหนึ่งเรือน เพราะทุกขั้นตอนสะท้อนถึงชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในปีนี้ Blancpain จะมีอายุครบรอบ 286 ปีแล้ว แต่ความตั้งใจเดิมตั้งแต่ปีแรกในการเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยังคงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป้าหมายทุกข้อ ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและความรู้สึกที่ได้รับขณะสวมใส่ ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

นาฬิกา Fifty Fathoms กับภารกิจการสำรวจใต้น้ำเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

14 พฤศจิกายน 2565
3 K

กวาดสายตาไปบนท้องถนนเมืองไทยที่มีรถยนต์หนาแน่นตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะมีภาพจำเกี่ยวกับแบรนด์รถยนต์ เพียงแค่เห็น ‘สัญชาติ’ ของรถคันนั้น

รถเอเชียที่วิ่งกันอย่างเนืองแน่น เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน รถยุโรปที่อาจเห็นได้ยากกว่าเพราะราคาสูง คือตัวแทนของคุณภาพและความหรูหรา

แต่นั่นไม่ใช่กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะกับ ‘Kia’

Kia เป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อมาจากคำว่า ‘คิ’ (기 / 起) ที่แปลว่า ‘การทะยานขึ้นมา’ และ ‘อา’ (아 / 亞) ซึ่งหมายถึง ‘เอเชีย’

เมื่อนำมารวมกัน จึงเกิดเป็นแบรนด์เอเชียที่มีความตั้งใจทะยานขึ้นมาในเวทีโลก

วันนี้ The Cloud มีนัดกับ ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพื่อไขความลับเบื้องหลังการเติบโตของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ จนทำให้ยอดจองในประเทศไทยแซงหน้ากำลังการผลิต จนบางครั้งอาจต้องจองข้ามปีกันเลยทีเดียว

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

1. หัวใจของ Kia คือ ‘ดีไซน์’

ย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว Kia มีรถยนต์จำหน่ายหลากหลายรุ่น แต่ไม่ได้มีรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าขับไปบนท้องถนนก็อาจจะไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเชิญ ปีเตอร์ ชเรเยอร์ (Peter Schreyer) นักออกแบบมือทองในวงการยานยนต์เข้ามา เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้รถคันอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่ชายตามองผ่านกระจกหลังก็รู้ว่ารถคันนั้นคือ Kia

นั่นคือแนวคิดที่ทำให้เกิดการดีไซน์กระจังหน้าให้ออกมาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Tiger Nose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จนคว้ารางวัลด้านการดีไซน์มานับไม่ถ้วน และทำให้ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

2. สโลแกนไม่ใช่แค่แท็กไลน์ แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์ทุกส่วน

เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ชั้นนำต่อไป ล่าสุด Kia มีการรีแบรนด์ใหม่ โดยไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ แต่รวมไปถึงเป้าหมายด้วย

สโลแกนเดิมคือ ‘The Power to Surprise’ หมายถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้ลูกค้าอยู่เสมอ

สโลแกนใหม่คือ ‘Movement that inspires’ เริ่มมาจากความเชื่อว่า การเดินทางสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่ ๆ ได้

Kia คลุกคลีอยู่ในวงการยานพาหนะมายาวนาน ตั้งแต่ผลิตมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก จนถึงรถยนต์ และเชื่อว่าการที่มนุษย์ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้เป็นเพราะการเดินทาง การเคลื่อนที่ขยับขยายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ดีไซน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของรถยนต์ แต่เป็นการดีไซน์ประสบการณ์ของลูกค้าให้ราบรื่นที่สุด

ประเทศไทยเองก็ได้เปิดตัว Kia Connect ซึ่งเป็นบริการผ่าน Line OA ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ รวมถึงจองบริการอื่น ๆ ในที่เดียว ลูกค้าจึงได้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. Kia เป็นตัวแทนของการทะยานของเอเชีย แม้ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างทุกวันนี้

ยุคนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน รถยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า EV กลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนจับตามอง และ Kia ก็เป็นแบรนด์เอเชียที่เป็นผู้นำในเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

Kia เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอมา อย่างในสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากสุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่ Tesla เท่านั้น!

4. มาตรฐานเป็นที่ 1 ระดับโลก

นี่คือแบรนด์สัญชาติเอเชียที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถเอเชียก็มีคุณภาพดีไม่แพ้รถยุโรป Kia เป็นที่ 1 ในกลุ่ม Mass-brand ของ U.S. J.D. Power Initial Quality Study (IQS) ซึ่งเป็นรางวัลให้กับแบรนด์รถยนต์ที่มีการรายงานปัญหาน้อยที่สุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 และล่าสุด แบรนด์นี้ยังได้รับเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของคุณภาพรถยนต์จาก 2022 U.S. J.D. Power Vehicle Dependability Study

นอกจากการอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ Hyundai Motor Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กด้วย โดยเหล็กที่นำมาใช้กับรถยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group จะเป็นเหล็ก Advanced High Strength Steel หรือ AHSS ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงกว่าเหล็กทั่ว ๆ ไป ยังเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้อีกทาง

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

5. ดูแลครอบครัว แบบครอบครัว

หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจนี้ของ Kia คือการมอบการรับประกันคุณภาพ (Warranty) สำหรับ Kia Carnival ใหม่ทุกคันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กม. ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์สัญชาติเอเชียหรือแม้แต่แบรนด์สัญชาติตะวันตกบางแบรนด์ หากต้องการ Warranty ถึง 5 ปี คุณอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้านบริการหลังการขายเสมือนคนในครอบครัว ให้หมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับตัวรถที่อาจตามมาตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันนี้

6. โชว์รูมไม่ใช่แค่ที่จัดแสดงรถ แต่คือ Service Center ที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตได้

หลายคนอาจมองว่าโชว์รูมคือที่จัดแสดงรถยนต์ให้ลูกค้ามาซื้อและทดลองขับ แต่แบรนด์นี้ไม่ได้มองแบบนั้น โดยตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สบายมากยิ่งขึ้น แบ่งโซนเป็นห้องให้ลูกค้ามานั่งสบาย ๆ มีมุมให้นั่งทำงานระหว่างรอ และในอนาคตก็มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ มาจัดแสดง เพื่อความสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

7. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ แต่คือประสบการณ์ในการเคลื่อนที่

อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนชื่อกลุ่มบริษัท

เดิมชื่อเต็ม ๆ คือ Kia Motor Corporation แต่แบรนด์มองว่าการเคลื่อนที่หรือการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เราเคลื่อนที่ Kia จึงเชื่อในคำว่า Mobility มากกว่าแค่คำว่า Motor 

ดังนั้น Kia จึงตัดคำว่า Motor ออกจากชื่อ ให้เหลือเพียงคำว่า Kia Corporation เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เครื่องยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของการเคลื่อนที่ในยุคใหม่ได้

8. ลงทุนในอนาคตด้วย R&D

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวมาสู่จุดนี้และยังก้าวต่อไปในอนาคต คือความตั้งใจไม่หยุดพัฒนา Kia ตั้งศูนย์วิจัยในหลายประเทศ ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกมากมาย ทำให้ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และยังได้มุมมองจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอหลังการรีแบรนด์ คือการเปิดตัว Dedicated Platform สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นภายในปี 2026

เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างเดิม แต่คราวนี้ แบรนด์ตัดสินใจดีไซน์โครงสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเป็นยานพาหนะยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากความเสถียรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภายในรถยนต์ยังจะมีพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Kia Corporation วางนโยบายไว้ว่า อย่างน้อย 6% ของรายได้ทั้งหมด จะทุ่มไปกับการวิจัยและพัฒนา ทำให้นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

9. สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน 

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการที่บริษัทจัดกิจกรรม CSR ช่วยเหลือสังคม ลดการปล่อยมลภาวะ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ 

สำหรับ Kia การสร้างความยั่งยืนผ่านวิธีการเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเป็นพาร์ตเนอร์กับ National Geographic สนับสนุนเรื่องความยั่งยืน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเป็นมากกว่านั้น

ในทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เครื่องยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้กลับมองล้ำไปถึงการพัฒนา Fuel Cell ซึ่งจะมาเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนในการเคลื่อนที่ของมนุษย์

และนี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ Kia ไม่ได้ยั่งยืนแบบทั่ว ๆ ไป แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับทุก ๆ คนอีกด้วย

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load