คงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรถ้าผมรู้เพียงว่า กลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือศิลปินแนว EDM เพราะปัจจุบันดนตรีแนวนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด

แต่ที่ผมตื่นเต้นปนประหลาดใจ เป็นเพราะกลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าประกอบด้วย อดีตแชมป์โลกโอเปร่า อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย และอดีตสมาชิกวงร็อก ผู้ผันตัวมาบุกเบิกแนวเพลง EDM ในวันที่ยังเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมและไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

อย่างที่เรารู้กัน การบุกเบิกถางทางไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสักครั้ง

สมาชิกของวงมีด้วยกัน 4 ชีวิต ได้แก่ หมิว-วริศรา อภิรักษ์เดชาชัย นักร้องนำ, แขก-ชาลาลีคาน อาลีฟ ซันคาน มือเบสและร้องแร็พ, เอ้-สัณหภาส บุนนาค มือกีตาร์และซินธิไซเซอร์, โอเล่-จิโรจน์ เอี่ยวจินดา มือกลอง
วงของพวกเขาชื่อ BOOM BOOM CASH

BOOM BOOM CASH

เมื่อสมาชิกของวงทยอยมานั่งลงตรงหน้า บทสนทนาของเราจึงดำเนินไปอย่างสนุกสนานไม่แพ้แนวเพลง EDM ของพวกเขา หลายๆ เรื่องเล่าของพวกเขาทำเอาผมประหลาดใจที่ทุกคนมารวมกันได้ในวันนี้-วันที่ BOOM BOOM CASH เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่มาร่วมโปรเจ็กต์ Mini Marathon ของ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

ก่อนหน้านี้ผมเคยฟังเพลงของ BOOM BOOM CASH มาแล้วหลายเพลง และเพลงเพลงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาบางท่อนช่างเข้ากับสิ่งที่พวกเขากำลังทำชื่อ Keep Going เนื้อหาท่อนนั้นร้องว่า

‘เส้นทางที่ไม่เดินตามใคร คงไม่ต่างอะไรจากทะเลทราย ดูยังไง มองทางไหนก็ช่างโหดร้าย
หรือจะยอม’


1

คล้ายพรหมลิขิต-ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะหากวันนั้น เอ้ อดีตสมาชิกวงร็อกชื่อ SIX C.E ไม่พาตัวเองไปอยู่ในผับแห่งหนึ่ง บางทีวงการเพลงเมืองไทยอาจไม่มีวงดนตรี EDM ชื่อ BOOM BOOM CASH “มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังเรียนจบเราอยากเล่นดนตรีมาก จนวันนึงไปเที่ยวผับ ปกติผมก็ไปดื่มปกติ แต่วันนั้นไม่รู้ทำไม ผมน่าจะเป็นคนเดียวในร้านที่นั่งสังเกตว่าทำไมดีเจเปิดเพลงแบบนี้ แล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วคนก็เต้นกันหมดคน 700 – 800 คน” เอ้ย้อนเล่า โดยเพลงที่เขาว่าคือแนวเพลง EDM ที่ในบ้านเรายังไม่มีใครสนใจจริงๆ จังๆ

BOOM BOOM CASH

“สมัยก่อนไม่มี MC ด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้ต้องมี MC คอยบิลด์คน เมื่อก่อนมีดีเจแค่เปิดเพลงยังไงก็ได้ให้มีคนเต้น คืนนั้นผมก็คิดว่าเพลงที่เปิดไม่มีใครร้องได้สักคนเลยนะ แต่ว่าคนเขาเต้นกันน่ะ คือตอนเราทำวงร็อก ถ้าเล่นเพลงที่คนไม่รู้จัก เขายืนกอดอกดูน่ะ นึกออกไหม พอมาเห็นภาพนี้ โอ้โห กูเล่นดนตรีแทบตาย กระโดดแหกปาก ไม่เห็นมีใครกระโดดกับกูเลย แต่นี่เปิดเพลงแล้วคนเต้นพร้อมกันหมดเลย เพลงสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

คืนนั้นชายหนุ่มกลับบ้านด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ว่าอะไรทำให้ทุกคนในสถานบันเทิงแห่งนั้นคล้ายถูกดนตรีที่เขาไม่รู้จักร่ายมนตร์ให้ขยับแข้งขยับขาตามกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ

“พอกลับบ้านก็เลยไปเสิร์ชดูว่ามันคืออะไร ก็เลยเจอทางใหม่ จริงๆ EDM ย่อมากจาก Electronic Dance Music ก็คือเพลงอิเล็กทรอนิกอะไรก็ได้ที่มันอยากเต้น ผมเลยตั้งใจกลับมาทำเพลง ช่วงนั้นเรากำลังใกล้เรียนจบพอดี รู้สึกว่าถ้าเราทำเพลงก็น่าจะทำวงได้แล้ว ก็กลับมาคิด ซึ่งตอนนั้นทุกคนในวงยังไม่ได้เจอกันนะ”

BOOM BOOM CASH

หลังจากเรียนจบ แทนที่จะหางานประจำตามสายอาชีพที่เรียนมาอย่างใครเขา ชายหนุ่มกลับเลือกทำงานที่ให้โอกาสเขาได้วางแผนทำเพลง งานที่เชื่อว่าไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะไปทำ

“พอเรียนจบผมไม่อยากขอเงินที่บ้านแล้ว แต่อยากทำเพลง แล้วพอดีเพื่อนผมบอกว่าพ่อเขาทำบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็เลยโทรไปหาเพื่อน บอกว่ากูขอสมัครเข้าไปทำงาน เพื่อนก็บอกว่ามึงจะมาก็มา ผมก็เลยไปเป็นยาม แล้วใช้ช่วงเวลาที่ว่างหัดทำเพลงอยู่ปีหนึ่ง”

เมื่อมั่นใจว่าอยากบุกเบิกแนวเพลง EDM ในประเทศไทย เขาจึงตัดสินใจชวนอดีตเพื่อนร่วมวง SIX C.E อีก 2 คนคือ แขก มือเบส และ โอเล่ มือกลอง มาร่วมหัวจมท้ายอีกครั้ง

ขาดก็แต่เพียงนักร้องนำที่ยังรอใครสักคน

Mini Marathon Project


2

หญิงสาวหนึ่งเดียวในวงอย่างหมิว นั่งฟังช่วงเริ่มก่อการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งผมชวนเธอคุยถึงช่วงที่พวกเขามาบรรจบพบเจอกัน แววตาของหญิงสาวเป็นประกายเมื่อย้อนเล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมา

“หนูเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะหนูชอบแบบ classical พวกโอเปร่า จนกระทั่งไปเจอคุณครูที่สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่ามีการเรียนการสอนแบบที่เป็น Pre-College ตั้งแต่ ม.4 – ม.6 เรียนโอเปร่าจริงๆ เลย เราก็เลยไปสมัครดู แล้วก็ได้เข้าไปเรียนแล้วเจอคุณครูที่ดีมาก เป็นนัมเบอร์วันในชีวิต เป็นเหมือนแม่อีกคน”

ที่สถานศึกษาแห่งนั้นหญิงสาวได้ร่ำเรียนทุกอย่างที่เธออยากรู้ เธอว่าตลอดชีวิตที่เรียนดนตรีไม่มีช่วงไหนเลยที่ไม่มีความสุข แม้เส้นทางจะโหดหินกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้า

“ตอนที่เรียนโอเปร่าโหดมาก คือทุกอย่างต้องฟิกซ์หมดเลย ต้องรักษาร่างกาย ตื่นตี 5 ทุกวันเพื่อที่จะไปว่ายน้ำที่มหาวิทยาลัย ว่ายถึง 7 – 8 โมง แล้วก็อาบน้ำไปเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วไม่ใช่แค่เรียนร้องอย่างเดียว เราเรียนทฤษฎีดนตรี เรียนเปียโน เรียนภาษา 4 ภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เพราะมันคือสิ่งที่ควบคู่กับโอเปร่า คือเวลาร้องเพลงโอเปร่าจะมีสายประสาน เราต้องออกสำเนียงให้ถูกต้อง แล้วก็มีเรียนการแสดง เพราะว่าต้องไปแสดงโอเปร่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็จะมีพวกแสดงละครเวทีบรอดเวย์ คือบอกว่าเรียนโอเปร่า แต่ความจริงเราต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง”

หมิวบอกว่า ช่วงที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตนักเรียนโอเปร่าคือช่วงที่เธอต้องซ้อมเพื่อไปแข่งชิงแชมป์โลก เธอเล่าว่าในระยะเวลา 6 เดือนเธอต้องร้องอยู่เพลงเดียว เพื่อให้วันแข่งขันสมบูรณ์แบบที่สุด

“ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่ประมาณ ม.6 ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะร้องเพลงที่เลือกได้ คือเพลงที่ครูให้หนูแข่ง เป็นเพลงที่เด็กปริญญาโทเขาร้องแข่งกัน ซึ่งมันจะใช้เทคนิคที่ต้องใช้ร่างกายพวกกล้ามเนื้อข้างใน ซึ่งตอนนั้นกล้ามเนื้อเรายังไม่แข็ง เราก็เลยต้องไปว่ายน้ำทุกวันให้กล้ามเนื้อมันชิน เราซ้อมเกือบทั้งปีเพื่อให้เขาตัดสินเราเพียงแค่ 3 – 4 นาทีเท่านั้น”

โชคดีที่เวลาเกือบปีไม่สูญเปล่า หมิวคือคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกโอเปร่า ทั้งจากเวที Osaka International Music Competition และ Barry Alexander International Vocal Competition และครั้งหนึ่งในชีวิตเธอก็ได้ไปยืนร้องที่เมกกะแห่งวงการดนตรีคลาสิกอย่าง Carnegie Hall ในฐานะนักร้องโอเปร่าแชมป์โลก

“ตอนนั้นพอเราเดินไปถึงจุดจุดนั้นก็แอบคิดว่า เราทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตมาตรงนี้แล้ว จะยังไงต่อดี ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.6 พอดีต้องขึ้นปี 1 หนูก็แบบเอาไงดีนะ เพราะว่าตอนนั้นก็ได้ทุนที่ออสเตรียกับเยอรมนี”

BOOM BOOM CASH

เมื่อครุ่นคิดกับตัวเองถ้วนถี่หญิงสาวกลับเลือกปฏิเสธทุนที่ได้รับแล้วเรียนต่อในไทยที่มหาวิทยาลัยมหิดล

“ตอนนั้นไม่รู้อนาคตโอเปร่าในไทยจะเป็นยังไง คนเขาจะเข้าใจเราหรือเปล่า เช่นเวลาร้องเพลง หนูฝึกแทบตายเพราะมันยากมาก แล้วหนูร้องภาษาเยอรมัน อิตาลี คำที่หนูร้องออกมาคนที่ฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือว่าโน้ตที่หนูร้อง หนูใช้เทคนิคนี้ คนก็อาจจะไม่เข้าใจหนูร้อยเปอร์เซ็นต์” หมิวอธิบายเหตุผลที่ไม่เลือกเดินทางไปศึกษาต่อเพื่อก้าวเป็นนักร้องโอเปร่าระดับโลก

ฟังเธอเล่ามาถึงจุดนี้ใครหลายคนย่อมประหลาดใจไม่ต่างกันว่าอะไรทำให้นักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกอย่างหมิวกลายเป็นนักร้องนำวง EDM

“ประมาณตอนเรียนปี 2 ช่วงปลายๆ ใจเริ่มไปทางอื่นแล้ว คือยังมีความสุขกับการร้องโอเปร่าอยู่ แต่คิดว่าจบไปแล้วทำงานอะไรต่อ ก็เลยอยากจะร้องอย่างอื่นบ้าง ลองหาอะไรใหม่ๆ ทำดู แล้วตอนนั้นพี่เอ้ก็มาชวนว่ามาร้องเพลงกับวงพี่มั้ย แต่ทำวงแนว EDM นะ หนูก็ถามเป็นยังไงหรอ พี่เขาบอกว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คือทุกอย่างมันไม่เคยเกิดขึ้น คือมันเป็นจินตนาการที่ไม่สามารถบอกได้ว่า อ๋อ ก็เหมือนวงนั้นไง เพราะมันไม่มี พี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวทำเพลงส่งมาให้ฟัง คือตอนนั้นมันยังงงๆ อยู่ แล้วหนูก็งงๆ ชีวิตของตัวเอง ก็เลยบอกพี่เอ้ว่า โอเค มาลองทำกันดู”

“จากนักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกมาเป็นนักร้องนำวง EDM ที่ยังไม่มีคนรู้จัก รู้สึกยังไง” ผมถามหญิงสาว

“ตอนนั้นเครียดมากเลย เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าเราเลือกทางนี้เราจะผิดไปตลอดชีวิตหรือเปล่านะ แล้วไม่มีใครสนับสนุนเลยทั้งพ่อแม่ ทั้งอาจารย์ เพราะเขาปูเราให้มาทางนี้ตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนูเดินไปบอกอาจารย์ว่าหนูจะเปลี่ยนสาขา จะขอไปอยู่สาขาอื่นแทนโอเปร่า อาจารย์ใจสลายเลยค่ะ เขาบอกว่า why why why เธอผ่านสิ่งต่างๆ มาไกลมากแล้ว ทำไมถึงเลือกแบบนี้”

“แล้วไม่เสียดายสิ่งที่ผ่านมาเหรอ”

“ไม่เสียดายค่ะ เพราะว่าสิ่งที่หนูเรียน ประสบการณ์ทุกอย่างมันยังอยู่ในนี้ค่ะ มันอยู่ในตัวหนู มันยังหล่อหลอมหนูอยู่ทุกวันนี้ แล้วอย่างน้อยหนูก็พูดได้ว่า เราเคยไปถึงขั้นไหน เราประสบความสำเร็จจนถึงจุดจุดหนึ่งก็ โอเค เรารู้ว่าเราทำมันเต็มที่แล้ว เราไม่เสียดายที่ทำมัน เราทำไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็อยากลองทำอย่างอื่นบ้าง”

และในที่สุด BOOM BOOM CASH ก็ได้นักร้องนำดีกรีแชมป์โอเปร่าโลก

BirdxBOOM BOOM CASH

3

ในช่วงที่ยังไม่มีใครรู้จัก BOOM BOOM CASH และแนวเพลง EDM เพลงที่ชื่อ BLUR BLUR ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงคล้ายเป็นนามบัตรของพวกเขาในการตระเวนเล่นตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน

“วันแรกที่เราเล่นกับวงมันมีคนดูแค่ยี่สิบกว่าคนเองครับ มีค่ารถให้คนละ 600 ก็ไปเล่นกัน” เอ้เล่าบรรยากาศตอนแสดงสดครั้งแรก “ตอนช่วงแรกๆ มีนักข่าวไปหาบ่อยมาก เมื่อก่อนเล่นเสร็จตี 1 ตี 2 มารอเพื่อมาถามว่าอะไรคือ EDM แค่นั้นเอง ตอนนั้นวงเริ่มต้นใหม่ เราไม่รู้เลยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ห้ามใช้เงินเป็นที่ตั้งเลยในช่วงแรก เพราะไม่รู้เลยว่าจะได้เมื่อไหร่ เผลอๆ ทำไปปีหนึ่งอาจจะเจ๊งก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ทำให้มีความสุขแล้วกัน มันจะได้อยากทำ

“ตอนนั้นก็คิดว่าอยากจะอยู่รอดด้วยสิ่งนี้สักที คือได้ทำสิ่งที่รักแล้วรอด เราจะได้ทำไปตลอด ก่อนนอนก็จะคิดว่าได้ขึ้นเวทีใหญ่” เอ้เล่าถึงช่วงที่พวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงแคบๆ

ด้วยความที่เป็นแนวดนตรีใหม่ที่ไม่เคยมีใครในวงเคยรู้จักมาก่อน ทุกคนจึงต้องปรับจูนใหม่หมด โดยเฉพาะนักร้องนำเสียงโอเปร่าอย่างหมิว

“มันแปลกมากๆ ต้องเรียนรู้อะไรใหม่หมดเลย เรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อก่อนร้องโอเปร่าหนูไม่เคยใช้ไมโครโฟนมาก่อน ไม่เคยต้องร้องกับวงดนตรีสด เคยร้องแต่กับวงออร์เคสตรา ไม่เคยต้องพูด ไม่เคยต้องเอนเตอร์เทนคนดู เคยแต่ยืนสวยๆ ก้มสวยๆ แล้วก็เดินกลับไป (หัวเราะ) แต่พอมาเป็นนักร้องนำมันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี หนูก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเบบี๋เลย แต่มันสนุกดีนะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่

BOOM BOOM CASH

“ซิงเกิลแรกที่ชื่อ BLUR BLUR ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่า” ผมชวนพวกเขาย้อนมองซิงเกิลที่เป็นจุดเริ่มต้น

“สำเร็จในสิ่งที่เราอยากจะบอกให้คนรู้ว่าเราเป็นแบบนี้นะ เรามาแล้วนะ เหมือนแนะนำตัวให้คนรู้จัก” เอ้ตอบก่อนที่หมิวจะเล่าต่อ “โชว์แรกตอนแรกคนก็นั่งกันหมดเลย คือเขาก็คงงง มีเพลงแค่เพลงเดียวคือ BLUR BLUR ซึ่งเขาร้องเพลงเราไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะสนุกกับเรามั้ยนะ แต่ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ มีคนปีนโต๊ะ แล้วทุกคนยืนเต้น มีคนกระโดด

“คำพูดที่อยู่ในหัวหนูคือ นี่แหละ ใช่” หมิวเน้นเสียงที่คำท้าย “พอเล่นปุ๊บ แล้วแบบ โอ้โห ตัวเราเองสนุกจนลืมทุกอย่างไปเลย หันไปเห็นใครในวงก็มีแต่คนเล่นแล้วยิ้ม เล่นแล้วสนุก อย่างตอนหนูร้องโอเปร่าก็จะเครียดกัน เพราะมันต้องเป๊ะ อันนี้หันไปทุกคนเฮฮา หนูก็เลยคิดว่านี่แหละความสุขที่ต้องการ คือหนูเล่นดนตรีมาหลายแนวก็เลยรู้สึกมาก ขนาดคนเขาไม่รู้จักเพลงเราเขายังสนุกกับเราได้ เหมือนหนูเก็บกดยังไงไม่รู้ วันนั้นปีนเก้าอี้บ้าคลั่ง ขนาดเราเป็นแค่ศิลปินตัวเล็กๆ อยู่เลย คนฟังไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา แต่ทำไมมันสนุกขนาดนี้ นี่แหละสิ่งที่เราได้รับจากคนดู เวลาหนูร้องเพลง”

ฟังพวกเขาเล่าถึงตรงนี้ผมก็ย้อนนึกถึงค่ำคืนที่เอ้ค้นพบดนตรีปริศนาที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเต้นราวกับโดนสะกดมาวันนี้เขาคงค้นพบคำตอบแล้วเรียบร้อย

หลังจากซิงเกิลแรกพวกเขาทยอยปล่อยซิงเกิลมาเรื่อยจน ชื่อของ BOOM BOOM CASH ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในวงการดนตรีอีกต่อไป แล้วความฝันที่จะได้เล่นเวทีใหญ่ของเอ้ก็เป็นจริงเมื่อพวกเขาได้รับเลือกให้เล่นเป็นวงปิดในงาน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 5

“ป๋าเต็ด ยุทธนา เขาอยากให้วงเราเล่นวงปิดเทศกาลเขา วงเราขึ้นตอนตี 5 ตอนประมาณตี 4 ผมเดินไปดูลาดเลาอีกที มีคนประมาณ 10 คนกับขยะกองหนึ่ง” เอ้ย้อนเล่าถึงประสบการณ์บนเวทีใหญ่ครั้งแรก “ผมก็ไปบอกวงว่าไม่มีคนดูเลยว่ะ ขึ้นไปเล่นแค่สนุกก็พอ แล้วตอนนั้นพี่โจ้-โจอี้ บอย จะมาขึ้นด้วย เพิ่งอัดรายการทีวีเสร็จก็ดิ่งมาจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก็โทรมาถามว่าพวกเราขึ้นเวทีหรือยัง ผมก็บอกพี่โจ้ว่า ไม่มีคนเลย พี่ไม่ต้องมา สงสารพี่ คือพี่เขาอยากมาเล่นด้วย เพราะเราทำเพลงด้วยกัน 2 เพลง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปเล่นกับพวกมึงแหละ ก็วางสายกันไป เราก็บูมอะไรกันเสร็จหลังเวที พอออกไปเราเห็นตอนนั้นเลยว่าคนมาดูสุดลูกหูลูกตา มันไม่มีเหลือที่ว่างเลย คือเราไม่ได้เห็นตอนที่คนมาไง โอ้โห อะไรวะนี่”

แล้วปฏิกิริยาจากผู้ชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็คล้ายเป็นคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถหว่านแนวเพลง EDM ลงในกลุ่มคนฟังได้สำเร็จ

หลังลงจากเวที ป๋าเต็ดซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival ถึงกับบอกว่า

“โชว์สนุกมาก เป็นวงปิดที่สมบูรณ์แบบ”

BOOM BOOM CASH

 

4

เพลงที่ BOOM BOOM CASH แต่งให้พี่เบิร์ด ธงไชย เพื่อเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Mini Marathon ชื่อเพลงว่า พี่เปิดให้ โดยพวกเขารับหน้าที่เป็นคนร้องท่อนแร็พในเพลงนี้ด้วย

“ตอนแรกที่พี่อ๊อฟ Big Ass ติดต่อมาบอกให้เราทำเพลงให้พี่เบิร์ด เราคิดว่าพี่เขาอำ แล้วตอนทำเราก็ทำไปด้วยความรู้สึกว่าเดี๋ยวพี่เขาไม่เอาแน่เลย คือเหมือนดีใจนะ แต่จะมีความรู้สึกนี้อยู่ตลอด เราก็ทำเต็มที่ แล้วตอนแรกตอนพี่อ๊อฟบอกว่าให้แต่งให้พี่เบิร์ดร้อง แต่เราก็อยากให้มีเสียงคนในวงอยู่ในเพลงด้วย ก็เลยแต่งท่อนแร็พให้มันยากๆ ให้พี่เบิร์ดร้องไม่ได้

“สุดท้ายพี่เบิร์ดบอกว่า สงสัยพวกเราต้องอยู่ในเพลงแล้ว แล้วพวกเราผู้ชายก็แร็พกันทั้งสามคนครับ พอมาแร็พ แล้วไหนๆ ก็มากันสามคนแล้ว เลยให้หมิวร้องท่อนฮุกกับพี่เบิร์ดด้วยแล้วกัน” เมื่อเอ้ว่าถึงตรงนี้สมาชิกในวงทุกคนก็หัวเราะพร้อมกัน

แม้พวกเขาจะเล่าติดตลกไว้อย่างนั้น แต่เมื่อได้ฟังเนื้อเพลงที่พวกเขาแร็พและคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พวกเขาเล่า ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วที่พวกเขาจะเป็นผู้ถ่ายทอด

บางวรรคของเนื้อเพลง พวกเขาแร็พว่า

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง…

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

หากมองจากภายนอก ยืนมองจากข้างล่างเวที ผมคงตัดสินว่า UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ คือศิลปินหนุ่มวัย 25 ที่ชีวิตสนุกสนานดี รอยยิ้มและสิ่งที่เขาแสดงออกบนเวทีดูมีความสุขจนหลายคนอาจอิจฉาในจุดที่เขายืนอยู่

แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพดังกล่าวในหัวของผมเปลี่ยนไป

ผมนัดพบกับอดีตนักร้องวง 3.2.1 ที่ร้านกาแฟย่านทาวน์อินทาวน์ในวาระที่เขาเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมงานกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ในโปรเจ็กต์ชื่อ Mini Marathon ตอนที่ได้ยินยอมรับว่ารู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ศิลปินฮิปฮอปซึ่งปัจจุบันไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่อย่างเขามาบรรจบพบเจอกับนักร้องซูเปอร์สตาร์อย่างพี่เบิร์ด

เราย้อนคุยกันถึงวันแรกที่เขาเข้าวงการมาจนกระทั่งถึงวันที่ได้ทำเพลงให้นักร้องที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นแฟนคลับมาตั้งแต่เป็นเด็ก

จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าเพลงมีความหมายกับทีเจมากกว่าแค่เป็นการงานที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

เพลงพาให้เขาผ่านช่วงชีวิตอันโหดร้ายมาได้ เพลงทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวในวันที่ครอบครัวแตกสลาย เพลงทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่หลังโรคซึมเศร้าเข้าครอบงำ

และแน่นอน เพลงทำให้เรามาพบกันในวันที่เขาบอกว่า ทุกอย่างนั้นโอเค

UrboyTJ

1.

เพลงคือเพื่อน

ทีเจบอกผมว่า เพลงของธงไชย แมคอินไตย์ เป็นคล้ายเพลงประกอบชีวิตช่วงวัยเด็กของเขา

ฟังเผินๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการออกอัลบั้มมายาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้ของพี่เบิร์ด ไม่ใครก็ใครในช่วงชีวิตหนึ่งย่อมมีเพลงของนักร้องผู้นี้ดังคลอประกอบการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง

เพียงแต่ผมไม่คิดว่า เพลงประกอบชีวิตของนักร้องที่มองภายนอกดูมีความสุขดีผู้นี้ จะเป็นเพลงที่ดังคลอในช่วงครอบครัวแตกสลาย

เพลงเพลงนั้นชื่อ เล่าสู่กันฟัง

“ช่วงประมาณอายุ 15 – 16 พ่อกับแม่ผมหย่ากัน แล้วก็แยกกันอยู่ ช่วงนั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตผม พ่อไม่ยอม เอาตัวผมกลับไปอยู่ด้วย แล้วแม่ก็ไปดึงกลับมา ดึงกันไปดึงกันมา ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ มันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น คนก็พยายามหลอกเราว่าไม่มีอะไร เราก็มารู้ทีหลังว่ามันคืออะไร

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

“ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งรถกับพ่อจากบ้านแม่ไปเชียงราย โดยมีตังค์ติดตัวทั้งสองคนแค่บาทเดียว แล้วก็มีรถอยู่คันเดียว ตอนนั้นหิวข้าวก็ไม่มีอะไรกิน กินข้าวเหนียวกับเกลือบนรถ แล้วเงินบาทเดียวที่มีนั้นก็ใช้โทรหาแม่เพื่อให้แม่มารับ เพราะว่าน้ำมันรถหมดกลางทาง” ทีเจเล่าสู่กันฟังด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

มันเป็นช่วงชีวิตที่จะเรียกว่าสนุกก็สนุก ถ้าจะมองในมุมเศร้าก็เศร้า-นักร้องหนุ่มสรุป

“ชีวิตเราผ่านอะไรเศร้าๆ มาเยอะ ถ้าเปิดเพลง เล่าสู่กันฟัง เป็นซาวนด์แทร็กในช่วงชีวิตตอนนั้น ผมร้องไห้แน่นอน ผมรู้สึกว่ามันทัชผมมาก มันเป็นเพลงที่ดีมาก ที่ผมชอบเพราะว่ามันเป็นเรื่องของคนที่อยู่ไกลกัน แล้วประโยคแต่ละประโยคที่เขียน ที่ร้อง ออกมาผมรู้สึกว่ามันแทงใจ ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาจะไหลตลอดเวลา เพราะว่าประสบการณ์ชีวิตของเราที่ใช้มา เราอยู่ไกลกับครอบครัวตลอด เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

แล้วระหว่างที่เราคุยกันถึงเพลงที่ว่า เขาก็ร้องบางท่อนของเพลงนั้นออกมา

“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ

2.

เพลงคือสิ่งยึดเหนี่ยว

“ตอนนั้นไม่มีความสุขอะไรเลย”

ทีเจตอบทันทีเมื่อผมชวนย้อนถึงช่วงวัยเด็ก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศิลปินที่คนรู้จักอย่างทุกวันนี้

“ไปเรียนหนังสือก็ไม่มีเพื่อนคบในโรงเรียน ผมเหมือนคนซึ่งผ่านเรื่องราวที่เด็กๆ อายุเท่ากันยังไม่เคยเจอมาก่อน มันเลยทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วพอไปอยู่ในสังคมก็เลยกลายเป็นว่าคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เด็กก็ไม่เข้าใจเรา สุดท้ายเพื่อนที่เรามีกลายเป็นคนอายุมากกว่า เป็นอาจารย์ หรือเป็นครูสอน ผมเลยกลายเป็นเด็กที่ไม่มีคนคบ ไม่มีเพื่อนตั้งแต่ตอนนั้น”

ช่วงนั้นเองที่เขาคลั่งไคล้ดนตรีฮิปฮอป เมื่อฟังมาก หลงใหลมาก เห็นคนอื่นทำเพลงกันเองได้โดยลำพัง เขาจึงเริ่มอยากทำให้คนอื่นฟังเองบ้าง

“หลังจากเริ่มทำเพลงเอง ผมก็ส่งเพลงไปให้วงไทยเทเนียม แต่ว่าโดนปฏิเสธ ที่โดนปฏิเสธเพราะว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ทุกวันนี้ถ้าผมย้อนกลับไปฟังเพลงช่วงนั้นที่ทำ ผมก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันใครวะ ถ้าเป็นผมผมก็คงปฏิเสธ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ยอมแพ้ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนได้มาเป็นเดโม่ 5 เพลง”

ในวันและวัยที่ไม่มีความสุขความภูมิใจใดๆ ในชีวิต ทีเจบอกว่ามินิอัลบั้มที่ทำเองคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ

จิรายุทธ ผโลประการ

“เหมือนเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลาโดดเดี่ยวมาได้” ผมสรุปตามที่เข้าใจ

“ใช่ๆ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากเลิกเรียนแล้วกลับมาทำตรงนี้ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีอะไรที่ทำให้มีความสุข นอกจากได้ฟังเพลง ได้ร้องเพลง ได้เต้น ตอนมัธยมพอกลับมาจากโรงเรียน ผมจะมีห้องของตัวเอง ผมก็จะเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงดังๆ แล้วก็เต้นไป ร้องไป ตั้งแต่อายุ 15 มันรู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากทำ”

แล้วมินิอัลบั้มนั้นก็เปลี่ยนชีวิตเขาเมื่อใครบางคนได้ฟังผ่าน Hi5 ส่วนตัวที่เขาไปลงไว้ เมื่อเห็นฝีไม้ลายมือ จึงติดต่อชักชวนให้เขาไปออดิชันเป็นศิลปิน

“ตอนนั้นเราไม่ปฏิเสธ เพราะว่าเราอยากทำ เราอยากเป็นศิลปิน เราอยากทำเพลง เลยเข้ามาออดิชันที่กรุงเทพฯ”

และนั่นคือที่มาของการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 3.2.1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายดนตรีมาจนถึงวันนี้

Bird Mini Marathon

3.

เพลงคือยารักษา

ว่ากันตามเสียงตอบรับที่ผ่านหูผ่านตา เราคงต้องยอมรับว่าวง 3.2.1 ประสบความสำเร็จไม่น้อย

ในขณะที่ทุกอย่างคล้ายกำลังเข้าที่เข้าทาง ชีวิตของเขาเริ่มมีการงานให้ยึดเหนี่ยว แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็หายหน้าไปจากวงการเพลง

“มีช่วงหนึ่งที่พวกเราหยุดวงไป ตอนนั้นสัญญาหมด แล้วเพื่อนในวงไม่มีใครเลือกที่จะต่อสัญญาเลย แต่ใจเรายังอยากทำเพลงอยู่ พอไม่มีใครอยู่แล้ว เขาก็ยื่นข้อเสนอให้เป็นศิลปินเดี่ยว แต่เรารู้สึกว่าเราพอแล้วกับการโดนกำหนดให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยเลือกที่จะไม่ต่อสัญญา ผมเลยว่างงาน 6 เดือน

“ตอนนั้นทุกอย่างมันมารวมกันหมด ผมเครียด คือเราหาเลี้ยงตัวเองด้วยเงินจากตรงนี้ ถ้าเกิดเราออกจากการเป็นศิลปิน จะต้องเดือดร้อนพ่อแม่ ถ้าเราไม่ทำเพลงเราจะทำอะไรกิน คือทุกอย่างมันรวมกันมาให้คิดเยอะมาก ก็เลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา เวลา 6 เดือนนั้นเราต้องประคับประคองให้อยู่รอดให้ได้ ช่วงนั้นพยายามหาอะไรทำ ให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรทำอยู่ แต่สุดท้ายเราก็ยังทิ้งดนตรีไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด แล้วเราจะทิ้งได้ยังไง ก็เลยเริ่มลุกขึ้นมาทำเพลงเก็บไว้”

ในชีวิตช่วงที่แย่ที่สุด-จนเขาออกตัวว่ามีบางเวลาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดนตรีก็ฉุดให้เขากลับมาสู่เส้นทางปกติอีกครั้ง

“ช่วงนั้นผมเอาเพลงเก่าๆ ที่เคยทำไว้มานั่งฟังดูซิ เอาเพลงเดิมนั่นแหละมาปรับแต่งนั่นนี่ เป็นเพลงที่เคยเอาไปเสนอค่ายเพลงตอนที่พยายามจะเป็นศิลปินเดี่ยวแต่เขาไม่เอา แล้วเพลงนั้นก็กลายเป็นซิงเกิลแรกของ UrboyTJ”

เพลงที่เคยนำไปเสนอแล้วค่ายเพลงไม่เอาที่เขาว่า คือเพลงที่วันนี้มียอดวิวในยูทูบ 80 ล้านวิว และเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักทีเจอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว

เพลงนั้นชื่อเพลง เค้าก่อน

Bird Mini Marathon Bird UrboyTJ

“ตอนแรกเราไม่มั่นใจว่าเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วจะประสบความสำเร็จมั้ย แต่หลังจากปล่อยเพลงออกไป ยอดวิวขึ้นมาวันละล้าน แล้วก็เริ่มมีงานติดต่อเข้ามา ผมเลยตัดสินใจทำต่อ ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือตอนที่อยู่ค่ายเราทำเบื้องหลังด้วย ตั้งแต่เขียนเพลง ทำเพลงยังไง โปรโมตยังไง เรารู้หมด ก็เลยใช้แผนนั้นกลับมาทำของตัวเอง จนยาวมาถึงวันนี้”

“รู้สึกติดหนี้บุญคุณเพลงบ้างมั้ยที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ จากคนที่เกือบจะเป็นเด็กมีปัญหากลายมามีทุกวันนี้” ผมถาม

“ไม่เรียกว่าติดหนี้บุญคุณ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับมันได้แล้วไม่เบื่อมัน เพราะว่าปกติผมอยู่กับอะไรไม่กี่เดือนผมก็เบื่อแล้ว ทำอะไรก็ตั้งเป้าหมายไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็ทำได้แป๊บเดียวก็เบื่อละ แต่มันมีอยู่อย่างเดียวที่ทำแล้วไม่เคยเบื่อ

“สิ่งนั้นคือเพลง”

UrboyTJ

4.

เพลงคือที่ระบาย

เมื่อชวนย้อนมองเพลงที่เขาทำในนาม UrboyTJ เขาว่าจุดร่วมหนึ่งคือ ส่วนใหญ่เป็นเพลงของคนที่ไม่สมหวัง 

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเพลงที่แต่งก็เป็นอย่างนั้น เขาว่าสำหรับตัวเอง เพลงกับชีวิตแยกกันไม่ออก

“ผมเชื่อว่าเพลงที่เราจะสื่อสารได้ดีที่สุด คือเพลงที่เราประสบกับตัวเองมา มันจะรู้สึกอิน มันจะสื่อสารได้สมจริง คนจะเข้าถึงมัน คนจะเข้าใจว่าคนคนนี้ผ่านเรื่องนี้มายังไง

“ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราเขียนเพลงออกมาแล้วมีแต่เพลงเศร้า ลองไปฟังดู ส่วนมากเพลงของผมจะไม่มีเพลงที่สมหวังอะไรเท่าไหร่ มันจะเป็นเพลงเศร้าที่หลอกด้วยดนตรีสนุกสนาน เช่นเพลง เค้าก่อน คนฟังทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าสนุกดี แต่จริงๆ เนื้อหามันคือเรื่องของการไปชอบคนคนหนึ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมเลือกที่ใช้มุมการนำเสนอที่ไม่ได้เศร้า”

“ทำไมต้องนำเสนอด้วยดนตรีสนุกสนานทั้งที่เป็นเรื่องเศร้า” ผมสงสัย

“มันเหมือนชีวิตเราเจอเรื่องเศร้ามาแล้วเราพยายามจะปกปิดความจริงที่ว่าเราอ่อนแอ เราพยายามเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น แต่ว่าจริงๆ ข้างในเราอ่อนแอนะ มันเลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเพลงผม เรารู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงของเรามันนำเสนอว่าเราเข้มแข็งมาตลอด

“เพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้มีหลากหลายแนวมาก มันมีเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกบวกกับฟังแล้วให้ความรู้สึกลบ เราเป็นคนที่ชอบฟังเพลงที่มันมีความบวก อย่างเช่นเพลงของบ๊อบ มาร์เลย์ ที่ฟังแล้วรู้สึกมีความสุข เขาจะพูดเสมอว่า Don’t worry, be happy. ก็คือทุกเวลาที่เรารู้สึกแย่แล้วเราได้ฟังเพลง มันเหมือนเป็นยารักษาช่วงเวลาสั้นๆ นั้นให้เรารู้สึกกลับมาดีขึ้นได้สักพัก แม้จะใช้ไม่ได้ผลตลอดเวลา แต่มันใช้ได้”

แล้วเมื่อได้รับการชักชวนจาก พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ของโปรเจ็กต์ Mini Marathon มาทำเพลงให้นักร้องอย่างพี่เบิร์ด เขาก็ใช้วิธีคิดในการทำเพลงแบบเดียวกันกับที่เคยทำมาตลอด

พลงที่เขาแต่งมีชื่อสั้นๆ ว่า Okay

UrboyTJ พี่เบิร์ด

“อย่างที่บอก ผมทำเพลงออกมาแล้วอยากให้เป็นแนว positive พี่อ๊อฟเขาอธิบายว่าการวิ่งมาราธอนมี 8 สเตจ อยากให้เราแต่งเพลงที่พูดถึงสเตจที่เรียกว่า shock ผมก็คิดว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกดาวน์ รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา อยากที่จะบอกกับทุกคนนี้ว่า Everything is gonna be ok. ทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ เราจะผ่านไปได้ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหน ทุกอย่างมันจะโอเค”

การมาร่วมงานกับศิลปินเจ้าของซาวนด์แทร็กในชีวิตวัยเด็กเป็นเรื่องพิเศษอยู่แล้วโดยไม่ต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือการได้เห็นวิธีคิดและการทำงานของนักร้องในดวงใจ

“พอได้เจอผมก็รู้สึกเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่าซูเปอร์สตาร์ อย่างตอนที่ผมเขียนเพลง Okay ส่งไป ผมแปลกใจเหมือนกันที่มันผ่าน เพราะว่ามันฮิปฮอปมาก ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่เบิร์ดจะร้องเพลงแบบนี้ยังไง สุดท้ายพอพี่เบิร์ดร้องเสร็จแล้วส่งกลับมาผมตกใจเลยว่าพี่เบิร์ดร้องแนวนี้ได้ด้วย

“พี่เบิร์ดไม่ได้เป็นแค่นักร้อง เขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เวลาเขาเล่นคอนเสิร์ต เขาร้องเพลง เขาทำให้คนดูอินกับเขาได้ ทำให้คนฟังมีความสุข ซึ่งผมว่ามันแตกต่างจากนักร้องทั่วไปมาก ที่แค่ร้องเพลงไปโดยไม่ได้แคร์ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง พี่เบิร์ดเขาแคร์ทุกคนที่ฟังว่าเขาจะรู้สึกยังไง คนเลยอินไปกับเพลงที่เขาร้อง บางคนฟังเพลงเขาแล้วร้องไห้ออกมา”

ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มไม่ได้ย้อนบอกอีกครั้งว่า ‘บางคน’ ที่ว่า รวมถึงเขาด้วย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load