เมื่อ Work from Home มานานจนกินข้าวบ้านไปแล้วหลายร้อยมื้อ ฉันก็เริ่มมองเศษวัตถุดิบและเศษอาหารที่ถูกทิ้งลงถังด้วยสายตาเสียดาย 

รู้อยู่หรอกว่า Food Waste หรือขยะอาหารเป็นปัญหาสำคัญของทั้งโลกและไทย (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2560 บอกไว้ว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของขยะในไทยเป็นขยะอินทรีย์ ส่วนข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า 43 เปอร์เซ็นต์ของขยะในเมืองหลวงเราคือขยะอาหาร) รู้ด้วยว่าตอนนี้มีถังหมักปุ๋ยใช้ง่ายหลายแบบให้เลือก แต่ก็ยังลังเล ด้วยสารพัดเหตุผลตั้งแต่ไม่แน่ใจว่าจะทำเป็น จนถึงกลัวว่าเดี๋ยวทำปุ๋ยมาก็ไม่รู้จะใช้ตรงไหน เพราะมีต้นไม้ไม่เยอะ 

สำหรับใครที่สนใจอยากช่วยรักโลกกับเขาบ้าง แต่ยังรีรอ อยากได้ตัวช่วยอีกสักหน่อยเหมือนฉัน วันนี้ฉันมีเคสน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ชื่อของเคสนี้คือ BK ROT เป็นบริการในนิวยอร์กที่ช่วยจัดการขยะอาหารแบบไปรับเศษอาหารถึงที่บ้านและที่ร้าน แล้วเอามาทำปุ๋ยชั้นดีเป็นของขวัญให้พืชพรรณในชุมชน

อันที่จริง บริการแบบนี้มีอยู่หลายที่ในอเมริกา (ที่นั่นแยกและจัดการขยะเป็นเรื่องเป็นราวมานานแล้ว) แต่ที่ฉันเลือก BK ROT มาเพราะมีรายละเอียดน่าสนใจหลายอย่าง มากกว่าแค่ Pick Up เศษอาหารมาทำปุ๋ยตามปกติ 

ที่สำคัญคือ เคสนี้ไม่ใช่บริการจากภาครัฐ แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการร่วมมือกันของคนตัวเล็กๆ แบบพวกเรานี่แหละค่ะ

BK ROT บริการแก้ปัญหา Food Waste ชวนวัยรุ่นปั่นจักรยานไปรับเศษอาหารจากชุมชนมาทำปุ๋ย

บริการที่ช่วยแก้ปัญหาขยะอาหารชุมชน

เรื่องของ BK ROT เริ่มต้นใน ค.ศ. 2012 ช่วงนั้นเมืองนิวยอร์กมีบริการเก็บขยะอาหารไปทำปุ๋ย (Curbside Compost Pick Up) ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ที่หนึ่งซึ่งบริการยังมาไม่ถึงคือย่าน Bushwick ซึ่งหญิงสาวชื่อ Sandy Nurse ที่เคยทำงานให้กับ World Food Program ขององค์การสหประชาชาติอาศัยอยู่

Sandy Nurse ตัดสินใจลุกขึ้นช่วยแก้ไข เธอกับออร์แกไนเซอร์ท้องถิ่นอีกคนที่ชื่อ Renée Peperone วางแผนสร้างบริการเก็บขยะอาหารจากบ้านและธุรกิจร้านค้าขึ้นมา 

BK ROT บริการแก้ปัญหา Food Waste ชวนวัยรุ่นปั่นจักรยานไปรับเศษอาหารจากชุมชนมาทำปุ๋ย

แล้วตั้งแต่ ค.ศ. 2013 บริการของทั้งคู่ลืมตาดูโลกในชื่อ BK ROT 

BK ROT ทำอะไรบ้าง หลักๆ คือ บริการนี้ช่วยเก็บขยะอาหารจากบ้านและร้านค้าในชุมชน

เพียงแค่สมัครใช้งาน จ่ายเงิน รับภาชนะเก็บขยะอาหารไป เมื่อถึงเวลาก็จะมีทีม BK ROT มาเก็บถังนั้นถึงที่ เพื่อเอาขยะไปหมักเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีปลายทางหลากหลาย เช่น สวนและฟาร์มของชุมชน พาร์ตเนอร์ และลูกค้าซึ่งอยากได้ปุ๋ยคุณภาพจากท้องถิ่นไปใช้ โดยราคาแบบมาตรฐานของการเก็บขยะตามบ้านแบบรายสัปดาห์คือ 30 ดอลลาร์ฯ ต่อ 4 สัปดาห์ ส่วนราคาของธุรกิจร้านค้านั้นแล้วแต่ตกลงกัน 

BK ROT บริการแก้ปัญหา Food Waste ชวนวัยรุ่นปั่นจักรยานไปรับเศษอาหารจากชุมชนมาทำปุ๋ย
BK ROT บริการแก้ปัญหา Food Waste ชวนวัยรุ่นปั่นจักรยานไปรับเศษอาหารจากชุมชนมาทำปุ๋ย

นอกจากนั้น คนที่สะดวกหิ้วเศษอาหารมาทิ้งเอง BK ROT ก็มีจุด Drop-off อยู่ตรงพื้นที่ทำงานของพวกเขา ใครมาถึงแล้วอยากทำปุ๋ยเองก็ลองได้โดยจะมีสตาฟคอยช่วย

คนเมืองที่รักโลกไม่สะดวกหมักปุ๋ย รวมถึงธุรกิจที่ไม่อยากแค่เทเศษอาหารทิ้งเปล่าจึงมีตัวช่วยดีๆ เพิ่มเข้ามาในชีวิต 

แต่มากกว่านั้น BK ROT ยังมีรายละเอียดพิเศษที่ทำให้บริการน่าสนใจไม่เหมือนใคร

บริการที่ใช้พาหนะรักโลกและเพิ่มพลังให้คนรุ่นใหม่

ความพิเศษอย่างแรกของบริการเก็บขยะอาหารนี้คือ พวกเขาไม่ได้ขับรถยนต์มาจอดหน้าบ้านคุณ แต่จะมาด้วยพาหนะสีเขียวอย่างจักรยานแบบมีรถพ่วงข้าง รวมถึงรถจักรยาน 3 ล้อไฟฟ้า เรียกว่าทำให้งานซึ่งกรีนอยู่แล้วยิ่งกรีนกว่าเดิม

นอกจากนั้น เมื่อทีมงานกดกริ่งและเปิดประตู แทนที่จะได้เห็นผู้ใหญ่วัยทำงาน คุณจะได้พบหน้าเด็กๆ รุ่นใหม่ในชุมชน 

โปรเจกต์แก้ปัญหา Food Waste รับขยะอาหารจากบ้านและร้านค้ามาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยให้สวนชุมชนในนิวยอร์ก โดยคนตัวเล็กๆ ที่อยากเห็นโลกดีขึ้น

เรื่องนี้เริ่มจาก Sandy ลองทดสอบการทำงานแล้วพบว่า ไม่สามารถจ้างคนวัยทำงานมาเป็นพนักงานประจำได้ เธอจึงหันไปหาผู้ช่วยที่มาจากเหล่าวัยรุ่นในท้องถิ่น BK ROT จะเทรนด์และจ้างพวกเขามาทำงาน ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่ว่านี้รวมไปถึงกลุ่มวัยรุ่นผิวสี กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่รัฐอาจมองข้ามเสียงของพวกเขาเมื่อลงมือวางนโยบาย

นอกจากช่วยจัดการขยะอาหารแล้ว BK ROT จึงยังช่วยให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มพลังให้คนรุ่นใหม่ด้วย

“BK ROT กำลังช่วยให้วัยรุ่นมีส่วนร่วมในงานแบบนี้ซึ่งเป็นก้าวเล็กๆ สู่งานด้านความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ มันช่วยจุดประกายความสนใจ ทำให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วมลึกซึ้งขึ้นในการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ช่วยให้ชุมชนของพวกเขาดีขึ้น หรือช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เรากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และฉันก็รอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นสิ่งที่พวกเราจะทำในอนาคต” Sonia ซึ่งเป็นอดีต Administrative Coordinator ของ BK ROT กล่าวไว้ 

โปรเจกต์แก้ปัญหา Food Waste รับขยะอาหารจากบ้านและร้านค้ามาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยให้สวนชุมชนในนิวยอร์ก โดยคนตัวเล็กๆ ที่อยากเห็นโลกดีขึ้น

บริการที่สร้างการเปลี่ยนแปลง

พวกเราคนเมืองผลิตขยะอาหารกันทุกวัน อย่างในนิวยอร์กเอง ราว 1 ใน 3 ของขยะทั้งเมืองก็คืออินทรียวัตถุที่ย่อยสลายได้ เมื่อ BK ROT มุ่งมั่นช่วยจัดการไม่ให้เศษอาหารถูกทิ้งไปเปล่าๆ ผลกระทบเชิงบวกที่พวกเขาสร้างจึงใหญ่โตไม่เบา

จากสถิติล่าสุดในเว็บไซต์ BK ROT ช่วยให้ขยะอาหารไม่ต้องไปลงเอยกับการฝังกลบได้ถึง 936,000 ปอนด์ (ประมาณ 424,562 กิโลกรัม) ทีมงานปั่นจักรยานเก็บขยะแบบไร้มลพิษไปแล้วกว่า 4,500 ไมล์ (ประมาณ 7,242 กิโลเมตร) และบริการนี้ก็จ่ายเงินเป็นค่าจ้างให้เหล่าทีมงานวัยรุ่นไปแล้วกว่า 210,000 ดอลลาร์ฯ 

ความสำเร็จที่พวกเขาสร้างยังได้รับการมองเห็นและฉายไฟส่องมา BK ROT เพิ่งคว้าตำแหน่งผู้ชนะใน Community Food Funders Champions Award ของ ค.ศ. 2021 นี้ ในฐานะโปรเจกต์จัดการขยะอาหารที่มีชุมชนเป็นฐาน ใช้หลักความเป็นธรรมทางสังคมและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยพัฒนาเยาวชน 

ความเปลี่ยนแปลงที่ BK ROT สร้างไม่เล็กน้อย แต่เมื่อซูมเข้าไปในภาพใหญ่นั้น เราก็จะยังคงเห็นแก่นสำคัญ นั่นคือ บริการที่ช่วยแก้ปัญหาขยะอาหารนี้เกิดจากความร่วมมือของคนตัวเล็กๆ ในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง เหล่าทีมงาน บ้านและร้านค้า จนถึงผู้สนับสนุน 

เพราะอย่างนั้น BK ROT ที่อยู่ไกลถึงนิวยอร์กจึงอาจเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ รวมถึงในเมืองไทยของเรา ในย่านเล็กและใหญ่ที่พวกเราอาศัยอยู่ด้วยกัน

และอาจเริ่มต้นได้จากตัวเรานี่เอง 

โปรเจกต์แก้ปัญหา Food Waste รับขยะอาหารจากบ้านและร้านค้ามาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยให้สวนชุมชนในนิวยอร์ก โดยคนตัวเล็กๆ ที่อยากเห็นโลกดีขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

www.bkrot.org

www.ediblebrooklyn.com

communityfoodfunders.org

news.thaipbs.or.th

www.bltbangkok.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ถ้าคุณสายตาผิดปกติ หรือมีคนรอบตัวเจอปัญหานี้ คุณคงเคยเจอหรือได้ยินเหตุการณ์เพ่งจนปวดตา มองสิ่งที่ครูเขียนไม่เห็น หรือเดินออกจากบ้านแล้วทุกอย่างเบลอไปหมด

ในบ้านเรา ปัญหาเหล่านี้อาจถูกปัดเป่าง่ายดายด้วยการเดินเข้าร้านตัดแว่นมาใส่ แต่ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาสายตาถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในประเทศ สาเหตุไม่ใช่การขาดแคลนแว่นตา แต่เป็นการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการวัดสายตา (Optometrist)

ในแอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า หมอสายตา 1 คนต้องดูแลผู้มีปัญหาสายตาถึง 1 ล้านคน

มากกว่านั้น ถ้ามองเผินๆ เราอาจมองว่าปัญหาทางสายตาเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ แต่ลึกลงไป สายตาที่ผิดปกติยังนำไปสู่การขาดโอกาสทางการศึกษา การทำงาน จนถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน สถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีคนมากกว่า 1.3 พันล้านคนที่ชีวิตดีกว่านี้ได้ถ้ามีแว่นตาใส่ แต่พวกเขาในตอนนี้ไม่มีโอกาสสวมมัน

จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย เมื่อมีคนกล่าวว่า ปัญหาสายตาเป็น 1 ในปัญหาใหญ่ที่สุดของโลก

และนี่คือปัญหาที่งานออกแบบชิ้นหนึ่งตั้งใจเข้าไปแก้ไข

ชื่อของมันคือ แว่นตา ADSPECS

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

แว่นแนวใหม่ที่แก้ปัญหาใหญ่ตรงจุด

แว่นตา ADSPECS คิดค้นโดย ศาสตราจารย์โจชัว ซิลเวอร์ (Joshua Silver) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

อธิบายอย่างง่าย มันคือแว่นตาที่ช่วยให้คนใส่ปรับเลนส์ได้แบบ DIY จากการปรับปริมาณของเหลวที่อยู่ในเลนส์จนได้ความชัดที่ต้องการ ปรับเสร็จก็ถอดอุปกรณ์ปรับออก แปลงโฉมแว่นให้กลายเป็นแว่นปกติในไม่กี่นาที

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

อธิบายอย่างง่ายจากอีกมุม นี่คือแว่นที่แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดสายตาได้ชะงัด เพราะมันตัดกระบวนการ ‘คนกลาง’ ทิ้งเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีผลการทดสอบกับเด็กๆ ในประเทศจีนระบุว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมทดสอบรู้สึกว่าปัญหาสายตาได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขายังพบว่าแว่นตานี้ใช้ง่ายอีกด้วย

เจ้าแว่นตาชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาใหญ่ของโลกที่มีศักยภาพสูง

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเท่านี้ เพราะการแก้ปัญหาใหญ่ให้ได้ผลจริง ต้องคิดและลงมือทำในเรื่องอื่นอีกมาก

แว่นที่ไม่ได้จบแค่แว่น

สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ เราจะจัดส่งแว่นนี้ไปถึงมือและตากลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

คำตอบคือ ศาสตราจารย์โจชัวพาแว่นของเขาไปทำงานร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีหลากหลาย แว่นตา ADSPECS ถูกกระจายไปในเหล่าประเทศกำลังพัฒนา ผ่านช่องทางอย่างองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม เช่น United States Africa Command (AFRICOM) และ United States Europian Command (EUCOM)

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์โจชัวยังร่วมกับ Dow Corning Corporation บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับซิลิโคน ก่อตั้ง Child Vision โปรเจกต์ที่มุ่งแจกจ่ายแว่นตาปรับเลนส์เองได้ให้เยาวชนอายุ 12 – 18 ปีที่มีภาวะสายตาผิดปกติในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการประเมินว่าเด็กกว่า 100 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญปัญหาสายตาสั้น

แว่นที่แจกนี้เป็นเวอร์ชันพัฒนาจากโมเดลแรกให้เล็ก น้ำหนักเบา และสวย รวมถึงไม่พังง่าย และโครงการนี้ก็คิดค้นโมเดลการแจกจ่ายแบบใหม่ นั่นคือการเข้าไปสอนวิธีใช้แว่นให้กับครูในโรงเรียน เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อแก่เด็กๆ เพราะแว่นปรับเองได้นี้ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการสอน

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องราคา ที่นับเป็น ‘ข้อจำกัด’ ชิ้นใหญ่ของปัญหา

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน
ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

มีคนกว่า 1 พันล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตด้วยเงินต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ฯ ต่อวัน แว่นที่พวกเขาซื้อจึงต้องมีราคาจับต้องได้ สำหรับศาสตราจารย์โจชัวร์ เป้าหมายสูงสุดคือการทำแว่นในราคาราว 1 ดอลลาร์ฯ โดยเขาเล่าว่า ได้ไปตั้งโจทย์ท้าทายเพื่อนซึ่งทำงานในบริษัทผลิตแว่นใหญ่ที่สุดในโลกว่าให้ผลิตแว่นนี้ในราคา 3 ดอลลาร์ฯ แม้ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงต้องก้าวต่อไป แต่ต้นทุนของแว่น DIY นี้ก็ต่ำลงต่อเนื่อง และต่ำกว่าต้นทุนที่คนในประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายเพื่อไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาให้ได้บ่อยครั้ง

อีกประเด็นที่โดดเด่น คือการแก้ปัญหาของศาสตราจารย์โจชัวร์นั้นไม่ใช่เพียงวางแผนแล้วเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่มีแรงสนับสนุนสำคัญคือ ‘งานวิจัย’

ศาสตราจารย์โจชัวร์ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ถึงขั้นตั้งศูนย์ที่ชื่อ Centre for Vision in The Developing World ขึ้น โดยศูนย์นี้ที่มีหนึ่งในงานสำคัญ คือการทำวิจัยเพื่อตอบคำถามมากมายที่อยู่รายรอบแว่นตา

ตัวอย่างเช่น อะไรคือวิธีสอนใช้แว่นที่ดีที่สุดสำหรับสอนคนใช้ซึ่งอ่านไม่ออก และคนสอนก็พูดภาษาเขาไม่ได้

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

หรือจะทำอย่างไรให้รัฐบาลท้องถิ่นเห็นว่าคุ้มค่าที่จะแก้ปัญหานี้ ในสถานการณ์ที่เขายังให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ

พูดอีกอย่างคือ แว่นตาปรับเลนส์ได้นี้เป็นงานออกแบบที่ตั้งอยู่บนฐานงานวิจัยเข้มข้น และขณะเดียวกันก็เป็นการออกแบบที่สะท้อนว่า งานวิจัยเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาสังคมได้เช่นกัน

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บอกเราว่า การจะทำให้งานออกแบบ 1 ชิ้นกลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ต้องอาศัยอีกหลายเรื่องที่ลึกและกว้างไปกว่าการออกแบบผลงาน

แว่นที่เห็นภาพอนาคต

เวลาเราพูดเรื่องทางออกของปัญหา นอกจากวิธีคิดและจัดการ อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือผลลัพธ์ที่ทางออกนั้นมองเห็นและมอบให้

บทความเกี่ยวกับแว่นตานี้ในช่วงปี 2015 ระบุว่า นับจากลืมตาดูโลกในปี 1985 แว่น ADSPECS มากกว่า 60,000 อันถูกกระจายไปสู่ 20 ประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่นับจำนวนแว่นจากโมเดลที่แจกจ่ายในโครงการ Child Vision (ในตอนนั้น ทีมของโครงการผลิตแว่นได้ถึง 1 ล้านชิ้นต่อปีแล้ว)

ศาสตราจารย์โจชัวร์เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2020 เขาหวังให้คน 1 พันล้านคนที่มีปัญหาสายตาในประเทศกำลังพัฒนามีแว่นใส่

แม้พวกเราในปีนี้จะรู้แล้วว่า เป้าหมายสุดทะเยอทะยานนี้ไม่อาจสำเร็จในเงื่อนไขเวลาที่ตั้งไว้ แต่นั่นก็สะท้อนว่า งานออกแบบชิ้นนี้ตั้งใจทำหน้าที่เป็นทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง หากย้อนดูเส้นทางที่แว่นตา ADSPECS เดินมา เราอาจวิเคราะห์และสรุปบทเรียนได้มากมาย

ที่สำคัญ แว่นตาจากศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์คนนี้บอกเราว่า งานออกแบบไม่ใช่แค่สวยเก๋ อัดแน่นด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการเป็นทางออกให้เหล่าปัญหาใหญ่ของสังคม

เมื่อเรามองไปให้ไกลกว่าชิ้นงาน และกล้าลองออกเดิน

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

ข้อมูลอ้างอิง

cvdw.org

www.vdwoxford.org/childvision

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load