ภาพวิวัฒนาการที่เราคุ้นตา เป็นภาพที่ชวนให้เข้าใจผิด

ภาพซึ่งฝั่งซ้ายสุดเริ่มจากวานรตัวหนึ่ง เดินสี่ขา จากนั้นกระเถิบมาเป็นมนุษย์ผสมวานร ขายาวขึ้นหน่อย เดินตัวตรงขึ้นหน่อย แต่ก็ยังงุ้มๆ ล่ำๆ กรามโตๆ หน้าผากลาดๆ จนมาถึงตัวขวาสุด ค่อยเป็นคนโดยสมบูรณ์ เดินสองขาตัวตรงเป๊ะ บ้างมีถือหอกเป็นอาวุธด้วย แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหนก็ตาม ทุกสเต็ปมักก้าวย่างได้สวยงาม ไม่มีไข่โผล่ และไม่ค่อยเห็นเวอร์ชันสตรีเท่าใดนัก

ถามว่าภาพนี้ชวนให้เข้าใจผิดตรงไหน

เปล่า มันไม่ได้ผิดตรงคนมาจากลิง อันนั้นถูกแล้ว (อาจจะผิดนิดหน่อยแค่ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ต้องบอกว่าลิง คน และเอปส์ (Apes) ในปัจจุบัน ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากลิงโบราณ) 

คำตอบละเอียดอ่อนกว่านั้น ลองอ่านเรื่องราวของเหล่านกที่บินไม่ได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูอีกที

ที่เกาะมอริเชียสทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ ค.ศ. 1507 กะลาสีชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งแล้วเจอฝูงนกอ้วนตัวประมาณเท่าหมาเชาเชา บินไม่ได้ ปีกสั้นๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด แถมยังเชื่อง เข้าใกล้ก็ไม่หนี ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว มีซื้อตั๋วเข้าชม ขายอาหารสำหรับป้อนมือ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่อนิจจา สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์สวนสัตว์ กะลาสีเห็นนกอ้วนก็ล่ามาต้มยำทำแกงหมด โชคเกือบดี เนื้อมันไม่อร่อย กินไปถุยไป แต่กะลาสีบอกไม่เป็นไร งั้นเอามาทุบเล่นเป็นลูกบอลก็ได้ สุดท้ายตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับมันว่านกโดโด้ แปลว่า ‘โง่’ ในภาษาโปรตุเกส 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

โดโด้สูญพันธุ์ 100 – 200 ปีหลังจากมนุษย์ยกพลขึ้นเกาะ แน่นอน มันไม่ได้ถูกคนฆ่าโดยตรงทั้งหมด แต่ก็โดนสัตว์ที่มากับคน เช่น หมา แมว หนู ช่วยกันจัดการจนเกลี้ยง

ย้อนไปไม่แน่ใจกี่หมื่นกี่แสนปี นึกภาพวิหกหุ่นเพรียว กางปีกกว้าง โบยบินเสรีเหนือเกลียวคลื่น วันดีคืนดี สารพัดปัจจัยพาพลัดไปติดเกาะ อนิจจากลับบ้านไม่ถูกแล้ว แต่เฮะ ที่เกาะนี่ก็อยู่สบายดีแฮะ ไร้ศัตรู อาหารเหลือเฟือ เดินกินเอาก็ได้ ไม่ต้องบิน ไม่ต้องหนี

หลายๆๆๆๆๆๆๆ รุ่นพ้นผ่าน การเป็นนกอ้วนไม่มีผลต่อชีวิต บินขึ้นหรือบินไม่ขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้อยู่รอดดีหรือไม่ดี นานเข้าพันธุกรรมที่ทำให้ปีกลดขนาดก็แพร่สะพัด ดีซะอีกจะได้เอาพลังงานไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างไข่ใหญ่ๆ สำหรับเลี้ยงลูก ไข่หนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบินแล้วนี่

แน่นอน นกมันไม่ได้คิดเอง หรือวางแผน หรือรู้เรื่องหรอกว่าอยากให้ลักษณะรุ่นลูกมันออกมาเป็นยังไง กฎเกณฑ์การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นผู้จัดการให้ นานวันเข้าจึงกำเนิดสายพันธุ์วิหกเดินดิน แน่นอนอีก กฏธรรมชาติก็ไม่ได้มีแผนการ ความคิด หรือความรู้เรื่องของตนเอง มันเป็นแค่กฏธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบโดยไม่มีผู้ออกแบบ

นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก กรณีนกโดโด้ สืบหลักฐานแล้วพบว่าบรรพบุรุษของมันเป็นพวกตระกูลพิราบที่บินมาจากฝั่งตะวันออก (แถวๆ อันดามันเพื่อนบ้านเรานี่แหละ) ก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นนกอ้วนโดโด้อยู่ที่เกาะมอริเชียส

ข้ามไปดูนิวซีแลนด์ ที่นั่นก็มีนกที่บินไปถึง เจอสภาพความเป็นอยู่แบบไร้ศัตรู แล้วกลายเป็นนกอ้วนเดินดินมากมายหลายชนิด มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกอีโก้ง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นนกอีโก้งเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น ทาคาเฮ Takahe) มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกแก้ว ก็กลายเป็นนกแก้วเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น คาคาโป Kakapo) ทั้งยังมีพวกต้นตระกูลนกกระเรียน ก็กลายเป็นเวอร์ชันคอตันๆ ขาอวบๆ ละทิ้งการบิน (นกแอดเซบิล Adzebill) นอกจากนี้อีกหลายๆ เกาะทั่วโลกก็มีนกบินไม่ได้เวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งล้วนถือกำเนิดจากปรากฏการณ์เดียวกัน

หมายเหตุน่าสนใจ : นิวซีแลนด์ไกลมากจนไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปถึงเองเลย ยกเว้นค้างคาว ส่วนแกะนั้นคนพาไปทีหลัง

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกอีโก้ง
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกทาคาเฮ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตะหงิดว่าเหตุใดใยไม่พูดถึงนกกระจอกเทศสักที เพราะนั่นเป็นถึงราชินีแห่งนกบินไม่ได้ แต่อาจถีบคนให้บินถลาได้ อดีตของนกกระจอกเทศและญาติโกของมัน (พวกแรไทต์ Ratite) มีความซับซ้อนนิดหน่อย คือจริงๆ ต้นตอมันก็น่าจะถือกำเนิดแบบเดียวกับกรณีนกไม่บินอื่นๆ แหละ คือบรรพบุรุษไปติดเกาะหรือดินแดนอะไรบางอย่างที่ไม่มีศัตรูให้ต้องหนี ผนวกเน้นหากินติดพื้น ฯลฯ เพียงแต่กรณีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นนานมาก ตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์หรือเป็นร้อยล้านปีก่อน ยุคนั้นทวีปทางใต้ยังติดกันเป็นแผง ถ้าแบมือซ้ายขึ้นมา นิ้วโป้งคืออเมริกาใต้ นิ้วชี้คือแอฟริกา นิ้วกลางคืออินเดีย-มาดากัสการ์ นิ้วนางคือออสเตรเลีย-นิวกินี นิ้วก้อยคือนิวซีแลนด์ และฝ่ามือคือแอนตาร์คติกาซึ่งเชื่อมทุกแผ่นเข้าด้วยกัน (สมัยก่อนเป็นป่าด้วยนะ) 

ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษสายแรไทต์จึงมีเวลาให้เดินสำรวจและแพร่พันธุ์ไปทั่วมหาทวีปแดนใต้ที่ชื่อว่ากอนดวาน่า (Gondwana) และพอถึงช่วงราวๆ 90 – 60 ล้านปีก่อน มหาทวีปนี้ก็เริ่มที่จะเคลื่อนแตกออกจากกัน ทีนี้แหละจึงพาลูกหลานระเห็ดแยกสายไปตามแพแห่งทวีปต่างๆ เช่น พวกที่ไปกับแพออสเตรเลีย-นิวกินี ก็กลายเป็นนกอีมูกับแคสโซวารี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ พวกที่ไปกับแพอินเดีย-มาดากัสการ์กลายเป็นนกช้างยาว 3 เมตร ไข่ใหญ่เท่ากับไข่ไก่ 200 ฟอง ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จริงๆ แพอินเดียนี่แหละคือแพที่เอาบรรพบุรุษนกกระจอกเทศไปด้วย แล้วพอมันไปเสยกับทวีปเอเซียด้านบน (ที่ดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยขึ้นมา) นกพวกนี้ก็เลยเดินแพร่กระจายรั่วเข้าอาหรับและแอฟริกาต่อไป 

ปัจจุบันเหลือนกกระจอกเทศแค่ที่แอฟริกาอย่างเดียว ที่อื่นในเอเซียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็ยังขุดฟอสซิลเจอได้อยู่นะ นอกนี้ก็มีพวกที่ไปกับแพอเมริกาใต้ซึ่งกลายเป็นนกเรีย (Rhea) แล้วก็มีแพนิวซีแลนด์ซึ่งเอาบรรพบุรุษนกมัว (Moa) ไป ซึ่งตัวเหมือนนกอีมูแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า จริงๆ เราเกือบได้เห็นนกมัวแล้วเพราะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 700 ปีก่อนเองโดยฝีมือเผ่าเมารี (จำง่ายๆ มัว กับ เมา) ตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้คือนกกีวี ซึ่งเส้นทางการวิวัฒนาการของมันมีความแยบยลแฝงอยู่ ผมทิ้งให้ท่านไปหาอ่านต่อเองละกันนะครับ 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
มหาทวีปกอนดวานา (Gondwana) ในอดีต 
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บรรดาวิหกเดินดินกลุ่มแรไทต์ (Ratite)

กลับมาที่คำถามของเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดภาพวิวัฒนาการอย่างไร ลองสมมติถ้าเราให้นกไม่บินสักชนิดเขียนภาพประวัติวิวัฒนาการของมันออกมา ภาพนั้นอาจจะเริ่มจากสมัยไดโนเสาร์ เป็นนกปีกสั้นๆ หน้าตาดูล้าหลังยังบินไม่ได้ จากนั้นกระเถิบมาเป็นนกที่หุ่นเพรียวขึ้น เขี้ยวหด เล็บมือหาย สยายปีก สง่างาม จากนั้นถัดมาๆ อ้าว ปีกค่อยๆ หดอีกรอบ หุ่นค่อยๆ อ้วน ขาค่อยๆ อวบ กลับไปบินไม่ได้อีกรอบ พร้อมประกาศภูมิใจว่านี่สิคือนิยามวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของพวกข้า ดูวกไปวนมามั้ยฮะ จากไม่บิน สู่บิน กลับไปไม่บิน เดี๋ยวไม่แน่สักวันอาจกลับไปบินอีก มึงจะเอาไง นี่ขนาดยังไม่ได้ถามพวกนกเพนกวิน ซึ่งลงน้ำกลับไปหาคุณทวดเลย (อย่าลืมว่าชีวิตทั้งหมดเริ่มจากน้ำ) 

เพราะฉะนั้น สรุป หัวใจของวิวัฒนาการคือสรรพชีวิตนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ไม่มีลำดับขั้นตายตัว ไม่มีจุดหมายสูงสุด และไม่มีจุดจบสุดท้าย… อยากเขียนต่อแต่หน้ากระดาษหมดแล้ว สวัสดีครับ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลและมุมมองส่วนใหญ่ย่อมาจากหนังสือ The Ancestor’s Tale ของ Richard Dawkins สามารถตามไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันได้

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ผมเรียกให้ผู้หญิงที่ผมรักแหงนมองนมเมฆ 

เธอตาโต

เมื่อ 10 ปีก่อน พวกเราไปฟัง พี่ชิว (ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ) เลกเชอร์เรื่องเมฆชนิดต่างๆ ในงานมีตติ้งครั้งแรกๆ ของ ‘ชมรมคนรักมวลเมฆ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ‘เมฆนม’ จึงกลายเป็นเมฆที่ติดหู ติดตา และติดใจพวกเรามากที่สุด และนับตั้งแต่วันนั้นมาเราสองคนโดยเฉพาะอาบัน ก็ตั้งปณิธานกันว่าสักวันจะต้องเห็นเมฆนมกับตาตัวเองให้ได้

เมฆนมมีชื่อภาษาอังกฤษว่าเมฆแมมมาตัส (Mammatus) หรือเรียกย่อๆ ว่าเมฆแมมม่า (Mamma) ซึ่งหากใครชอบสังเกตเรื่องรากศัพท์ก็จะพบความละม้ายคล้ายคลึงกับคำว่าแมมมอล (Mammal) ที่แปลว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และแมมโมแกรม (Mammogram) ที่คุณผู้หญิงต้องไปรีดนมเพื่อตรวจมะเร็ง และคำว่า Mama หม่าม้า มอมมี่ แม่ และอื่นๆ อีกมากมายที่แปลว่าเจ้าของนมที่เด็กอยากดูด

ไม่แน่รากที่ลึกที่สุดจริงๆ ของศัพท์คำนี้ อาจจะมาจากเสียงของเด็กทารกที่ร้องแอ้ๆ อ้าๆ แล้วทำปากเปิดๆ ปิดๆ ไปด้วย จากนั้นเสียง มอ ม้า มันจะออกตามมาเองโดยธรรมชาติ กลายเป็น แม่ๆ มาม่า มอม ฯลฯ (แบบฝึกหัด : ให้นักเรียนทุกคนลองทำตามดู เริ่มจากส่งเสียง ออ อ่าง ก่อน แล้วอ้าปากหุบปากโดยไม่ต้องตั้งใจ เสียงมอม้าจะออกมาเอง) 

นี่น่าจะเป็นเสียงที่สร้างง่ายที่สุด เป็นเสียงแรกแห่งชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีไว้ดึงดูดความสนใจคนตัวใหญ่ๆ ให้เอานมมาเสียบปากหนูหน่อย หนูหิว สรุปแล้วคำว่า ‘แม่’ ก็คือคำที่เด็กเอาไว้ใช้เรียกคนมีนมนั่นเอง

ถามว่าทำไมเมฆถึงถูกตั้งชื่อตามนม ลักษณะของท้องฟ้าในยามปกคลุมด้วยเมฆแมมม่าจะเหมือนมีนมห้อยลงมาจากฟ้าเป็นร้อยๆ เต้า แต่ละเต้าเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นกิโลเมตร นับเป็นนมที่ใหญ่และเยอะมาก ยิ่งครั้งที่ผมเห็นพร้อมอาบันวันนั้นเป็นเวลายามเย็น แสงอาทิตย์เริ่มสีสวย นมที่เห็นจึงเป็นนมเมฆสีทอง แลอร่าม

เราสองคนยืนดูมันด้วยกันจนเมื่อยคอ

เมฆนมสีทองที่อาบันกับผมยืนชมด้วยกันในยามเย็นวันหนึ่ง
เมฆนมสีทองที่อาบันกับผมยืนชมด้วยกันในยามเย็นวันหนึ่ง

ชายลามกคนแรกที่เห็นเมฆเป็นนมแล้วตั้งชื่อให้มันว่า Mammatus คือคุณ วิลเลียม เคลเมนต์ เลย์ (William Clement Ley) นักอุตุนิยมวิทยารุ่นแรกๆ ผู้ศึกษาเมฆและเขียนตำราชื่อ Cloudland ( ‘แดนเมฆ’ ตีพิมพ์ ค.ศ. 1894) ข้อสังเกตของเขาคือ ในขณะที่เมฆทั่วไปเวลาโตจะอวบฟูขึ้นบนในลักษณะที่เราชินตากัน เมฆแมมม่าเวลาโตจะอวบย้อยลงล่าง คล้ายว่ามีมวลอากาศเย็นบางอย่างดึงให้ท้องเมฆจมลงเป็นหย่อมๆ กลมๆ ซึ่งคุณวิลเลียมเขาเห็นเป็น ‘เต้าๆ’ จึงตั้งชื่อให้ตามนั้น

ชื่อและสัญลักษณ์เมฆแบบต่างๆ จากหนังสือ Cloudland ของคุณ William Clement Ley, 1894
ชื่อและสัญลักษณ์เมฆแบบต่างๆ จากหนังสือ Cloudland ของคุณ William Clement Ley, 1894

การเอานมไปตั้งชื่อสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เมฆ ไหนๆ วันนี้ก็พูดถึงนมแล้ว พูดเลยไปถึง ‘หัวนม’ ด้วยละกัน

หัวนมในภาษาชีวะใช้ศัพท์ว่าแมมมิลล่า (Mammilla) ซึ่งอาจคุ้นหูใครหลายคนที่ชอบเลี้ยงแคคตัส ในโลกของการเลี้ยงแคคตัสมีไม้อยู่กลุ่มหนึ่งชื่อว่าแมมมิลาเรีย (Mammillaria) เป็นที่นิยมมากทีเดียว คนไทยเรียกแคคตัสพวกนี้สั้นๆ ว่า ‘แมม’ แล้วก็ต่อท้ายด้วยขนนู่นขนนี่ เช่น แมมขนนก แมมขนแกะ แมมขนแมว อะไรก็ว่าไป ทุกๆ ชื่อล้วนสื่อไปในทางน่ารัก แต่คงมีน้อยคนมากที่จะนึกไปถึงขนหัวนม เหตุที่พืชชนิดนี้ได้สมยาหัวนมแต่แรก ก็เพราะหากแหวกขนของมันดูจะเห็นรูปแบบการเติบโตที่เป็นติ่งๆๆๆๆๆ ชูชันเรียงกันมากมาย เหมือนเอามือโดราเอมอนมาแปะหัวนมเข้าไปสัก 500 หัว

น้องแมมชนิดต่างๆ ที่บ้านผม มีทั้งแบบขนยาวขนสั้น อุยมาก อุยน้อย บ้างก็แตกเป็นกอหน้าตาเหมือนก้อนเมฆ
น้องแมมชนิดต่างๆ ที่บ้านผม มีทั้งแบบขนยาวขนสั้น อุยมาก อุยน้อย บ้างก็แตกเป็นกอหน้าตาเหมือนก้อนเมฆ

ชายลามกผู้รับผิดชอบการมองกระบองเพชรใสซื่อบริสุทธิ์ให้กลายเป็นกอหัวนม แล้วตั้งชื่อวิทย์ฐานให้มันจนคนเรียกขานต่อกันมาเป็นหลายร้อยปี ก็หาใช่ใครที่ไหน แต่คือคุณ คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus) ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งอนุกรมวิธานของโลกนั่นเอง

คาร์ล ลินเนียส ผู้นี้โด่งดังมากในวงการจัดจำแนกและตั้งชื่อให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างเป็นระบบ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ต้องประกอบด้วย 2 คำ อย่างเช่น Homo sapiens (มนุษย์) หรือ Felis catus (แมวเหมียว) ก็เป็นระบบที่เขาคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 และยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งถูกยืมไปใช้ในการจำแนกเมฆชนิดต่างๆ ด้วย ใครอยากเห็นหน้าตาของคุณลินเนียสให้ดูบนแบงก์ร้อยของสวีเดน จะเห็นแกอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ คุณลินเนียสภาคภูมิใจในความลามกของตัวเองมาก 

จินตนาการของแกไม่ได้จำกัดอยู่แค่นมอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งมีชีวิตที่แกตั้งชื่อแนวอีโรติกให้มีตั้งแต่เห็ดสกุล Phallus แปลว่าเห็ดลึงค์ วงศ์กล้วยไม้ Orchidaceae ซึ่งรากศัพท์กรีก Orchid แปลว่าอัณฑะ และที่พีกสุดในความคิดผมคือ แกตั้งชื่อให้ดอกไม้ชนิดหนึ่งว่า Clitoria ternatea คำหลังไม่มีอะไรเป็นแค่ชื่อแหล่งที่ค้นพบ (เกาะเตอร์นาเต อินโดนีเซีย) แต่คำแรกนั้นแปลตรงตัวได้อย่างชัดเจนว่า ‘ดอกคลิตอริส’ ดอกไม้นี้ในเมืองไทยเป็นดอกที่พบได้ดื่นดาษมาก คือ ‘ดอกอัญชัน’ นั่นเอง เมื่อรู้ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันแล้ว จงไปหารูปมาเพ่งพินิจพิจารณาดูอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง แล้วคุณจะมองดอกอัญชันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดอกอัญชัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clitoria ternatea
ดอกอัญชัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clitoria ternatea

ตะวันลับฟ้าไปแล้ว เมฆนมก็หายไปแล้ว

ผมมารู้ทีหลังว่า อาบันเข้าใจผิดมาตลอดว่าเมฆนี้ชื่อเมฆนมแมว เลยทำให้รู้สึกว่ามันน่าร้ากกก

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าอาบันรู้จักมันในนามเมฆนมเฉยๆ จะยังชอบมันเท่านี้หรือเปล่า

มนุษย์เราคือนักเชื่อมโยง

บางทีเชื่อมโยงแบบฟุ้งๆ แล้วก็จางหายไปเหมือนไอเมฆ

บางทีเชื่อมโยงแล้วก็หยดลงบนกระดาษ รอคอยให้คนอื่นเก็บไปโยงต่อ

เมฆยังมีนม แล้วทำไมผมจะมีคอลัมน์ไม่ได้


Special thanks to

พี่ชิว ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ – ผู้ชี้นำให้ผมรู้จักเมฆนมตั้งแต่แรก ตลอดจนจุดประกายให้ผมฉุกคิดเรื่องรากศัพท์ของคำว่า Mamma

พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน – ผู้ให้เกียรติและตื๊อเก่งจนผมได้กลับมาเขียนคอลัมน์อีกรอบ

น้องมารีญา – ผู้เล่าให้ฟังเรื่องแบงก์สวีเดนมีรูปคุณลินเนียส ทำให้ฉุกคิดเรื่องแกขึ้นมา

ขอบคุณอาบัน – ที่อยู่ดูนมเมฆด้วยกัน

ขอบคุณตัวเอง – ที่เปิดใจลองกลับมาเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานเหลือเกิน

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load