ภาพวิวัฒนาการที่เราคุ้นตา เป็นภาพที่ชวนให้เข้าใจผิด

ภาพซึ่งฝั่งซ้ายสุดเริ่มจากวานรตัวหนึ่ง เดินสี่ขา จากนั้นกระเถิบมาเป็นมนุษย์ผสมวานร ขายาวขึ้นหน่อย เดินตัวตรงขึ้นหน่อย แต่ก็ยังงุ้มๆ ล่ำๆ กรามโตๆ หน้าผากลาดๆ จนมาถึงตัวขวาสุด ค่อยเป็นคนโดยสมบูรณ์ เดินสองขาตัวตรงเป๊ะ บ้างมีถือหอกเป็นอาวุธด้วย แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหนก็ตาม ทุกสเต็ปมักก้าวย่างได้สวยงาม ไม่มีไข่โผล่ และไม่ค่อยเห็นเวอร์ชันสตรีเท่าใดนัก

ถามว่าภาพนี้ชวนให้เข้าใจผิดตรงไหน

เปล่า มันไม่ได้ผิดตรงคนมาจากลิง อันนั้นถูกแล้ว (อาจจะผิดนิดหน่อยแค่ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ต้องบอกว่าลิง คน และเอปส์ (Apes) ในปัจจุบัน ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากลิงโบราณ) 

คำตอบละเอียดอ่อนกว่านั้น ลองอ่านเรื่องราวของเหล่านกที่บินไม่ได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูอีกที

ที่เกาะมอริเชียสทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ ค.ศ. 1507 กะลาสีชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งแล้วเจอฝูงนกอ้วนตัวประมาณเท่าหมาเชาเชา บินไม่ได้ ปีกสั้นๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด แถมยังเชื่อง เข้าใกล้ก็ไม่หนี ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว มีซื้อตั๋วเข้าชม ขายอาหารสำหรับป้อนมือ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่อนิจจา สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์สวนสัตว์ กะลาสีเห็นนกอ้วนก็ล่ามาต้มยำทำแกงหมด โชคเกือบดี เนื้อมันไม่อร่อย กินไปถุยไป แต่กะลาสีบอกไม่เป็นไร งั้นเอามาทุบเล่นเป็นลูกบอลก็ได้ สุดท้ายตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับมันว่านกโดโด้ แปลว่า ‘โง่’ ในภาษาโปรตุเกส 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

โดโด้สูญพันธุ์ 100 – 200 ปีหลังจากมนุษย์ยกพลขึ้นเกาะ แน่นอน มันไม่ได้ถูกคนฆ่าโดยตรงทั้งหมด แต่ก็โดนสัตว์ที่มากับคน เช่น หมา แมว หนู ช่วยกันจัดการจนเกลี้ยง

ย้อนไปไม่แน่ใจกี่หมื่นกี่แสนปี นึกภาพวิหกหุ่นเพรียว กางปีกกว้าง โบยบินเสรีเหนือเกลียวคลื่น วันดีคืนดี สารพัดปัจจัยพาพลัดไปติดเกาะ อนิจจากลับบ้านไม่ถูกแล้ว แต่เฮะ ที่เกาะนี่ก็อยู่สบายดีแฮะ ไร้ศัตรู อาหารเหลือเฟือ เดินกินเอาก็ได้ ไม่ต้องบิน ไม่ต้องหนี

หลายๆๆๆๆๆๆๆ รุ่นพ้นผ่าน การเป็นนกอ้วนไม่มีผลต่อชีวิต บินขึ้นหรือบินไม่ขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้อยู่รอดดีหรือไม่ดี นานเข้าพันธุกรรมที่ทำให้ปีกลดขนาดก็แพร่สะพัด ดีซะอีกจะได้เอาพลังงานไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างไข่ใหญ่ๆ สำหรับเลี้ยงลูก ไข่หนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบินแล้วนี่

แน่นอน นกมันไม่ได้คิดเอง หรือวางแผน หรือรู้เรื่องหรอกว่าอยากให้ลักษณะรุ่นลูกมันออกมาเป็นยังไง กฎเกณฑ์การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นผู้จัดการให้ นานวันเข้าจึงกำเนิดสายพันธุ์วิหกเดินดิน แน่นอนอีก กฏธรรมชาติก็ไม่ได้มีแผนการ ความคิด หรือความรู้เรื่องของตนเอง มันเป็นแค่กฏธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบโดยไม่มีผู้ออกแบบ

นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก กรณีนกโดโด้ สืบหลักฐานแล้วพบว่าบรรพบุรุษของมันเป็นพวกตระกูลพิราบที่บินมาจากฝั่งตะวันออก (แถวๆ อันดามันเพื่อนบ้านเรานี่แหละ) ก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นนกอ้วนโดโด้อยู่ที่เกาะมอริเชียส

ข้ามไปดูนิวซีแลนด์ ที่นั่นก็มีนกที่บินไปถึง เจอสภาพความเป็นอยู่แบบไร้ศัตรู แล้วกลายเป็นนกอ้วนเดินดินมากมายหลายชนิด มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกอีโก้ง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นนกอีโก้งเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น ทาคาเฮ Takahe) มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกแก้ว ก็กลายเป็นนกแก้วเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น คาคาโป Kakapo) ทั้งยังมีพวกต้นตระกูลนกกระเรียน ก็กลายเป็นเวอร์ชันคอตันๆ ขาอวบๆ ละทิ้งการบิน (นกแอดเซบิล Adzebill) นอกจากนี้อีกหลายๆ เกาะทั่วโลกก็มีนกบินไม่ได้เวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งล้วนถือกำเนิดจากปรากฏการณ์เดียวกัน

หมายเหตุน่าสนใจ : นิวซีแลนด์ไกลมากจนไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปถึงเองเลย ยกเว้นค้างคาว ส่วนแกะนั้นคนพาไปทีหลัง

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกอีโก้ง
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกทาคาเฮ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตะหงิดว่าเหตุใดใยไม่พูดถึงนกกระจอกเทศสักที เพราะนั่นเป็นถึงราชินีแห่งนกบินไม่ได้ แต่อาจถีบคนให้บินถลาได้ อดีตของนกกระจอกเทศและญาติโกของมัน (พวกแรไทต์ Ratite) มีความซับซ้อนนิดหน่อย คือจริงๆ ต้นตอมันก็น่าจะถือกำเนิดแบบเดียวกับกรณีนกไม่บินอื่นๆ แหละ คือบรรพบุรุษไปติดเกาะหรือดินแดนอะไรบางอย่างที่ไม่มีศัตรูให้ต้องหนี ผนวกเน้นหากินติดพื้น ฯลฯ เพียงแต่กรณีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นนานมาก ตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์หรือเป็นร้อยล้านปีก่อน ยุคนั้นทวีปทางใต้ยังติดกันเป็นแผง ถ้าแบมือซ้ายขึ้นมา นิ้วโป้งคืออเมริกาใต้ นิ้วชี้คือแอฟริกา นิ้วกลางคืออินเดีย-มาดากัสการ์ นิ้วนางคือออสเตรเลีย-นิวกินี นิ้วก้อยคือนิวซีแลนด์ และฝ่ามือคือแอนตาร์คติกาซึ่งเชื่อมทุกแผ่นเข้าด้วยกัน (สมัยก่อนเป็นป่าด้วยนะ) 

ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษสายแรไทต์จึงมีเวลาให้เดินสำรวจและแพร่พันธุ์ไปทั่วมหาทวีปแดนใต้ที่ชื่อว่ากอนดวาน่า (Gondwana) และพอถึงช่วงราวๆ 90 – 60 ล้านปีก่อน มหาทวีปนี้ก็เริ่มที่จะเคลื่อนแตกออกจากกัน ทีนี้แหละจึงพาลูกหลานระเห็ดแยกสายไปตามแพแห่งทวีปต่างๆ เช่น พวกที่ไปกับแพออสเตรเลีย-นิวกินี ก็กลายเป็นนกอีมูกับแคสโซวารี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ พวกที่ไปกับแพอินเดีย-มาดากัสการ์กลายเป็นนกช้างยาว 3 เมตร ไข่ใหญ่เท่ากับไข่ไก่ 200 ฟอง ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จริงๆ แพอินเดียนี่แหละคือแพที่เอาบรรพบุรุษนกกระจอกเทศไปด้วย แล้วพอมันไปเสยกับทวีปเอเซียด้านบน (ที่ดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยขึ้นมา) นกพวกนี้ก็เลยเดินแพร่กระจายรั่วเข้าอาหรับและแอฟริกาต่อไป 

ปัจจุบันเหลือนกกระจอกเทศแค่ที่แอฟริกาอย่างเดียว ที่อื่นในเอเซียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็ยังขุดฟอสซิลเจอได้อยู่นะ นอกนี้ก็มีพวกที่ไปกับแพอเมริกาใต้ซึ่งกลายเป็นนกเรีย (Rhea) แล้วก็มีแพนิวซีแลนด์ซึ่งเอาบรรพบุรุษนกมัว (Moa) ไป ซึ่งตัวเหมือนนกอีมูแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า จริงๆ เราเกือบได้เห็นนกมัวแล้วเพราะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 700 ปีก่อนเองโดยฝีมือเผ่าเมารี (จำง่ายๆ มัว กับ เมา) ตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้คือนกกีวี ซึ่งเส้นทางการวิวัฒนาการของมันมีความแยบยลแฝงอยู่ ผมทิ้งให้ท่านไปหาอ่านต่อเองละกันนะครับ 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
มหาทวีปกอนดวานา (Gondwana) ในอดีต 
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บรรดาวิหกเดินดินกลุ่มแรไทต์ (Ratite)

กลับมาที่คำถามของเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดภาพวิวัฒนาการอย่างไร ลองสมมติถ้าเราให้นกไม่บินสักชนิดเขียนภาพประวัติวิวัฒนาการของมันออกมา ภาพนั้นอาจจะเริ่มจากสมัยไดโนเสาร์ เป็นนกปีกสั้นๆ หน้าตาดูล้าหลังยังบินไม่ได้ จากนั้นกระเถิบมาเป็นนกที่หุ่นเพรียวขึ้น เขี้ยวหด เล็บมือหาย สยายปีก สง่างาม จากนั้นถัดมาๆ อ้าว ปีกค่อยๆ หดอีกรอบ หุ่นค่อยๆ อ้วน ขาค่อยๆ อวบ กลับไปบินไม่ได้อีกรอบ พร้อมประกาศภูมิใจว่านี่สิคือนิยามวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของพวกข้า ดูวกไปวนมามั้ยฮะ จากไม่บิน สู่บิน กลับไปไม่บิน เดี๋ยวไม่แน่สักวันอาจกลับไปบินอีก มึงจะเอาไง นี่ขนาดยังไม่ได้ถามพวกนกเพนกวิน ซึ่งลงน้ำกลับไปหาคุณทวดเลย (อย่าลืมว่าชีวิตทั้งหมดเริ่มจากน้ำ) 

เพราะฉะนั้น สรุป หัวใจของวิวัฒนาการคือสรรพชีวิตนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ไม่มีลำดับขั้นตายตัว ไม่มีจุดหมายสูงสุด และไม่มีจุดจบสุดท้าย… อยากเขียนต่อแต่หน้ากระดาษหมดแล้ว สวัสดีครับ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลและมุมมองส่วนใหญ่ย่อมาจากหนังสือ The Ancestor’s Tale ของ Richard Dawkins สามารถตามไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันได้

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ยามเย็น ผมยืนเหม่อมองทะเลหม่นๆ จากชายหาดแห่งหนึ่งที่จังหวัดตรัง

เท้าผมจุ่มอยู่ในน้ำลึกประมาณตาตุ่ม สายตามองตามแนวฟองคลื่นสีขาวที่ซัดซ่าเข้ามา มันไหลผ่านสายรองเท้าแตะที่ถูกคีบอยู่ในร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ตีนของผม ไหลลู่ผ่านหลังตีน และไหลเลยไปจนถึงที่ตื้น ฟองค่อยๆ แตกเป๊าะๆๆๆ แล้วซ่าซึมลงทรายหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นมวลน้ำก็ถูกดูดกลับไหลย้อนลงสู่ทะเล ราวกับหมดหน้าที่พาฟองมาส่งถึงฝั่งแล้ว ต้องรีบไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อ หลังตีนผมได้สัมผัสความเย็นวูบของอากาศอยู่แวบหนึ่ง ก่อนคลื่นลูกใหม่จะซัดสวนเข้ามาอีก พร้อมกับฟองระลอกใหม่ที่เดี๋ยวก็จะแตกแล้วซึมหายสู่ผืนทรายอีก เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วหนอ

ในแง่อะตอมของฟอง บ้างอาจจะเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ยุคสสารก่อกำเนิดหลังบิ๊กแบงไม่นาน บ้างอาจจะมาจากใจกลางดวงดาว ซึ่งระเบิดซูเปอร์โนวาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน บ้างอาจจะเคยอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตมาแล้วหลายชนิด ทั้งในและนอกโลก อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวในฐานะฟองคลื่นของพวกมัน เกิดขึ้นตรงหน้าผมแล้วก็จบลงภายในเวลาไม่ถึงนาที เสียงแตกเป๊าะของฟองคลื่นเล็กๆ หนึ่งฟอง อาจเบาจนแม้แต่แพลงก์ตอนก็ไม่ได้ยิน แต่เสียงแตกสลายพร้อมๆ กันของพวกมันดังระงมราวกับเสียงร่ำให้ในงานศพ ท่อนประสานเสียงของบทเพลงเดียวที่บรรเลงดังทั้งจักรวาล บทเพลงแห่งการเกิดมา แล้วก็จากไป

ผมปล่อยให้ความคิดในหัวพากย์บรรยายไป ส่วนใจนั้นเดี๋ยวก็ลอยเดี๋ยวก็ดิ่งอยู่กับจังหวะคลื่น และสัมผัสของฟอง

วันนั้นผมอยู่ที่ตรังพร้อมกับสมาชิกครอบครัวฝั่งแม่ทั้งหมด ซึ่งมารวมตัวกันภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องตาหยุน ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ตาหยุนยังเดินเหินยิ้มแย้ม มีบ่นเรื่องขาอ่อนแรงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าอยู่ดีๆ แกจะเส้นเลือดอุดตันในสมองแบบกะทันหัน ทำให้สูญเสียความสามารถในการพูดและขยับร่างกาย ตอนเราไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลวันแรกๆ แกยังพอหันหน้า และยกแขนได้ข้างหนึ่ง เราสื่อสารกับแกโดยการพูดคุยและบีบมือแกแน่นๆ ซึ่งแกก็บีบกลับ เราพยายามแม้กระทั่งหาปากกามาให้แกลองเขียน แต่ปรากฏว่ามือข้างนั้นก็ทั้งสั่นและเกร็งเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้ 

ความหวังเรื่องอาการตาหยุนจะดีขึ้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันแกก็เริ่มตอบสนองน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราเรียกก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้ว เหลือเพียงการแสดงออกทางสีหน้าที่บางครั้งแกก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ซึ่งพวกเราก็ไม่สามารถถามสาเหตุ หรือช่วยเหลืออะไรแกได้เลย 

ผมแอบสงสัยแบบไม่เคยพูดออกไป ว่าสิ่งที่ตาหยุนสร้างทำมาทั้งหมดในชีวิต ยังเหลือความหมายอะไรกับแกในวินาทีนี้บ้าง แน่นอนมันมีความหมายอย่างเปี่ยมล้นสำหรับพวกเราลูกหลาน แต่สำหรับตัวแกในตอนนี้ ความภาคภูมิใจของกิจการทั้งหมดที่ทำมา สายใยและความรักอาธรของลูกหลานที่มารวมตัว ความรักความเป็นห่วงยายบรรณ ข้าวทุกมื้อที่เคยกินอร่อย เสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ทุกที่ที่เคยไปเที่ยว ความสนุกของการลุ้นลอตตารี่ที่แกชอบซื้อทุกเดือน เรื่องที่เคยถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายกับพวกเรา ในวินาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเหลือความสำคัญ หรือปกป้องแกจากความเจ็บปวดทรมานได้เลย 

ที่งานศพตาหยุน ทุกคนร้องไห้

แต่หลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี น้ำตาก็แห้งหายไป 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมขับรถคันปัจจุบัน ซึ่งตาหยุนช่วยผ่อนให้จนหมดในฐานะรางวัลที่หลานเรียนจบปริญญาเอก ไปจอดข้างสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำงาน หลายวันมาแล้ว ผมไปที่สวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นงานอดิเรกใหม่ คือการแหวกสุมทุมพุ่มไม้ค้นหาแมลงน่าสนใจแล้วถ่ายรูปพวกมัน (ขอบคุณคุณวรรณสิงห์ น้องชายที่ให้ยืมกล้องและเลนส์มาโครคุณภาพดี)

วันแรกที่ไป ผมได้ทั้งรูปผึ้ง ผีเสื้อ แมลงวัน ด้วง แมงมุม ฯลฯ ที่เห็นชัดไปถึงรูขุมขน เป็นสิ่งเพลิดเพลินมากสำหรับคนชอบชีวะอย่างผม สองสามชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว แถมได้ทั้งบริหารเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวนั่งยอง เกร็งลำตัวอย่างกับเล่นโยคะ ถ่ายเสร็จแล้วหิวเลย ต้องรีบไปหาข้าวเย็นกินต่อ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นแถวนั้นก็อร่อยมากอีก

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ
ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

ในวันที่ 2 ของกิจกรรมหลังเลิกงานอันแสนสุนทรีย์นี้ ผมแหงนมองขึ้นไปเจอวัตถุสีขาวๆ ใยๆ ใต้ใบไม้ใบหนึ่ง อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงพอดี ตอนแรกผมก็คิดว่าคงเป็นแค่ดักแด้ทั่วไป ไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ก็ลองส่องถ่ายไปงั้นๆ ปรากฏว่าพอเอารูปมาซูมดู จึงเห็นว่าบนก้อนใยขาวๆ นั้นมีไข่กลมๆ แปะอยู่ด้วย 4 – 5 ฟอง ซึ่งทำให้คิดต่อว่า ถ้างี้มันไม่น่าใช่ดักแด้แล้ว เพราะดักแด้กับไข่ไม่น่าอยู่ด้วยกันสิ 

ผมลองถ่ายมุมอื่นอีก 2 – 3 ช็อต คราวนี้เพิ่งเห็นว่า อ้าว! มันมีหนอนอ้วนๆ ตัวปุยๆ เป็นปล้องๆ เกาะอยู่บนใยที่มีไข่นี้ด้วยนี่หว่า ตอนแรกไม่ทันสังเกตเพราะสีมันขาวกลืนไปกับใยเลย สมองผมพยายามประมวลผลว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คืออะไรกันแน่ เพราะถ้าหนอนนี้คือเจ้าของไข่ก็ไม่น่าใช่ เพราะหนอนมันคือผีเสื้อเด็ก ปกติต้องเป็นผีเสื้อผู้ใหญ่สิที่วางไข่ 

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

จากนั้นผมก็พยายามเก็บภาพจากมุมอื่นๆ อีก จนกระทั่งได้ภาพจากมุมด้านข้าง ซึ่งทำให้ผมถึงกับร้อง เฮ้ย! แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เจ้าหนอนอ้วนนี้จริงๆ แล้วมันมีขาสั้นๆ 6 ขา ซึ่งมองจากด้านข้างถึงจะเห็น นี่มันไม่ใช่หนอนแล้ว แต่เป็นผีเสื้อผู้ใหญ่นั่นแหละ มันน่าจะเป็นแม่ผีเสื้อมอธชนิดหนึ่งที่ตัวเมียมีวิวัฒนาการหดปีกหายไป จนรูปร่างดูไม่เป็นผีเสื้อแล้วแต่เหมือนครัวซองต์มากกว่า เหตุผลน่าจะเป็นเพราะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตอุทิศแก่การสืบพันธุ์ขั้นแม็กซ์ ผมรีบกูเกิลดูว่าใช่ตามที่เดารึเปล่า (เสิร์ช Wingless Female Moth) ก็ปรากฏว่าใช่จริงๆ รวมทั้งไปอ่านเจอความรู้เกี่ยวกับมอธกลุ่ม Tussock Moth (สกุล Orgyia) ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

มอธกลุ่มนี้ ตัวเมียไม่มีปีก และที่อ้วนมากเพราะออกมาจากดักแด้พร้อมกับไข่เต็มท้อง หลังจากออกมาแล้วก็จะไม่ไปไหนเลย แค่ปล่อยฟีโรโมนเรียกตัวผู้ให้บินมาหา รับน้ำเชื้อ เสร็จแล้วก็ใช้เวลาที่เหลือวางไข่พร้อมทั้งชักใยปกป้องลูกๆ ที่จะลืมตามาดูโลกในอนาคต แม่มอธมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงแล้วก็สิ้นใจตาย 

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วทึ่ง ขณะเดียวกันก็คิดสงสัยต่อ

ชีวิตที่ดำรงอยู่เพียงแค่ 24 ชั่วโมง แล้วได้ทำแค่อย่างเดียว มีความหมายไหมนะ

บางคนอาจจะสงสารแม่มอธที่อายุสั้นจัด แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าอย่างน้อยๆ มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว การบรรลุภารกิจหรือจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ทำให้ตายได้อย่างมีความหมายอย่างนั้นหรือ แล้วจุดประสงค์นั้นใครกำหนด มันเป็นจุดประสงค์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้แล้วหรือ แล้วการบรรลุจุดประสงค์นั้น ถ้าหากเจ้าตัวเองไม่สามารถรับรู้ จะยังถือว่ามีความหมายหรือไม่ 

ในทิศตรงข้ามกับแม่มอธ ฟองน้ำบางตัวมีอายุยืนเป็นหมื่นปี ในช่วงชีวิตมันอาจจะเคยเจอทั้งขยะจากอารยธรรมโรมันและเรือดำน้ำนาซี แต่ทั้งหมดจะมีความหมายหรือไม่ ถ้าตัวมันไม่อาจรับรู้ความยิ่งใหญ่ยาวนานนั้นเลย ก็แค่ฟองน้ำกรองกินแพลงก์ตอนไปวันๆ

ผมขบคิดเรื่องพวกนี้ระหว่างคีบหมูทอดเข้าปาก 

นึกย้อนไปถึงวันที่ยืนมองฟองคลื่น อารมณ์หนึ่งที่จำได้คือความสงบและอบอุ่น คลื่นซัดหาดทรายไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยก็มีไม่กี่วินาทีที่มันได้สะท้อนแสงตะวัน แม้สุดท้ายฟองจะซึมหายลงทรายไปตลอดกาล แต่เมื่อหันมองข้างๆ ก็มีเพื่อนอีกเป็นล้านๆๆๆ ที่มาด้วยกันไปด้วยกัน สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกริมหาดวันนั้น คือเราเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ตลอดมา และอาจจะตลอดไป 

ชีวิตมีความหมายหรือเปล่า

ชีวิตต้องมีความหมายหรือเปล่า

ไม่รู้สิ

บางทีชีวิตคนหนึ่งคน อาจไม่มีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ประกอบด้วยความหมายเล็กๆ ที่เกิดแตกไม่รู้จบเหมือนฟองคลื่น

บางทีการถามหาความหมายอาจไร้ความหมาย

จะยังไงก็ตามแต่ ตราบเท่าที่ผมยังมีความทรงจำ

ก็อยากขอบคุณตาหยุนอีกสักครั้ง 

ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นตาหลานกัน

Writer & Photographer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load